Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
16 เมษายน 2557
 
All Blogs
 
O รูปธรรมในคำนึง .. O







เพลง .. บังใบ
วงกอไผ่


1.
O ระหว่างสองหัวใจ .. ความนัยเดียว
ย่อมยึดเหนี่ยวดึงกันเกินกั้นขวาง
ความคิดถึงซึ้งสู่ .. ฤๅรู้จาง
ผ่านช่องทางเสน่หา .. แสนอาลัย
O ละครั้งความปั่นป่วนในส่วน-อก
คอยหวน-วกเวียนมาเข้าอาศัย
ส่งหอมหวานออดอ้อนสุมซ้อนใจ
บีบคั้นให้ไหวสั่นด้วยรัญจวน
O ด้วยศักดิ์และด้วยสิทธิ์ .. ด้วยจิตรู้-
สืบแรงชู้อาวรณ์ .. ให้ย้อนหวน
ขังวิญญาณจองจำ .. ในคร่ำครวญ-
พาอบอวลแต่ในน้ำใจเดียว
O ละครั้งแรงปรารถนา .. เมื่อถาโถม
จักลอบโหมแรงสวาดิขึ้นกราดเกรี้ยว
ละครั้งความรัญจวนเมื่อม้วนเกลียว
ย่อมซึมแทรกลอดเลี้ยวทุกเสี้ยวใจ
O โดยหัวใจสองใจคอยไห้หวน
และทุกส่วนเสี้ยวนั้นพลอยสั่นไหว-
กับอาวรณ์ลึกล้ำแห่งน้ำใจ
ที่ทอใยพาดสาย .. ยากคลายคลอน
O หมาย-คืนค่ำเย็นเยียบแสนเงียบเหงา
จงรุมเร้าแรงชู้ .. อย่ารู้ถอน
บทเพลงรักแผ่วเบา .. แทนเว้าวอน
จงออดอ้อนแอบออ .. แทนข้อความ
O สดับเถิดคีตะกรรม .. แห่งคำถ้อย
แล้วร่วมร้อยจินตภาพให้วาบหวาม
ถวิลเถิดอกใจ .. แล้วไหวตาม-
สบภาพงามงด .. ล้ำในค่ำคืน
O แว่วยินไหม .. สุ้มเสียงกระซิบสั่ง
หมายหลอมหลั่งใจพิสุทธิ์ให้สุดขืน-
สุดต้านแรงปฏิพัทธ์ที่หยัดยืน-
กลางหัวใจตอบตื่น .. ด้วยรื่นรมย์
O แว่วยินไหม .. คำพลอดแสนออดอ้อน
คำจักวอนเว้าสู่ .. ให้รู้สม
แว่วยินไหมโอดอื้น .. กลางคลื่นลม
คือสุดข่ม .. ขับร้อนให้ผ่อนคลาย
O งดงามเอย .. แรงถวิลและจินตภาพ
หอมกำซาบทรวงอยู่ .. ไม่รู้หาย
ด้วยรุมร้อนเร้าอยู่ .. ไม่รู้วาย
เฝ้ารำบายเจตจินต์ .. ให้ยินยอม
O สดับเถิด .. นิรมิตแห่งพิสวาดิ
แทนมวลมาศอันประทิ่น .. ด้วยกลิ่นหอม
เพียงเพื่อใจดวงนี้ .. อย่าลี้-ดอม
หากรอคอยอยู่พร้อม .. เพื่อ - ยอมใจ !

2.
O ดั่งยูงที่สูงส่งด้วยวงศา
ล้อมแววตาด้วยบท .. ความสดใส
เบิกรุ่งสางหม่นดำ ด้วยอำไพ-
แห่งดวงไฟเลื่อนชั้น .. ขึ้นบัญชา
O พอแว่วเสียงสาธุ .. บรรลุโสต
ความปราโมทย์หัวใจผู้ใฝ่หา-
ก็ซ่านความผ่องแผ้วสู่แววตา
เมื่อรูปหน้ารูปจริต .. เผย-ติดตรึง
O เกิดแต่เมื่อกรประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมวงหน้า, แววตาหนึ่ง-
ก็คล้ายถูกกรเรียวนั้นเหนี่ยวดึง
แววหวานซึ้งมั่นหมาย .. ก็ฉายทอ
O โอ ราศีรูปงาม .. แห่งยามเช้า
คอยรุมเร้าใจอยู่, ท่านผู้ขอ-
ก็อุ้มบาตรเอ่ยธรรม .. ลงย้ำ .. ยอ-
ยกอารมณ์ทดท้อ .. พ้นทรมาน
O สบรูป .. รูปละม่อมก็ล้อมสิ้น-
แทรกจิตวิญญาณเฝ้า .. คอยเผาผลาญ
แววตารื่นรมย์อยู่ .. ก็รู้พาน-
กับอ่อนหวานอีกแวว .. กอปร-แววชู้
O จึงโลกในแวดล้อม .. พรั่งพร้อมที่-
กลับเหมือนมีความหมายรำบายสู่
ฝากแฝงแววเร้นลับ .. ให้รับรู้
คอยสบอยู่ลอบเร้น .. ไม่เว้นวาง
O โอ อำนาจเนตรพรับ .. ราวจับจูง-
สบรูปยูงอกแอ่นรำแพนหาง
เหลื่อมลายขนสีสัน .. ขึ้นกั้นกลาง
หยัดรอยขวางเพรียกถวิล ..ให้ดิ้นรน
O งามวงสีเลื่อมลาย .. ก็คล้ายว่า
เผยคุณค่าออกแล้วผ่านแววขน
พร้อมอ่อนหวานอ่อนไหวของใจคน-
เริ่มเผยตน .. ออกแล้วที่แววตา
O วาบวับ-นั้น .. แววตา .. แม้-ตาหลับ-
แววระยับ .. ก็ยังคง .. อยู่ตรงหน้า
ราวอยู่ล้อมห้อมขวัญคอยบัญชา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. ด้วยอาวรณ์
O วาบวับแววขนยูง .. อันสูงค่า-
ก่อรูปพา .. งดงามติดตาม-อ้อน
จนงามนั้นลามรุกไปทุกตอน
สะทกสะท้อนสั่นทั่วทั้งหัวใจ
O จึงโลกในแวดล้อม .. ราวน้อมรับ-
แววอ่อนหวานพริ้มพรับ .. จนวับไหว
ความผูกพันอุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ก็รัดรึงเอาไว้ .. อยู่ในวัน
O งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ผ่านลงแวดล้อมช่วง .. ทาบทวง-ขวัญ
งามรูปลักษณ์ชาติภพ .. ก็ครบครัน-
แทรกลงฝันฝากรอย .. ให้คอยรอ
O เช้านั้น .. คำข้าว .. เนตรวาววาม
กอปร-คำ .. ความ .. ผ่านหูจากผู้ขอ
พร้อมอีกการรุมเร้าพะเน้าพะนอ
ของรูปลักษณ์งามลออ .. อยู่ต่อตา
O เช้านั้น .. คำข้าว .. อกผ่าวร้อน-
กับอาวรณ์รูปองค์ .. ที่ตรงหน้า
สบ-สัมผัส .. ฉับพลันก็บัญชา-
เสน่หาให้อุบัติขึ้นรัดรึง
O เช้านี้ .. แรงอาลัยผู้ใฝ่หา
คอยบัญชาดวงจิต .. แต่คิดถึง-
รูปแพงน้อยอบร่ำในคำนึง
เจ้าเอย .. พึงรับรู้นัยชู้ .. ชาย
O ส่งมาเถิด .. อบอุ่นและคุณค่า
ผ่านแววตาอ่อนโยน .. ออกโชนฉาย-
แววอ่อนหวานดื่มด่ำ .. พึง-รำบาย-
ออกเปื้อนป่ายล้อมโลก .. แล้วโยกคลอน
O มอบมาเถิด .. เสน่หาความอาลัย
สุมลงให้ใจชาย .. สุดถ่ายถอน-
ทั้งจากรูป, คุณค่าความอาวรณ์
ตราบม้วยมรณ์ชีพลงเป็นผงคลี
O รูปยูงเอย .. ขาบเขียวทุกเรียวขน
เปล่งปลาบบนคุณค่า .. แห่งราศี
เพรียกละห้อยแหนหวงเป็นท่วงที-
อาวรณ์ที่ - ตราบวาย .. ยากคลายแล้ว !





Create Date : 16 เมษายน 2557
Last Update : 5 พฤษภาคม 2562 18:47:05 น. 10 comments
Counter : 1904 Pageviews.

 
โอย..สดายุ..

พอ"สุดหัวใจ"ตัวจริง มี รูปธรรม นี่
มินตรา อ่านกลอน ก็ไม่หวาน แล้วล่ะ..!


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.34 วันที่: 16 เมษายน 2557 เวลา:9:26:12 น.  

 


ทำไมล่ะมินตรา .. รูปธรรมอะไรที่ว่า ..
ข้าพเจ้ามิอาจเข้าใจได้ว่าท่านกำลังพูดถึงสิ่งใดอยู่

555


โดย: สดายุ... วันที่: 16 เมษายน 2557 เวลา:9:48:09 น.  

 
พี่ท่าน..

อันตัวข้าพเจ้านั้น บุญน้อยที่มิได้อยู่ขั้วโลกใต้ น่ะซิ ..
จึงอ่านกลอนเยี่ยงไร ก็ย่อมหาความไพเราะ "เฉพาะตัว"มิได้..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 16 เมษายน 2557 เวลา:10:03:36 น.  

 
สดายุ...

"องค์กรระหว่างประเทศทั้งไอพียู สหประชาชาติ และนานาประเทศกำลังติดตามว่า องค์กรอิสระที่มีอำนาจเทียบเท่าศาล ป.ป.ช. ที่มีการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ โดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปสังเกตการณ์ได้ จะอธิบายความเป็นนิติรัฐ นิติธรรมได้ยากลำบาก ดังนั้นองค์กรระหว่างประเทศที่ดูแลและคุ้มครองหลักประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชน จึงต้องตรวจสอบการพิจารณาคดีอย่างใก้ลชิด โดยจะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน หากเจ้าพนักงานงานยุติธรรมคนใดละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศจะถูกขึ้นบัญชีดำในระดับนานาชาติได้ " น.ส.จารุพรรณ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทย

"รูปธรรม "ร้อน ร้อน จ้า...



โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 17 เมษายน 2557 เวลา:16:32:41 น.  

 
มินตรา ..

ที่น่าพิจารณาสำหรับกลุ่มหนุนทักษิณคือ ..

1. ทำไมไม่เสนอยกเลิก ม.112ตั้งแต่ชนะเลือกตั้งใหม่ๆ ที่คนตาย 91 ศพ บาดเจ็บ 2000 ที่ทั้งทหาร ทั้งปชป ทั้งอำมาตย์ ทั้งถั่วทั้งถ่าง ยังไม่กล้าฮึกเหิม ?
2. ทำไมไม่ยอมลงนามอนุสนธิสัญญา ICC ?
3. ทำไม สส. เพื่อไทย ที่มีตั้งกว่า 300 คนถึงเงียบฉี่ตั้งแต่มี กปปส เป็นต้นมาไม่เคยมีบทบาทช่วยเหลือรัฐบาลเลย .. การต่อสู้ไม่มีแต่พอตั้งรัฐบาลได้เป็นรัฐมนตรี ?
4. การจัดตั้งขบวนบนถนนอักษะระดมกันมา มีการจัดการขนาดนั้นค่าจ่ายใช้มโหฬาร ได้ประโยชน์อะไร ที่เป็นรูปธรรม ?

สำหรับผมมองว่า ..
1. การตายของเสื้อแดงปี 2553 ไม่คุ้มค่า เพื่อไทยไม่ได้จริงใจในการจัดการกับคนติดคุก เพราะ 112 ..
2. แกนนำในการต่อสู้ มีแต่เรียกร้อง ไม่เคยเสียอะไร ไม่แม้แต่จะบาดเจ็บทั้งๆที่อยู่บนเวที
3. หากมีการรัฐประหารอีก คนเสียหายไม่ใช่แดงรากหญ้า แต่เป็นกลุ่มนักการเมืองเพื่อไทย ที่แดงรากหญ้าไม่ควรขายชีวิตให้อีกต่อไป อยู่ในที่ตั้ง ไม่ต้องออกไปตายเพื่อใคร ..
4. ระบบปกครองที่อำมาตย์เฒ่าคิดกันนั้นหากนำมาใช้ จักไปได้ไม่เกินปี และครั้งนี้"ผู้ที่ยังคงซาบซึ้งกับการหมอบกราบ" จะเหลือไม่เกิน 15-20%


โดย: สดายุ... วันที่: 17 เมษายน 2557 เวลา:20:37:24 น.  

 
สดายุ..

เรื่อง112นั้น เป็นความละเอียดอ่อนของ "กิจการภายใน"ซึ่ง "คนภายนอก"มายุ่งเกี่ยว มิได้..
เป็น"สัญญาประชาคม"ของคนทั้งหมดในสังคม
พรรคใดพรรคหนึ่ง หรือผู้ใดผู้หนึ่ง ไม่มีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนแปลงโดยลำพังได้....

ทำไม"เจ้าตัวซึ่งประสพปัญหานี้"จึงไม่ แก้ปัญหานี้ด้วยตนเองล่ะ ในเมื่อมีโอกาสแล้ว ทั้งในและนอกประเทศ ..
ใยจึงวางมือ แล้วไปนั่งคอยให้ผู้อื่นมาแก้ปัญหานี้ ให้ตน..
ใครใครที่เปิดโอกาสให้นั้น ตั้งใจจะให้คนผู้นั้น แก้ปัญหาให้ผู้อื่นที่อ่อนแอ และขาดหนทาง ด้วย....

แกนนำนั้นทำหน้าที่ จัดรวบรวมคน เรียกร้องให้ประชาชนตื่นตัวในการ รับผิดชอบชีวิตตนเอง ...
เป็นการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงที่จะ"เรียกร้องสิทธิในความเป็นมนุษย์ "ด้วยการ ไปทำลาย ทำร้าย ผู้อื่น เช่น ปฎิวัติฝรั่งเศส หรือ รัสเซีย..นั่นน่ะ ศตวรรษที่17- 18

การที่ดร. จารุพรรณ กุลดิลก ทำหนังสือไปยัง ไอพียู(Inter-Parliamentary Union) และมีผลเป็นรูปธรรม ออกมาว่า สหพันธ์ รัฐสภาโลก สหประชาชาติ เข้ามาเรียกร้อง"สิทธิในการเลือกตั้ง และ สิทธิในการเสนอความเห็นทางการเมือง" ให้ประชาชนไทยนั้น..
นับว่า เป็นความก้าวหน้าใหญ่หลวง ของฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย..

สองทางนี้เท่านั้นที่จะเปิดหนทางประชาธิปไตย..

กลุ่มที่มาอ้างอิง อื่นอื่นนั้น ไม่มีความรู้เรื่องระบบ ระหว่าง
ประเทศเลย
อวดอ้าง ทะนงตน หลงทาง ไปเอง..
"ไป่เห็นชะเลไกล..กลางสมุทร"
หากคิดจะบิน แล้วควรจะหัดบินให้สูง...


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 18 เมษายน 2557 เวลา:13:22:08 น.  

 
มินตรา ..

112 ย่อมมิใช่สัญญาประชาคมใด
คณะราษฎร์ได้ทำการปรับสถานภาพพระมหากษัตริย์ลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ 2475 และคำประกาศต่างๆที่ออกมานั้นได้แสดงนัยะแห่งอำนาจว่ามาจากปวงชน

และกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นอย่างเดียวกับอังกฤษและญี่ปุ่น

112 เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2490 โดยเผ่า ผิน และยกกษัตริย์ขึ้นไปเป็นเทพที่แตะต้องไม่ได้ใหม่ในยุค สฤษดิ์
..

ประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยจารึกว่า 112 มาจากสัญญาประชาคมใดๆ ..

ส่วนกรณี ฝรั่งเศส รัสเซีย ก็ต้องเข้าใจหลักความจริงว่า ในยุคที่อำนาจภายนอกยังไม่ยิ่งใหญ่และสามารถมากพอจะเข้ามาจัดการอำนาจภายในดั้งเดิมที่เล็กกว่ากันมากได้แบบอาฟกานิสถาน ลิเบีย หรือ อิรัค .. ย่อมต้องอาศัยอำนาจภายในที่รวมตัวกันเองเป็นสำคัญ

และแม้ปัจจุบันหากอำนาจภายในใหญ่พอ อำนาจภายนอกก็แทรกไม่ได้ ดูกรณี รัสเซีย-ยูเครน ไครเมียส์

และอำนาจรัฐได้มาจากความกลัวหรือปากกระบอกปืน จึงเป็นสัจจธรรม .. ไม่ว่า บอลเชวิค พคจ พคว .. สันติวิธีไม่สามารถพอที่เหมาจะไล่ เจียงไคเชคให้ไปอยู่ใต้หวันได้
แต่ต้องกำลังคนถือปืนที่เหนือกว่าเท่านั้น

ผมไม่คิดว่าภายใต้ระบอบเลือกตั้งและโครงสร้างทางอำนาจที่เป็นอยู่จะทำให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแบบเสมอภาคมาตรฐานเดียวกันได้ ..

ลองตอบตัวเองดูว่า กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ในสังคมปัจจุบันจะเคารพกฎหมายอย่างเท่าเทียมกับตาสีตาสาได้อย่างไร ในความเป็นจริง ภายใต้ ศาล และกองทัพแบบที่เห็นอยู่ ?

มีทางเดียว .. และไม่ใช่ทางที่มินตราพูด
คือ .. ประชาชนต้องมีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตนเองและแสนยานุภาพเหนือกว่าอำนาจกองทัพปัจจุบัน


โดย: สดายุ... วันที่: 18 เมษายน 2557 เวลา:20:12:17 น.  

 
สดายุเอ๋ย..

"รูปธรรมในคำนึง" ของท่านนั้น ช่างเสทื้อนฟ้าสะท้านดิน เสียเหลือเกิน..


โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 19 เมษายน 2557 เวลา:2:00:22 น.  

 
มินตรา

คำพูดแบบ "โลกสวย" มันไม่ทำให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วขึ้นมาได้ .. จึงต้องพูด"ความจริง"กัน

ทั้งจารีตนิยม
ทั้งประเพณีนิยม
ทั้งธรรมเนียมปฏิบัติ

หากว่าไม่สามารถพาชนในชาติก้าวข้ามพ้นขีดความยากจน และมาตรฐานชีวิตที่ต่างจากสัตว์เลี้ยงคนรวย .. บรรดาที่มีทั้งหลายข้างบนนั้นต้องถือว่าล้มเหลว และ ไม่ practical ในทุกการวัดผล .. ควรแก่การ ล้มเลิก หรือ ignore เสีย

.. หากเราไม่มี "ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ" หรือ "รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี" มาตรวัดเดียวกัน
.. หากเราไม่มี "มาตรฐานการศึกษาขั้นอุดมศึกษา" มาตรวัดเดียวกัน
.. หากเราไม่มี "ความสามารถทางการแข่งขัน" มาตรวัดเดียวกัน
.. หากเราไม่มี "ความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ" มาตรวัดเดียวกัน

เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก
เพราะเราอยู่ในทำเลเขตร้อนที่มีประเทศพัฒนาแล้วตั้งอยู่น้อยมาก คือมีสิงคโปร์เพียงประเทศเดียว

แดดที่มากเกินไป อย่างไรเสียก็ไม่ทำให้คนตายเหมือนกองหิมะสูงท่วมเข่า .. ชีวิตแบบนี้ไม่ต้องคิดล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้จะเอาชีวิตรอดพ้นจากความหนาวเย็นอย่างไร

เมื่อไม่ต้องคิดมาก สมองก็ไม่ต้องทำงานมาก ไม่ต้องคิดถึงพรุ่งนี้ มะรืนนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า หรือ ฤดูหน้า

กล้ามเนื้อเมื่อไม่ค่อยได้ทำงานก็จะลีบเล็ก เช่นเดียวกับสมองคน ที่เส้นไยสมองจะไม่แตกตัว ..

ปรัชญาทางเศรษศาสตร์ที่เลิศภพ จบแดน แม้จะยังไม่ได้โนเบลสักที แต่ก็รองรับเส้นไยสมองข้างบนได้ดีพอสมควร

โลกรอบตัวหากกว้างใหญ่ ก็จะดูน่ากลัว
แต่หากขยับตัวนิดก็กระทบ"ขอบโลก" แล้ว มันก็ไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไร แถมดูอบอุ่นเพราะการเบียดเสียดนั้นอยู่บ้าง

แถมการแออัดเบียดเสียดนั้นทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น .. จะแปะดาวไว้บนฟ้า ติดสวรรค์ไว้ที่เพดานฟ้า รวมทั้งบรรดาเทวดาจะเอากี่องค์ก็ได้ด้วย โดยง่าย แค่เอื้อมมือถึง

โลกจึงสวยงาม ภายใต้การขยับตัวนิดก็กระทบขอบโลกนี้เอง

ไม่น่าเชื่อว่า แดดที่มากเกินไปนี้ .. จะสร้างเพดานโลกได้ตระการตาปานนี้ !



โดย: สดายุ... วันที่: 19 เมษายน 2557 เวลา:15:44:41 น.  

 
ดายุ...

"รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปี"
.. "มาตรฐานการศึกษาขั้นอุดมศึกษา"
.. "ความสามารถทางการแข่งขัน"
.. "ความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ"

สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ "แสลงใจ" มินตรานัก...
ทุกระบบเลย.. ที่มิกล้าแม้นแต่จะเอ่ยถึง..

เมืองไทยที่มินตรารู้จักนั้น เคยสวยงามกว่านี้..





โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 วันที่: 20 เมษายน 2557 เวลา:1:09:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.