Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
8 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 
O ผืนทรายและปลายฟ้า .. O









๑.
O ที่ขอบฟ้าลิบไกล ..
จักอยู่ดีอย่างไร .. หนอใจนั่น
จักมีไหมคำนึง .. ส่งถึงกัน
ถวิลด้วยผูกพัน .. นะขวัญน้อย
O ที่ขอบฟ้าสูงส่ง ..
ฤๅจำนงจะอาจคืบเข้าสืบสอย
ลิบไกลดาวเดือน .. ดูเลื่อนลอย
เกินจะคล้อยเคลื่อนให้ .. เอื้อม-ไขว่คว้า
O ที่ขอบฟ้าไกลพู้น ..
เหลื่อมจำรูญรอบพิไล .. รอไขว่หา
กระพริบคอยแต่งหวัง .. ทุกครั้งครา-
ที่อ่อนล้าเร้ารุมเกาะกุมใจ
O โปรดอย่าได้ลับเลือน ..
หากจงเบือนบ่ายโฉม .. เพื่อโลมให้-
ความซาบซึ้งวนว่าย ณ ภายใน-
ห้วงดวงใจแอบออ .. ร่ำรอคอย
O เมตตากันบ้างไหม ..
กับหัวใจเย็นเยียบแสนเงียบหงอย
แต่เมื่อกาลเริดร้าง .. ของร่างรอย
ให้ละห้อยถึงเงา .. ทั้งเช้า-เย็น
O ลืมเสียเถิดการเก็บงำ ..
แต่นี้คำจักพร้อง .. ให้มองเห็น-
อ่อนโยนเนื้อความนัย .. ด้วยใจเอ็น-
ดู-รูปผู้งามเพ็ญ .. รอ-เห็นใจ
O ลืมเสียเถิดความจ่อมเจียม ..
เมื่อเต็มเปี่ยมปรารถนา .. เกินกว่าให้-
เพชรมงกุฏยอดเรือน .. คล้อยเคลื่อนไป
จะยึดยื้อเอาไว้ด้วยใจทะนง
O รอเถิดรูปงามทรามสวาท ..
รอชายชาติก้าวย่างเคียงร่างหงส์
จับมือจูงก้าวนำด้วยจำนง-
ร่วมเสริมส่งสองใจ .. ด้วยนัยเดียว
O คลื่นใหญ่น้อยวนวิ่ง .. แอบอิงฝั่ง
เมื่อแก้มปลั่งผุดผ่อง .. รอข้องเกี่ยว
คลื่นต้องลมผันผวน .. ก็ม้วนเกลียว
เข้าโน้มเหนี่ยวสายตา .. ไม่ล้าเลย

๒.
O จันทร์บนสรวงดวงใหญ่ .. แจ้งใจอยู่
เมื่ออารมณ์รับรู้ .. ยากอยู่เฉย
คลื่นทะเลครวญคร่ำ .. ลมรำเพย
ราวยั่วเย้ยปรารถนา .. แห่งอาวรณ์
O ย่ำค่ำ .. ลมทะเลเริ่มเห่กล่อม
เมื่อหวานหอมรอบชู้ .. ยากรู้ถอน
คลื่นแล่นริ้ว .. ลมร่ำ .. และคำวอน-
คล้ายดั่งอ้อนแอบอยู่ .. ไม่รู้ลา
O ค่ำนี้ .. ลมทะเล คอยเห่กล่อม
อยู่แวดล้อม-ภพ .. ชาติ .. แรงปรารถนา
โคมบนสรวงทอดแสง .. ลงแจ้งตา
เมื่อห้วงอารมณ์นั้น .. เริ่มสั่นรัว
O เกลียวคลื่นน้อยยังวิ่ง .. แอบอิงฝั่ง
ความเปล่งปลั่งนวลแก้ม .. ก็แย้มยั่ว
ระลอกคลื่นลมหวน .. ก็ม้วนตัว-
เข้าโลมทั่วผืนทรายที่ปลายคืน
O จันทร์บนสรวงอำไพ .. แจ้งใจอยู่
เมื่อแรงชู้ลอดเลี้ยวล้อเกลียวคลื่น
กลางลมร่ำปฏิพัทธก็หยัดยืน-
อยู่บนการพลิกผืนของพื้นน้ำ
O ระลอกน้ำโตนตื่น .. ครึกครื้นแล่น
โยนยกแผ่นน้ำป่วน .. ก่อนม้วนคว่ำ
มีอาวรณ์ .. อาลัย .. และนัยคำ-
แข่งเสียงคร่ำครวญคลื่นทั้งคืน .. วัน
O แว่ว .. ดนตรีพากย์เพลง ..เร้า-เร่งเสียง
ผ่านสำเนียงยวนยั่ว .. เร้า-รัวขวัญ
ที่เพ่งรูปคราญอยู่ .. ฤๅรู้ทัน-
การกีดกั้นแอบออ .. ด้วยทรมา
O โลกหนอไย .. เคลื่อนผ่านเข้าหว่านล้อม
ด้วยหวานพร้อมพรั่งปวงแรงห่วงหา
แทรกลงจิตวิญญาณ .. นับนานมา
และทุกคราทุกครั้ง .. สุดรั้งลง
O ค้างรูปในนิรมิต .. ให้คิดครวญ
ทุกเสี้ยวส่วนซอกหลืบ .. คอยสืบส่ง
หยัดหยั่งอ่อนหวานล้ำ .. ให้ดำรง-
เป็นจำนงอยู่ล้อ .. ให้ต่อกร
O ค่ำนี้ .. ลมทะเลยังเห่กล่อม
ใจหวงหอมหวานอยู่ .. ฤๅรู้ถอน
เสียงคลื่นถั่ง .. ลมร่ำ .. และคำวอน-
คล้ายดั่งอ้อนคลออยู่ .. ไม่รู้ลา
O ค่ำนี้ .. ลมทะเลโลมเห่น้ำ
เมื่อใจคร่ำครวญคอยละห้อยหา
ระลอกคลื่นซาบฝั่ง .. ฟองยังคา
รูปเอย .. รูปปรารถนา .. ย่อมคาใจ
O เพลงสังคีตพ้นผ่านไปนานแล้ว
จันทร์ผ่องแผ้ว .. ล่มล่อง .. คนผ่องใส
วาบวับสองดวงตา .. เหมือนว่าใคร-
เผยอ่อนไหวอ่อนหวาน .. หันด้านมา
O ท่ามกลางเสียงหลากหลายที่รายรอบ
เนตรตื่นตอบค่อยชม้อยชม้ายหา
โลกในกายเงียบงันลงทันตา-
เมื่อเรียวปากเบื้องหน้า .. เหมือนว่า .. ยิ้ม !





Create Date : 08 ธันวาคม 2555
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 11:22:58 น. 12 comments
Counter : 1405 Pageviews.

 

สดายุ..

"O ท่ามกลางเสียงหลากหลายที่รายรอบ
เนตรตื่นตอบค่อยชม้อยชม้ายหา
โลกในกายเงียบงันลงทันตา-
เมื่อเรียวปากเบื้องหน้า .. เหมือนว่า .. ยิ้ม !"

มีคำไทยอีกคำนะคะ ที่เราจะใช้ ..
"เมื่อเรียวปากเบื้องหน้า .. เหมือนว่า .. ยิ้ม !"นั้น
เราจะใช้คำว่า..แย้ม.. ยิ้มแย้ม น่ะค่ะ
สตรีนั้น ผู้ใหญ่จะสอนกิริยามารยาทว่า เป็นสาวเป็นนางน่ะ จะเดินจะเหินจะยิ้มจะแย้ม อย่าให้มันโฉ่งฉ่างนัก ..ค่อยค่อยทำ...
คือหากสาวใด" ยิ้มแฉ่ง" นี่ เรียกว่า.."เปิดประตูอ้าซ่า"ทีเดียว
ฉะนั้น หากจะ"พอใจ"ก็จะต้อง"พอใจแต่ในหน้า"
เพียง..แย้มแย้ม..ให้เห็นว่า พอใจนะ รักนะ ชอบนะ (แต่ยังไม่จัดกระเป๋า หนีตาม...) น่ะค่ะ

นี่ล่ะคือความเป็นอารยันในสายเลือดไทยที่ยังหลงเหลืออยู่..นอกเหนือไปจากสัจจะทางอารยันทั้งสี่ (อริยะสัจจสี่)..เท่าที่ทราบนี่ศาสนาพุทธจะสอน"วิธีสำรวมตน" ไว้ให้ปฎิบัติด้วย..ใช่ไหมคะ ..หลวงพี่




โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.198.113 วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:9:15:32 น.  

 

ดายุ..
"อยู่เคียงข้างเธอ..
ใจไม่ไหวเอน..
และยังคงชัดเจน อย่างนั้น.."

เพลง ทรายกับทะเล
ศิลปิน นันทิดา แก้วบัวสาย
(แต่ไม่ยักกะบอกว่าใครเป็นผู้ประพันธ์เพลง)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.198.113 วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:9:24:53 น.  

 
มินตรา ..

รู้ไหมว่า ทั้งๆที่ชอบรูปหน้าคมเข้มแบบสาวละติน
อย่างในรูปลิงค์นี้ก็ตาม .. (ที่ไม่ใช่ทั้งแบบฝรั่งและแบบแขก .. แต่เป็นอเมริกากลาง - ที่เข้าใจว่ามาจาก สเปน-โปรตุเกส ยุคล่าอาณานิคม)

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=sdayoo&month=20-11-2012&group=107&gblog=478

แต่เรารู้ได้ว่า .. อิริยาบท แบบอ่อนช้อยแบบไทยผู้ดีมันไม่มีอยู่ในสาวต่างชาติพวกนี้ .. จินตนาการจึงลงกันไม่ได้ .. อาการ "ชม้อยชม้าย" สายตานี้ แม้แต่เอเชียด้วยกันอย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็ไม่มี !

ขณะเดียวกัน .. หากมีแต่อาการ แต่รูปหน้า"ไม่ใช่"ก็เขียนต่อ .. บรรยายต่อไม่ไหว - 55

ความงามของรูปหน้า และ กิริยาอาการที่พึงใจ จึงจำต้องพบกันให้ได้ไม่ว่าจะในจินตนาการส่วนไหน

ส่วนในทางศาสนา .. ศีล คือ การควบคุมทั้งกายและใจ ไม่ให้ไปกระทบกระทั่งผู้อื่น โดยเจตนาเท่านั้น .. มิได้มีความหมายในการปรุงแต่งจริตให้งดงาม รอการชื่นชมแต่อย่างใด ..

คนเขียนเนื้อเพลง หาเอาใน google มินตรา ง่ายกว่าปอกกล้วย หากอยากรู้ - 55


โดย: สดายุ... วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:11:58:37 น.  

 

ไพเราะค่ะ... :'))



โดย: น้องเล็ก IP: 118.172.107.40 วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:17:33:24 น.  

 

ดายุ..

"คนเขียนเนื้อเพลง หาเอาใน google มินตรา ง่ายกว่าปอกกล้วย หากอยากรู้ - 55"

โอย..ไม่มีเวลาสำหรับเปิดหาเพลง หรือ ดาราหรอกค่ะ..และการใช้google สำหรับมินตรานั้น..หากไม่มี"ความรู้พื้นฐาน"ติดตัว..ก็หาข้อมูลได้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะ"ไม่มีแนวทฤษฎีที่จะเป็น..แนวคิด"
ฉะนั้น การปอกกล้วยเข้าปากของมินตราง่ายกว่า เร็วด้วย..ยิ่งหากเป็นกล้วยน้ำว้านี่ ต้องสองลูกติดกันทีเดียว...

ทราบไหมว่า เวลาไปเชียงใหม่ จะชอบพักที่ รอยัลพรินเซส ของท่านผู้หญิงชนัตถ์..เพราะมีกล้วยน้ำว้า งามมาก รสหวานอร่อยไว้ในเมนูผลไม้เสมอ
ทั้งที่โรงแรมเล็ก..แต่มีสิ่งที่โรงแรมดีกว่านั้น ไม่มี..
นี่คือ"รสนิยม" และ "คุณค่า"ของ life style

"อิริยาบท แบบอ่อนช้อยแบบไทยผู้ดีมันไม่มีอยู่ในสาวต่างชาติพวกนี้ .. จินตนาการจึงลงกันไม่ได้ .. อาการ "ชม้อยชม้าย" สายตานี้ แม้แต่เอเชียด้วยกันอย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็ไม่มี !"

ผู้เชี่ยวชาญ นะ !..หลวงพี่..!

มินตรารู้จักอยู่ "ชายเดียว" ที่อเมริกากลาง
Che ..Che .. Che Guevara !
555



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.207.51 วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:17:36:08 น.  

 
ตัวน้อย ..

ไพเราะสิคะ .. บางคนเขาชอบเพลงนี้ และมีพี่อยู่ในบางคนนั้นด้วย .. เสียงผู้ชายอาจฟังไม่รื่นหูเหมือนนันทิดา .. แต่ไม่เป็นไรวันหลังจะร้อง"วันคอย"ให้ฟังใหม่ ค่ะ

อากาศเริ่มหนาว .. ห่มผ้า .. แล้วหลับตานึกถึงใครสักคน เพื่อจะหลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม !








มินตรา ..
เครือดุสิต ปกติจะค่อนข้างแพงสำหรับคนไทยระดับกลางๆ .. เพราะคืนหนึ่ง 4-5,000 บาท ซึ่งไปหานอนเอาสัก 5-600 แล้วเอาที่เหลือ กิน เที่ยว ม่วนกว่า 555

เวลาขึ้นเหนือสมัยก่อนก็จะเอาเต้นท์ไปนอนตามลานกางเต้นท์บนยอดดอย ..

ส่วนในเมืองจะไม่เหลือบตาแลแม้สักน้อย .. เพราะจะมาเที่ยวธรรมชาติ .. มิได้เพื่อมา"เที่ยวดูตัวอำเภอเมืองของบ้านนอก" .. 55

ยังไงเสียเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่เองยังห่างชั้นจากกรุงเทพเป็นสิบเท่า ในทุกด้าน ..


คนมาจากเมืองหลวงจึงมักตะกายไป ปาย แม่ฮ่องสอน เชียงคาน .. ที่ๆจะได้สัมผัสธรรมชาติมากหน่อย

(ตามฝรั่งไปเที่ยว .. เพราะมันดูเงียบดี .. แต่พักเดียวพอคนไทยเริ่มแห่ตามมาเยอะๆ .. ฝรั่งก็จะหนีไปที่อื่นต่อไป ..

อย่างตอนนี้ ปาย เริ่มหมดเสน่ห์เพราะความแออัดของพวก .. "ไทยพูดดัง กินเคี้ยวเสียงดังจั๊บๆ..พูดจาจ๊อกแจ๊ก จอแจ งี่เง่า น่ารำคาญ" ... ฝรั่งจึงหนีไปเชียงคานกันมากแล้ว ..55)

.
.
ส่วน เช กูวาร่า นั้นมีไว้ให้พวกเทิดทูน บูชา เอกชนวีรชน ได้สูดดมอุดมการณ์เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ(ตอนพวกนี้ท้องเสีย - 55) ..สามเวลาหลังอาหาร ..

เพราะการปฏวัติที่สำเร็จแล้วได้เจ้านายกลุ่มใหม่นั่งเมือง .. และจะนั่งจนตายคาเก้าอี้ .. หากป่วยหนักก็เอาน้องมา"สำเร็จราชการแทน" ไปก่อน .. อุดมการณ์ปฏิวัติของ เช + ฟิเดล คาสโตร จึงเหมือนผายลมดีๆนี่เอง .. 55



โดย: สดายุ... วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:20:53:25 น.  

 
.


คำว่า "น้อยๆหน่อย" มักติดปากบางคนอยู่เสมอ
จึงต้องจัดให้ "มากมากหน่อย" .. อิๆๆ


O แต่เมื่อเดินเข้ามาให้ตาเห็น
ก็บีบเค้นอารมณ์เกินข่มไหว
โลกตรงหน้าพลิกผันขึ้นทันใด
เมื่อรูปคราญสดใส..ล้อมนัยน์ตา

O หรือหัตถ์พรหมลอบเร้น..จัดเส้นทาง
ให้ยกย่างเหยียดก้าวมุ่งเข้าหา
แล้วรอการสัมผัส..รูป-ทัศนา
ก่อคุณค่าจับวางลงกลางใจ

O แต่บัดนั้น..รุ้งเรื้องที่เบื้องหน้า-
ก็เหมือนว่าทอดโค้งยึดโยงให้-
ความขัดเขินอ่อนหวานที่ด้านใน-
อกทรวงใคร..กับผกายแห่งสายตา

O ยิ้มรับความสดใสแห่งวัยเยาว์
เช่นยามเช้าสุมาลย์ช้อย..ช่อ-คอยท่า-
ภุมรินผึ้งภู่..จะรู้มา-
ตฤปรสผาณิตหอม..อย่างยอมตน

O ยิ้มรับความอ่อนไหว..ของใครนั้น
กับแวววามไหวสั่นนับพันหน
เอ็นดูความขัดเขินหยอกเอินคน
หวามที่ล้นเอ่อแล้ว..ผ่านแววตา !

O เหมือนว่างามลามรุกไปทุกบท
ชี้..กำหนด..รูปรอยให้คอยหา
และเหมือนงามลามรุกไปทุกครา-
กับท่วงท่าเหลือบค้อน..ตาซ่อนยิ้ม



โดย: สดายุ... วันที่: 8 ธันวาคม 2555 เวลา:21:18:52 น.  

 

ดายุ..

"O เหมือนว่างามลามรุกไปทุกบท
ชี้..กำหนด..รูปรอยให้คอยหา
และเหมือนงามลามรุกไปทุกครา-
กับท่วงท่าเหลือบค้อน..ตาซ่อนยิ้ม"

"งาม"ของดายุ นี่ จริตจะก้าน นะ..
แล้วคนที่"ต้องจัดให้ "มากมากหน่อย" " น่ะ..มากไป๊..

เห็นแล้วค่ะ ตั้งแต่..
"O ลืมเสียเถิดความจ่อมเจียม ..
เมื่อเต็มเปี่ยมปรารถนา .. เกินกว่าให้-
เพชรมงกุฏยอดเรือน .. คล้อยเคลื่อนไป
จะยึดยื้อเอาไว้ด้วยใจทะนง

O รอเถิดรูปงามทรามสวาท ..
รอชายชาติก้าวย่างเคียงร่างหงส์
จับมือจูงก้าวนำด้วยจำนง-
ร่วมเสริมส่งสองใจ .. ด้วยนัยเดียว "

ว่าจะ"ก้าวย่างเคียงร่างหงส์"

แล้วมินตราจะมีโอกาส ได้อ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน อีกไหมนี่...
เพิ่งทราบว่า ราคากล้วยน้ำว้า ที่ ดุสิต แพงไป
แต่โรงแรมอื่นราคาแพงกว่า ไม่มีนะ..





โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.207.51 วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:0:34:41 น.  

 
มินตรา ..

ผู้หญิงบางคนอาจมองเห็นจากภายนอกว่า"เอาเรื่อง" .. แต่แท้จริงแล้ว "ความอ่อนหวาน" ภายในจิตใจมีอยู่เต็มเปี่ยม .. อยู่ที่เขาจะแสดงออกยามอยู่ลำพังกับชายคนรักเท่านั้น ..

มินตราจะได้อ่านกลอนมากขึ้นด้วยซ้ำ กับช่วงเวลาที่สายลมหนาวพัดผ่านเมืองไทย .. เช่นนี้


ระยิบเอยแววตาใต้ฟ้าต่ำ
ผ่องผกายร่ายรำในค่ำหนาว
เหมือนคอยข่มแสงช่วงของปวงดาว
ให้เหลือวาววับอยู่ .. เพียงคู่เดียว !


โดย: สดายุ... วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:5:16:44 น.  

 

ดายุ ขา..

"ให้เหลือวาววับอยู่ .. เพียงคู่เดียว !" น่ะ
มองเห็นภาพ สดายุ ซื้อกล้วยน้ำว้าแขวนไว้ให้ทั้งเครือเลย
เห็นไหมว่า หากขึ้นด้วย "ขา" ทีไร..จะลงด้วย ตาวาววับอยู่..เพราะได้ของต้องใจ..

เอ..หรือที่" วาววับอยู่ .. เพียงคู่เดียว !"น่ะ
ตุ้มหูเพชร จากทิฟฟานี่ หนึ่งคู่..
อย่าเลยค่ะ เกรงใจ..แค่ "ต๊อกกวง" เพียงคู่เดียว!
ก็ได้ค่ะ กากีนั้ง...555 (อย่าลืมนะ ว่า ขึ้นด้วย ดายุขา ! )




โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.207.51 วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:6:53:37 น.  

 

สวัสดีค่ะ...

วันนี้เหงานิดนะคะ เล็กไปบ้านที่แม่ริม เอาคนไปทำความสะอาดน่ะค่ะ คุณย่าท่านจะมา...คงกลับเย็นๆค่ะ

เพลงนี้ไพเราะอยู่แล้ว ส่วนวันคอยของพ่อ ฟังตั้งแต่เกิดได้มังคะ :'))

ขอบคุณมากเจ้าค่ะ..


โดย: น้องเล็ก IP: 118.172.107.40 วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:8:15:49 น.  

 
ตัวน้อย

ค่ะไม่เป็นไร .. ไปเถิด นานๆคุณย่ามาที
พี่รอได้


โดย: สดายุ... วันที่: 9 ธันวาคม 2555 เวลา:9:02:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.