Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 กรกฏาคม 2555
 
All Blogs
 
O หลัง .. อัสดงคต .. O








O เคว้งคว้าง .. ปีกนกโผ-ร่อนโล้ลม
ใกล้สูรย์จมจากลับพร้อมสรรพเสียง-
ปีกนก, รอบถวิล .. โบกบินเพียง-
จะรอเคียงโคมระยับ .. หล่นลับดวง

O เคลื่อนคล้อยผ่านปรากฏ .. ฟ้าจรดน้ำ
ลมเย็นย่ำ .. พลิ้วแผ่ว, เหมือนแววหวง-
ที่พลิ้วผ่านเนตรปลาบ .. ลงทาบทวง
เพื่อจะหน่วงเหนี่ยวหา .. แรงอาลัย

O สนธยา-เหลืองแดง .. ฉาบแต่งสรวง
เมื่อกาลล่วงสำหรับ .. จันทร์ขับไข
ลมแผ่วโลมแผ่นน้ำ .. นั้นร่ำไร
อยู่ล้อการวิ่งไหว .. เป็นวงนั้น

O อยู่ดีหรือไฉน .. นะใจเจ้า
จะเปลี่ยวเปล่าเงียบหงอย .. หรือคอยหวั่น-
ว่าคนที่ถวิลเห็น .. ไม่เว้นวัน-
จะรอพร้องรำพัน .. ค่ำยันเช้า

O รอผ่านคำ .. ผ่านศัพท์ให้รับรู้
ผ่านนัยชู้โอบขวัญ .. เช่นวันเก่า
ในทุกศัพท์สำเนียง .. มีเพียงเรา-
คอยใฝ่เฝ้าเย้าหยอก .. และยั่วกัน

O ร้างไร้ปลายปีกนกจะผกบิน
ยังแต่จินตนาภาพของคราบฝัน
ไร้ดาวลอยดวงแข่ง .. ด้วยแสงจันทร์
เหลือฮึกเหิมดวงขวัญ .. อย่าง-มั่นใจ

O แว่วเสียงนกงึมงำ .. กลางค่ำดึก
ก็นิ่งนึกปรารมภ์เกินข่มไหว
ละบทบาท-ปรารถนา, แรงอาลัย
คอยผ่านให้สำหรับ .. ได้รับ-รู้

O กลางหรีดหริ่งเรไร .. ที่ให้เสียง
เช่นร้อยเรียงความวอนผ่านย้อนสู่
ในวิกาลมืดดำ, ความดำรู-
คล้ายรออยู่แฝงเร้น .. อยู่เช่นนั้น

O สังคีตประณีตกรอง .. ความพร้องพร่ำ
ค่อยค่อยย้ำอกใจ .. จนไหวสั่น
คล้ายเรียวนิ้วเหน็บหนีบ .. เข้าบีบคั้น
เพื่อกีดกั้น, กักกุม .. เพื่อรุมเร้า

O เมื่อรอยกรรมนำชาติ .. มาพาดช่วง
สืบเงื่อนบ่วงอาวรณ์ .. ครั้งก่อนเก่า
ผ่านละม่อมพักตร์พิมพ์ .. แสนพริ้มเพรา
ความเปลี่ยวเปล่าทั้งปวง .. ย่อมล่วงแล้ว

O เคว้งคว้างในจินตะภพ .. คำรบนี้
รับลมวีวาดโรยแรงโผยแผ่ว
เนตรนั้นคล้ายอาวรณ์ .. จะย้อนแวว-
วามผ่องแผ้ว .. ห้อมห่มสายลมเย็น

O อยู่ดีหรือไฉน .. นะใจเจ้า
หรือเพียงเฝ้ารอคอย .. ละห้อยเห็น
กลางแวดล้อมงันเงียบ .. หรือเพียบเพ็ญ-
ด้วยอาวรณ์ซ่อนเร้น .. อยู่เช่นกัน ?





Create Date : 06 กรกฎาคม 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 12:56:27 น. 8 comments
Counter : 2628 Pageviews.

 
ช่วงแสงนวลระยับโคมขับไข
เนตรสดใสผ่องแผ้วผ่านแววหวาน
แย้มปรางเอื้อนอาวรณ์ทอนร้าวราน
รอบหม่นหมองยาวนานผ่านไปแล้ว


โดย: มาย IP: 115.87.86.212 วันที่: 7 กรกฎาคม 2555 เวลา:15:31:10 น.  

 
มาย...

ช่วง .. แสงนวลระยับโคมขับไข
คำว่า ช่วง คงหมายถึง ช่วงเวลาที่ แสงนวลของโคมไฟทอดทอ

เนตรสดใสผ่องแผ้วผ่านแววหวาน
บาทนี้ ความใช้ได้

แย้มปรางเอื้อนอาวรณ์ทอนร้าวราน
แย้มปราง ?
ปรางคือแก้ม .. แก้มนี่แย้มได้หรือ .. มีแต่ปากที่แย้ม(ยิ้ม)ได้
เอื้อน .. คือ เอ่ย พูด พรรณา
อาวรณ์ .. ความรัก
แย้มปากพร่ำพรรณาถึงความรักเพื่อลดทอนความทุกข์ใจ ?
บาทนี้ความมันแปลกๆ

รอบหม่นหมองยาวนานผ่านไปแล้ว
บาทนี้โอเค


หากจะเขียนบทเดียว ก็ต้อง ..
บาทแรก .. เปิดประเด็น
บาทสอง .. แตกประเด็น
บาทสาม .. รวบประเด็น
บาทสี่ .. ปิดประเด็น



โดย: สดายุ... วันที่: 7 กรกฎาคม 2555 เวลา:20:13:24 น.  

 

สดายุ..

"O อยู่ดีหรือไฉน .. นะใจเจ้า
จะเปลี่ยวเปล่าเงียบหงอย .. หรือคอยหวั่น-
ว่าคนที่ถวิลเห็น .. ไม่เว้นวัน-
จะรอพร้องรำพัน .. ค่ำยันเช้า

O รอผ่านคำ .. ผ่านศัพท์ให้รับรู้
ผ่านนัยชู้โอบขวัญ .. เช่นวันเก่า
ในทุกศัพท์สำเนียง .. มีเพียงเรา-
คอยใฝ่เฝ้าเย้าหยอก .. และยั่วกัน"

นี่ในสองบท ก็
.."เปิดประเด็น"ด้วย "อยู่ดีหรือไฉน .. นะใจเจ้า"
.. แตกประเด็น ด้วย "ว่าคนที่ถวิลเห็น .. ไม่เว้นวัน-
จะรอพร้องรำพัน .. ค่ำยันเช้า"
.. รวบประเด็นกับ "รอผ่านคำ .. ผ่านศัพท์ให้รับรู้"
แล้ว..ปิดประเด็น..ว่า..
"................... มีเพียงเรา-
คอยใฝ่เฝ้าเย้าหยอก .. และยั่วกัน"

ใช่ไหมคะ.. แล้ว 94 Pageviews นี่มาทำอะไรเอ่ย
หรือว่า"เรา"ในที่นี้ หมายถึงผู้เขียน และผู้อ่าน..
มิใช่ เธอ..แหละ.. ฉัน




โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.6.218 วันที่: 7 กรกฎาคม 2555 เวลา:20:37:55 น.  

 
นั่นสิคะ มายก็ว่ามันแปลกๆ
ยังบิ๊วอารมณ์ไปไม่ถึง ยากค่ะยาก
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ


โดย: มาย IP: 115.87.81.56 วันที่: 9 กรกฎาคม 2555 เวลา:1:38:28 น.  

 

สดายุ..

"O เพียงเจ้า ..

O เกิดแต่เมื่อบริบท..แห่งพจน์พากย์-
โหมแรงกรากเชี่ยวไหลพาใจเผลอ-
เข้าเสพรสให้คำ..ล้อมบำเรอ-
พาอ่อนหวานปรนเปรอ..จนเหม่อลอย"

คำกรองที่ร้อยไว้อย่างงดงามนั้น จะกี่ครั้งกี่หนที่ผ่านสายตา ย่อมสร้างความสดชื่นแก่ผู้อ่านเสมอ..
ดุจดอกไม้หอม..ยังคงหอมอยู่ร่ำไป..


โดย: บุษบามินตรา IP: 87.173.30.111 วันที่: 9 กรกฎาคม 2555 เวลา:12:50:12 น.  

 


สวัสดีค่ะ...

โฉบมาแถวนี้พอดี มาอ่านเจ้าค่ะ ^^

อยากสามารถบ้าง แต่ รู้ตัวเองดีว่า ไม่มีความสามารถทางด้านนี้

ชอบอ่านมากกว่าค่ะ แต่ว่า... บทนี้บอกไรใครอีกน๊า....

รักษาสุขภาพนะคะ

ขอบคุณค่ะ


โดย: witch IP: 118.172.111.240 วันที่: 9 กรกฎาคม 2555 เวลา:14:45:57 น.  

 
เกิดแต่เมื่อบริบท..แห่งพจน์พากย์-
โหมแรงกรากเชี่ยวไหลพาใจเผลอ-
เข้าเสพรสให้คำ..ล้อมบำเรอ-
พาอ่อนหวานปรนเปรอ..จนเหม่อลอย

ยิ่งเสพทราบคำความให้หวามหวั่น
ดวงใจจากไหวสั่นแต่เพียงค่อย
กลับไหวแรงตามอาวรณ์ที่ซ่อนรอย
เพียงยลถ้อยรอบถวิลยิ่งยินดัง

ลองใหม่ค่ะ


โดย: มาย IP: 124.122.142.153 วันที่: 10 กรกฎาคม 2555 เวลา:1:01:12 น.  

 


มินตรา ..

บทที่เลื่อนขึ้นทางขวามือเป็นบทเก่า ทั้งนั้น
เขียนตอนที่ยังเป็นละอ่อนอยู่ 55

พักหลังเขียนรวดเดียวไม่จบ เพราะมีเรื่องอื่นๆน่าสนใจมากมาย
อยู่รอบๆตัว จึงเขียนไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะรีบไปไหน





แม่มดตัวน้อย ..

บทนี้ปัดฝุ่น re-run สำหรับคนที่ "เผื่อจะโฉบมาแถวนี้" เจ้าค่ะ

ความสามารถด้านนี้ ดูๆจะไม่ค่อยจำเป็นนัก
ขอให้เก่งเลข เก่งคำนวณเถอะ แล้วจะน่ารักมากมายสำหรับ จขบ ขอรับ .. 55

หรือ เรียนจบเกียรตินิยม มา จึงเป็นความสามารถที่"เป็นที่ต้องการ" อย่างแท้จริง สำหรับบางคนแถวนี้

อิๆๆ






มาย ..
IP ที่ 2 คคห.แรกเป็นเวลากลางวัน ที่ทำงานหรือที่เรียน
ส่วน IP หลังสุดเป็นยามวิกาล คือที่อยู่อาศัย .. แสดงว่าอ่านตำราจนดึก

บทที่สองที่เขียนเอง นับว่าเขียนเนื้อความได้ต่อเนื่องดีมาก
ด้วยคำเชื่อม "กลับ"

ดวงใจจากไหวสั่นแต่เพียงค่อย
"กลับ"ไหวแรงตามอาวรณ์ที่ซ่อนรอย

ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนคิดเนื้อความไว้ล่วงหน้าก่อนเขียน
ที่จะต่างกับคนเริ่มเขียนใหม่ส่วนมากที่พยายามจบเนื้อในแต่ละบาทให้สมบูรณ์ ทำให้จำต้องย่น ต้องย่อคำ จนอ่านไม่รู้เรื่องเป็นส่วนใหญ่ หรือทำให้เนื้อความกระโดด

แปลว่า ไม่ได้เพิ่งหัดเขียน

ใช่ไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 10 กรกฎาคม 2555 เวลา:12:29:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.