Group Blog
 
<<
เมษายน 2557
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
3 เมษายน 2557
 
All Blogs
 

O เมื่อดาวลอยดวง .. O







เพลง .. ลาวดวงดอกไม้
อัศวลีลา


1.
O เยี่ยงดาว .. แสงกระพริบอยู่ลิบพู้น
เรื้องจำรูญรุมเร้าจนเข้าสาง
เผยช่วงแสนงดงามในท่ามกลาง-
เวิ้งฟ้ากว้างรองรับ .. ความวับวาว
O รุ่งเรื้องเริงผกาย .. รำบายสู่
ให้โลกรู้รอบพิมลกลางหนหาว
เช่นน้ำใจหนุนเนื่องต่อเรื่องราว
ย่อมคู่ควรคำกล่าวทุกคราวไป
O งามผกายดาวเรื่อ .. อยู่เหนือฟ้า
ฤๅเท่างามเบื้องหน้า .. เมื่อปราศรัย
เพียงจะหลอมโลกต่ำด้วยน้ำใจ
หนุนส่งให้คุณค่า .. แนบปรารมภ์
O ระยิบเอย .. แววตาใต้ฟ้าต่ำ
คอยแต่น้ำใจหลั่ง .. เข้าสั่งสม
เพื่อเสพแสงเรื้องสล้างที่พร่างพรม-
ลงห้อมห่มจิตไว้ .. ด้วยไมตรี
O ค่ำคืนฝันยาวนาน .. แห่งกาลก่อน
เหมือนกลับย้อนแจ่มจ้า .. ด้วยราศี-
รูปนามผู้-เร้าถวิลให้ยินดี-
ต่อความ .. มี .. เป็น .. อยู่ .. อันคู่ควร
O เปล่งผกาย .. สำหรับให้นับเนื่อง
ก่อนรุ่งเรื้องดวงตะวันจะทันหวน
แว่วคล้ายเสียงนกค่ำ .. นั้นคร่ำครวญ
เมื่อคล้ายส่วนเสี้ยวใจ .. เริ่มไหวตัว
O ในคาบยามรัตติภพ .. พระลบล้อม
คล้ายเพียบพร้อมแสงระยับ .. พริ้มพรับ-ยั่ว
เมื่องดงามปลาบปน .. ด้วยหม่นมัว
งามถ้วนทั่ว .. ก็ผุดเผยให้เงยมอง
O สู่คาบยามรัตติภพ .. คำรบนี้
เช่นลมวีวาดโบก .. โลมโลกผอง
อำรุงรื่นรมย์สรรพ .. ให้จับจอง-
ความผุดผ่องเบื้องหน้า .. ต่อตาชาย
O จนดาว .. ลอยดวงในทรวงหนึ่ง
เนตรหวานซึ้งวับวามด้วยความหมาย
แผ่วผ่านด้วยศัพท์เสียงความเอียงอาย-
ค่อย-รำบายให้สดับ .. รู้-รับรอง
O ดูเถิด .. ดาวโรจน์เรื้อง ที่เบื้องหน้า-
งาม, แจ่มจ้า .. สำทับให้จับจ้อง
ชั่วพริ้มพรับรับตอบ .. ก็ครอบครอง-
ใจทุกห้อง, เสน่หา-ท่วมตาชาย !

2
O มะลิหอมเรียงร้อยประดอยประดิษฐ์
ด้วยดวงจิตอ่อนโยน .. เจ้าโชนฉาย
ส่งหวานหอมลึกล้ำลงรำบาย-
ห้วงใจหนึ่งวนว่าย .. ด้วยหมายนั้น
O มะลิขาวหอมหวน .. อบอวลกลิ่น
หอมร่ำรินกำจาย, ที่ส่ายสั่น-
คืออกชายต้องหอม .. สุดล้อมกัน-
กีดหอมรื่นลดาวัลย์ .. ในชั้นทรวง
O กรองมาลัยกรุ่นหอม .. ถนอมถือ
ด้วยอุ้งมืออ้อมแขน .. ที่แหนหวง
หวานเจ้าเอยหลอมหลั่ง .. ใจทั้งดวง
จะเลยล่วงหวานหอม .. ยากยอมใจ
O เหมือนความหมายแฝงบอก .. ในดอกมาลย์-
เมื่อกรุ่นหอมแผ่วผ่าน .. เกินต้านไหว
พึงยอหอมหยั่งล่วง .. ตรึงทรวงใน
เอื้อ-อกใครแนบประทิ่นด้วยยินดี
O และเมื่อนั้นบรรดา .. คันธารส
จะเบิกบทร่ำรินในถิ่นที่-
รายรอบด้วยสายใยแห่งไมตรี
อันสุดลี้เลือนพรากไปจากกัน
O มาลัยหอม .. ละม่อมหน้าเพ-ลานี้
ฤๅจะมีเริดร้างไปห่างขวัญ
เมื่อคำนึงเติมแต่ง .. ร่วมแบ่งปัน
ย่อมผูกพันถวิลเห็นไม่เว้นวาย
O มาลัยหอม .. รูปแพงเจ้าแต่งประดับ
จึงเพ่งพรับบรรโลมด้วยโฉม-ฉาย
อ่อนหวานรูปรอยประณีต .. ราวกรีดกราย-
ลงรำบายมธุรสเข้าทดแทน
O มาลัยหอมช่องาม .. แฝงความ-สื่อ
ยื่นด้วยมือเรียวรอ .. คล้อง-ข้อแขน
อกใจหนอ .. กรุ่นประทิ่นทั้งดินแดน
ราวจะแกลนเกรงหอม .. อย่างพร้อมใจ
O มาลัยหอมกลีบกรองเจ้าของ-หวง
แทนความห่วงใยที่ .. เจ้ามีให้
จะวางเคียงหมอนหนุน .. เพื่อกรุ่นไอ-
หวานหอมจะโลมไล้ .. แทนไมตรี
O มะลิโรยกลิ่นรื่นในคืนค่ำ
ก็ตอกย้ำให้ประจักษ์เป็นสักขี
กรุ่นสุมาลย์อวลฝ่า .. คาบราตรี-
เมื่อราศีสองดาว .. วับวาวล้อม !




 

Create Date : 03 เมษายน 2557
13 comments
Last Update : 17 พฤษภาคม 2562 10:01:00 น.
Counter : 2218 Pageviews.

 


สดายุ

"O มะลิหอมเรียงร้อยประดอยประดิษฐ์
ด้วยดวงจิตอ่อนโยน .. เจ้าโชนฉาย
ส่งหวานหอมลึกล้ำลงรำบาย-
ห้วงใจหนึ่งวนว่าย .. ด้วยหมายนั้น"

การอบรมเรื่องงานดอกไม้ "มะลิหอมเรียงร้อยประดอยประดิษฐ์น่ะ"
ฝึกกันมาจนเป็นประเพณี..ทั้งดอกไม้ใบตอง มาลัย ตัวหนู พวงกลาง ตาข่ายหน้าช้าง..
สตรีชาติไหนก็ทำไม่เป็นนอกจาก สตรีไทย...!

เพิ่งดูละคร สายโลหิตจบ..ตามด้วยญาติกา..ยังเห็นงานประดิษฐ์ประดอยพวกนี้อยู่..

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 9:59:27 น.  

 

มินตรา ..

ไม่แน่ใจว่าดูเวอร์ชั่นไหน

เห็นจริตแบบไทยๆ ในตัวแม่หญิงดาวเรืองไหม ?
และนั้นน่ะเป็นอาการที่สาวฝรั่งไม่มี ..

แต่หนังจีนพีเรียดที่แต่งตัวโบราณมีเหมือนกัน ของเขาอ่อนช้อยน่ารักมากเหมือนกัน

ส่วนร้อยดอกไม้สมัยนี้คงไม่จำเป็นเพราะมันยุ่งยากต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ซื้อเอา - 55

ญาติกา ค่อนข้างลดความน่าดูลงไป เพราะเป็นเรื่องราวช่วงต้นกรุงเทพซึ่งผมว่ามันขาดความน่าสนใจ .. เป็นประวัติศาสตร์แต้มสีที่ยากที่จะพูดกันได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะตะกร้อครอบปากตรา 112 บังคับไว้ .. ไม่เหมือนราชวงศ์อยุธยาที่เราวิพากย์วิจารณ์ได้หมด

รวมทั้งเป็นเพราะไม่ค่อยชอบพวก"บุนนาค"เท่าไรด้วย - 555

 

โดย: สดายุ... 4 เมษายน 2557 10:55:02 น.  

 



สดายุ!

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 11:29:07 น.  

 


ทำไมล่ะ..

เรียกเสียดัง .. ตกใจหมด ! - 55
ก็ผมไม่ได้กำลังคุยกับใครจากตระกูลบุนนาคนี่นะ

พวกบุนนาคเขาเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองไทย อยู่อย่างมีเกียรติ .. ที่ไหนจะให้ลูกหลานไปตกระกำลำบากในต่างแดน กันเล่า อิๆๆ


สาวอารยันแห่งกษมีระ .. งามนัก

 

โดย: สดายุ... 4 เมษายน 2557 11:57:09 น.  

 

สดายุ

มีตระกูลเดียวที่เคยเข้ารับราชการในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์...กรมขุนเสนาพิทักษ์มหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล..ซึ่งต่อมาเมื่อเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ถูกลงพระราชอาญาจนสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิจเป็นพระมหาอุปราชแทน แล้วโอนคนในปกครองให้ด้วยคือ ตระกูลพระยาจ่าแสนยากร (เสน)จางวางกรมมหาดไทยในกรมพระราชวังบวรฯ
ตำแหน่งสุดท้ายคือ
เจ้าพระยามหาเสนาที่สมุหพระกลาโหมอัครมหาเสนาบดีปักษ์ใต้

เรื่องสายโลหิต และญาติกาที่มินตารากำลังดูอยู่ เป็นเรื่องคล้ายคลึงกับเรื่องราวในตระกูลนี้มาก
จนถึงว่าตามเสด็จไปถวายงานเจ้าฟ้าอุทุมพรที่กรุงอังวะด้วยตอนถูกพม่าต้อน ...เป็นลูกสาวพระยาจ่าแสนยากร (เสน)จางวางกรมมหาดไทยในกรมพระราชวังบวรฯ ทั้งสามคน เป้า แป้น และ ทองดี

แล้วลูกหลานส่วนหนึ่งมาปลูกบ้านอยู่คลองบางหลวง..

มีนะคะ ที่สาวตระกูลบุนนาคมาแต่งงานกับจ้าวในยุโรป ราชวงศ์เล็กเล็กทางเยอรมันตอนใต้ติดชายแดนสวิส
แถบเทือกเขาแอลปส์ (Alps)

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 13:19:18 น.  

 

มินตรา ..

ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยาเป็นราชวงศ์ที่แปลกมากราชวงศ์หนึ่งที่เริ่มด้วยพระเพทราชาที่เป็นสามัญชนแล้วไม่ได้สืบสายโลหิตตนเอง .. แต่สืบทอดต่อไปยังพระเจ้าเสือสายเลือดเมียน้อยพระนารายณ์ที่ยกให้พระเพทราชาตั้งแต่เป็นขุนนาง ..

เพียงแต่บ้านเมืองมีช่วงเวลาเงียบสงบอยู่ถึงครึ่งศตวรรษเมื่อลูกพระเจ้าเสือ 2 คนครองราชย์อย่างราบรื่นคือ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ และพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คือครองราชย์คนละ 26 ปีติดต่อกัน

ตรงนี้เองที่ทำให้ไทยอ่อนแอในการรบ

แต่มีเรื่องชู้สาวระหว่างเมียเด็กของพ่อ กับลูกชายรุ่นหนุ่ม อันลื่อลั่นจนเป็นที่มาของ "สายธารแห่งกาลเวลา ภาค 2" ที่หยิบจับเอาเวลาช่วงนี้เป็นต้นเรื่องของพระนางคู่ที่สอง

ส่วนสายโลหิตเท่าที่ทราบ ..
โสภาค สุวรรณ เขียนเรื่องราวของบรรพบุรุษตัวเอง คือสายขุนไกรกับแม่หญิงดาวเรือง ไม่ใช่สายหลวงเทพ ..

และเท่าที่ทราบ โสภาค สุวรรณ น่าจะมีว่านเครือเป็นนักการทูตอยู่ในแดนยุโรปอยู่นะ

แล้วสาวบุนนาคที่เป็นสะใภ้เจ้ายุโรปชายแดนเยอรมัน-สวิสนั้น สายพุทธหรือมุสลิมล่ะ ?


 

โดย: สดายุ... 4 เมษายน 2557 15:22:51 น.  

 


จาก สายธารแห่งกาลเวลา ภาค 2

๒๒๒. เสนาะพากย์เพลงยาว .. กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา .. ให้สดับเสียงขับไข
กระซิบสื่อนงราม .. บ่งความนัย
จากพระทัยเสน่หาที่อาวรณ์

๒๒๓. รำพันความเอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน ..
.. ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพื้นอำพรโพยมพราย ..

.. แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาศ
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง ..

.. นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน
สุดหาญที่จะเหินเวหาสห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง
สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน ..

.. โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวศ
จะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์
จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตวัน
เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตตภัณฑ์ยุคุนธร ..

.. ยิ่งคนึงก็ยิ่งนานจะเห็นภักตร
ฉวยฉุดรักแล้วก็ทอดฤไทยถอน
ไม่เหนกำม์ว่าจะนำให้ไกลกร
ไม่เหนรักว่าจะรอนให้แรมโรย ..

.. อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่น
ครั้นห่างเหนแล้วก็ตั้งแต่เตือนโหย
ยามดำเนินเดินดินอาดูรโดย
ก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย ..

๒๒๔. ทูลกระหม่อมจอมขวัญ .. มาพลันลับ
ชีวาตม์ดับลบนามสิ้นความหมาย
ต้องถูกโบยหลังถอด .. ศักดิ์วอดวาย
พร้อมด้วยสายสวาดิชู้เคียงคู่กัน

๒๒๕. โอ้ .. แต่นี้กาพย์กรอง .. ทำนองร้อย
จักเศร้าสร้อยเคล้ารสกำสรดศัลย์
แต่สุดสิ้นบุญญา .. หน่อราชันย์
ดุจชีวันจะแล้งร่มไว้ข่มร้อน

๒๒๖. องค์หญิงดารา .. พร้อม .. ท่านหม่อมสร้อย
จักเฝ้าคอยเทวษอยู่ไม่รู้ผ่อน
เมื่อร่มโพธิ์ร่มไทรชีพไหม้มรณ์
โศกจักซ้อนสุมอก .. สุดยกย้าย

๒๒๗. เพิ่งเจ็ดขวบวัยวันพระชันษา
เมื่อกำพร้าชนกไปยิ่งใจหาย
โอ .. แต่นี้เปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย
จักกล้ำกรายพันผูก .. แม่ลูกแล้ว

๒๒๘. วังจักร้างอักขราภาษาศิลป์
จักไร้สิ้นเพลงกานท์เคยหวานแว่ว
มธุรสพจนีย์ .. ไร้วี่แวว
อาดูรทูลกระหม่อมแก้ว .. มาแคล้วกัน

๒๒๙. กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ชีพปลิดป่นลับล่วงพร้อมดวงขวัญ
ฟ้าสังวาลย์สิ้นชาติด้วยราชทัณฑ์
ย่อมโศกศัลย์สุดเทวษทวีทรวง

๒๓๐. อกเมืองจึงร้อนร้าว .. ด้วยข่าวชู้
จากสองผู้มีใจอันใหญ่หลวง
ด้วยแรงรักร่วมปอง .. ใจสองดวง
ยอมชีพรักหักล่วง .. ไม่ห่วงเลย

๒๓๑. โอ้ .. กำสรดอาลัยห้วงใจนี้
จนสุดที่อัดอั้นรำพันเผย
กระซิบหนึ่งผ่านย้ำ .. ลมรำเพย
แต่ลับเลยอาลัย .. มิได้ลา ..

.. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย

.. เกิดไหนขอให้ได้ถนอมภักตร
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน

.. อันสาราบำราศบำรุงคิด
จาฤกไว้โดยสุจริตสาร
พยายามตามสัตย์ปัติญาณ
ภอแจ้งการที่กำม์ในกายเอย ..

 

โดย: สดายุ... 4 เมษายน 2557 15:23:42 น.  

 


สดายุ..

มินตราเคยไปอ่านอ่านแล้วเก็บไว้ดังนี้...

พระชาติกำเนิดของพระเพทราชา ได้มีบันทึกของชาวต่างชาติกล่าวไว้แตกต่างกันดังนี้

1. นายแพทย์แกมเฟอร์ ชาวเยอรมัน บันทึกว่า “...พระราชมารดาของพระเพทราชาทรงเป็นพระราชธิดาองค์โตของพระเจ้าปราสาททองโดยพระเพทราชาเป็นบุตรภคินีของพระองค์และพระขนิษฐากับพระธิดาของพระเพทราชาเป็นพระสนมของพระเจ้าแผ่นดินอีกชั้นหนึ่ง...” หมายความว่าพี่สาวใหญ่ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบุตรชื่อพระเพทราชา น้องสาวและบุตรสาว (ของพระเพทราชา) ยังเป็นพระสนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอีกด้วย ดังนั้นพระเพทราชาจึงมีทั้งตาเป็นกษัตริย์ คือพระเจ้าปราสาททอง และมีน้าเป็นกษัตริย์ คือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงถือได้ว่าเป็นเจ้าทางราชนิกูล แต่ที่ทรงเป็นสามัญชนเพราะสืบสายทางพระบิดาของพระเพทราชา ซึ่งยังไม่สามารถสืบค้นได้ว่าเป็นท่านผู้ใด2. บันทึกของตุรแปง กล่าวว่า พระเพทราชามีเชื้อสายกษัตริย์และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช3. ลาลูแบร์ บันทึกว่า พระเพทราชาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช4.บาทหลวงเยซูอิต บันทึกว่า เกิดในตระกูลสูงศักดิ์และมักมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าแผ่นดินเสมอ

(ศรีรัญจวน : เรียบเรียง)

พระชาติกำเนิดของสมเด็จพระเจ้าเสือนั้น เชื่อว่าเป็นพระราชโอรสลับในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับพระสนมพระองค์หนึ่งโดยพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระพนรัตน์ (แก้ว) ว่า นางเป็นพระราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้พระราชทานพระสนมดังกล่าวให้แก่พระเพทราชา เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่ง (เจ้ากรมช้าง)
"แล้วเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาจากเมืองเชียงใหม่นั้น พระองค์เสด็จทรงสังวาสด้วยพระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ และนางนั้นก็ทรงครรภ์ขึ้นมา ทรงพระกรุณาละอายพระทัย จึงพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพทราขา แล้วดำรัสว่านางลาวนี้มีครรภ์ขึ้นมา เราจะเอาไปเลี้ยงไว้ในพระราชวังก็คิดละอายแก่พระสนมทั้งปวง และท่านจงรับเอาไปเลี้ยงไว้ ณ บ้านเถิด และพระเพทราชาก็รับพระราชทานเอานางนั้นไปเลี้ยงไว้ ณ บ้าน"..จากพระราชพงศาวดารฯ ฉบับพระพนรัตน์ (แก้ว)

พระพนรัตน์ (แก้ว) คือ สมเด็จเจ้าฟ้าแก้ว กรมขุนเสนาบริรักษ์ พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าน้อย พระอนุชาต่างพระมารดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยได้ประสูติกับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) ซึ่งเป็นน้องสาวของพระเพทราชา และเป็นบาทบริจาริกาเป็นพระสนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 15:41:22 น.  

 


ดายุ..

".. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง"...

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 15:49:46 น.  

 

มินตรา ..

ฝรั่งก็บันทึกตามที่รับรู้จากคนไทยอีกขั้นหนึ่ง ..

การพยายามโยงกลับไปดองกับเจ้าราชวงศ์เก่าของเจ้าราชวงศ์ใหม่มีอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างความชอบธรรม

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ นี่ไม่อ้างใคร มาจากสุพรรณบุรีเลยยกมาตีอยุธยาเสร็จไล่วงศ์อู่ทองกลับลพบุรีเมืองขอม - แต่เอาเชื้อสายทางหญิงของละโว้อโยธยานี้เป็นสนมในตำแหน่ง "ศรีสุดาจันทน์" ..

ส่วนผู้หญิงของสุพรรณบุรีเองเป็นสนมในตำแหน่ง "อินทรสุเรนทร์"

ราชวงศ์สุโขทัย ต้นราชวงศ์คือพ่อพระนเรศวรเป็นวงศ์พระร่วง ส่วนแม่เป็นวงศ์สุพรรณภูมิ และผู้หญิงของวงศ์สุโขทัยนี้ก็ได้ตำแหน่ง "ศรีจุฬาลักษณ์"

น่าแปลกที่วงศ์นครศรีธรรมราช มีหญิงได้เป็นสนมในตำแหน่ง "อินทรเทวี" แต่วงศ์นี้ไม่เคยนั่งบัลลังก์อยุธยา

ราชวงศ์ปราสาททอง จมื่นศรีสรลักษณ์ หรือ องค์ไล ต้นราชวงศ์ อ้างว่าเป็นลูกลับๆของพระเอกาทศรถ

และหากต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงเป็นสายเลือดปราสาททอง ก็แปลว่า ตั้งแต่ สุพรรณภูมิ->สุโขทัย->ปราสาททอง->บ้านพลูหลวง เป็นญาติกันทั้งหมด

กลอนที่มีจุดนำหน้าบทเป็นเพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง เขียนถึง เจ้าฟ้าสังวาลย์ พระสนมของพระเจ้าบรมโกศ ก่อนจะถูกเฆี่ยนจนตายทั้งคู่

ตำแหน่ง "กรมพระราชวังบวรสถานมงคล" คือตำแหน่งพระอุปราช หรือ วังหน้า ที่ใช้มาจนถึงรัชกาลที่ 5 ก็เปลี่ยนเป็นตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร แทน

สมัยอยุธยา พระบัณฑูร คือ คำสั่งของพระมหาอุปราช
ทหารองครักษ์ในวังหน้า อาจเรียกว่า ทหารในพระบัณฑูรได้ ..

ไม้เมืองเดิม เขียนนิยายเรื่อง "ทหารเอกพระบัณฑูร" ก็น่าจะมีแรงบันดาลใจในยุคเสียเมืองปลายสมัยบ้านพลูหลวงนี่แหละ

 

โดย: สดายุ... 4 เมษายน 2557 17:03:03 น.  

 

สดายุ...

"ฝรั่งก็บันทึกตามที่รับรู้จากคนไทยอีกขั้นหนึ่ง .."

ค่ะ ถูกต้อง..เช่นวันวลิต (Jeremias Van Vliet 1602 - 1663) เมื่อเข้ามาเป็นผู้จัดการบริษัทอิสท์อินเดีย ก็บันทึกสิ่งที่คนทั้งกรุงรู้กันแล้ว..
ในขณะที่คนไทยจะไม่จดบันทึกในสิ่งที่ใครใครก็รู้แล้วไว้..
เมื่อมาถึงรุ่นเราที่ไม่รู้จักบุคคลและผ่านมาเป็นร้อยปี จึงไม่มีหลักฐานใดที่จะอ้างอิงได้..

แปลกไหมที่ พระเพทราชา พระเจ้าเสือ พระเจ้าตากนั้น จะเป็นบุตรของสามัญชน ที่ขุนนางผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน รองลงมาจากพระมหากษัตริย์ รับมาเป็นบุตรบุญธรรมทั้งนั้น
แล้ว จะเข้ามาเป็นมหาดเล็กวังหลวง...ใกล้องค์พระมหากษัตริย์หมดเลย..
ลูกขุนนางชั้นสูงยังต้องเป็นมหาดเล็กวังหน้า...
แถมยังเลี้ยงดูอย่างดี เป็นเกลอกับลูกขุนนางชั้นสูง..
ทำไมจึงไม่รังเกียจเดียดฉันท์กันเลย..มิผิดนิสัย ไทยไปหน่อยรึ...555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 19:50:51 น.  

 

ดายุ..

เมื่อเริ่มด้วย...".. ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร"

ก็ทราบแล้วล่ะว่าใครร้อยคำเรียงความไว้......

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.14.36 4 เมษายน 2557 19:57:04 น.  

 


มินตรา ..

ไทยไม่ใช่ชาตินักจดบันทึกนัก .. เอกสารทางประวัติศาสตร์ชาติไทยที่น่าเชื่อถือที่สุดในความคิดของนักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยคือ พงศาวดารไทยฉบับหลวงประเสริฐ ก็เขียนเหตุการณ์ไว้เหมือน short note เท่านั้น แทบไม่มีรายละเอียด .. ลองไปหาอ่านใน วิกิพีเดียได้เลย ..

ส่วนเรื่องถือยศถืออย่างของคนไทย เราไม่มีเรื่องเหยียดชาติพันธุ์เหมือนทางฝรั่ง .. ที่มองผิวดำเหมือน"สัตว์เลี้ยง" อย่างพวก Ku Klux Klan ในอเมริกาหลังเลิกทาสใหม่ๆ

เรามีแค่ชนชั้น ฐานะ วงศ์ตระกูล อาจมีลักษณะทางชาติพันธุ์อยู่บ้างแต่ไม่รุนแรงนักเช่น คำว่า เจ๊ก แขก ตาน้ำข้าว(ฝรั่ง) ไอ้มืด(นิโกร) ซึ่งความหมายไปในทางเหยียด ไม่ให้เกียรติ ดูถูก แต่ไม่รุนแรงถึงกับจับมาบูชาต่อหน้ากางเขนเผาไฟ เหมือนที่ KKK ทำ

เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง มีข้อน่าสังเกตุอยู่ที่
ไม่เน้นสัมผัสสระ ตรงนี้ต่างกับสุนทรภู่
เน้นสัมผัสอักษร เหมือนโคลง

ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร ..
วรรคนี้ ม้า มากันเป็นฝูงเลย
คนยุคนั้นภาษาไทย บาลี สันสกฤต รู้ลึกมากเพราะเรียนกับพระ ไม่มีโรงเรียนอย่างปัจจุบัน .. การเปรียบเทียบก็จะไม่พ้นวรรณกรรมอินเดีย ทั้งสองเรื่องคือ รามายณะ มหาภารตะยุทธ รวมทั้งสวรรค์ทั้งหก นรกทุกขุม เทวัญทั้งแสนองค์ - 55

รู้หรือเปล่าว่า 5 พี่น้องปาณฑพคือ นิ้วทั้ง 5
และพระนางเทราปที คือ ฝ่ามือ ที่ยึดโยงนิ้วทั้ง 5 ไว้ด้วยกัน ..

มีเวลาลองอ่าน มหาภารตะยุทธคำฉันท์ ดูสิ
มันมีคติ ข้อคิดมากมายในนั้น ..

 

โดย: สดายุ... 4 เมษายน 2557 22:10:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.