Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
25 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 
O ยอมเถิด เจ้า .. O







O ลมดึกเลื่อนแล่นฝ่ามิถุนายน
ผ่านพืดเมฆ-เม็ดฝนค่อยหล่น .. กลิ้ง
แววตาหวง-ห่วงละห้อยเหมือนคอยประวิง-
การดำดิ่งอาลัยของใจ-กาย
O ดวงใจเอย .. สายสวาดิ .. ผู้ชาติภพ-
จากแรกจบ-ก็ลุกลามเป็นความหมาย
ละม่อมพักตร์เบื้องหน้า, นัยน์ตาชาย
สบ, เอียงอาย .. เลือดแต้มเกลี่ยแก้มนวล
O จึงฉันทานัยคำ .. เฝ้า-รำร่าย
หวังจิตสายสวาดิน้อย .. ละห้อยหวน
เฝ้าตรึกตรองนัยคำ, ความ .. คร่ำครวญ-
ตราบปั่นป่วนด้วยมนต์ .. ที่ปรนเปรอ-
O –ใจอ่อนเยาว์เสพสดับ .. พึงรับรู้-
ความนัยชู้เสกสั่ง .. ให้พลั้งเผลอ-
โอบรับอ่อนหวานล้ำเข้าบำเรอ
ด้วยอำเภอน้ำใจ .. แห่งนัยคำ
O เพื่อถวิลโหยหา .. แรงอาวรณ์
จักซอกซอนแทรกฤทธิ์ .. พาจิตสัม-
ผัส-ความซึ้งซ่านสู่อย่างรู้จำ-
นน-ด้วยกรรมเบื้องหลังที่สั่งการ
O เพื่อรูปแพงเจ้าละห้อย .. แต่คอยหวง
พร้อมโชนช่วงอาทร .. แสนอ่อนหวาน-
จากส่วนลึกด้านใน .. ห้วงใจคราญ
คล้อยบรรสารความสู่ให้รู้รับ
O ละคาบกาลผ่านเผย .. ความเอ่ยเอื้อน
ก็ป่ายเปื้อนซึ้งซ้ำเป็นลำดับ
สุรภพทรงอยู่เกินรู้นับ
แต่เนตรพรับพรายแสงเข้าแทงใจ
O ดูเถิดนั่น .. แก้มอิ่ม .. รอยยิ้มเขิน
จะหยอกเอินซาบซึ้งไปถึงไหน
ดูเถิดหรือ .. รอยเลศแววเนตรใคร-
ราวจะไหวหวั่นสะเทิ้น .. บอกเขินอาย
O ใจเอยเมื่อ .. โลมลูบด้วยรูปแพง
ความกร้าวแกร่งเคยมี .. ก็หนีหาย
ถ้วนนัยกรองพร้องพร่ำ .. เฝ้ารำบาย
ก็ด้วยหมายใจเจ้า .. จักเฝ้ารอ
O คือน้ำใจ -ใช่น้ำค้างยามสางตรู่
เมื่อนัยชู้ร่วมพ้อง .. ย่อมร้องขอ-
อาวรณ์รูปวัยเยาว์ .. พะเน้าพะนอ-
ยั่ว-หยอกล้อแรงถวิล .. อย่าสิ้นเลย !
O เมื่ออบอุ่นอ่อนโยน .. เริ่มโชนฉาย-
ผ่านเนตรปรายปลาบชม้อย ให้ค่อยเผย-
คือสื่อส่งหวานล้ำ .. ร่วมรำเพย
ย่อมก้ำเกยกระหวัดหน่วง .. ทั้งดวงใจ
O หอมอาวรณ์ว่อนฟ้าเพ-ลานี้
ตอบรับรู้ท่าที .. เขามีให้
กี่หนาวยังยากฝ่าอุ่นอาลัย-
ที่โอบไล้โลมอก .. อยู่วก-วน
O หวานอารมณ์บ่มทรวงไม่ล่วงร้าง
ในท่ามกลางแสงช่วงโลมห้วงหน
ปรารถนานิรมิตในจิตคน-
หมายอีกใจดิ้นรน .. ตอบ-รับรอง
O รื่นรื่นลมรวยริน .. ล้อมถิ่นที่
ก่อนวาดวีเคลื่อนสายรำบายหมอง
โคมกลางฟ้าก็ระยับ .. ลงจับจอง-
พื้นที่ให้เรื่อรอง .. ได้ผ่องพราย
O ระยิบรับ .. ระยับรุ้ง .. แห่งคุ้งฟ้า
ค่อยทอดฝ่าโลกต่ำลงรำร่าย
เช่นเนตรซึ้งซ่านคำ .. ลอบรำบาย
เปล่งความหมายปลงเปลื้องบอกเรื่องราว
O ระยิบเอยชุติมา .. ใต้ฟ้าต่ำ
เปล่งประกายร่ายรำในค่ำหนาว
แฝงอาวรณ์ตอบรับอยู่วับวาว
จะเป็นเนตรหรือดาว .. ที่หาวนั้น
O ที่วอนว่า, น้อยใจ .. คำใครหนอ
เหมือนร่ำรอง้องอน .. ออดอ้อน-ขวัญ
ใจเอยแต่เลือนล่วง .. ทุกช่วงวัน-
คิดถึงนั้นมากอยู่ไม่รู้จาง
O ข่าวดีที่ไหนหนอ .. จึงรอคอย-
คำ,ความ,ถ้อย .. ผ่านสู่แต่ตรู่สาง
อิ่มเอมด้วยอาลัยแห่งใจนาง
ที่จะเคียงอยู่ข้างไม่ห่างกัน
O คิดถึงสักแค่ไหนหนอใจเจ้า
หวานรุมเร้าแค่ไหนหนอใจนั่น
จะรอคอยข่าวดีทุกวี่วัน
รอรำพันเจ้ามอบ .. คืนตอบแทน
O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
เต็มอยู่ทุกคาบช่วง .. คือหวงแหน
คงยากหารูปรส .. เข้าทดแทน
ให้เหมือนแม้นใครนี้ .. ผู้มีใจ
O อย่าลืมว่ามีใจ หนึ่งใจคอย-
สบรูปรอยแห่งชู้ .. ว่าอยู่ไหน
ถวิลถึง .. ห่วงหา .. พร้อมอาลัย-
ราวสุมใส่แทรกทรวงทุกช่วงตอน
O อย่าลืมว่ามีใจ ..หนึ่งใจรู้-
แต่ละห้อยคอยอยู่ .. ไม่รู้ผ่อน
รอคอยหนึ่งรูปนามผู้งามงอน-
ชายตาค้อนอ้อนความ .. เอาตามใจ !
O จงรู้ว่า .. คำนึงเพียงหนึ่งช่วง-
มีความหวงแหนอยู่ .. จนรู้ได้
จงรู้ว่า .. ความคำที่ร่ำไร-
หวังเพื่อให้ใจนั้น .. หวิว-สั่นสะท้าน !




Create Date : 25 มิถุนายน 2560
Last Update : 21 มีนาคม 2562 17:58:51 น. 18 comments
Counter : 1288 Pageviews.

 

สดายุ..

"O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
เต็มอยู่ทุกคาบช่วง .. คือหวงแหน
คงยากหารูปรส .. เข้าทดแทน
ให้เหมือนแม้นใครนี้ .. ผู้มีใจ"

หากเปลี่ยนเป็น "ให้เหมือนแม้นใคร.. นั้น.."
คนนี้.. ก็จะ O ยอมเถิด เจ้า .. O กับเค้าด้วยนะ 555

ไพเราะมากทั้ง คำ ทั้งความ จนต้องเข้ามาช่วยกัน. .."หวิว-สั่นสะท้าน !" ด้วย


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 27 มิถุนายน 2560 เวลา:18:01:05 น.  

 
มินตรา ..
การค่อยๆ เรียบเรียงเลือกวางคำ ไปตามจินตนาการ ภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่ง
เป็นการใช้เวลาว่างให้ผ่านไปได้รวดเร็วยิ่ง

แต่มีข้อน่าสังเกตุบางประการในบรรดางานที่ต้องใช้จินตนาการและสมาธิสูงอยู่เหมือนกันคือ
มันจะทำได้ดี ทำได้มากมายอยู่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น คำประพันธ์ประเภทกาพย์กลอน
ไม่ว่าจะเป็น คำประพันธ์ประเภทร้อยแก้ว นิยาย
ไม่ว่าจะเป็น เนื้อเพลง พร้อมทำนอง
รวมทั้ง ภาพวาด ศิลปกรรมทั้งหลาย
ที่น่าจะเรียกว่าเป็นช่วง peak
.
ผลงานจะออกมาต่อเนื่องอยู่ระยะหนึ่งแล้วจะหยุดไปเลย
.
ไม่จำเป็นว่าต้อง peak ในวัยหนุ่ม แล้ว หยุดร้างลาในวัยกลางคน
บางครั้ง หากเริ่มต้นในวัยกลางคนก็ peak ในวัยนั้นเลยแล้วค่อยๆแผ่วลง จนหมดในที่สุด
.
ผมคิดว่า .. ทั้งนั้น ไม่ว่า ..
สุนทรภู่
อังคาร กัลยาณพงศ์
นายผี อัสนี พลจันทร์
อัสนี โชติกุล
ยืนยง โอภากุล
ถวัลย์ ดัชนี
ประเทือง เอมเจริญ
เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
พนมเทียน
บุษยามาศ
ทมยันตี
ฯลฯ
.
มันเหมือน หมดก๊อก .. 55
เห็นด้วยไหมครับ



โดย: สดายุ... วันที่: 28 มิถุนายน 2560 เวลา:15:56:57 น.  

 
เพราะดีค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 29 มิถุนายน 2560 เวลา:11:02:33 น.  

 
สดายุ..

เห็นด้วย ค่ะ ที่ใช้ "จินตนาการและสมาธิสูง"
ในการผลิต คำ เรียงเป็น ความ
ให้สวยงามในการใช้ภาษา
นี่จะเป็นร่องรอยอารยธรรมต่อไปในภายภาคหน้า

ส่วนเรื่อง"ก๊อก"ของสดายุน่ะ เป็นเทคโนโลยี่
ซึ่งต้องแก้ด้วยเทคโนโลยี่ 555

สดายุ ชอบใช้" คำ "ซ้ำซ้ำ ซึ่งทำให้ "ความ" เด่นขึ้น
"O อย่าลืมว่ามีใจ .. หนึ่งใจห่วง
O อย่าลืมว่ามีใจ หนึ่งใจคอย-
O อย่าลืมว่ามีใจ ..หนึ่งใจรู้-"
ตรงนี้ มินตราว่าเป็นอีก ความงาม นะ ว่าไหมคะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 212.47.252.101 วันที่: 29 มิถุนายน 2560 เวลา:16:22:47 น.  

 

คุณเอื้อย ..
สวัสดีครับ ..
ผมเขียนให้สาวๆอ่านครับ



มินตรา ..
ว่าด้วย ครับ ..
เขาเรียกว่า "ย้ำคิดย้ำทำ" แบบคนที่เลยวัยรุ่นมาใหม่ๆ อิๆๆ

ผมคิดว่า เป็นปกติของคนเราเมื่อทำอะไรนานเข้าก็จะเหมือนคนขี่จักรยานนะครับ .. ปล่อยสองมือเป็นบางครั้งเวลา "ของขึ้น" 55

ที่จริงการเล่นความซ้ำ นี่ผมสังเกตุเห็นในงานของนายผี
เด่นชัดมาก .. รวมทั้ง "คำ" ที่ท่านเลือกใช้ได้อย่างทรงพลัง อย่างที่ไม่อาจเห็นในเด็กรุ่นใหม่ๆ (ที่ขาดอหังการของการเลือกใช้คำ เพื่อเดินความ ทำให้กลายเป็นเรียงความมีสัมผัสไป)

ผมรออ่านกลอนของมินตราอยู่นะครับ




โดย: สดายุ... วันที่: 29 มิถุนายน 2560 เวลา:19:44:43 น.  

 
สดายุ..

นับตั้งแต่ผู้ยิ่งใหญ่ท่าน ร่ายกลอน “หายใจเป็นไทย”
ใครเลยจะบังอาจ ไปร่ายกลอนทาบ ท่านได้ !
มิบังอาจ !


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 30 มิถุนายน 2560 เวลา:0:47:58 น.  

 
"เจ้า" ในกลอนบทนี้ของคุณสดายุ
- มีตัวตนจริง

หรือว่า...
- เขียนใหม่ตามจินตนาการ
- เป็นกลอนเก่ามาเล่าใหม่ค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 30 มิถุนายน 2560 เวลา:9:18:52 น.  

 


มินตรา ..
กลอน "หายใจเป็นไทย" ?
อ่านแล้ว .. เลือดลมไม่พลุ่งพล่านแย่เหรอครับนี่ 555

ชนเผ่านี้เขามีการ "บังคับให้รัก" ด้วยนะครับ
อีกหน่อยเอาออกงานวัดได้เลยครับ



แม่เอื้อย ..
"เจ้า" ในนารีปราโมชทุกบท ไม่มีตัวจริงครับ ..
กำลังหาอยู่จนถึงนาทีนี้เลยครับ

บางครั้งก็เอากลอนในเรื่องยาวมาตัดตอนลง
บางครั้งเอากลอนเก่ามี ผัดหน้าทาแป้ง ปรับจุดที่ไม่พอใจแล้ววางใหม่ครับ ปนๆกันไป




โดย: สดายุ... วันที่: 30 มิถุนายน 2560 เวลา:19:10:43 น.  

 

เรียกแม่เอื้อยก็สมควรกับวัยจริงแล้ว
แม่เอื้อยดูจากรูปแล้ว..ไม่น่าเชื่อว่า ยังโสด นอกจากมีอุบัติเหตุของชีวิต

เป็นกำลังใจให้ค้นหานารีที่ปรารถนาต่อไปค่ะ
แม่เอื้อยผ่านโลกนี้มา..ก็นานมากแล้ว
มีข้อคิดฝากเรื่องนารีไว้ให้เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้

นารีปากกล้ามือไว-อย่าได้สุงสิง
นารีอ่อนน้อมพูดน้อยนิ่ง-จงวิ่งเข้าหา
นารีบ้าถือศักดินา-จงล่าถอย
นารีดัดจริตสำออย-จงถอยห่าง
นารีสำอางมือเท้าห่างเกิน-จงเดินหนี
นารีชั่วช้าอัปรีย์-จงวิ่งหนีให้ไกล
นารีจัญไร-อย่าได้แม้แต่ชายตาแล
นารีที่คอยแคร์แม้แต่พ่อแม่เราอย่าได้รั้งรอ-รีบไปขอทันที

ขอให้โชคดีเจอนารีที่ถูกใจในไม่ช้านี้นะคุณสดายุ!


โดย: แม่เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 1 กรกฎาคม 2560 เวลา:11:15:54 น.  

 


แม่เอื้อย ..
สวัสดีและขอขอบคุณในคำแนะนำครับ ..
นารีมีหลายแบบ .. แต่มีเพียง 2 แบบ ที่แนะนำ

1 นารีอ่อนน้อมพูดน้อยนิ่ง-จงวิ่งเข้าหา
2 นารีที่คอยแคร์แม้แต่พ่อแม่เราอย่าได้รั้งรอ-รีบไปขอทันที

อย่างแรก พอเข้าใจได้ ..
แต่อย่างหลัง นี่ .. แล้วถ้าหากพ่อแม่ไม่เห็นด้วย ก็คงม้วยมรณังสิครับ .. อิๆๆ

ขอบคุณในคำอวยพรครับ ..




โดย: สดายุ... วันที่: 1 กรกฎาคม 2560 เวลา:14:47:38 น.  

 
ถ้าพ่อแม่ไม่เห็นด้วย ตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือ เวลา เพราะเวลาจะช่วยเยียวยา ประสานทุกอย่างให้ดีขึ้น

แต่เวลาก็สามารถทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนไปได้ทั้งบวกและลบอีกเหมือนกัน..

แต่ถ้าทั้งสองยึดมั่นในรักกันจริงๆ อุปสรรคไม่ใช่ปัญหาใหญ่ค่ะ


โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 3 กรกฎาคม 2560 เวลา:15:00:41 น.  

 


ญ ไทยรุ่นเก่า หรือรุ่นใหม่ที่หัวเก่า
จะมีข้อจำกัดเยอะครับ .. ในความสัมพันธ์ ชาย/หญิง

ผมมองเห็นว่าสังคมที่ปัญหาน้อยและพัฒนาแล้วอย่าง
ยุโรป น่าจะมีความเหมาะสมลงตัวมากกว่าทางเอเชีย
ที่มีน้อยประเทศมากที่สามารถผ่านพ้นกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

การเลี้ยงดูเด็กให้ช่วยตัวเองได้ - โดยไม่โอ๋เกินเหตุ
รวมทั้งกระบวนการเลือกคู่ครอง - โดยการรู้จักกันอย่างแท้จริง


โดย: สดายุ... วันที่: 3 กรกฎาคม 2560 เวลา:15:59:32 น.  

 
ทุกอย่างมักมีสองด้านเสมอ. ความคิด ทัศนคติ อุดมการณ์และวิจารณญาณแต่ละคนแตกต่างกัน

หากเราใช้ความรู้สึกเราเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินสิ่งที่ไม่ใช่เรา ผู้อื่นคือตัวปัญหาทันที

แม่เอื้อยยอมรับว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว. เปิดกว้างทางความคิด และมีอิสระในการตัดสินใจ เด็กของเขาจึงเติบโตมากับความเชื่อมั่นในตนเองที่สูงมาก

โดยเฉพาะเรื่องคู่ครองนี่ ลองผิด ลองถูกกันได้ตามชอบใจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนเสมอไป.

หญิงไทยสมัยนี้ก็ค่อนข้างจะกลมกลืนเลียนแบบยุโรปบ้างแล้วนะ. ไม่ค่อยเห็นเด็กสมัยใหม่แต่หัวใจคร่ำครึแล้ว

ในโอกาสว่างๆแชร์ความคิดแลกเปลี่ยนกันค่ะคุณสดายุ



โดย: เอื้อย IP: 61.19.86.2 วันที่: 3 กรกฎาคม 2560 เวลา:16:44:11 น.  

 


ผมมองที่ "ผลลัพธ์ที่มองเห็นจับต้องได้" นะครับ ..
ไม่ค่อยใช้ความรู้สึกตัวเองตัดสินเท่าไร ..

คนทั้งโลกคงมองเห็นว่า ยุโรปแทบจะทั้งทวีป (อาจมีประเทสที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ที่ลงท้ายชื่อประเทศด้วย "สถาน"ทั้งหลาย และยุโรปตะวันออกบางประเทศเท่านั้นที่ยกเว้น เช่น อัลบาเนีย ) เป้นประเทศพัฒนาแล้ว ..

ขณะที่ในเอเชียกลับกัน ..
มีเพียง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เท่านั้นที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการเมือง สังคม จารีตประเพณี ของยุโรปตะวันตกต้องสอดรับกับธรรมชาติของความเป็นมนุษย์มากที่สุด มันถึงมี วิวัฒนาการ ไปข้างหน้า .. นับจากยุค เรเนซอง อันเป็นยุคตาสว่างในยุโรป

"ผลที่จับต้องได้" ครับที่ผมมอง
ลาลูแบร์ มาสยามสมัยพระนารายณ์ จำง่ายๆว่าสมัย พศ.2222 ...

จนบัดนี้ เรายังตามฝรั่งเศสไม่ทันเหมือนเดิม .. แสดงว่ามีความ"ไม่สามารถในกระบวนการพัฒนาการ" ดำรงอยู่แน่นอนครับ

แลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ แม่เอื้อย


โดย: สดายุ... วันที่: 3 กรกฎาคม 2560 เวลา:19:29:19 น.  

 
สดายุ..
ว่าด้วย .".ลาลูแบร์ มาสยามสมัยพระนารายณ์ "

ได้เขียนบันทึกใน" จดหมายเหตุพงศาวดาร ราชอาณาจักรสยาม" ว่า.... "ชาวสยามคล้ายคลึงกับชาวประเทศเพื่อนบ้าน ชาวสยามมีรูปพรรณทางใบหน้าแบบชาวชมพูทวีป ผิวผสมแดงกับน้ำตาลไหม้ ซึ่งไม่เหมือนกับชาวต่างชาติข้างเหนือของทวีปอาเซีย และยังมีจมูกสั้น ตอนปลายจมูกมีลักษณะมนเหมือนชาวประเทศเพื่อนบ้าน กระดูกโหนกแก้มโปน และยื่น หางตาเชิดชัน ใบหูใหญ่กว่าชาวยุโรป ท่าทางมีลักษณะห่อตัวเหมือนลิงทะโมน และยังมีอิริยาบทอีกหลายอย่าง ที่คล้ายสัตว์จำพวกนี้ "

หากดูจากการที่ แม่คอยอบรม มินตรา ว่า
- อย่าทำตัวเป็นลิงทะโมน
- นั่งตัวตรงตรง หน้าเชิดไว้
- จะเดินจะเหิร อย่าเป็นม้าดีดกะโหลก
-อย่า พูดคำหัวเราะคำระริกระรี้
แม่อ่านบันทึกของลาลูแบร์ จนต้องมาแก้ไข ตรงตัวมินตรานี่เอง

ก็นับว่ามินตรา มีความ "สามารถในกระบวนการพัฒนาการ" ดำรงอยู่แน่นอน !
เดี๋ยวนี้เวลาเจอหนุ่มคนไหน ที่มาดดีดีหน่อย
มินตราก็จะทักทายด้วย faire la bise แบบชาวฝรั่งเศส เลยค่ะ 555


โดย: บุษบามินตรา IP: 212.47.252.101 วันที่: 4 กรกฎาคม 2560 เวลา:4:07:09 น.  

 



มินตรา ..
มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ได้ออกเดินทางจากท่าเรือเมือง เบรสต์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2230 มาทอดสมอที่กรุงสยาม เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2230 เดินทางกลับเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2231

ในขณะที่การทลายคุกบัสตีย์ในการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 หรือตรงกับ พศ.2332 คือหลังเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าครั้งที่ 2 มา 22 ปี ก็ตรงกับ รัชกาลที่ 1 (ขอแก้ไขที่มอง พศ. ผิดไปร้อยปี …55)

แปลว่า .. ลาลูแบร์ กลับจากสยามไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้ 101 ปี ก็มีเหตุการณ์ล้มระบอบกษัตรย์ในฝรั่งเศส

หลังจากนั้น มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 (พศ.2335) และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกประหารชีวิตในปีถัดมา

พระนารายณ์เป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ปราสาททอง ..
และเรายังต้องผ่าน"ราชวงศ์บ้านพลูหลวง"มา 1 ราชวงศ์
แล้วต่อด้วย เจ้าตากสินอีก 15 ปี เต็มๆ

ยุคเรืองปัญญา (เรเนซอง) เริ่มต้นแล้วตั้งแต่ปลายยุคกรุงธนบุรี ต่อต้นยุคกรุงรัตนโกสินทร์ .. นับว่าเร็วมาก

ผมยังเห็นภาพชาวบ้านชาวสยามในยุครัชกาลที่ 5 หลังจากที่เริ่มมีกล้องถ่ายรูปมาตั้งแต่ รัชกาลที่ 4 บ้าง .. รวมทั้งบ้านเรือน และชุมชน .. ว่าเป็นอย่างไร (ยุคนี้คนไทยมีประมาณ 10 ล้านคนแล้ว)

แต่นึกภาพไม่ออกว่าสมัยพระพุทธยอดฟ้าจะมีถึง 5 ล้านคนไหม และสภาพบ้านเรือน ชุมชน จะเป็นอย่างไร ในยุคที่ รอแบ็สปีแยร์ ใส่สูทพร้อมวิกผม ปราศรัยปลุกระดมผู้คนในปารีส ก่อการปฏิวัติ

ช่างแตกต่างกันมากจริงๆ ระหว่าง 2 นครา



โดย: สดายุ... วันที่: 4 กรกฎาคม 2560 เวลา:13:13:30 น.  

 
ไม่ยอมค่ะคุณสดายุ คริๆ




โดย: เก้ง IP: 223.24.94.72 วันที่: 21 มีนาคม 2562 เวลา:16:27:14 น.  

 



งั้นผมยอมเอง


โดย: สดายุ... วันที่: 24 มีนาคม 2562 เวลา:9:57:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.