Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2556
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
21 สิงหาคม 2556
 
All Blogs
 

O กลางฝนโปรยปราย .. O








เพลง .. ลาวคำหอม
ชัยภัค ภัทรจินดา


-1-
O คำนึงนั้นโลมลูบด้วยรูปเงา
อันรุมเร้าใจอยู่ไม่รู้หาย
ละห้อยเห็นเอ็นดู .. เกินรู้คลาย
แต่เมื่อสายสวาดิน้อย .. เผยถ้อยคำ
O วางเงื่อนบ่วงสายใยเอาไว้เกื้อ-
กูลโอบเอื้อผ่านให้ อาลัยสัม-
ผัสความอุ่นอ่อนหวานบรรสารจำ-
จองใจคร่ำครวญถวิล .. พลอยดิ้นรน
O คิดถึงด้วยอาทร .. เจ้าอ่อนน้อย
หวัง-ปรายปรอยนัยน์ละมุน .. ท่ามฝุ่นฝน
อยู่ท่ามกลางลมไกวมาลย์ไหววน
เพื่อใจคนคะนึงความเอาตามใจ
O แรงอาวรณ์, เอ็นดู .. ที่รู้สึก
ตราลงลึกถ้วนตอนเกินถอนไหว
รัดพันเหนี่ยวโอบเอื้อ .. คือเยื่อใย-
แห่งอาลัยมอบสู่ .. ให้รู้ชม
O เพียงเพื่อจะเอื้ออุ่น .. เข้าหนุนเนื้อ
และผ่านเจือรสสู่ให้รู้สม-
เสพรูปรสปรารถนา .. ในอารมณ์
ด้วยสุดข่มเกลื่อนกลบให้ลบลาญ
O อันสร้อยสีลดามาศ .. เมื่อพาดช่อ
นั้น-เพื่อรอภู่ล้อมรสหอมหวาน
กลางลมล่องโลมลูบ .. รอ-รูปคราญ-
จะซึ้งซ่านสู่ใจเป็นนัยเดียว
O คืองาม .. ที่จะงามให้ตามคว้า
สอบคุณค่าพร่ำพร้องการข้องเกี่ยว
จะเช่นแต้มสีสัน .. คืนจันทร์เรียว
พาทุกเสี้ยวส่วนเร้นได้เพ็ญดวง
O ยิ่งกว่าจันทร์อวดโอ่แรงโอภาส
ก็เมื่อสองภพชาติ .. มาพาดช่วง
กำลังรอบบุญบาป .. ราวทาบทวง
ผูกเป็นบ่วงเงื่อนงำ ชักนำทาง
O เฝ้าอาทรอ่อนน้อย .. ละห้อยเห็น
แรงถวิลบีบเค้น .. ฤๅเว้นว่าง
ท่ามวรรษา .. หล่นหลั่ง .. บดบัง-พราง
ใจก็คว้าง .. คว้างหล่น .. กลางฝนโปรย

-2-
O เสียงขลุ่ยพลิ้วอ่อนหวานกังวานแว่ว
เคล้าฝนหล่นหยาดแล้ว .. เสียงแผ่วโหย-
ท่วงทำนองรันทม .. กลางลมโชย-
ค่อยค่อยโรยรินแล้ว .. ให้แว่วยิน
O แทนหัวใจไกลลิบ .. กระซิบเสียง-
นั้น-เรื่อยเรียง .. โหยหวนคร่ำครวญถวิล
แต่งหัวใจล้าโรย .. ให้โบยบิน
เสพสมจินตนาการแห่งวานวัน
O กลางเพลงหวานพลิ้วแผ่ว .. หมายแก้วเจ้า-
จงรุมเร้าอยู่พร้อม .. การกล่อมขวัญ
ผ่านสังคีตเสนาะล้ำ .. ความสัมพันธ์-
เพื่อ-ตราตรึงติดมั่นในสัญญา
O เรื่อยรี้เพลงผ่านคล้อย .. แสน-อ้อยอิ่ง
ก็เหมือนยิ่งให้ละห้อยแต่คอยหา
ท่วงทำนองวก-วน .. ม่านมนตรา-
ย่อมบันเจิดแจ่มจ้า .. ในตานั้น
O รับรู้ .. และรับทราบในสาปอสูร
แต่จะพูนเพิ่มภิรมย์ .. ให้ซมสั่น
หรือนี่คือ .. หนี้สร้างแต่ปางบรรพ์
จึงผูกพันถวิลอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O รับรู้ว่ารอยสาปในบาปโศก
จักยอโลกล้อมชาติอย่างกราดเกรี้ยว
ผูกเยื่อใยสองขวัญแล้วฟั่นเกลียว
รัดรึงเหนี่ยวรวมไว้ .. อย่างใกล้ชิด
O พร้อมเพลงขลุ่ย .. จันทร์ลออ .. ทอดทอแสง-
โลมหล้าแหล่ง .. ลามล่วงถึงดวงจิต
เมื่อต้องงามยื้อยุด .. ก็สุดคิด-
จักรอนสิทธิ์บิดสวาดิให้ขาดลง
O พร้อมเพลงขลุ่ย, นกค่ำ .. ร้องร่ำเสียง
ก่อนเหลือเพียง .. เร้ารุมแห่งลุ่มหลง-
ของใจที่ความหวัง .. และจำนง-
รอรับส่งแรงถวิลและจินตนา
O เสนาะพาทย์แผ่วหวานบรรสารเสียง
ยังเรื่อยเรียงผ่านให้ .. อาลัยหา
สดับเถิด- คีตะรส .. และพจนา
ถ้วนคุณค่าหวานหอม .. รอพร้อมแล้ว
O สดับเถิด .. สังคีตประณีตเสนาะ
จักไหลเซาะรุมเร้า .. จากเบาแผ่ว-
ตราบเติมเต็มความหมาย .. เพื่อฉายแวว-
หวาน-ให้แผ้วผ่องช่วง .. ทั้งดวงตา !




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2556
9 comments
Last Update : 8 เมษายน 2562 21:13:45 น.
Counter : 1870 Pageviews.

 


สดายุคะ

หากมัวแต่...
"O เฝ้าอาทรอ่อนน้อย .. ละห้อยเห็น
แรงถวิลบีบเค้น .. ฤๅเว้นว่าง
ท่ามวรรษา .. หล่นหลั่ง .. บดบัง-พราง
ใจก็คว้าง .. คว้างหล่น .. กลางฝนโปรย"

แล้วใครจะเขียนกลอนต่อล่ะ

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.210.140 22 สิงหาคม 2556 10:47:09 น.  

 

มินตรา ..

ตอนฝนตกหนักเป็นเวลาที่นอนสบายที่สุด
และหาก"เจ้าอ่อนน้อย"อยู่ใกล้ๆ .. ก็คงเลิกเขียนกลอน !

555

 

โดย: สดายุ... 23 สิงหาคม 2556 6:20:51 น.  

 


ดายุ...

งั้นคงต้อง..แปรอักษร ..เป็น
O เรื่อยรี้เพลงผ่านคล้อย .. แสน-อ้อยอิ่ง
ก็เหมือนยิ่งให้ละห้อยแต่คอยหา
ท่วงทำนอง"โบยบิน ..ผ่าน"มินตรา-
ย่อมบันเจิดแจ่มจ้า .. ในตานั้น

จะผิดกฎฉันทลักษณ์ ไหมน้า....
(แต่อยากน้อย ..มินตรา จะได้อยู่ในคำของกวีบ้างล่ะ !)


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.236 23 สิงหาคม 2556 12:03:26 น.  

 



(แต่"อย่าง"น้อย ..มินตรา จะได้อยู่ในคำของกวีบ้างล่ะ !)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.236 23 สิงหาคม 2556 12:05:53 น.  

 

:)) คุณมินตรานี่น่ารักนะคะ

ฝากค่ะ..

มาลัยละมุนกลิ่นมอบมินตรา
แก้วกัลยา..เปี่ยมคุณค่าควรถนอม
ฝากเพลงรัก..บรรเลงเข้าโอบล้อม-
เช้า-เย็น-ค่ำ..ขับกล่อมให้จ่อมจม


๐๐๐๐๐๐

อ่านแล้ว..เหมือนจะอย่างนี้นะ

ตราตรึงลงสัญญาเกินฝ่าแล้ว
นับแต่สบรูปแก้ว..เกินเอื้อนเอ่ย-
กี่พจน์พากย์ฝากรักเจ้าทรามเชย
ไม่ถึงครึ่งใจพี่เลย..ที่เอ่ยความ
.
สุขสมหวังค่ะ

 

โดย: มาย IP: 115.87.79.188 23 สิงหาคม 2556 23:30:36 น.  

 

มินตรา ..
นั่นสิ .. แปลงเอาตามใจชอบได้เลย ไม่เห็นต้องคอยให้ใครเขียนให้ .. 555

กลอนจะไพเราะ ต้องสัมผัสคร่อม ท้ายวรรค
อันนี้เอาแบบมาจากท่านสุนทรภู่ นะมิได้ว่าเอาเอง
สังเกตุดูสิจะมีกลอนของกวีคนไหนในอดีตที่จะติดหูติดปากคนไทยมากกว่ากลอนสุนทรภู่ ?

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย
เจ็บเจียนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ



มาย
ขอบคุณขอรับกับความปรานาดี

ตรึงรูปลงสัญญาเกินฝ่าแล้ว
แต่เมื่อความผ่องแผ้วไม่แล้วล่วง
สบ-สื่อ .. แรงอาลัยจากในดวง-
ตา .. จนรู้แหนหวง แสนห่วงใย

ทุกพจน์พากย์อาวรณ์ .. เพียงอ่อนน้อย
ทั้ง-ละห้อย ออดอ้อน .. เพื่ออ่อนไหว-
จักรุมเร้า เฝ้าวอน .. จนอ่อนใจ
เพรียกอาลัยถวิลถึงทุกกึ่งยาม

ทุกคำพากย์กลั่นความเพื่องามเจ้า-
เสพถ้อยเว้าวอน-ทราบ .. แล้ววาบหวาม
แววตาทั้งตื่น-หลับ .. พึงวับวาม-
ไปด้วยความอาวรณ์ .. เกินซ่อนเร้น !

 

โดย: สดายุ... 24 สิงหาคม 2556 5:58:59 น.  

 


ดายุขา(เดียว)..

"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"( สุนทรภู่ นิราศภูเขาทอง)

จะให้มินตราโปรด สุนทรภู่ตรงที่ลงสัมผัสได้สวยว่า
"ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป" ..บาท.กับ.ชาติ
เชียวรึ...ฮึ ฮึ
ชอบเปิดช่องให้เค้า..ลงสัมผัสด้วยการ
"เจ็บเจียนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"..อย่างนี้แล้วจะไม่ให้"เหน็บ"ได้อย่างไรนะ ..
แต่สัมผัสตรงนี้..
"เสพถ้อยเว้าวอน-ทราบ .. แล้ววาบหวาม "
ก็"ทราบ" แล้ว"วาบหวาม"เชียวล่ะ...

นี่ไงคะ ความงดงามของภาษาไทยที่..
มินตราหวั่นเหลือเกินว่า จะหายไป เพราะคนรุ่นต่อไปจะขาดความรู้ซึ้งในภาษา..ขาดความละเมียดละมัยในความรู้สึกที่จะถ่ายทอดออกมา..
เลยต้องคอยมาเย้ามาแหย่ให้มีคนตามใช้ภาษาที่เราใช้กันบ้าง..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.99.118 24 สิงหาคม 2556 13:02:48 น.  

 


มายคะ

ขอบคุณใน"มาลัยละมุนกลิ่นมอบมินตรา"
หอมเหลือเกิน..หอมในน้ำใจใสสะอาดปราศจากมลพิษ
ผู้ที่ค้นหา"ความน่ารัก"ของผู้อื่นได้นั้นมีความน่ารักใน ตนเองมากกว่า..ใช่ไหมคะ
ส่วนใครที่ใจดำขอก็ไม่ให้ยื้อก็ไม่ยอมน่ะ เราไม่รักเค้าดีกว่าไหม..
ใช้สีอะไรดีล่ะ เหลืองก็มีคนใช้แดงก็มีคนจองแล้วนี่..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 84.179.99.118 24 สิงหาคม 2556 13:13:42 น.  

 

มินตรา ..

.. จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย
ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา
ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป ..

วรรคสุดท้ายกำลังเป็นที่นิยม "ท่องตามๆกัน" ในเมืองไทย ..

เข้าใจเอาไฟมาล่อเชื้อนะ .. 555

สำนวนนั่น มาจากความคิดของคนเมื่อ ร่วม 200 ปีที่แล้ว
เป็น 200 ปีที่แล้วที่วิชาฟิสิกซ์ยังไม่เป็นที่รับรู้ ร่ำเรียนกัน ..

ฟิสิกซ์ เป็นวิชาของเหตุและผลที่เป็นสภาพธรรมทางธรรมชาติทั้งหลาย .. ที่วิศวกรจะเรียนมากกว่าสาขาอื่น

เป็นต้นว่า ของที่มีน้ำหนักย่อมตกลงสู่ที่ต่ำ เราเรียกแรงที่ดึงของที่มีน้ำหนักลงเบื้องล่างนี้ว่าแรงโน้มถ่วง gravity force

สมัยที่กลอนบทนี้เขียนขึ้นมา ..
ไอนสไตน์ยังไม่เกิด ..
ท่านพุทธทาสภิกขุ ยังไม่เกิด ..

สุนทรภู่ถึงตีความการมีภพชาติต่างๆ .. ว่าเป็นการเวียนว่ายตายเกิดทางเนื้อหนัง ทั้งๆที่พระพุทธองค์หมายถึง การเกิดดับทาง อุปาทานยึดมั่นแต่ละครั้งคราวคือภพชาติหนึ่ง ..

ดังนั้นสุนทรภู่ถึงพูดโลกียธรรมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเช่นนั้นขึ้นมา หรือ ที่เรียกกันว่า สัสสตทิฏฐิ

คนที่ไม่ชอบท่องจำตามๆกันมา และตามๆกันไป จึงไม่คุ้นเคยกับวรรคสุดท้ายเลยแม้แต่น้อย

555


 

โดย: สดายุ... 24 สิงหาคม 2556 22:10:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.