Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
O บุหลันลอยเลื่อน .. O








.. 1
O อัสดง .. สุริยาจะลาแล้ว
เหลืองแสดแดงผ่องแผ้ว .. อาจแล้วหรือ ?
ปีกนกกาง .. ลมชะ-ลอยกระพือ
สุดท้ายคือหม่นหมองที่ครองแดน

O ฟ้าจรดน้ำ .. ดวงรพินทร์ก็สิ้นช่วง
ทิ้งโอภาสทั้งปวงเคยช่วงแสนย์
สิ้นคาบกาละทิวา, ที่มาแทน-
คือราตรีห้อมแหน .. บนแผ่นฟ้า

O เหลื่อมแสงเรื่อทอดสู่ .. สินธูผืน
ให้ค่ำคืนแฝงเงาเคลื่อนเข้าหา
พร้อมกับดวงรัชนี .. เลื่อนลีลา
คือหอมการเวกแกม .. ลงแต้มทรวง

O ลมพลิ้วผ่านรูปรอยก็คล้อยเคลื่อน
เพ็ญบุหลันลอยเลื่อนขึ้นเยือนสรวง
แสงเหลืองเย็นอ่อนโยน .. เมื่อโชนดวง-
รูปหน้างามก็โชนช่วง .. ขึ้น-พ่วงพัน !

O อ่อนหวานถึงปานนั้น .. เจ้าขวัญน้อย
แต่ร่วมร้อยอภิรมย์ .. เข้าบ่มฝัน
อ่อนโยนเล่า-สำแดงออกแบ่งปัน
ราวจะพันผูกใจ .. ด้วยนัยเดียว

O อ่อนไหวถึงป่านนั้น .. หนอขวัญเจ้า
แต่รุมเร้าความผอง .. หมายข้องเกี่ยว
หวังเจ้าพ้องปรารมภ์ร่วมกลมเกลียว
ก้าวย่างบนทางเที่ยว .. ก้อยเกี่ยวกัน

O ลมพลิ้วผ่านรูปรอย .. ก็คล้อยเคลื่อน
แทนแข-เลื่อนลอยดวง .. กลางทรวงนั่น
เจ้าเอย-นี้ .. อ่อนไหว-ของใครกัน-
คล้ายทอดลงล้อมกั้น .. ผูกพันพร้อม

O ราตรีอวล-กลิ่นรื่น .. ล้อมคืนค่ำ
ใจดื่มด่ำ .. ก็อวลศัพท์ขึ้นขับกล่อม
เพื่อเรี่ยวแรงแห่งถวิล .. จักยินยอม-
ร่วมโอบล้อมรสประทิ่นของกลิ่นมาลย์

O ลมแผ่ว .. คะนึงนั้น .. ก็ครันครบ
เมื่อพระลบเคลื่อนล้อม, ความหอมหวาน-
ราวเคลื่อนลงกอปรกิน-จิตวิญญาณ
แล้วบรรสารรมย์รื่น .. ท่วมผืนใจ

O คะนึงนึกรูปฝัน .. ในบรรจถรณ์
จะตอบรับอาวรณ์ด้วยอ่อนไหว
ฤๅลอบเร้นวาบหวามด้วยความนัย
ต้องเยี่ยงไร-ทำไฉนจะได้รู้ .. ?

O กราบพระบำบวงผ่านปวงภาษ
ตรองโอวาทศาสดา .. น้อมมาสู่-
จิตใจที่ล้อมโลมด้วยโฉมตรู-
ราวต้องเงื่อนบ่วงชู้ .. เกินรู้คลาย

O กราบก้มประนมมือ, ความถือมั่น-
ยิ่ง-บุหลันลอยดวงขึ้นช่วงฉาย
ความอ่อนหวานเวียนวก .. ในอกชาย-
ก็รำบายฝากไปถึงใครนั้น

O คอค้อม, กรประนม .. ปรารมภ์ความ
สืบส่งข้ามสู่ใจ .. ที่ไหวสั่น
ให้รับรู้วอนเว้า, รูปเยาวพรรณ-
เพื่อกล่อมขวัญเจ้านั้น .. ให้ฝันดี

O แววตาพร้อมอาวรณ์แสนอ่อนโยน
หวังแจ่มจ้าช่วงโชน .. อยู่โพ้นที่
พึงเผยเลศเผยนัย .. หัวใจมี-
แล้ววาดวี .. คืนกลับ .. ให้รับรู้ !


.. 2
O แล้วรื่นรสรวยริน .. ของกลิ่นโมก-
ก็บ่ายโบกหวานหอม .. รายล้อมสู่
โสมเลื่อนดวงครองค่ำ .. ความดำรู-
ก็ครองใจถวิลชู้ .. สุดรู้-ล้าง !

O ลิบลิบกระพริบช่วงแห่งปวงดาว
ก็ดูราววิบไหว .. แสนไกลห่าง-
จากโลกหล้า, เปลื้องปรุงแสงรุ่งราง-
คงอยู่ค้างฟ้าทะมื่นในคืนแรม

O ลิบลิบดารดาษดวง .. ในสรวงฟ้า
เช่นนัยน์ตาวามแสงเมื่อแต่งแต้ม-
ด้วยรูปรอยรอบอุทธัจ .. ระบัด..แกม
คาบนั้นแซมสอดหมาย .. รำบายความ

O เพียงแสงช่วงปวงดาว .. เห็นวาววับ
ย่อมเห็นงามระยิบระยับ .. เกินดับ-ห้าม
โลกทั้งดวงดูเหมือน ..จะเลื่อนตาม
และอบอุ่นวาบหวาม .. คล้ายลามลน

O จึงน้อมรับระยับช่วง .. แห่งดวงดาว
อันวาบวาวปลาบปลั่งอีกครั้งหน
ความอ่อนหวานอ่อนไหวแห่งใจคน
ราวโซ่ตรวนพันวน .. เกินด้นดึง

O ระทึกและสั่นไหว .. อกใครหนอ-
หลังเติมต่ออาลัยส่งไปถึง
ร่วมครอบครองคุณค่าอันตราตรึง
เสพหวานซึ้งซ้ำอยู่ไม่รู้เลือน

O นึก-ระทึกวาบหวิวจนริ้วแก้ม-
ราวเกลี่ยแกมเลือดฝาดเข้าปาดเปื้อน-
เพื่ออยู่รอ-สายตา .. ผ่านมาเยือน
รอ-ด้วยใจสั่นสะเทื้อนสะทกสะท้าน

O เลือดในอกผู้รอ .. เมื่อหล่อเลี้ยง
อบอุ่นย่อมคล้อยเคียง .. ลำเลียงผ่าน
ขัดเขินสักเพียงใด .. หนอใจคราญ
จะซึ้งซ่านเพียงไหน .. หนอใจคน

O ชั่วเคลิ้มคิดคล้อยตาม .. กับความว่า-
อาจ-วุ่นว้านัยศัพท์..ที่สับสน-
บางความหมายหยิบยก .. ย่อมวก-วน
เพื่อแฝงนัยให้คนวก-วนคิด

O ชั่วเคลิ้มคิดคล้อยตาม .. ถ้อยความสื่อ
ตรองเถิดหรือ .. ความปวงจากดวงจิต-
ล้วนเร่งรอบอาลัย .. มาใกล้ชิด
เพื่อถือสิทธิ์ปักปลูกความผูกพัน

O แม้นหนทางขวางกั้น..ด้วยอรรณพ
อาจบรรจบด้วยใคร..แต่ในฝัน
ยังยอมอยู่เปล่าเปลี่ยว..ใต้เสี้ยวจันทร์
ด้วยใจหนึ่งใจนั้น..ดื้อรั้น-คอย

O ดึกสงัดพราวพร่าง .. น้ำค้างหยด
ลมตอบบท .. แขเปลื้องแสงเงื่องหงอย
แรงคำนึงโชนช่วง .. ใจล่วง-ลอย
ถึงรูปรอยพักตร์พิไล .. ผู้ไกลตา

O ในฝัน .. ฝันว่าฝน .. นั้นหล่นสาย
เนื้อ, อุ่นอาย, อ้อมแขน .. ที่แม้นว่า-
หากโลกนี้แหลกยับไปกับตา
ยอม .. ชีวาดับล่วง .. กับทรวงนั้น !




Create Date : 09 มีนาคม 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 12:57:58 น. 7 comments
Counter : 4382 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ

รูปสวย... เพลงเพราะ(มากๆ).... คำกลอนงดงาม.....
เฮ้อ... อะไรจะลงตัวขนาดนี้ สุดที่จะบรรยายจริงๆ
ต้องขอขอบคุณในฐานะท่านผู้ชม ที่ช่างจัดสรรได้อย่างลงตัวสดๆ ขอให้มีความสุขมากๆนะคะ


โดย: คนเดินทาง IP: 58.136.16.58 วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:9:33:25 น.  

 
สวัสดีขอรับ คนเดินทาง ..

รูปสวย ..
ครับ มีน พิชญา ถ่ายรูปชุดนี้สวยมาก
ใบหน้า ทรงผม ชุดไทย สวยรับกับตัวเองมากกว่ารูปชุดก่อน ..
ที่เคยถ่ายลง Bride Magazine ที่พอกหน้าจนขาวเว่อร์



ทั้งๆที่รูปออกมาใหญ่มองเห็นชัดเจนกว่าอย่างน่าเสียดาย ..
มองได้ว่ามือแต่งหน้าที่ถ่ายลง Bride Magazine .. มือไม่ถึง อิๆ


เพลงเพราะ ..
ครับ เพลงนี้คือเพลง "บุหลันลอยเลื่อน" ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงประพันธ์ แล้วบรรเลงโดย อ.ชัยภัค ภัทรจินดา ด้วยดนตรีประยุกต์ ที่ให้เสียงไพเราะมากมาย


คำกลอน ..
อยากเขียนให้ได้ดีกว่านี้ .. แต่ได้แค่นี้เองขอรับ
โปรดอภัย ..
อิๆๆ

ยินดีที่เดินทางมาถึงบล็อค .. ขอให้มีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์นะขอรับ


โดย: สดายุ... วันที่: 10 มีนาคม 2555 เวลา:13:14:30 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

วันนี้พี่มีหนังสือดีมาแจกเพื่อนบล๊อก
ตั้งใจจะมอบให้คุณสดายุหนึ่งเล่ม
แต่ไม่แน่ใจว่าคุณอยากรับหรือเปล่า

รบกวนไปดูรายละเอียดที่บล๊อกพี่ก่อน
แล้วค่อยตอบไว้ที่หน้าบล๊อกว่าจะรับหรือไม่รับ...นะคะ

เอาแบบที่คุณสบายใจ ไม่ต้องเกรงใจพี่..นะคะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:14:28:36 น.  

 
สวัสดีครับพี่พรหมญาณี...

ขอบคุณพี่มากนะครับที่ไปบอกไว้...
ขอฝากไว้ก่อน..ผมจะแวะไปเอาที่ออฟฟิสพี่
ตอนที่เข้ากรุงเทพประมาณกลางมิถุนายนครับ

ขออนุโมทนาในเมตตาจิตขอรับ


โดย: สดายุ... วันที่: 11 มีนาคม 2555 เวลา:17:06:37 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

ขอบคุณที่นำกลอนไพเราะพร้อมความหมายดี ๆ ไปวางที่บล๊อกพี่..นะคะ
อ่านแล้ว คิดถึงหลวงตามากเลย

พี่จะเก็บหนังสือไว้ให้ ๑ เล่ม...นะคะ
ลงมากรุงเทพฯเมื่อไรก็โทรมานัดกันก่อน
เพราะบางวันพี่ก็ไม่ได้เข้าบริษัท
หรือบางทีก็ออกไปข้างนอก...ค่ะ

ช่วงนี้อากาศทางเหนือไม่ดีเอามาก ๆ
ยังไง ๆ ก็รักษาสุขภาพด้วย
อย่ามัวแต่คิดว่าเป็นคนหัวแข็งไม่ค่อยเจ็บป่วยกะใครเขาล่ะ..อิ อิ

ระลึกถึงเสมอค่ะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:12:54:25 น.  

 
สวัสดีครับพี่พรหมญาณี ..

ขอบคุณสำหรับหนังสือครับ ..
ไว้จะโทรไปบอกก่อนครับ ว่าจะไปได้วันไหน

อากาศทางเหนือเป็นปัญหามานาน และแก้ไม่ได้
การให้ความรู้คนก็เน้นแต่ประเด็นการเมือง (พวกหมู่บ้านเสื้อสีเลือดนั่นแหละ..) ที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ช่างกระตือรือร้นกันหนักหนา...

ส่วนประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมันไม่ช่วยให้ได้อำนาจรัฐ...ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน...

กลไกรัฐก็มีแต่พวกจบ รัฐศาสตร์ เป็นหัวขบวนที่จัดการงานบริหารไม่เป็น

ผมว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องยากนะครับ...ไม่ใช่จะเกิดขึ้นง่ายๆ เพราะธรรมชาติวิวัฒนาการมาหลายรุ่นแล้วได้อย่างค่อนข้างลงตัว..

พวกที่เป็นป่วย เป็นเจ็บ เป็นไข้ .. แล้วหาเรื่องหยุดงานเพราะเหตุผลพวกนี้ ส่วนมาก - เป็นเพราะสำออย ครับ

อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 12 มีนาคม 2555 เวลา:15:57:10 น.  

 
๑.งามจริงถ้อย หัตถา สดายุ
อยากทนุ ถนอมไว้ ในฟากฝั่น
ละเอียดถ้อย ร้อยรส บทจำนรรจ์
ประไพพรรณ วรรณศิลป์ ระรินทรวง
๒.เพลงดังพิณ ยินเพรา เสลาสล้าง
ทอทาบทาง สว่างใส ในแดนสรวง
ทิพย์มาลา ฟ้าส่งดาว ที่พราวดวง
เข้าสู่ห้วง วรรณศิลป์ ถิ่นดวงใจ




โดย: กฤษณา เวชศิลป์ IP: 171.4.4.3 วันที่: 27 สิงหาคม 2559 เวลา:20:28:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.