Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 
O กลางฝนโปรยปราย .. O








เพลง .. ลาวคำหอม
ชัยภัค ภัทรจินดา


-1-
O คำนึงนั้นโลมลูบด้วยรูปเงา
อันรุมเร้าใจอยู่ไม่รู้หาย
ละห้อยเห็นเอ็นดู .. เกินรู้คลาย
แต่เมื่อสายสวาดิน้อย .. เผยถ้อยคำ
O วางเงื่อนบ่วงสายใยเอาไว้เกื้อ-
กูลโอบเอื้อผ่านให้ อาลัยสัม-
ผัสความอุ่นอ่อนหวานบรรสารจำ-
จองใจคร่ำครวญถวิล .. พลอยดิ้นรน
O คิดถึงด้วยอาทร .. เจ้าอ่อนน้อย
หวัง-ปรายปรอยนัยน์ละมุน .. ท่ามฝุ่นฝน
อยู่ท่ามกลางลมไกวมาลย์ไหววน
เพื่อใจคนคะนึงความเอาตามใจ
O แรงอาวรณ์, เอ็นดู .. ที่รู้สึก
ตราลงลึกถ้วนตอนเกินถอนไหว
รัดพันเหนี่ยวโอบเอื้อ .. คือเยื่อใย-
แห่งอาลัยมอบสู่ .. ให้รู้ชม
O เพียงเพื่อจะเอื้ออุ่น .. เข้าหนุนเนื้อ
และผ่านเจือรสสู่ให้รู้สม-
เสพรูปรสปรารถนา .. ในอารมณ์
ด้วยสุดข่มเกลื่อนกลบให้ลบลาญ
O อันสร้อยสีลดามาศ .. เมื่อพาดช่อ
นั้น-เพื่อรอภู่ล้อมรสหอมหวาน
กลางลมล่องโลมลูบ .. รอ-รูปคราญ-
จะซึ้งซ่านสู่ใจเป็นนัยเดียว
O คืองาม .. ที่จะงามให้ตามคว้า
สอบคุณค่าพร่ำพร้องการข้องเกี่ยว
จะเช่นแต้มสีสัน .. คืนจันทร์เรียว
พาทุกเสี้ยวส่วนเร้นได้เพ็ญดวง
O ยิ่งกว่าจันทร์อวดโอ่แรงโอภาส
ก็เมื่อสองภพชาติ .. มาพาดช่วง
กำลังรอบบุญบาป .. ราวทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงเงื่อนงำ ชักนำทาง
O เฝ้าอาทรอ่อนน้อย .. ละห้อยเห็น
แรงถวิลบีบเค้น .. ฤๅเว้นว่าง
ท่ามวรรษา .. หล่นหลั่ง .. บดบัง-พราง
ใจก็คว้าง .. คว้างหล่น .. กลางฝนโปรย

-2-
O เสียงขลุ่ยพลิ้วอ่อนหวานกังวานแว่ว
เคล้าฝนหล่นหยาดแล้ว .. เสียงแผ่วโหย-
ท่วงทำนองรันทม .. กลางลมโชย-
ค่อยค่อยโรยรินแล้ว .. ให้แว่วยิน
O แทนหัวใจไกลลิบ .. กระซิบเสียง-
นั้น-เรื่อยเรียง .. โหยหวนคร่ำครวญถวิล
แต่งหัวใจล้าโรย .. ให้โบยบิน
เสพสมจินตนาการแห่งวานวัน
O กลางเพลงหวานพลิ้วแผ่ว .. หมายแก้วเจ้า-
จงรุมเร้าอยู่พร้อม .. การกล่อมขวัญ
ผ่านสังคีตเสนาะล้ำ .. ความสัมพันธ์-
เพื่อ-ตราตรึงติดมั่นในสัญญา
O เรื่อยรี้เพลงผ่านคล้อย .. แสน-อ้อยอิ่ง
ก็เหมือนยิ่งให้ละห้อยแต่คอยหา
ท่วงทำนองวก-วน .. ม่านมนตรา-
ย่อมบันเจิดแจ่มจ้า .. ในตานั้น
O รับรู้ .. และรับทราบในสาปอสูร
แต่จะพูนเพิ่มภิรมย์ .. ให้ซมสั่น
หรือนี่คือ .. หนี้สร้างแต่ปางบรรพ์
จึงผูกพันถวิลอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O รับรู้ว่ารอยสาปในบาปโศก
จักยอโลกล้อมชาติอย่างกราดเกรี้ยว
ผูกเยื่อใยสองขวัญแล้วฟั่นเกลียว
รัดรึงเหนี่ยวรวมไว้ .. อย่างใกล้ชิด
O พร้อมเพลงขลุ่ย .. จันทร์ลออ .. ทอดทอแสง-
โลมหล้าแหล่ง .. ลามล่วงถึงดวงจิต
เมื่อต้องงามยื้อยุด .. ก็สุดคิด-
จักรอนสิทธิ์บิดสวาดิให้ขาดลง
O พร้อมเพลงขลุ่ย, นกค่ำ .. ร้องร่ำเสียง
ก่อนเหลือเพียง .. เร้ารุมแห่งลุ่มหลง-
ของใจที่ความหวัง .. และจำนง-
รอรับส่งแรงถวิลและจินตนา
O เสนาะพาทย์แผ่วหวานบรรสารเสียง
ยังเรื่อยเรียงผ่านให้ .. อาลัยหา
สดับเถิด- คีตะรส .. และพจนา
ถ้วนคุณค่าหวานหอม .. รอพร้อมแล้ว
O สดับเถิด .. สังคีตประณีตเสนาะ
จักไหลเซาะรุมเร้า .. จากเบาแผ่ว-
ตราบเติมเต็มความหมาย .. เพื่อฉายแวว-
หวาน-ให้แผ้วผ่องช่วง .. ทั้งดวงตา !




Create Date : 21 สิงหาคม 2556
Last Update : 8 เมษายน 2562 21:13:45 น. 9 comments
Counter : 1855 Pageviews.

 

สดายุคะ

หากมัวแต่...
"O เฝ้าอาทรอ่อนน้อย .. ละห้อยเห็น
แรงถวิลบีบเค้น .. ฤๅเว้นว่าง
ท่ามวรรษา .. หล่นหลั่ง .. บดบัง-พราง
ใจก็คว้าง .. คว้างหล่น .. กลางฝนโปรย"

แล้วใครจะเขียนกลอนต่อล่ะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.210.140 วันที่: 22 สิงหาคม 2556 เวลา:10:47:09 น.  

 
มินตรา ..

ตอนฝนตกหนักเป็นเวลาที่นอนสบายที่สุด
และหาก"เจ้าอ่อนน้อย"อยู่ใกล้ๆ .. ก็คงเลิกเขียนกลอน !

555


โดย: สดายุ... วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:6:20:51 น.  

 

ดายุ...

งั้นคงต้อง..แปรอักษร ..เป็น
O เรื่อยรี้เพลงผ่านคล้อย .. แสน-อ้อยอิ่ง
ก็เหมือนยิ่งให้ละห้อยแต่คอยหา
ท่วงทำนอง"โบยบิน ..ผ่าน"มินตรา-
ย่อมบันเจิดแจ่มจ้า .. ในตานั้น

จะผิดกฎฉันทลักษณ์ ไหมน้า....
(แต่อยากน้อย ..มินตรา จะได้อยู่ในคำของกวีบ้างล่ะ !)




โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.236 วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:12:03:26 น.  

 


(แต่"อย่าง"น้อย ..มินตรา จะได้อยู่ในคำของกวีบ้างล่ะ !)


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.236 วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:12:05:53 น.  

 
:)) คุณมินตรานี่น่ารักนะคะ

ฝากค่ะ..

มาลัยละมุนกลิ่นมอบมินตรา
แก้วกัลยา..เปี่ยมคุณค่าควรถนอม
ฝากเพลงรัก..บรรเลงเข้าโอบล้อม-
เช้า-เย็น-ค่ำ..ขับกล่อมให้จ่อมจม


๐๐๐๐๐๐

อ่านแล้ว..เหมือนจะอย่างนี้นะ

ตราตรึงลงสัญญาเกินฝ่าแล้ว
นับแต่สบรูปแก้ว..เกินเอื้อนเอ่ย-
กี่พจน์พากย์ฝากรักเจ้าทรามเชย
ไม่ถึงครึ่งใจพี่เลย..ที่เอ่ยความ
.
สุขสมหวังค่ะ


โดย: มาย IP: 115.87.79.188 วันที่: 23 สิงหาคม 2556 เวลา:23:30:36 น.  

 
มินตรา ..
นั่นสิ .. แปลงเอาตามใจชอบได้เลย ไม่เห็นต้องคอยให้ใครเขียนให้ .. 555

กลอนจะไพเราะ ต้องสัมผัสคร่อม ท้ายวรรค
อันนี้เอาแบบมาจากท่านสุนทรภู่ นะมิได้ว่าเอาเอง
สังเกตุดูสิจะมีกลอนของกวีคนไหนในอดีตที่จะติดหูติดปากคนไทยมากกว่ากลอนสุนทรภู่ ?

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย
เจ็บเจียนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ



มาย
ขอบคุณขอรับกับความปรานาดี

ตรึงรูปลงสัญญาเกินฝ่าแล้ว
แต่เมื่อความผ่องแผ้วไม่แล้วล่วง
สบ-สื่อ .. แรงอาลัยจากในดวง-
ตา .. จนรู้แหนหวง แสนห่วงใย

ทุกพจน์พากย์อาวรณ์ .. เพียงอ่อนน้อย
ทั้ง-ละห้อย ออดอ้อน .. เพื่ออ่อนไหว-
จักรุมเร้า เฝ้าวอน .. จนอ่อนใจ
เพรียกอาลัยถวิลถึงทุกกึ่งยาม

ทุกคำพากย์กลั่นความเพื่องามเจ้า-
เสพถ้อยเว้าวอน-ทราบ .. แล้ววาบหวาม
แววตาทั้งตื่น-หลับ .. พึงวับวาม-
ไปด้วยความอาวรณ์ .. เกินซ่อนเร้น !


โดย: สดายุ... วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:5:58:59 น.  

 

ดายุขา(เดียว)..

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"( สุนทรภู่ นิราศภูเขาทอง)

จะให้มินตราโปรด สุนทรภู่ตรงที่ลงสัมผัสได้สวยว่า
"ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป" ..บาท.กับ.ชาติ
เชียวรึ...ฮึ ฮึ
ชอบเปิดช่องให้เค้า..ลงสัมผัสด้วยการ
"เจ็บเจียนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"..อย่างนี้แล้วจะไม่ให้"เหน็บ"ได้อย่างไรนะ ..
แต่สัมผัสตรงนี้..
"เสพถ้อยเว้าวอน-ทราบ .. แล้ววาบหวาม "
ก็"ทราบ" แล้ว"วาบหวาม"เชียวล่ะ...

นี่ไงคะ ความงดงามของภาษาไทยที่..
มินตราหวั่นเหลือเกินว่า จะหายไป เพราะคนรุ่นต่อไปจะขาดความรู้ซึ้งในภาษา..ขาดความละเมียดละมัยในความรู้สึกที่จะถ่ายทอดออกมา..
เลยต้องคอยมาเย้ามาแหย่ให้มีคนตามใช้ภาษาที่เราใช้กันบ้าง..




โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.99.118 วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:13:02:48 น.  

 

มายคะ

ขอบคุณใน"มาลัยละมุนกลิ่นมอบมินตรา"
หอมเหลือเกิน..หอมในน้ำใจใสสะอาดปราศจากมลพิษ
ผู้ที่ค้นหา"ความน่ารัก"ของผู้อื่นได้นั้นมีความน่ารักใน ตนเองมากกว่า..ใช่ไหมคะ
ส่วนใครที่ใจดำขอก็ไม่ให้ยื้อก็ไม่ยอมน่ะ เราไม่รักเค้าดีกว่าไหม..
ใช้สีอะไรดีล่ะ เหลืองก็มีคนใช้แดงก็มีคนจองแล้วนี่..


โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.99.118 วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:13:13:42 น.  

 
มินตรา ..

.. จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป ..

วรรคสุดท้ายกำลังเป็นที่นิยม "ท่องตามๆกัน" ในเมืองไทย ..

เข้าใจเอาไฟมาล่อเชื้อนะ .. 555

สำนวนนั่น มาจากความคิดของคนเมื่อ ร่วม 200 ปีที่แล้ว
เป็น 200 ปีที่แล้วที่วิชาฟิสิกซ์ยังไม่เป็นที่รับรู้ ร่ำเรียนกัน ..

ฟิสิกซ์ เป็นวิชาของเหตุและผลที่เป็นสภาพธรรมทางธรรมชาติทั้งหลาย .. ที่วิศวกรจะเรียนมากกว่าสาขาอื่น

เป็นต้นว่า ของที่มีน้ำหนักย่อมตกลงสู่ที่ต่ำ เราเรียกแรงที่ดึงของที่มีน้ำหนักลงเบื้องล่างนี้ว่าแรงโน้มถ่วง gravity force

สมัยที่กลอนบทนี้เขียนขึ้นมา ..
ไอนสไตน์ยังไม่เกิด ..
ท่านพุทธทาสภิกขุ ยังไม่เกิด ..

สุนทรภู่ถึงตีความการมีภพชาติต่างๆ .. ว่าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดทางเนื้อหนัง ทั้งๆที่พระพุทธองค์หมายถึง การเกิดดับทาง อุปาทานยึดมั่นแต่ละครั้งคราวคือภพชาติหนึ่ง ..

ดังนั้นสุนทรภู่ถึงพูดโลกียธรรมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเช่นนั้นขึ้นมา หรือ ที่เรียกกันว่า สัสสตทิฏฐิ

คนที่ไม่ชอบท่องจำตามๆกันมา และตามๆกันไป จึงไม่คุ้นเคยกับวรรคสุดท้ายเลยแม้แต่น้อย

555




โดย: สดายุ... วันที่: 24 สิงหาคม 2556 เวลา:22:10:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.