Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
22 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
O น้ำค้างเดือนสิบ .. O







song from a secret garden



1 ..
O ค่อยค่อยก่อรูปวาง .. ก่อนสางหม่น-
จะเคลื่อนพ้นผ่านล่วง .. เมื่อดวงสูรย์-
ลอยเลื่อนขึ้นโชนช่วงเป็นดวงกูณฑ์
ผ่านจำรูญจำรัสโลมปัถวี
O เงียบงันทั้งเหน็บหนาว .. ที่พราวหยาด
พร้อมโอภาสดวงศศินใกล้สิ้นสี
จบสิ้นแล้วรมยาแห่งราตรี
จักเลือนลี้ตรู่สางจนจาง .. คลาย
O วารีหยดหยาดรอ .. จะล้อแสง
เพื่อแต้มแต่งงามระยับก่อนลับหาย
อย่างยินยอมแสงพลอดตราบวอดวาย
ก่อนเวียนว่ายหยาดซ้ำ .. อีกค่ำคืน
O เพียงเพื่อจะระเหิดระเหยร่าง
อยู่ท่ามกลางร้อนแรงของแสงคลื่น
ให้แผดเผารุมร้อนได้ย้อนกลืน
กลบหยาดรื่นเลือนเร้น..เปลี่ยนเป็นไอ
O กลั่นหยาดพิลาสร่วง-เป็นดวงประดับ
เรียงหยดรอแสงระยับ .. มาขับไข
กรรทบโลมเม็ดน้ำ .. อย่างร่ำไร
ก่อนมอดไหม้ระเหยช่วง .. จนล่วงรอย
O ที่บรรจบแห่งศิวาและราตรี
หยดวารีหยาดแล้ว .. จากแผ่วค่อย-
ตราบเติมงามเต็มพื้น-ด้วยผืนพลอย
เพื่อจักลอยระยับยวง .. ล้อดวงวัน
O เผาเถิดให้ระเหิดระเหยแห้ง
ทอดทอแสงงามระยับ .. ลงรับขวัญ
จะยอมรูปแหลกร่าง .. เป็นรางวัล-
การกีดกันแววระยับ .. ที่ลับเลือน
O จะหยาดให้เผาอยู่ทุกตรู่สาง
พลอยผืนจะหยาดวางทั่วทางเถื่อน
และจะรอร้อนเกรียมมาเยี่ยมเยือน-
เพื่อกลบเกลื่อนงามระยับลงกับกาล

2 ..
O เช้านี้ลมพลิ้วไหว .. โลมไม้ดอก
แล่นระลอกเข้าประนอม-รสหอมหวาน
ภุมรินรุดเร่งรับเบ่งบาน
เมื่อกรอบกาลเลื่อนช่วงรับดวงไฟ
O อ้อยอิ่งกลาง-หมอกเช้าอันขาวขุ่น
คืออกอุ่นอาวรณ์-ผู้อ่อนไหว
ริ้วลมร่ำแผ่วผ่านดอกมาลย์ไกว
เช่น-อาลัยไหวอยู่ .. ไม่รู้วาง
O ร่อนเร่เสาะสุมาลย์รสหวานหอม
ผึ้งบินล้อมเรณู .. แต่ตรู่สาง
ละม่อมรูปอิริยากอปรท่าทาง
ก็ล้อมขวางกักกันคอยบัญชา
O เฝ้าคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงหัวใจแต่ละห้อยเฝ้าคอยหา
ห้วงคำนึงทั้งผอง, ในสองตา-
จึงเหมือนว่าประทับอยู่แต่ผู้เดียว
O หรือพิมพ์ลงสัญญาแต่คราที่-
ร่วมวาทีพร่ำพร้อง .. ขอข้องเกี่ยว
จะกี่ภพกี่ชาติ, สวาดิเกลียว-
จงรัดเหนี่ยวผูกกันนิรันดร
O อ่อนหวานศัพท์สำเนียงความเอียงอาย
พร้อมแววตาเหลือบชม้ายจะคล้ายอ้อน-
นั้น-แต่งรอบเสน่หาให้-อาวรณ์-
จำเริญตอน .. ลุกลามขึ้นล่ามดึง
O อุษากาลผ่านคล้อย .. สูรย์ลอยเด่น
ค่อยแฝงเร้นอาลัยส่งไปถึง
หวังอีกทรวงห่วงหา .. จักตราตรึง
กับหวานซึ้งอาวรณ์ .. ส่งย้อนคืน
O รอเถิดรูปนิรมิตโศภิตผู้-
รอบแรงชู้โอบกระหวัด .. อย่าขัดขืน
นัยหนึ่งเมื่อหยัดหยั่ง .. จักยั่งยืน
อย่าคิดฝืนฝ่าหักแม้สักครา
O จะยิ่งกว่าภุมรินหลงกลิ่นหอม
ภายใต้อ้อมแขนหวง .. ผู้ห่วงหา
ย่อมมีเพียงหอมหวานแห่งมารยา
รอเจ้าถาโถมลง .. อย่างปลงใจ
O หมอกขุ่นขาวลับล่มกับลมร่ำ
เมื่ออกคร่ำครวญฝัน .. ยังฝันใฝ่-
อยู่กับความปรารถนา .. แรงอาลัย
ด้วยรูปพักตร์ผู้พิไล .. ตรึงนัยน์ตา
O อ้อยอิ่งกลางแดดสาย .. และอายอุ่น
กับงามหนึ่งละเมียดละมุนด้วยคุณค่า
แผ่วลมพลิ้วโรยสายปัดป่ายมา
คล้ายรอท่ารอทีผู้มีใจ
O หวังยิ่งกว่าภุมรินหลงกลิ่นหอม
คือ-หลงอ้อมแขนชู้ .. เกินกู้ไหว
หวังอาวรณ์เร้ารุม .. เช่นขุมไฟ-
โหมเข้าใส่อกนั้น .. ค่ำยันเช้า
O อย่าได้มีหมองหมาง .. เป็นอย่างอื่น
ทุกตาตื่นหัวใจแต่ใฝ่เฝ้า
ถวิลหาอ้อมแขนห้อมแหนเงา
โอบรูปเยาว์หยอกยั่วทุกชั่วยาม
O รอคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงอกใจต้องสาปจนวาบหวาม-
กับชั่วตาจบจูบ..ด้วยรูปนาม
ก็ถูกล่ามรัดไว้ทั้งใจกาย

3 ..
O เยี่ยงไรหนอคิดย้อน .. แล้วร้อนรุ่ม-
กับเพลิงขุมอาวรณ์ .. เกินผ่อนหาย
หน้าผากเนียนแก้มหน้า .. นัยน์ตาชาย-
สบ-แพ้พ่าย .. ละห้อยเห็น .. อยู่เช่นนั้น
O อาจรู้ฤๅ .. คะนึงหาบรรดามี-
ค่อยวาดวีพาใจ .. แกว่งไกวสั่น
สื่อเลศนัยเร้นอยู่ให้รู้ทัน
ด้วยสุดกั้นกีดงามที่ลามทรวง
O หวังถึงเนตรอ่อนโยน .. ค่อยโชนฉาย-
แวววาบคล้ายโลดแล่น-ด้วยแหนหวง
หวังถึงแรงบุญบาป .. จักทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงล้อมขวัญรัด-พันธนา
O ลับรูป .. หากคะนึงยังตรึงอยู่
ด้วยแรงชู้ปรุงชาติ .. สืบปรารถนา
จากท่วงทีอ่อนหวานที่ผ่านตา
ตรึงสัญญาบีบเค้น .. อยู่เช่นนั้น
O ลบเลือนฤๅ .. เพียงพรับคล้ายกับว่า
บางรูปหน้าผุดขวางขึ้นกลางฝัน
จะฝ่าพ้นอาลัย .. อย่างไรกัน
เมื่อกางกั้นทิศทาง .. ทุกย่างเดิน
O คล้ายกับการ-หมดสิ้นแรงดิ้นรน-
คือใจคนต้องหวาน .. อยู่นานเนิ่น
พ่ายแพ้ต่อรูปธรรมที่ก้ำเกิน
แล้วลุกลามจำเริญ .. อยู่เนิ่นนาน
O โหดร้ายกันจริงหนอ .. ลออลักษณ์
มากุมกัก .. รัดล้อมด้วยหอมหวาน
แล้วแทรกซึ้งซ่านล่วงสู่ดวงมาน
จนสะท้านสะท้อนอยู่ .. ด้วยผู้เดียว
O พาใจคนเฝ้าคิด .. หมายชิดเชย
จากรูปเผยให้ตา .. ละล้าเหลียว
จนยกเหยียดก้าวย่างของร่างเพรียว
เข้าล่มความเปล่าเปลี่ยว .. สิ้นเดี๋ยวนั้น !
O ผ่านมา .. ให้อบอุ่นและคุณค่า
แทรกลงฝ่าอารมณ์ .. ถึง-ซมสั่น
ผ่านมา .. ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง

4 ..
O จากนี้-คือพร่ำพลอด .. ความออดอ้อน-
ถ้อยคำวอน, สำหรับ .. พร้องศัพท์ .. ส่ง-
สื่อความหมายลึกล้ำแห่งจำนง
จำหลักลงใจงาม .. ไว้ล่ามคา
O หวังถึง-ความอาวรณ์..ที่ซ่อนเร้น
จักเพิ่มแรงบีบเค้น .. ให้เห็นท่า-
เห็นที-แววอ่อนหวานในม่านตา-
เผยออกให้รู้ว่า .. ใคร-อาวรณ์ ?





Create Date : 22 ตุลาคม 2557
Last Update : 8 เมษายน 2562 21:36:40 น. 14 comments
Counter : 1629 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ
แวะมาอ่านบทประพันธ์ที่แสนไพเราะ ภาพที่บรรยายงดงามยิ่งนัก นัยแห่งน้ำค้างสะท้อนถึงความมั่นคงแห่
งความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ไม่ได้ใช้คำว่ารักเลยสักคำ ชื่นชมในวาทะศิลป์ค่ะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 23 ตุลาคม 2557 เวลา:7:48:24 น.  

 
ดายุ..

"O เพียงเพื่อจะระเหิดระเหยร่าง
อยู่ท่ามกลางร้อนแรงของแสงคลื่น
ให้แผดเผารุมร้อนได้ย้อนกลืน
กลบหยาดรื่นเลือนเร้น..เปลี่ยนเป็นไอ"

หาก หยาดน้ำค้างเปรียบเสมือนความรัก...
ลงท้ายด้วย..." กลบหยาดรื่นเลือนเร้น..เปลี่ยนเป็นไอ" นี่..
มีอยู่ แล้ว ดับไป... ทุกวัน..
คงจะต้องนั่งร้องเพลง..รักวันเติมวัน..ซินะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 23 ตุลาคม 2557 เวลา:14:44:31 น.  

 
สวัสดีครับคุณวลี
ช่วงนี้เป็นการเอาบทเก่ามาลงใหม่ครับ .. เปลี่ยนรูปเปลี่ยนเพลง เปลี่ยนชื่อกลอน .. ก็ได้บทใหม่ลีลาเก่าหนึ่งบท
ใช้เวลาไม่นานครับ ..

น้ำค้าง ..
เกิดขึ้น .. จากความชื้นสัมผัสกับความหนาวเย็น
คงอยู่ .. ชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่นานนัก
หายไป .. เมื่อโดนแดด โดนลม
เป็นวัฏจักรช่วงสั้นๆ .. เหมือนอารมณ์รักของคนเรา .. เพียงแต่ต่างกันที่ช่วงยาวนานของวงรอบมันยาวกว่าน้ำค้างมากนัก
สำหรับบางคน อาจยาวนานทั้งชีวิตจนร่างกายแตกดับ ความรักถึงจะดับหายไปได้

ยินดีที่แวะมาทักทายนะครับ








มินตรา ..
ลำดับการเกิดขึ้นของน้ำค้างกับความรักเหมือนกัน .. คือ เกิดขึ้น คงอยู่ ดับไป
หากแต่ต่างกันที่ความยาวนานแห่งวงรอบการเกิดดับ

สำหรับกับบางคน .. เกิดขึ้นแล้ว อาจคงอยู่จนชั่วชีวิต และจักดับหายไปพร้อมกับลมหายใจแห่งชีวิตทีเดียว
คือตัดกันไม่ขาด .. แยกกันไม่ได้ .. ตลอดกาล

แต่สำหรับบางคน .. เหมือนความสวยงามแห่งดาวหาง ที่ .. “เพียงวูบเดียวแวบดับจนลับล่วง”
คือสั้นนิดเดียว และอาจพังโค่นลงมาอย่างง่ายดาย



โดย: สดายุ... วันที่: 23 ตุลาคม 2557 เวลา:21:16:36 น.  

 
คือสองบทนี้ค่ะ

ทีงดงามมากมายแม้จะแห้งเหือดไป ก็จะกลับมาใหม่ให้เผาอยู่อย่างนั้น

O เผาเถิดให้ระเหิดระเหยแห้ง
ทอดทอแสงงามระยับ .. ลงรับขวัญ
จะยอมรูปแหลกร่าง .. เป็นรางวัล-
การกีดกันแววระยับ .. ที่ลับเลือน
O จะหยาดให้เผาอยู่ทุกตรู่สาง
พลอยผืนจะหยาดวางทั่วทางเถื่อน
และจะรอร้อนเกรียมมาเยี่ยมเยือน-
เพื่อกลบเกลื่อนงามระยับลงกับกาล

น้ำแม้จะเปลี่ยนสถานะก็ยังคงเป็นน้ำและพร้อมจะกลับมาใหม่ วลีแปลเป็นแบบนี้ค่ะ

"รักเมื่อรักแล้วแม้ใจต้องแหลกลาญก็จะยังรัก"

สำนวนแบบนี้หาอ่านได้ที่นี่ที่เดียว ในกลอนไม่มีคำว่ารักเลยสักคำ แต่อ่านแล้วก็ตีความได้แบบนั้นค่ะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 23 ตุลาคม 2557 เวลา:21:37:57 น.  

 
คุณวลี ..

ครับ ตรงนี้ตีความได้ดีมาก
"รักเมื่อรักแล้วแม้ใจต้องแหลกลาญก็จะยังรัก" .. เพราะมันหมายความแบบนั้นจริงๆ ..

กับผู้หญิงบางคน ความรู้สึกนั้นทรงคุณค่าจนไม่อาจเปลี่ยนแปรโดยสิ้นเชิง .. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะรู้สึกอยู่อย่างนั้น ..

การเขียนกลอนที่แสดงอารมณ์ความรู้สึก หากมันโต้งๆเกินไปก็ไม่น่าสนใจนักในความเห้นผม ..

ที่จริงแล้ว .. กลอนนารีปราโมชทั้งหมดเขียนติดตาม "จริตและอารมณ์ของวัยสาวน้อย" เป็นส่วนใหญ่ที่ผมมองว่า น่ารัก น่าหลงใหล และลอกเลียนแบบได้ยาก ที่ไม่ว่า "สตรีเพศผู้" จะพยายามอย่างไรก็ไม่เหมือน


โดย: สดายุ... วันที่: 24 ตุลาคม 2557 เวลา:6:13:58 น.  

 
คุณสดายุ
คนที่จะเขียนกลอนได้ขนาดนี้ จะต้องมีความละเมียดละไมมาก และมีความชำนาญในการร้อยกรองขั้นเทพ อีกทั้งมีคลังศัพท์ที่มีความจุมหาศาล มีอารมณ์และจินตนาการเป็นแรงขับเคลื่อน จึงได้บทร้อยกรองที่ไพเราะงดงามในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นคำ ความหมาย และ ความงดงามในการร้อยคำ

อารมณ์และจินตนาการ ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างงดงดงามนี้น่าจะเป็นความรู้สึกจริงที่มีต่อสาวน้อยอันเป็นที่รัก คนที่มีแววตางามระยับ ที่ทอประกายมาแผดเผาใจชาย จนน้ำค้างระเหยแห้งนับครั้งไม่ถ้วนนะคะ อิๆ ยินดีด้วยค่ะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 24 ตุลาคม 2557 เวลา:11:54:05 น.  

 

ดายุ..

"สำหรับกับบางคน ....คือตัดกันไม่ขาด .. แยกกันไม่ได้ .. ตลอดกาล"...

"O จากนี้-คือพร่ำพลอด .. ความออดอ้อน-
ถ้อยคำวอน, สำหรับ .. พร้องศัพท์ .. ส่ง-
สื่อความหมายลึกล้ำแห่งจำนง
จำหลักลงใจงาม .. ไว้ล่ามคา "


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 24 ตุลาคม 2557 เวลา:19:05:01 น.  

 
คุณวลี ..
ในความรู้สึกของผมแล้ว .. ผู้หญิงเป็นเพศที่น่ารักครับในทุกประการ
ไม่ว่า .. จะออดอ้อน .. จะงอน .. จะงอแง .. จะโศกเศร้า .. จะหัวร่อ .. จะริษยา .. จะงี่เง่าไม่มีเหตุผล .. ก็ตาม
ในสายตาผมก็ยังเห็นเป็นความน่ารัก น่าเอ็นดู อยู่ดี ..

ผมชอบเด็กผู้หญิง .. หากมีลูกก็ขอเป็นลูกสาว

ดังนั้น การเขียนกลอนนารีปราโมช จึงถูกจริตที่สุด .. ที่สามารถพูดได้ว่า “ประสบการณ์ทางความคิด” เกี่ยวกับอารมณ์หญิงสาวนั้น ผมมีมากกว่ากวียุคโบราณมากมาย

ทำไมถึงกล้าพูดอย่างนี้ ..
เพราะปริมาณที่ผ่านหูผ่านตา มันมากกว่ากัน
ปัจจุบันคนไทยมีประมาณ 67 ล้านคน
สมัย 14 ตุลา 2516 คนไทยมีประมาณ 30 ล้านคน
ถอยกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 คนไทยมีประมาณ 10 ล้านคน
ผมลองนึกย้อนไปถึงช่วงเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ประมาณยุคเจ้าฟ้ากุ้ง (ก่อนสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ประมาณ 100 ปี) น่าจะมีไม่เกิน 1-2 ล้านคน เท่านั้น
เมื่อเป็นชายซะครึ่งหนึ่ง .. ก็จะเหลือหญิงแค่ครึ่งเดียว .. ก็แค่หลักแสนคน

แต่ปัจจุบันนี้มีหญิงไม่ต่ำกว่า 34 ล้านคน .. ต่างกันมากจริงไหม ?
จำนวนหญิงสาวที่ผมเห็นผ่านตาย่อมมากกว่าที่เจ้าฟ้ากุ้งเห็นแน่นอน .. และจริตวัยสาวที่ต่างคนต่างมีย่อมมากกว่า หลากหลายกว่าตามไปด้วย .. จริงไหม ?

กวีโบราณจึงถือว่ามีข้อมูลในการเขียนน้อยกว่าผมมากนัก .. 555
อารมณ์สาวน้อยในปัจจุบัน ขนาดไหน .. คุณวลีคงเห็นตามเวทีคอนเสิร์ตบ้างแล้วนะครับ .. น่ารัก นาตี เหลือประมาณ อิๆๆ






มินตรา ...
นั่นคือ สายใย เยื่อใย ที่มันรัดพันคนสองคนเอาไว้ .. ที่ไม่ว่าจะมีปัญหาแค่ไหน ก็ทุกครั้งจักจบลงด้วย-ยิ่งรักยิ่งผูกพัน อาลัยอาวรณ์ต่อกันอย่างไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ..

อาจเป็นเพราะจริตที่ต้องกันในบางด้านที่ยากจะอธิบายด้วยเหตุผล
แต่เป็นจิตวิญญาณที่โหยหากันและกันอย่างไม่จบสิ้น





โดย: สดายุ... วันที่: 24 ตุลาคม 2557 เวลา:20:16:14 น.  

 
ดายุ..

"O ผ่านมา .. ให้อบอุ่นและคุณค่า
แทรกลงฝ่าอารมณ์ .. ถึง-ซมสั่น
ผ่านมา .. ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง"

ผ่านมา...เพื่อ.." ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง"

ระยะนี้ ใครคนหนึ่งกำลังอยู่ในอารมณ์อ่อนหวาน..น่ารัก
..จนคนอ่านอบอุ่นใจไปด้วยในห้องที่อบอวลด้วยอารมณ์รัก..


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 25 ตุลาคม 2557 เวลา:9:20:07 น.  

 
มินตรา ..
การที่คนมีความรัก ทำให้คนมีชีวิตชีวา
การที่คนมีคนที่รัก และได้รับรักตอบ ทำให้ชีวิตมีความหวัง
มันเป็นแรงขับที่มีพลัง .. มากกว่าสิ่งใด
.
.
ผ่านมา .. ให้อบอุ่นและคุณค่า
แทรกลงฝ่าอารมณ์ .. ถึง-ซมสั่น
ผ่านมา .. ให้ถ้อยคำและรำพัน-
ได้โอบรูปถนอมขวัญ .. อย่างบรรจง
.
บทนี้จึงสอดรับกับ”บริบทช่วงนี้” ได้อย่างลงตัว
คำว่า ถนอมขวัญ .. ทะนุถนอม .. มันชัดเจนมากในความรู้สึก


โดย: สดายุ... วันที่: 25 ตุลาคม 2557 เวลา:22:19:47 น.  

 
ดายุ...

" O เฝ้าคอยมานับนานแต่กาลไหน
จึงหัวใจแต่ละห้อยเฝ้าคอยหา
ห้วงคำนึงทั้งผอง, ในสองตา-
จึงเหมือนว่าประทับอยู่แต่ผู้เดียว ".....

ทราบไหมว่า มินตราไปดูหนัง " จอมโจร จอมยุทธ์ เซียวจับอิดนึ่ง"..มาจนจบ..
ในช่วงที่อ่านบทกลอนนี้..
เพิ่งดูเป็นครั้งแรก เพราะสมัยที่อ่านยังดูหนังยูทูป ไม่เป็น ....
และยังไม่มี"แกนนำ."...

"จึงเหมือนว่าประทับอยู่แต่ผู้เดียว ".....



โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 ตุลาคม 2557 เวลา:16:37:24 น.  

 
มินตรา ..

สิ่งที่มินตราต่างจากสาวไทยทั่วๆไปคือ ความสนใจและความใฝ่รู้
กำลังภายในจีน .. ผมอ่านแค่โก้วเล้ง เป็นส่วนใหญ่ในระยะหลัง .. ซึ่งต่างจากช่วงวัยรุ่นที่อ่านดะ
เพราะโก้งเล้งเขียนบทต่อสู้ไม่เยินเย้อ รวบรัด หมดจด ชัดเจน .. บุคลิกตัวละครก็ค่อนข้างเป็นเฉพาะตน
หลักการ ปรัชญา ที่สอดแทรกไว้ในเรื่อง แน่นอนมาจากการเป็นนักอ่านของโก้วเล้งเอง ..
ชุดสืบสวนสอบสวนอย่าง .. ชอลิ่วเฮียง หรือ เล็กเซี่ยวหงส์ แม้อาจได้รับอิทธิพลจาก”เชอร์ลอร์คโฮม” มาบ้างแต่ก็เขียนแนวกำลังภายในจนเนียนพอทีเดียว

การสร้างบุคคลิกตัวละครให้โดดเด่น ทำได้ดีมากที่สุดในบรรดานักเขียนด้วยกัน
เราจึงรู้จัก ..
ซิมเปียะกุน .. หญิงงามอันดับ 1 แห่งแผ่นดิน
เซียวจับอิดนึ๊ง .. จอมโจรโดดเดี่ยว ผู้ทรนง
ซาเสียวเอี้ย-เจี่ยวเฮียวฮง .. กระบี่อันดับ 1 แห่งแผ่นดิน
ชอลิ่วเฮียง .. ผู้มีที่มาลึกลับ บุรุษผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ตลอดกาล
เล็กเซี่ยวหงส์ .. บุรุษสี่คิ้ว
เซี่ยวฮื้อยี้-เจ้าลูกปลาน้อย .. ตัวแสบแท้จริง
ฯลฯ

โดดเด่น .. และ ดาดๆ
ล้วนแต่ใช้ ด. แต่ความหมายตรงกันข้าม
เหมือนชายที่เป็น hero ในใจหญิงสาวส่วนใหญ่ .. ย่อมมีคุณสมบัติสำคัญคือความโดดเด่น ทางความสามารถ ย่อมมิใช่หน้าตา

จริงไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 26 ตุลาคม 2557 เวลา:18:54:26 น.  

 
ดายุ...

มีความลับจะบอก..แล้วอย่าเอะอะไปนะ..
มินตรา อ่านหนังสือกำลังภายใน โดยไม่เคยจำชื่อตัวละครเลย..
มีชื่อเดียวในวงยุทธจักรที่จำได้คือ จับอิดนึ้ง
เพราะ...
จับอิดนึ้งไม่มีเหตุผลในการรัก...รักเพราะรัก..

ซิมเปียะกุน ก็เป็นสตรีในบู๊ลิ้มที่ มีวิทยายุทธน้อยมาก ..
เป็นคุณหนูจากตระกูลเก่าแก่..ที่ โดดเดี่ยวเดียวดาย..
ไม่เคยผจญโลก อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่ความดีงาม

ลักษณะเด่นของจับอิดนึ้ง คือ....
ดำรงอยู่ด้วย “ความเชื่อมั่นแห่งพลังความถูกต้อง”

ไปเจอ..คอลัมน์ : บู๊ลิ้ม
โดย : พชร สมุทวณิช....บรรยายไว้ว่า..
"บุคคลผู้หนึ่งผู้ใด แม้ไม่เปี่ยมไปด้วยทรัพย์สมบัติ ความรู้สติปัญญาก็ไม่ได้สูงล้ำเลิศฟ้า หน้าตาก็ไม่ได้ดีเด่นหรือมากด้วยสง่าราศี แต่หากดำเนินวิถีด้วยความเชื่อมั่นในการกระทำสิ่งที่ถูกต้อง
บุคคลผู้นั้นย่อมมิพ่ายแพ้โดยง่าย "

ไพเราะ เกินกว่าที่สามารถบรรยายได้เอง..
นอกจาก จำมาใช้....


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 26 ตุลาคม 2557 เวลา:19:26:49 น.  

 
มินตรา ..

ข้อความที่ยกมา .. ชอบแล้ว


โดย: สดายุ... วันที่: 27 ตุลาคม 2557 เวลา:5:25:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.