Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
16 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 

O ปริศนาแห่งท่าที .. O










เพลง .. SongFromASecretGarden



O กลางสายลมโรยระลอก .. ผ่านหมอกเช้า
เย็น-เงียบเหงา .. โลกสรรพ, รูปอัปสร-
ค่อยเผยภาครุมเร้า .. คอยเว้าวอน-
เสียงถ้อยความเง้างอน .. ออดอ้อนคำ
O พี่-เฉกยอดหญ้าพลิ้วกลางริ้วลม-
ปัดป่ายรอบอารมณ์ .. ล้อลมร่ำ
พร้อมแววตาอาวรณ์ .. ออดอ้อน .. บำ-
รุง .. นัยย้ำเยือนทั่วทั้งหัวใจ
O ลู่ระเนนเอนล้ม .. ล้อลมร่าย
เรียวใบปลิวปัดป่าย .. ต้นส่ายไหว
เช้านี้เมื่อพรมผ่านด้วยหวานใคร
แม้น-เยียบเย็นเพียงไหน .. ก็ไม่รู้
O เมื่ออบอุ่นอ่อนหวาน .. เคลื่อนผ่านล้อม-
พาใจน้อมนอบหวานที่ผ่านสู่
น้ำใจเช่นสายน้ำ .. ถ้อยคำตรู-
ย่อมดำรูดำรงช่วง .. กลางห้วงใจ
O หอมอาวรณ์ว่อนฟ้าเพ-ลานี้
ตอบรับรู้ท่าที .. เขามีให้
กี่หนาวยังยากฝ่าอุ่นอาลัย-
ที่โอบไล้โลมอก .. อยู่วก-วน
O หวานอารมณ์บ่มทรวงไม่ล่วงร้าง
ในท่ามกลางแสงช่วงโลมห้วงหน
ปรารถนานิรมิตในจิตคน-
หมายอีกใจดิ้นรน .. ตอบ-รับรอง
O รื่นรื่นลมรวยริน .. ล้อมถิ่นที่
ก่อนวาดวีเคลื่อนสายรำบายหมอง
โคมกลางฟ้าก็ระยับ .. ลงจับจอง-
พื้นที่ให้เรื่อรอง .. ได้ผ่องพราย
O ระยิบรับระยับรุ้ง .. แห่งคุ้งฟ้า
ค่อยทอดฝ่าโลกต่ำลงรำร่าย
เช่นเนตรซึ้งซ่านคำ .. ลอบรำบาย
เปล่งความหมายปลงเปลื้องบอกเรื่องราว
O ระยิบเอยชุติมา .. ใต้ฟ้าต่ำ
เปล่งประกายร่ายรำในค่ำหนาว
แฝงอาวรณ์ตอบรับอยู่วับวาว
จะเป็นเนตรหรือดาว .. ที่หาวนั้น
O ที่วอนว่า, น้อยใจ .. คำใครหนอ
เหมือนร่ำรอง้องอน .. ออดอ้อน-ขวัญ
ใจเอยแต่เลือนล่วง .. ทุกช่วงวัน-
คิดถึงนั้นมากอยู่ไม่รู้จาง
O ข่าวดีที่ไหนหนอ .. จึงรอคอย-
คำ,ความ,ถ้อย .. ผ่านสู่แต่ตรู่สาง
อิ่มเอมด้วยอาลัยแห่งใจนาง
ที่จะเคียงอยู่ข้างไม่ห่างกัน
O คิดถึงสักแค่ไหนหนอใจเจ้า
หวานรุมเร้าแค่ไหนหนอใจนั่น
จะรอคอยข่าวดีทุกวี่วัน
รอรำพันเจ้ามอบ .. คืนตอบแทน
O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
เต็มอยู่ทุกคาบช่วง .. คือหวงแหน
คงยากหารูปรส .. เข้าทดแทน
ให้เหมือนแม้นใครนี้ .. ผู้มีใจ
O อย่าลืมว่ามีใจ หนึ่งใจคอย-
สบรูปรอยแห่งชู้ .. ว่าอยู่ไหน
ถวิลถึง .. ห่วงหา .. พร้อมอาลัย-
ราวสุมใส่แทรกทรวงทุกช่วงตอน
O อย่าลืมว่ามีใจ ..หนึ่งใจรู้-
แต่ละห้อยคอยอยู่ .. ไม่รู้ผ่อน
รอคอยหนึ่งรูปนามผู้งามงอน-
ชายตาค้อนอ้อนความ .. เอาตามใจ !
O จงรู้ว่า .. คำนึงเพียงหนึ่งช่วง-
มีความหวงแหนอยู่ .. จนรู้ได้
จงรู้ว่า .. ความคำที่ร่ำไร-
หวังเพื่อให้ใจนั้น .. หวิว-สั่นสะท้าน !




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557
9 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:24:01 น.
Counter : 1290 Pageviews.

 

เพราะเสมอค่ะ 😘😘

 

โดย: Medkhanun IP: 94.23.252.21 16 ตุลาคม 2557 6:26:44 น.  

 

สดายุ...

"O ระยิบรับระยับรุ้ง .. แห่งคุ้งฟ้า
ค่อยทอดฝ่าโลกต่ำลงรำร่าย
เช่นเนตรซึ้งซ่านคำ .. ลอบรำบาย
เปล่งความหมายปลงเปลื้องบอกเรื่องราว
O ระยิบเอยชุติมา .. ใต้ฟ้าต่ำ
เปล่งประกายร่ายรำในค่ำหนาว
แฝงอาวรณ์ตอบรับอยู่วับวาว
จะเป็นเนตรหรือดาว .. ที่หาวนั้น"

" ระยิบรับระยับรุ้ง .. แห่งคุ้งฟ้า" ....ขึ้นคำก็ระยิบระยับวับวาว เปล่งประกาย..เพชร...ออกมา..

"เปล่งความหมายปลงเปลื้องบอกเรื่องราว"...ป..ป..ป.

" แฝงอาวรณ์ตอบรับอยู่วับวาว
จะเป็นเนตรหรือดาว .. ที่หาวนั้น"...

ที่ตอบรับอยู่วับวาวน่ะเป็นเนตร หรือดาว..
ที่แน่แน่คือ...สาวผู้นี้ใช้ตาพูด..!

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 16 ตุลาคม 2557 11:29:04 น.  

 

เม็ดขนุน

ตอนที่เรายังไม่มีแฟน กลอนนี่ไพเราะกว่าตอนนี้
แต่ตอนนี้ พี่ไม่แน่ใจนัก 555


มินตรา
คงต้องตอบยาวหน่อย
ก้เดี๋ยวค่ำๆจะมาขอรับ

 

โดย: สดายุ IP: 49.230.73.53 16 ตุลาคม 2557 14:55:34 น.  

 

ดายุ...

"O อย่าลืมว่ามีใจ ..หนึ่งใจรู้-
แต่ละห้อยคอยอยู่ .. ไม่รู้ผ่อน
.......
O จงรู้ว่า .. คำนึงเพียงหนึ่งช่วง-
มีความหวงแหนอยู่ .. จนรู้ได้ "....

วัยรุ่นรอไม่ได้..ใจร้อนค่ะ เร้ว..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 16 ตุลาคม 2557 15:05:42 น.  

 

มินตรา ..

คำพูดของผู้หญิง ไม่แน่ว่าจะตรงกับความคิดเสมอไป .. เราจึงมิอาจยึดถือคำพูดของหล่อนเป็นจริงเป็นจังได้
จำต้องมองการกระทำที่จักสอดคล้อง หรือ แตกต่างเป็นตัวบ่งชี้ ..

เราจึงจำต้องเอาอคติ ชอบ ชัง ออกไปก่อน .. เพื่อให้การมองเรื่องราวมีความถูกต้อง ใกล้เคียงตามหลักสามัญสำนึกทั่วๆไป

การใช้แววตา เป็นสื่อ จึงเป็นอีกอย่างที่ปิดบังยากกว่าคำพูด ..
จิตวิญญาณที่มักแนบแน่น และ กลมเกลียวกับภาวะของ” โลกสวย” .. หรือ “โวหารภาพพจน์” ในระดับขั้นเสพติดนั้น จักไม่ให้ความจริงได้สักกี่มากน้อยในถ้อยคำ

ความจริงบางอย่างบอกใครไม่ได้ .. เพราะจะทำให้ตนเองเสื่อมเสีย
ความจริงบางอย่างบอกคนคนหนึ่งไม่ได้ .. เพราะจะทำให้สูญเสียคนคนนั้นไป
ความจริงบางอย่างบอกออกไปจนหมดสิ้นไม่ได้ .. เพราะจะทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ หรือ เสียภาพพจน์
ความจริงบางอย่างบอกตัวเองยังไม่ได้ .. เพราะจิตวิญญาณแนบแน่นกับความเท็จจนเป็นปกติ คือปฏิเสธได้แม้กับตัวเอง

จึงจำต้องมองที่ “อาการ” และ “ปรากฏการณ์” เป็นด้านหลัก

เวลาเขียนนารีปราโมช จึงมีเพียงจินตนาการของ “ความแฝงเร้นทางอารมณ์” ที่อาจต้องมองด้วยสายตาของประสบการณ์ เป็นด้านหลัก .. อันมิใช่ “การบิดเบือนเรื่องราวโดยจงใจ”

 

โดย: สดายุ... 16 ตุลาคม 2557 20:03:06 น.  

 

ดายุ..

"ความจริงบางอย่างบอกใครไม่ได้ .. เพราะจะทำให้ตนเองเสื่อมเสีย
ความจริงบางอย่างบอกคนคนหนึ่งไม่ได้ .. เพราะจะทำให้สูญเสียคนคนนั้นไป
ความจริงบางอย่างบอกออกไปจนหมดสิ้นไม่ได้ .. เพราะจะทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ หรือ เสียภาพพจน์
ความจริงบางอย่างบอกตัวเองยังไม่ได้ .. เพราะจิตวิญญาณแนบแน่นกับความเท็จจนเป็นปกติ คือปฏิเสธได้แม้กับตัวเอง"

ถูกหมดทุกข้อ นอกจากข้อสุดท้าย...
"ความจริงบางอย่างบอกตัวเองยังไม่ได้ ..คือปฏิเสธได้แม้กับตัวเอง"....
มิใช่ ปฎิเสธตนเอง..แต่รู้ว่า แม้นจะไขว่คว้า ก็ไม่มาซึ่งความฝัน.. ต่างหาก
เลยต้องควบคุมตนเองไว้..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 17 ตุลาคม 2557 0:42:08 น.  

 

มินตรา ..
คนเป็นจำนวนมากทั้งหญิงทั้งชาย ไม่รู้จักแม้กระทั่งใจของตัวเอง

จึงมักเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก ไม่รู้จบ .. ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ .. เมื่ออุปาทานขันธ์มันยึดโยงหยั่งรากฝังลึกจนสุดปัญญาถอดถอน ..

นั่นแปลว่าตัวตนนั้นๆ พอใจที่จะเป็นอยู่อย่างนั้น

เมื่อผ่านกาลเวลาไปช่วงหนึ่ง .. หากความสัมพันธ์ไม่มีความคืบหน้า แปลว่า มันไปต่อไม่ได้ .. จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม .. ก็ถึงเวลาต้องจำพรากจากกันไปตามกฎอนิจจัง

คนเราคงไม่มีใครต้องการอยู่กับความว่างเปล่าไปชั่วชีวิต

จริงไหม ?

 

โดย: สดายุ... 17 ตุลาคม 2557 6:31:13 น.  

 

ดายุ..

"O อย่าลืมว่ามีใจ หนึ่งใจคอย-
สบรูปรอยแห่งชู้ .. ว่าอยู่ไหน
ถวิลถึง .. ห่วงหา .. พร้อมอาลัย-
ราวสุมใส่แทรกทรวงทุกช่วงตอน"

ตรงนี้ ก็ไพเราะ นะ...โดยเนื้อความ..

มินตราจะโปรด โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ในสองตรง คือ ตรงเนื้อความ และ ตรงเนื้อคำ (คือสัมผัส)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 17 ตุลาคม 2557 11:15:22 น.  

 

มินตรา ..

ไม่ว่าร้อยกรอง หรือ ร้อยแก้ว จำต้องเขียนให้คนอ่านรู้เรื่องเข้าใจได้ ..

คำปกติเขียนกันอย่างไร .. พอมาเขียนเป็นกลอนก็ต้องเขียนอย่างนั้น ..

เนื้อความที่กินใจคนอ่านจึงสำคัญกว่า การเร่หาสัมผัสโดยไม่จำเป็น มากนักหนา





 

โดย: สดายุ... 17 ตุลาคม 2557 21:52:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.