Group Blog
 
<<
มีนาคม 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
29 มีนาคม 2557
 
All Blogs
 
O หอม-อุ่น .. กลางฝุ่นฝน .. O








เพลง .. ลาวสวยรวย



O เม็ดฝนร่วงหล่นหลั่งจากฝั่งฟ้า
พร้อมกับวาโยหวนคร่ำครวญเสียง
เหล่าพุ่มพฤกษ์บ่ายเบนต้นเอนเอียง
ก้านกิ่งเหวี่ยงวาดลม .. ที่โหมฮือ
O วิชชุแล่นเริงร่าย .. ล้อสายฝน
เม็ดน้ำหล่นปลิดปลิว .. เสียงหวิวหวือ
ก่อนขอบฟ้าเลื่อนลั่นเสียงบันลือ
กระหึ่มหือโหมเชื้อ .. ไฟเรื่อรอง
O เห็นแววตา .. อบอุ่นกลางฝุ่นฝน
เหลือบชำเลืองปลิดป่นความหม่นหมอง
พร้อมช่อน้ำฝนพรำ, ท่วงทำนอง-
ความสอดคล้องสองใจ .. ก็ไหวตัว
O งดงามวิชชุว่ายเวียนฝ่ายฟ้า
พร้อมสายตาชม้ายออก .. แววหยอกยั่ว
งดงามความแจ่มจ้า .. กลางพร่ามัว
นั้น-งามทั่วแหล่งที่ .. ทุกลีลา
O แววแห่งความปรารถนาในตานั้น
แต่คอยคั้นอบอุ่นและคุณค่า-
ให้แต่คอยรอบล้อม .. อยู่พร้อมภา-
วะออดอ้อนเสน่หา .. ทุกท่าที
O งดงามปวงช่อน้ำ .. กลางต่ำใต้
ร่วงหยดไว้หยาดรินทุกถิ่นที่
งดงามความอาวรณ์ .. ออดอ้อนมี
ฤๅอาจลี้หลบไหว .. หนอใจคน
O หล่นลงแล้วรุ้งเรื้องที่เบื้องหน้า
ต่อสายตาโชนช่วง .. เมื่อห้วงหน-
นั้นเลื่อนลั่นครั่นครื้นด้วยคลื่นบน
เมื่อใจอลวนแล้ว .. ด้วยแววตา
O งดงามความสัมพันธ์ .. แห่งวันนี้
ฤๅ-อาจมีความเปรียบมาเทียบค่า
แต่เมื่อความเอียงอายนั้นชายมา-
ก็ล่มสิ้นเหว่ว้า .. ในตาคน
O โอ แววตาตื่นชู้ เหมือนอยู่รอ-
งดงามช่วงความลออ .. เม็ดช่อฝน
เพื่อเปรียบรูปแวววาม .. ที่งามจน-
พาใจอลเวงชู้ .. ให้รู้แวว
O งดงามความสัมพันธ์ .. ในวันผ่าน
จึงหอมหวานอารมณ์ .. ดั่งลมแผ่ว-
พลิ้วผ่านลูบโลมทรวงทุกช่วงแนว
ยังผ่องแผ้วลามล่วง .. ทุกห้วงลม
O ออดอ้อนความแหนหวงผ่านท่วงที-
ของใยดีหลอมหลั่งลงสั่งสม
งามรูปเยาว์สุมนัสใต้หัตถ์พรหม
ฤๅอาจล่มล้างถวิล .. ได้สิ้นรอย
O โอ งามเมื่อรุมลามลงล่ามขวัญ
สองปลายพันผูกเงื่อน .. ยากเลื่อนถอย
โอ นั่นแววตากระพริบ .. ดูปริบปรอย-
เหลือบชม้อยลอยยั่วทุกชั่วยาม
O วิชชุยังเฟื้อยเต้น .. พาดเส้นสาย
พร้อมแววฉายช่วงโชน .. ผาดโผนข้าม-
มืดมัวคาบฝุ่นฝน .. ไหลหล่นลาม
คล้าย-วาบหวามโชนช่วง .. จากห้วงใจ
O เห็นแววตาอ่อนละมุนกลางฝุ่นฝน
แฝงรอยหวานเปื้อนปน..วาบ-วนให้-
รับรู้..ความอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
เผยแววไว้สำหรับให้รับรอง
O วิชชุคงเฟื้อยเส้น .. อยู่เช่นนั้น
พร้อมคลื่นเสียงแห่งสวรรค์ .. เลื่อนลั่นก้อง
แววในตาตอบรับการจับจอง-
ก็เคลื่อนเข้าครอบครอง .. ทุกห้องใจ
O งดงามความผูกพันแห่งวันนี้
โดยหัตถ์พรหมขีดชี้ .. ยากหนีได้
งดงามความรุมเร้าแห่งเยาว์วัย-
ก็รายล้อมชิดใกล้ .. อยู่ในวัน
O หรือคมคำบำบวงต่อสรวงฟ้า
จักช่วงภาวะพร้อมเข้าล้อมขวัญ
จึงเผยรูปคราญละม่อมลงล้อมกัน-
ด้วยรอบฉันทาชู้ .. เข้าจู่โจม
O เม็ดฝนร่วงหล่นหลั่งจากฝั่งฟ้า
เมื่อแววตาจบจูบด้วยรูปโฉม
เสียงรื่นรมย์เหิมฮึก .. นั้น-ครึกโครม-
กลางคลื่นโสมนัสช่วง .. บนห้วงใจ
O คร่ำครวญความออดอ้อน .. เจ้าอ่อนน้อย
แววปริบปรอยตานั้น-เมื่อสั่นไหว-
ก็วาบหวามลามล่วงถึงทรวงใน
แต่งอาลัยวามช่วงที่ดวงตา
O คร่ำครวญความออดอ้อน .. เจ้าอ่อนเอย
ความ คำ เอ่ยเอื้อนออกเพื่อบอกว่า-
อุ่นอ้อมกอด, รูปคราญ, รสมารยา
รอผ่านค่าหวานหอม .. อยู่พร้อมแล้ว !




Create Date : 29 มีนาคม 2557
Last Update : 5 กรกฎาคม 2562 7:40:17 น. 9 comments
Counter : 1035 Pageviews.

 
เพราะมากค่ะ


โดย: เวียงแว่นฟ้า วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:0:23:14 น.  

 

สดายุ..


"O คร่ำครวญความออดอ้อน .. เจ้าอ่อนเอย
ความ คำ เอ่ยเอื้อนออกเพื่อบอกว่า-
อุ่นอ้อมกอด, รูปคราญ, รสมารยา
รอผ่านค่าหวานหอม .. อยู่พร้อมแล้ว !"


"รอผ่านค่าหวานหอม .. อยู่พร้อมแล้ว !" นี่เจ้าของโรงน้ำตาล!..เพราะ"หวานหอม"
หากเป็น "หวานเย็น" สดายุ น่าจะเป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งแน่เชียว..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:2:14:02 น.  

 
สวัสดีครับ
เวียงแว่นฟ้า .. ยินดีที่แวะมาทักทายนะครับ



มินตรา ..

สตรีในวัยสาวจึงเป็นความหวานหอมอย่างแท้จริงของโลก
.. ทั้งโดยรูป (กาย)
.. ทั้งโดยนาม (บุคคลิกภาพทางอารมณ์)
ไม่ว่าจะชาติไหน .. จะเป็นเหมือนกันหมด ..
ที่หากเอามาพล๊อตกราฟแล้วจะเห็นการขึ้นลงที่โลดโผนโจนทะยานยิ่งกว่าหุ้นในคาบยามกระทิงคึกคะนองเป็นไหนๆ ..

แค่เห็นหน้าผากเนียนๆ ก็เขียนนารีปราโมชได้เป็นบทๆ แล้ว ..


โดย: สดายุ... วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:11:23:19 น.  

 

สดายุ..

"O โอ งามเมื่อรุมลามลงล่ามขวัญ
สองปลายพันผูกเงื่อน .. ยากเลื่อนถอย
โอ นั่นแววตากระพริบ .. ดูปริบปรอย-
เหลือบชม้อยลอยยั่วทุกชั่วยาม"

เห็นทีจะมิใช่เพียง"หน้าผากเนียนเนียน" แต่เพียงอย่างเดียว ผมสีทองตาสีฟ้าด้วยละกระมัง


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:12:57:17 น.  

 
มินตรา ..

เคยคิดเล่นๆว่า หากสาวน้อยสวีดิชผมทองตาสีฟ้าผิวขาวผ่อง ใส่บุคคลิกแบบแม่หญิงดาวเรืองในเรื่องสายโลหิตลงไป .. จะน่าดูขนาดไหน ?

ที่คนส่วนใหญ่เห็นกันว่างาม ..
.. เปลือกตาสองชั้นภายในกรอบตาลึก
.. จมูกโด่งเป็นสัน
.. ริมฝีปากบางเป็นรูปกระจับ (ไม่หนา ย้อย เปิดอ้าอยู่ตลอดเวลา)
.. ผิวขาวเนียนสะอาดตา (ฝ่ามือ ฝ่าเท้ายังสีชมพูเลย)
.. ร่างสูงเพรียว
.. บุคคลิกที่เป็นตัวของตัวเอง กระฉับกระเฉง ไม่ดัดจริตปรุงแต่งกิริยาท่าที

ทั้งหมด ทำไม มอบลงไว้ให้ฝรั่งยุโรปเหนือทั้งสิ้น .. ?

นี่ยังไม่นับ ..
.. มาตรฐานชีวิต
.. การคิดค้นนวัตกรรม
.. ความเป็นระเบียบสะอาดของบ้านเมือง
.. ความเคร่งครัดต่อกฎหมาย
.. ความปราศจากอภิสิทธิ์ชน
.. พ่อแม่ไม่ต้องคอยชี้นำว่าควรเรียนอะไร หรือควรแต่งงานกับลูกชายบ้านไหน

หรือเรียกรวมๆได้ว่า ความศิวิไลซ์

นี่มันสองมาตรฐานชัดๆ .. เมื่อเทียบกับ อุษาคเณย์
จริงไหม ?

หู ตา ก็ไม่ต้องประสบความยุ่งยากจนหัวคิ้วต้องขมวดเหมือนผูกโบว์ช่วงดูรายการทีวีตอน 2 ทุ่มที่ซ้ำซาก แสนเบื่อหน่าย ไม่จบไม่สิ้น .. ที่คาดว่ามีมาตั้งแต่เกิด big bang และเข้าใจว่าจะมีไปจนโลกโคจรใกล้หลุมดำเข้าไปทุกที

จริงไหม มินตรา ..

555


โดย: สดายุ... วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:14:18:01 น.  

 

สดายุ..

ราชวงศ์แบร์นาดอท(Bernadotte)ของสวีเดนน่ะผมไม่ทองตาไม่ฟ้าหรอกนะคะ เพราะเป็นราชวงศ์เชื้อสายทางเยอรมัน
ราชสกุล ชเลสวิค-โฮลชไตน์-ก๊อดทอฟ(Schleswig-Holstein-Gottorfดินแดนชายฝั่งทะเลด้านเหนือของเยอรมันไปรับนายพลฝรั่งเศสของนโปเลียนมาเป็นลูกบุญธรรมสืบสกุล แล้วส่งไปปกครองทางเขตรัสเซีย..
อีกส่วนหนึ่งยังอยู่ที่เกาะ ไมเนา(Mainau)บนทะเลสาบคอนชตันส์ (Lake Constance)ชายแดนเยอรมัน สวิส อิตาลี

ผมทองตาสีฟ้าจะเป็นชาวพื้นเมืองเหมือนคนังในเรื่องเงาะป่าคือเป็นชนในพื้นที่..มิใช่ที่ชาวยุโรป ถือว่าเป็นลักษณะเด่น..ยิ่งสตรีผมทองนี่..ผมแดงนี่..เคยมีการไม่ยกย่องกันมาก่อน..

จะไปดูว่าแม่หญิงดาวเรืองน่ะบุคคลิกอย่างไร เลยไปสะดุดที่เพลง

"ข้าคือชายชาญ ชาติทหาร
วิญญาณ แห่งนักรบไทย
ศึกนี้ หรือศึกไหน
หัวใจไม่เคยหวั่นเกรง
และความรักข้า ก็คือ
ดวงใจ เจ้าดวงนี้เอง
ใครหาญ มาข่มเหง
ข้าเอง จะหยุดมัน"

ต้องขออนุญาตไปดูละครเรื่องนี้ก่อน มิฉะนั้นจะตอบไม่ได้..
เพียงฟังเพลงก็นึกถึงภาพนักรบไทยแบบคุณจักรภพ..แล้ว...



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:15:09:52 น.  

 
มินตรา ..

ไปหาดูเวอร์ชั่น ศรราม VS สุวนันท์ .. น่าจะดีที่สุด
เขาทำละคอนมาหลายครั้ง


โดย: สดายุ... วันที่: 30 มีนาคม 2557 เวลา:19:57:53 น.  

 

สดายุ..

ตอนนี้กำลังดูละครสายโลหิตอยู่..
ทราบใช่ไหม..มินตราอ่านกลอน หรือดูละครก็จะเข้าถึงเนื้อหาลึกซึ้งมากเพราะชอบตั้งตัวเข้าบทนางเอก ประจำ..

เพียงแต่ แม่หญิงดาวเรื่อง สามตอนแรกนี่ มิ เยาว์วัยไปหน่อยรึ..
มินตราเคยมีนะ กระบุงตระกร้า หาบ จักสานแบบนี้...น่าเอ็นดูดี..ตอนเล็กเล็กแม่ซื้อจากบางกอกมาให้เล่นประจำ..เวลาแม่ไปประชุม หรืออบรมที่กรุงเทพ..
กำลังติดใจความสามารถจักสานของ ขุนไกร ทีเดียว..
กำลังตรองอยู่ว่าจะเลิกรักจักรภพเปลี่ยนมาเป็นรักขุนไกร ดีไหม..555
ติดอยู่ก็แต่ว่า คุณจักรภพ ไหล่กว้างกว่าอกขุนไกรน่ะซิ..แถมยังฉลาดกว่าเพราะเป็นนักวิชาการ..



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 31 มีนาคม 2557 เวลา:13:02:44 น.  

 
มินตรา ..

พูดตามตรงนะ ผมลองตาม จักรภพ มาหลาย feed ทาง fb แต่ข้อเขียนแกออกจะเป็นหลักการมากกว่าหลักปฏิบัติและเป็นข้อเขียนที่อ่านแล้วน่าเบื่อหน่าย ไม่เร้าใจ ไม่จูงใจผู้อ่าน เมื่อเทียบกับคุณ Pipob Udomittipong หรือ สศจ

จึงมักจะเฉยๆ หลังจากอ่าน คือมักเขียนในสิ่งที่รู้ๆกันอยู่แล้วเท่านั้น ไม่ค่อยมีอะไรใหม่

สายโลหิต เขียนโดย โสภาค สุวรรณ
เป็นนักเขียนอีกคนที่ติดลีลา "นางเอกเก็บกด" มาจากทมยันตี ซึ่งจะต่างกับ พนมเทียน มาก .. พอดีผมชอบแนวที่นางเอกเป็นฝ่ายบุกมากกว่า เพราะในโลกความเป็นจริงมักเห็นแต่อย่างนั้น .. 55

(ไม่เชื่อดูกริยาหน้าเวทีคอนเสร์ตดูว่าที่ กรี๊ดกันหูแทบระเบิดน่ะ หญิงหรือชาย .. ?)

เพียงแต่ โสภาค เขียนเรื่องราวต่อเนื่องละเมียดละไม ดี
เรื่องนี้พระเอกเห็นนางเอกมาแต่เด็ก จึงเปิดเรื่องช่วงวัยเด็กของนางเอก .. (เวอรชั่น ศรราม เด็กนั่นน่าจะเป็น หยาดทิพย์ ราชปาล นะถ้าจำไม่ผิด) พอดีว่าผู้ชายอายุไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ผู้หญิงนี่จะเป็นปัญหามากมาย 55

ขุนไกร มีบุคคลิกของ family man นะ การจักสานได้เป็นเรื่องปกติของชายสมัยโบราณ เหมือนการทำกับข้าวของหญิง เพระสมัยนั้นไม่มีงานพลาสติก หรือ โลหะอลูมิเนียมขาย จึงใช้ภาชนะจักสานเป็นส่วนใหญ่

ลองนึกถึงภาพชะลอมตาถี่แล้วยาด้วยชันยาเรือ ก็จะเป็นเหมือนถังน้ำของยุคนี้

เรื่องนี้บทตัวย่าของดาวเรืองค่อนข้างโดดเด่น .. เป็น hero ให้หลานสาวดำเนินรอยตาม


โดย: สดายุ... วันที่: 31 มีนาคม 2557 เวลา:15:54:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.