Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2555
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
26 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
O หอมดอกแก้ว .. O







จระเข้หางยาว


1 ..
O ลมอบอุ่นผ่านล่อง, สูรย์ผ่องแผ้ว
เสียงหวีดแว่วเสียดรวง..ค่อยล่วงหาย
ดอกมาลย์ช้อยกลีบเชื้อ, ผีเสื้อลาย-
ก็บินบ่ายเข้าล้อม..กรุ่นหอมนั้น
O แก้วดอกขาวหอมอ่อนกำจรกลิ่น
ต้องลมรินโลมไล้..ก็ไหวสั่น
เกสรรูปหวานหอม..ก็พร้อมปัน-
หวานหอมนั้นพร่างพรม..กลางลมโรย
O อ่อยเอื่อยสายลมไล้ลูบใบหญ้า
ดั่งแววตาสบแล้ว-ใจแผ่ว..โหย
หอมรูปนาม, ละห้อยหา..ก็ปร่าโปรย-
อยู่ในสายลมโชย..แห่งรุ่งเช้า
O อบอุ่นกลางลมอุสุม, ที่รุมอยู่-
คือแววชู้ทอดทับความอับเฉา
พาคำนึงโลมลูบแต่รูปเงา-
ของวัยเยาว์ซ่อนยิ้ม..ผูก-พิมพ์ใจ
O เอิบอิ่มแก้มเนียนเนื้อ..ช่างเหลือรู้-
แฝงเร้นความเอ็นดู..ซ่อนอยู่ไหว
เกรงร่องรอยปรารถนาแรงอาลัย-
จะขับไขเผยค่าเต็มตาแล้ว
O คลื่นลมอุ่นอ้อนฟ้า..ผ่านป่าฝน
ริ้วลมวนเวียนโชย..แม้นโผยแผ่ว-
หาก-เรียวหญ้ายังค้อมยอดพร้อม-แวว-
วาบสั่นแสนผ่องแผ้ว..ทั้งแววตา !
O คลื่นอาวรณ์พลันช่วง..ในห้วงคะนึง
ด้วยงามซึ้งหวานพร้อม..ละม่อมหน้า
ฟ้าบนมีดวงวัน, ในสัญญา-
ก็เพียบพร้อมคุณค่าให้ปรารมภ์
O งดงามกลางดอกดวงลดามาศ
เมื่อโอภาสปลาบปลั่งค่อยสั่งสม
คุณค่าเฝ้าเปรียบเปรยรอเชยชม-
ก็แฝงริ้วสายลมห้อมห่มใจ
O จึง-ฤดูลมล่อง..นกท่องฟ้า
มีแววตาคู่นั้น..คอยสั่นไหว-
แฝงฝากความออดอ้อน..แอบซ่อนนัย-
ความอาลัยยามชม้าย..ที่คล้ายเมิน
O แม้-ลมอุ่นอบอ้าว..ในคราวนี้
แววตาที่บอกชัด.จะขัดเขิน
หากเมื่อลมผ่านระลอกคอยหยอกเอิน
ใครนั่นย่อมสั่นสะเทิ้นทั้งแววตา
O อบร่ำริ้วลมร้อน..กำจรผ่าน
ถ้วนปวงความอ่อนหวานก็ปานว่า-
โหมรอบลงล้อมขวัญ..แล้วบัญชา-
เร่งเร้าอาวรณ์ชู้..ให้อยู่เคียง
O แก้วดอกขาวหอมอ่อนกำจรกลิ่น
เมื่อถวิลอาลัย..นั้นให้เสียง
ว่า-ถ้วนปวงความถ้อยร่ำร้อย, เพียง-
เผยความเรียงตอกย้ำ..ด้วยคำเดิม

2 ..
O มีเจ้า..ยอดเยาวพา
ราวฝั่งฟ้าเบิกบุญลงหนุนเสริม
ทิพรูปในภวังค์แต่ดั้งเดิม-
ราวแต่งเติมแรงถวิลแนบวิญญาณ
O พารื่นรมย์ลุกลามไปสามโลก
ทอนสร้อยโศกเงียบเหงาเคยเผาผลาญ
ถ้วนปวงมธุรสทั้งพจมาน
ก็บรรสารสุมสั่งไม่รั้งรอ
O จะจำหลักลงทรวง-ความห่วงหา
เพื่อคุณค่างามเลิศ..เมื่อเกิดก่อ-
จักผูกชาติหวงแหน-จนแน่นพอ-
ตราบโลกย่อเที่ยวทาง..ให้ย่างเท้า
O เพียงเจ้า..เท่านั้นเจ้าขวัญน้อย
ที่ดวงใจนี้ละห้อย..และคอย-เฝ้า
ทิพรูปเจ้าเอย..แต่เผยเงา
ก็รุมเร้าใจอยู่..เกินรู้ล้าง
O ฤๅ-พรแถนแมนสรวง..ทุกช่วงชั้น
พาร่ำรสรำพัน..ไม่กั้นขวาง
เพรงบุญในกาลอดีต..ฤๅขีดทาง
พาชดช้อยก้าวย่างลงกลางใจ
O ทิพรูปในภวังค์ก็หยั่งร่าง-
ในช่วงกลางอาวรณ์และอ่อนไหว
เดือนดาวที่กลางสรวง..ฤๅดวงใด-
อาจบรรเจิดแจ่มได้..เท่านัยน์ตา ?
O แต่นี้-เวียนเกิดดับกี่กัปกัลป์
ขอยกขวัญยอบุญเทียบคุณค่า
สบรูปเมื่อใดนั้น..จงบัญชา-
ให้จมห้วงเสน่หา..จนกว่าวาย !
O แต่นี้-เวียนเกิดดับกี่กัปกัลป์
ขอผูกพันเพียงเจ้า..เป็นเป้าหมาย
ยึดครองเถิด, อย่างไรทั้งใจกาย-
นี้-คงสายเกินการณ์..จะต้านแล้ว !






Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 6 เมษายน 2561 9:11:54 น. 11 comments
Counter : 5366 Pageviews.

 

ภาพสาวของสดายุ มีความเป็นกุลสตรีมากขึ้นเรื่อยเรื่อยนะคะ
ในดวงตาฉายแววฉลาดปราดเปรื่อง ยิ้มนิ่มนวล
เก็บมือเก็บไม้ได้งดงาม..สาวรัฐศาสตร์ จุฬา ซิคะนี่..

"O เพียงเจ้า..เท่านั้นเจ้าขวัญน้อย
ที่ดวงใจนี้ละห้อย..และคอย-เฝ้า
ทิพรูปเจ้าเอย..แต่เผยเงา
ก็รุมเร้าใจอยู่..เกินรู้ล้าง"


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.148.249 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:0:19:14 น.  

 


มินตรา...
สาวน้อยคนนี้เป็นหนึ่งในสี่คนของทางจุฬาฯ ในงานบอลประเพณีครั้งที่ 68


คนไหน..ลองทายดู


ส่วนภาพนี้เป็นของทางธรรมศาสตร์...งานเดียวกัน



ให้ดูในชุดนักศึกษา..เสื้อขาวกระโปรงดำ..ที่ผมมองว่าบรรดาสาวน้อยจะดูสวยงามที่สุดในเครื่องแบบนักศึกษา...

กระโปรงดำเสื้อขาว..ค่อยก้าวย่าง
แก้มคิ้วคางเนตรคม..งามสมหน้า
มีจิตใจมุ่งมั่นคอยบัญชา
เร่งศึกษาเรียนรู้...ไม่ดูดาย



โดย: สดายุ... วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:6:14:36 น.  

 

ดายุ...

เหมือนตาจะลำเอียงนะคะ..มินตรามองว่าสาวจุฬา ดูจะ"มีมาด"กว่าสาวธรรมศาสตร์ นะ
หรือคนเลือกรูปจะหยิบภาพที่ต่างกันมาเน้นล่ะ
เช่นสาวจุฬาคือผู้อัญเชิญพระเกี้ยว แล้วสาวธรรมศาสตร์คือ ดรัมเมเยอร์ อะไรทำนองนี้ ซึ่งบุคคลิกต้องต่างกันอยู่..

มีคำที่มินตราแปลกหูนะ ดูจะเป็นคำเก่าเก่า.."จำหลัก"..
"ผูกชาติ" นี่ จะเข้าใจไม่ชัดเจน..ไม่ลึกพอ..
"O จะจำหลักลงทรวง-ความห่วงหา
เพื่อคุณค่างามเลิศ..เมื่อเกิดก่อ-
จักผูกชาติหวงแหน-จนแน่นพอ-
ตราบโลกย่อเที่ยวทาง..ให้ย่างเท้า"

หากโลกจะต้อง"ย่อเที่ยวทาง..ให้ย่างเท้า"นี่ ..
ก็มีระยะทางขวางกั้นระหว่างลำปาง..กับที่ไหนนะ..
เชียงราย..หรือฝั่งโขง..หรือระดับ"ขอบฟ้า" ต่างทวีปไปเลย..
นี่คืออุปสรรค รึ?..หรือเพียงภาระหน้าที่..
มิได้"โยนหินถามทาง"นะ ถามตรงตรงเลยค่ะ 555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.50 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:10:46:40 น.  

 


ทั้งสี่สาวจุฬาฯ ก็เป็นผู้นำเชียร์เหมือนทางธรรมศาสตร์...
แต่ถ่ายภาพออกมาดูดีกว่า เพราะเป็นภาพใช้ประชาสัมพันธ์...ขณะที่ทางธรรมศาสตร์เป็นภาพข่าวธรรมดา....

หากดูกันรายตัว...ธรรมศาสตร์สวยกว่านะปีนี้...


จะจำหลักลงทรวง-ความห่วงหา
เพื่อคุณค่างามเลิศ..เมื่อเกิดก่อ-
จักผูกชาติหวงแหน-จนแน่นพอ-
ตราบโลกย่อเที่ยวทาง..ให้ย่างเท้า

จำหลัก คำนี้ในพจนานุกรมหมายถึง...
สลัก, แกะให้เป็นลวดลาย
แต่เราอาจยักเยื้องใช้ในความหมายทำนองเดียวกับคำว่า"ประทับ"หรือ..stamp..ได้

ชาติ [ชาด, ชาติ, ชาดติ] น. การเกิด เช่น ชาตินี้ ชาติหน้า
ผูกชาติ...หมายถึง เกิดร่วมกาลเวลาเดียวกันไปทุกครั้ง...คือขอพบเจอไปทุกชาติ นั้นแล

ตราบโลกย่อเที่ยวทาง..ให้ย่างเท้า
แปลว่า..ไม่ว่าเกิด หรือ อยู่ห่างกันแค่ไหน...ก็ไม่พ้นกันไปได้
โลกจะหมุนพาเส้นทางให้มาซ้อนทับ..พบเจอกันในที่สุด

เหมือนคนสองคนที่เดินไปมาอยู่กรุงเทพตั้งนานไม่เจอกัน...กลับมาเจอกันที่ลำปาง...คือ หนีกันไม่พ้น

อะไรประมาณนั้น 555


โดย: สดายุ... วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:45:49 น.  

 
.




ปีกกระหยับโบกขึ้น - - - บินบน
กางแผ่บังสุริยน - - - ปิดฟ้า
ปักษาสดายุดล - - - ฤทธิเดช
โผผ่านพลิกแผ่นหล้า - - - ตระหลบฟ้าตะล่อมฝัน ฯ




โดย: สดายุ... วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:38:21 น.  

 

สดายุ..

งดงามและยิ่งใหญ่นัก..
"ปักษาสดายุดล - - - ฤทธิเดช
โผผ่านพลิกแผ่นหล้า - - - ตระหลบฟ้าตะล่อมฝัน ฯ"
ใครคง"หนีกันไม่พ้น" อย่างที่เอ่ย..
หากถึงขนาดจะ" ตระหลบฟ้าตะล่อมฝัน ฯ"อย่างนี้

"O แต่นี้-เวียนเกิดดับกี่กัปกัลป์
ขอผูกพันเพียงเจ้า..เป็นเป้าหมาย
ยึดครองเถิด, อย่างไรทั้งใจกาย-
นี้-คงสายเกินการณ์..จะต้านแล้ว !"

เหลือเกิน..นะ..เป็นกวีซะอย่าง!


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.50 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:14:26:25 น.  

 


มินตรา...
เวลาเขียนบทนารีปราโมชนี่...อารมณ์จะดีที่สุด...
เพราะนึกถึงความเป็นหญิงสาวที่อารมณ์อ่อนไหว แปรปรวน
ร้ายลึกๆ...รวมทั้งช่างออดอ้อนออเซาะ...ทำให้เขียนไปครึ้มอกครึ้มใจไป...55

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา"ตัวเล็กตัวน้อย"อย่างใน คคห.2
ที่ผู้ชายเห็นแล้วโลกสว่างไสวไปหมดนั้น...เป็นแรงจูงใจได้
เป็นอย่างดี

ความเป็นหญิงวัยสาวจึงไม่อาจห่างหายไปได้เลยจากโลกของชาย...โดยเฉพาะชายคนนี้...555


โดย: สดายุ... วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:16:03:50 น.  

 


"ความเป็นหญิงวัยสาวจึงไม่อาจห่างหายไปได้เลยจากโลกของชาย...โดยเฉพาะชายคนนี้..."

เจ้าชู้ ! 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.50 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:18:21:17 น.  

 

.




O เจ้าเอย, จนดับ, ทิ้ง - - - ทรมาน
หรือตราบรอบสังขาร - - - หยุดสร้าง
เอกภพจักรพาฬ - - - พาล่ม ลาญแล
ไฟนอกโลกแล่นล้าง - - - อาจล้างอาลัย ฯ



โดย: สดายุ... วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:20:15:11 น.  

 


O บัวดอกนั้น .. O

"O ร่ำรมรสตมดินในถิ่นล่าง
ช่อดอกตูมแช่ค้างอยู่กลางสินธุ์
ฤๅจะอาจรับรู้..ผึ้งภู่-บิน
และลมรินรวยสู่..ฤดูกาล"

..."ฤๅจะอาจรับรู้..ผึ้งภู่-บิน
และลมรินรวยสู่..ฤดูกาล"....555


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.221.152.50 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:21:16:31 น.  

 
สวัสดีคับ ยินดีที่ได้รู้จักน้องมิน


โดย: บอล เอฟซี คลับ IP: 1.10.232.22 วันที่: 12 สิงหาคม 2556 เวลา:21:40:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.