Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
14 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
O คำนึง .. O









O โปรยปรายลงลูบหล้า .. วรรษาสมัย-
ฝ่าพุ่มใบกิ่งก้านดอกมาลย์หอม
ละอองรื่นรดริน .. ให้ยินยอม-
แยกกลีบน้อมเกสร .. ออดอ้อนน้ำ
O คำนึงกลางฝุ่นฝนที่หล่นร่วง
เย็นจากสรวงโลมสิ้นแผ่นดินต่ำ
รูปจริต, งดงามแห่งนามธรรม-
คล้ายแอบออลมร่ำ .. ช่วยรำเพย
O เกลื่อนหยาดเม็ดเกล็ดแก้วเห็นแวววับ
เหมือนเนตรพรับพริ้มชม้อย ที่ค่อยเผย-
อิริยาละเมียดละมุนให้คุ้นเคย-
เข้าชิดเชยอารมณ์ .. ให้สมยอม
O ฝุ่นฝนปรอย ลอยฟ่อง, เนตรมอง-หลบ
เหนี่ยวชาติภพพ้องพานด้วยหวานหอม
ภู่เมื่อต้องคันธะรส .. ฤาอดออม-
การแนบน้อมมธุรสเป็นบทเดียว !
O จึง-รูปนาม, จักษุ .. บรรลุรู้-
นัย-สื่อสู่ .. ตื่นตอบ, การลอบเหลียว
ค่อยเปลี่ยนนัยแฝงเร้น .. จนเป็นเกลียว-
ฟั่นยึดเหนี่ยวรัดพันคู่กันไป
O จึง-รูปนาม, จักขุ .. ทำนุเหตุ
กอปรเอาเลศเพทนาขึ้นอาศัย
กลางลมร่ำรื่นหา, แรงอาลัย-
ค่อยค่อยไหววาบวับให้รับรอง
O แม้นฝุ่นฝนเหน็บหนาวยังพราวพร่าง
หากความอ้างว้างเหมือนจะเลือนล่อง
เมื่อนามธรรม, เบญจขันธ์เริ่มครรลอง-
การพร่ำพร้องครวญคะนึงจดถึงกัน
O ความอบอุ่นละมุนนั้นย่อมครันครบ
หลังชาติภพเลื่อนรอบ .. ลงครอบขวัญ
หรือฝุ่นฝนล้อมเห่ จากเทวัญ-
ใช้มนต์บัญชาการด้วยมารยา
O เหมือน-บัดนั้นจนบัดนี้ ณ ที่ใจ-
ถูกสาปให้เฝ้าคอยละห้อยหา
เพื่ออ่อนหวานลึกซึ้งได้ตรึงตรา-
ด้วยรูปลักษณ์แววตาเกินฝ่าแล้ว
O เม็ดฝนยังหล่นสายรำบายโบก
ลมแห่งโลกเลื่อนริ้วยังพลิ้วแผ่ว
เมื่อทั้งรูปทั้งนามยังวามแวว
งามผ่องแผ้วไปทั่ว-เนื้อหัวใจ
O ชวาลวชิระเลื้อยแสงเฟื้อยฟาด
เมื่อภพชาติดาลรูปขึ้นวูบไหว
รับรู้ในชั่ววูบว่ารูปใคร-
โถมลงในจินตนาให้อาวรณ์
O วาบวับแสงบนฟ้า, แววตานั่น-
คล้ายไหวสั่น .. ถ่ายทอด ความออดอ้อน
ลมยังแผ่ว .. ยังพลิ้วเป็นริ้วตอน
เมื่อสุดถอนเพทนา .. ที่บ่าลง
O วาบวับแสงบนฟ้า, ทีท่านั้น-
เยี่ยงเผ่าพันธุ์แห่งยูงผู้สูงส่ง
สุวภาพขาบเขียวแห่งเรียวรงค์-
เพียงนัยบ่งบอกแล้ว .. ด้วยแววตา
O ระยิบเอยดาวพร่าง .. ที่กลางฝน
เหมือนเผยรอยลิ่วหล่น .. ให้ค้นหา
ดาวสองดวงช่วงอยู่ไม่รู้ลา
ท่ามกลางราตรีหนาวที่เร้ารุม
O น้ำหล่นเม็ดกลางพลบ, เสียงกบร้อง-
ราวแซ่ซ้องค่ำคืน .. อันชื่น-ชุ่ม
พร้อมแววตาตื่นตอบ .. ผ่าน-ครอบคลุม-
เพรียกรอบสุมนัสรู้ .. เข้าจู่โจม
O ดูเอาเถิด .. รูปนามผู้ทรามสวาท-
เหนี่ยวภพชาติจบจูบด้วยรูปโฉม
กี่จักขุวิญญาณเมื่อผ่านโลม
อาจหยุดโสมนัสช่วง .. กลางห้วงใจ ?
O หรือเพื่อมาบรรจบด้วยภพชาติ
ตามคำภาษสัตย์ปวงเคยบวงไหว้
จึงเลื่อนล้อมรอยร่างทุกย่างไป
เฝ้าแต่คอยอาลัย .. อยู่ไม่วาง
O หรือคำมั่นสัญญาแต่ครานั้น
จักสำทับลงมั่น..เกินกั้นขวาง-
ให้ความเหงาโดดเดี่ยวในเที่ยวทาง-
หลีกลี้ห่างรูปเงา .. ทุกก้าวเดิน
O จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง
ย่ำรอยทางปฏิพัทธ์ .. อย่างขัดเขิน
จนเมื่อสบความคำ .. ก็จำเริญ-
การหยอกเอินอาลัยที่ในทรวง
O วิชชุแล่นเลื่อนสาย .. ที่ปลายฟ้า
แววในตา .. รูปเอยหรือเคยล่วง-
ลับเช่นฟ้าครวญคร่ำ .. เมื่อคำบวง-
นั้นคอยหน่วงเหนี่ยวคำ .. ลงนำทาง
O หรือคำบนบอกสรวง .. เคยบวงเซ่น
คอยบีบคั้นบีบเค้นไม่เว้นว่าง
ให้แต่คอยละห้อยเห็นไม่เว้นวาง
ขอรูปคราญเคียงข้างอย่าห่างเลย
O ฝนร้างหยาดสิ้นหยดไปหมดฟ้า
ลมผ่านมาเย็นเยียบ, แววเรียบเฉย-
ของนัยน์ตาหวงชู้ .. ก็รู้เชย-
ชม .. รูปนามยั่วเย้ยอย่างเคยตัว
O เผยรูปนามบรรจบด้วยภพชาติ
ยอสวาดิโหมระลอกขึ้นหยอกยั่ว
แล้วหัวใจใครกัน .. ที่สั่นรัว-
กับเพียงชั่วครู่ยาม .. วาบหวามนั้น
O รู้หรือไม่ใครกัน .. เจ้าขวัญน้อย
ที่ต้องคอยอาลัย .. คอยไหวหวั่น
ทุกพจน์พากย์ความคำ .. ร้อยรำพัน-
เพื่อครองขวัญเจ้าไว้ .. อยู่ในมือ !



Create Date : 14 กันยายน 2559
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 9:43:25 น. 9 comments
Counter : 1623 Pageviews.

 
สดายุ...

"O หรือคำมั่นสัญญาแต่ครานั้น
จักสำทับลงมั่น..เกินกั้นขวาง-
ให้ความเหงาโดดเดี่ยวในเที่ยวทาง-
หลีกลี้ห่างรูปเงา .. ทุกก้าวเดิน
O จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง
ย่ำรอยทางปฏิพัทธ์ .. อย่างขัดเขิน
จนเมื่อสบความคำ .. ก็จำเริญ-
การหยอกเอินอาลัยที่ในทรวง "

บทนี้ เป็นเสมือนภาพถ่ายเหตุการณ์ นะ สดายุ
คงมีใครเกรงใครจะรู้สึกว่าถูกทิ้งขว้างอยู่คนเดียว
โดยไร้ทิศทาง กระมัง .." จึงพารูปนามฝันมาผันร่าง"

เป็นบทกลอนที่บันทึกภาพจริง ใช่ไหมคะ


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 วันที่: 16 กันยายน 2559 เวลา:13:14:29 น.  

 


มินตรา ..
ภาพเกือบเหมือนจริงแล้วครับ .. อิๆๆ

อย่างไรเสียทั้งรูป ทั้งจริตวัยสาวเป็นสิ่งที่ยากต่อต้านครับ
ธรรมชาตินี่ออกแบบออกมาได้อย่างไร้เทียมทาน ..

O จึง-รูปนาม, จักษุ .. บรรลุรู้-
นัย-สื่อสู่ .. ตื่นตอบ, การลอบเหลียว
ค่อยเปลี่ยนนัยแฝงเร้น .. จนเป็นเกลียว-
ฟั่นยึดเหนี่ยวรัดพันคู่กันไป


โดย: สดายุ... วันที่: 16 กันยายน 2559 เวลา:18:33:03 น.  

 
สดายุ...

" O แม้นฝุ่นฝนเหน็บหนาวยังพราวพร่าง
หากความอ้างว้างเหมือนจะเลือนล่อง
เมื่อนามธรรม, เบญจขันธ์เริ่มครรลอง-
การพร่ำพร้องครวญคะนึงจดถึงกัน "

ทำไมสดายุไม่ใช้ คำว่า "จรด" แทน"จด" ล่ะ
น่าจะเป็น :
"การพร่ำพร้องครวญคะนึง..จรด..ถึงกัน "


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 17 กันยายน 2559 เวลา:2:59:08 น.  

 


มินตรา

จด ๑ ก. จ่อให้ถึงกัน, ถึง, จนถึง; แตะ.
จดจ้อง, จด ๆ จ้อง ๆ ก. ตั้งท่าจะทําแล้วไม่ลงมือทําเพราะไม่แน่ใจ.
จด ๒ ก. กําหนด, หมายไว้, เขียนไว้.

=====================

จรด[จะหฺรด] (โบ; แบบ) ก. จด, ถึง, จ่อให้ถึง.
จรดพระกรรไกรกรรบิด, จรดพระกรรไตรกรรบิด (ราชา) ก. ใช้
กรรไตรและมีดโกนขริบและโกนผมเล็กน้อย เป็นการเริ่มใน
พระราชพิธีโสกันต์และเกศากันต์.
จรดพระนังคัล ก. จดไถลงดินเพื่อไถนาในพระราชพิธีจรด
พระนังคัลแรกนาขวัญ.


โดย: สดายุ... วันที่: 17 กันยายน 2559 เวลา:8:30:07 น.  

 
สดายุ..
ไปอ่านจาก พจนานุกรมแปล ไทย-อังกฤษ NECTEC's Lexitron Dictionary คำว่า "จรด "
แปลว่าv.] reach
[syn.] จด,ถึง
[prep.] till
[syn.] ถึง,จนถึง,จนกระทั่ง
ตัวอย่างประโยค
เรานั่งเรือจากฝั่งสงขลาไปสู่เกาะยอแล้วข้ามท้องทะเลไปจรดฝั่งหัวเขาแดง
หมายเหตุ
จ่อให้ถึง

ในภาษาอังกฤษ จะระบุไว้ชัดเจน ว่า "จรด "แปลว่าv.] reach หรือ [prep.] till จ่อให้ถึง
และ "จด" [v.] write [syn.] กำหนด,หมายไว้,เขียนไว้,บันทึก,คัดลอก
ความไม่ชัดเจนน่าจะมาจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
....................
ในทฤษฎีภาษาศาสตร์(Linguistics) ท่านว่า ภาษา"มีชีวิต"จะขยับตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ไม่อยู่นิ่ง จะไหวตัวตามผู้ใช้ภาษา นั้นนั้น

เช่นคำว่า"ไพเราะ" กับคำว่า"เพราะ" ก็กำลังต่อสู้กันที่ยังไม่สรุปชัดเจน
มินตราฟังเพลงก็จะใช้คำว่า"เพลงไพเราะ " "เพราะ"(because) ทำนองดนตรี และ ความหมายของคำ
แต่สังคมจะใช้คำว่า "เพลงเพราะ" ในความหมายว่า "เพลงไพเราะ "
.........................
ในกรณี จรด กับ จด ก็เช่นกัน ความไม่รู้และไม่แตกฉานการใช้ภาษา จึงมีผลออกมาว่า "ฟ้า ..จรด..ทราย" กลายเป็น "จด"
แถมยังมีบันทึกยืนยันอย่างเป็นทางการใน"สถาพรบุ๊คส์"ว่า “ปลูกข้าวเต็มพื้นที่ไปจนจดปราสาทที่ว่า” นั้น ถูกต้อง
โดยอ้างอิง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พศ.2554 !
เมื่อก่อนภาษาไทยจะอ้าง รากคำมาจาก บาลีสันสกฤต ต่อจากนี้ไป คงต้องอ้างความหมาย ( Semantics) จากภาษาอังกฤษเพราะมีนักวิชาการที่ ทำงานอย่างมี ความรู้แตกฉาน จึงมีความชัดเจนที่อธิบายได้

น่าห่วงภาษาไทยนัก อีกหน่อยคงจะใช้ภาษา เช่นเดียวกับชาวลาวใช้ "ปฎิวัติ" จะกลายเป็น "ปะติวัด"
เมื่อถึงจุดนั้น เราจะหารากคำ ที่มาที่ไปของภาษามาจากไหน



โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 17 กันยายน 2559 เวลา:13:06:12 น.  

 



มินตรา ..
ที่มาของคำเป็นทางบาลีสันสกฤต เขมรสำหรับไทย

มีคำไทยแท้ก็เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมกันไปมาในถิ่นนี้แหละ

การเขียนกลอนแปดนั้นมันมีคำครึ่งที่ช่วยให้จังหวะสะบัดสะบิ้งขึ้น แต่หากซ้ำซ้อนกันหลายตัวในวรรคเดียวกันจะทำให้การอ่านสะดุด

วรรคที่ว่าผมมี"คะนึง"ไปแล้วตัวหนึ่ง การใช้จรด จึงออกจะเยิ่นเย้อในจังหวะกลอน

ส่วนคำลาว ผมสังเกตุมานาน เขาไม่มีบาลีสันสกฤตปน สวรรค์ เขาเขียน สะหวัน ซึ่งเป็นเสียงอ่านจริงๆ

ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ สมัย ร 5 ไม่มีไม้ไต่คู้จริงไหม ยังเขียน "เปน" แทน "เป็น"

ยิ่งภาษายุคอยุธยา ผมว่าเด็กสมัยนี้อ่านไม่เข้าใจนะครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 17 กันยายน 2559 เวลา:18:54:30 น.  

 
สดายุ...

อักษรลาวนั้นวิวัฒนาการมาจากอักษรลาวโบราณสมัยเชียงดง-เชียงทอง ราวรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ่มหรือพระเจ้าสามแสนไทก็ว่าได้ โดยการวิวัฒนาการของอักษรลาวนั้นเริ่มจากการเกิดอักษรชนิดหนึ่งที่มีเชื่อเรียกว่าอักษรฝักขาม (ซึ่งเป็นตัวอักษรที่ได้รับวิวัฒนาการมาจากอักษรลาวในสมัยล้านช้าง และปรากฏหลักฐานการวิวัฒนาการในเอกสารตราตั้ง (ลายจุ้ม-ดวงจุ้ม) ของกษัตริย์ลาวในสมัยต่างๆ ทั้งหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ จากนั้นจึงวิวัฒนาการต่อไปเป็นอักษรไทยน้อย และอักษรลาวตามลำดับ

ระบบการเขียนภาษาลาว มีวิวัฒนาการ 3 แบบดังนี้ คือ
-แบบของท่านมหาสิลา วีระวงส์ หรือแบบพุทธบัณฑิตสภาจันทบุรี
-แบบของท่านสมจีน ป. งิน
-แบบของท่านพูมี วงวิจิด

อักษรธรรมลาว หรือ อักษรธรรมล้านช้าง
( แบบพุทธบัณฑิตสภาจันทบุรี)
เป็นอักษรที่มีวิวัฒนาการร่วมกับอักษรมอญ และอักษรธรรมล้านนา ใช้ในการเขียนคัมภีร์ทางพุทธศาสนาในสมัยโบราณ
อักขรวีธีของอักษรลาวแบบนี้สะกดตามเค้าเดิมของภาษาอย่างเคร่งครัด มีการใช้ตัวสะกดตัวการันต์ เพื่อให้รู้ต้นเค้าของคำว่าเป็นคำภาษาลาวเดิมหรือคำภาษาต่างประเทศ เช่น คำภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งคล้ายกับระบบการเขียนภาษาไทยในปัจจุบัน (วีคิพีเดีย)
...................

ไปอ่านมาเรื่องอักษรลาวและภาษาลาวมา จึงได้นึกออกว่าตนเองนี่โง่สนิทใจแถมยังมีความหยิ่งยะโส ใน"ความเป็นไทย"ติดมาใน"สายเลือดไทย"มาก ที่ไปคิดว่าคนลาวเขียนภาษาแบบไทย

ก็ทราบนะคะว่ามีอักษรลาว แต่ จิตใต้สำนึกกลับคิดไปเองและไปคิดว่า ภาษาไทยที่คนลาวเขียน ตาม"ภาษาอ่าน" (phonetic)ว่า"ปะติวัด" นั้น เป็นการเขียนแบบไม่รู้ "รากคำ" ( นิรุกติศาสตร์ = philology การเรียนรู้ถึงภูมิหลัง และการใช้ในปัจจุบัน ของการสื่อสารของมนุษย์)

ความจริงท่านเขียนเป็นภาษาไทยเพียงเพื่อให้เราอ่านออกได้ ทั้งทั้งที่ปกติท่านก็ใช้ภาษาลาวเขียนอยู่

ละอายใจนะที่ มีความรู้สึกเช่นนี้
ทั้งทั้งที่ก็ชอบคนลาวนะ ที่ใสสะอาด จิตใจงดงาม

ยกวีคิพีเดียมา เพื่อจะเรียนให้ทราบว่า ภาษาลาวน่ะ มีภาษาบาลีสันสกฤษเป็นต้นฉบับอยู่ แถมยัง เคร่งครัดกับ การใช้ บาลีสันสกฤต มากกว่าการใช้บาลีสันสกฤตในภาษาไทยมาก
เรา"ไทยน้อย"ยังไปใช้ภาษาที่ลาวใช้ทางพุทธศาสนา
ขอโทษ คนลาวนะคะ
"เราอ้ายพี่อ้ายน้องกันเนอะ"
(อดมิได้ที่จะเย้าคนลาวเล่นตามคำที่คนลาวชอบนับญาติ ดีใจที่เห็นคนไทย)





โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.201.164 วันที่: 18 กันยายน 2559 เวลา:12:56:33 น.  

 
สดายุ..

"วรรคที่ว่าผมมี"คะนึง"ไปแล้วตัวหนึ่ง การใช้จรด จึงออกจะเยิ่นเย้อในจังหวะกลอน"

"สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" (extraterritorial right)!ของ กวี


โดย: บุษบามินตรา IP: 188.165.240.145 วันที่: 18 กันยายน 2559 เวลา:13:06:11 น.  

 


มินตรา ..
ขอบคุณสำหรับความรู้ทางภาษาศาสตร์ที่วิศวกรอย่างผม
งูๆปลาๆเต็มที ..

ภาษาลาวที่เขียนเป็นไทยอ่านง่ายครับ ตามตัวหนังสือเลย ไม่มี ษ ศ ให้คนงง

สีสะหวาด ก็เขียนกันแบบนี้เลย อ่านง่าย เขียนไม่มีผิด .. สมกับยุกสะหมัย ดีนะครับ -- 55

ที่จริงตัวหนังสือทางล้านนา ล้านช้างนี่สวยมากในสายตาผม เสียดายที่ล้านนามีเหล่าชายชาญที่อ่อนแอไปหน่อยจึงต้องตกอยู่ใต้อำนาจพม่าบ้าง อยุธยาบ้าง เรื่อยมา ไม่เหมือนทางล้านช้าง ทั้งๆที่พลเมืองมากกว่า



โดย: สดายุ... วันที่: 18 กันยายน 2559 เวลา:17:29:40 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.