Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
25 พฤศจิกายน 2555
 
All Blogs
 
O เชิญขวัญ .. O






O วาบวามแววปลั่งช่วงในดวงตา
คล้ายดั่งว่า .. รอพร้อมการกล่อมขวัญ
ผุด .. เผย .. ขึ้นปักปลูกความผูกพัน
จดรอบฝัน .. จำนง .. เป็นวงเดียว
O ตราบจนเมื่อ .. สองแขนหนุนแทนหมอน
นัยออดอ้อนแฝงฝาก-ยังกรากเชี่ยว
ดั่งเยื่อใยยืดยาว .. เริ่มสาวเกลียว
ล้อมรัดเหนี่ยวบีบเค้นอยู่เช่นนั้น !
O ภาพ- ขัดเขิน เบือนหน้า .. สายตาหลบ
ย่อมบรรจบ-ตา, ใจ .. จนไหวสั่น
เพ่งรูปหน้า .. แก้มเนื้อ-กลับเรื่อพลัน-
ที่รูปฝัน .. พาดช่วงในดวงตา
O งามรูปองค์อิริยา .. เบื้องหน้านี้
เหมือนคอยเพรียกใยดี รับทีท่า
สื่อจริตรำบาย .. ล้อมสายตา-
ร่วมแตะตื่นรมยา .. เริ่มท่าที
O ในช่วงยาม-สบตอบ .. เหลือบ .. ลอบ .. เหลียว
ราวคล้อง .. เหนี่ยว .. อารมณ์ - เกินข่ม .. หนี
กับชั่วเบือนสบนิ่ง .. เหมือนยิ่งมี-
รื่นรมย์ที่ลามล่วง .. ถมห้วงใจ
O เยี่ยงเกสรสร้อยสุมาลย์ละลานกลิ่น
ภู่ผึ้งบินโผผ่าน .. ฤๅต้านไหว ?
ย่อมเพียงรสหอมหวาน .. เคียงก้านใบ-
รอการไต่ตฤปน้อม .. หวานหอมนั้น !
O กาแฟรสหอมกรุ่น .. ยังอุ่นอยู่
ชั่วเลศชู้เผยให้ .. ความไหวหวั่น-
เผลอโชนแวววาบสู่ ให้รู้กัน-
ว่า - ความสั่นในอก .. เกินยกพ้น
O ขณะความอ่อนหวาน นั้นปานว่า-
เพรียกห่วงหาจากทรวงให้ร่วงหล่น-
คอย-รูปนามจู่ล้อม .. อย่างยอมตน-
อย่างไม่คิดดิ้นรน .. ให้พ้นมือ !
O ชั่วกาแฟรวยริน .. อวลกลิ่นผ่าน
คือ .. ชั่วหวานล้อมกัก .. อาจหักหรือ ?
ก็เมื่อสิ่งที่เห็น .. ที่เป็น – คือ-
งาม-ยุดยื้ออาวรณ์ .. เกินผ่อนแล้ว
O ฤๅ-หัตถ์พรหมจับวางลงขวางไว้
สอบว่า-ห้วงจิตใจ .. เคยไหวแผ่ว-
หลังต้องรูปโจมจับ .. จะพรับแวว-
รับรองความผ่องแผ้ว .. ฤๅ-แล้วเลือน ?
O บัดนี้คงรับรู้ .. ว่าผู้ใด
ต้องอาลัยรำบายลงป่ายเปื้อน
ทั้งสำทับลงจิต .. คอยติดเตือน-
การเหลือบ .. เบือน .. ชม้อยชม้ายแห่งสายตา
O บัดนี้คงรับรู้ .. ว่าผู้ใด-
พร้อมหัวใจเฝ้าคอยละห้อยหา
ทุกช่วงลมโหมเห่กาลเวลา
แววในตาจะเห่โหม .. อยู่โครมครืน !
O ในความเงียบ, ความงามค่อยลามล้อม
เพรียกใจห้อมแหนรับทั้งหลับตื่น
เมื่อเหน็บหนาวลมร่ำ .. ฝ่าค่ำคืน
งามย่อมขืนเข้าขับให้อับจน
O เมื่อความเงียบ .. ยอมงามเข้าลามล่วง
ถ้วนเหน็บหนาวในทรวงย่อมร่วงป่น
ตราบเมื่องามลามล้อม .. ให้ยอมตน
จักฝ่าพ้นงดงาม .. เอายามใด ?
O ท่ามกลางห้วงคำนึง .. หวานซึ้งนั้น
แวววาบสั่นในยาม .. ยังวามไหว
วางรูปตรึงสัญญาเกินฝ่าไป-
พ้นอาลัย .. หน่วงเหนี่ยว .. แม้เสี้ยวยาม
O ใช่ไหมว่า .. ต้องคิดรับผิดชอบ-
การ-หลบ, ลอบเหลือบ, ชม้อย .. เหมือนคอยล่าม-
รัด .. อารมณ์แห่งชาย .. วุ่นวายตาม-
แวววับวามสั่นช่วง .. ในดวงตา !
O ใช่ไหมที่ .. ต้องคิดรับผิดชอบ-
การสบตอบหวานซึ้งอยู่ซึ่งหน้า
การข่มยิ้มแสร้งเมินขัดเขินอา-
รมณ์ .. ให้ชายเสน่หาในอาการ
O วาบวามแววปลั่งช่วงในดวงตา
พร้อมแก้มหน้าเนียนเนื้อแดงเรื่อ .. ซ่าน
แปลว่า .. ตาสบกันเมื่อวันวาน
จดสงสารทุกวง .. เป็นวงเดียว !
O นับคาบเพื่อทวงสิทธิ์รับผิดชอบ
แต่-ตาสบ, หลบ, ตอบ คอยลอบเหลียว
จนสายใยแฝงเร้นฟั่นเป็นเกลียว-
ยอมแล้ว-ใจถูกเหนี่ยว .. ด้วยเรียวมือ !





Create Date : 25 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 11 พฤษภาคม 2562 14:32:13 น. 16 comments
Counter : 2064 Pageviews.

 
มาปูเสื่อรออ่านค่ะ


โดย: medkhanun IP: 202.28.45.10 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2555 เวลา:9:59:11 น.  

 
สวัสดีค่ะ

.....จบแล้วหรือค่ะ

...ไพเราะมากค่ะ


โดย: จิดา IP: 202.44.139.173 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:8:51:22 น.  

 
เม็ดขนุน
เสื่อเปื่อยหมดแล้วมั๊ง กว่ากลอนจะจบได้ 555



จิดา ..
ครับ จบแล้ว .. สดๆร้อนๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:9:09:10 น.  

 


สดายุ...

ตามกลิ่นหอมของกาแฟมา..รับความหอมกรุ่นในดวงจิต

O กาแฟรสหอมกรุ่น .. ยังอุ่นอยู่
ชั่วเลศชู้เผยให้ .. ความไหวหวั่น-
เผลอโชนแวววาบสู่ ให้รู้กัน-
ว่า - ความสั่นในอก .. เกินยกพ้น


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.197.33 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:10:35:19 น.  

 
มินตรา ..

ความน่ารักของสตรีมักไร้ขีดจำกัดในสายตาชาย (แท้ๆ-55) อยู่ที่ "จริต" ที่สอดรับกันได้อย่างไม่รู้ตัวล่วงหน้า .. และหากเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็ .. สุรโลกชะลอลงก็คงใช่ ..

ผู้หญิงหลายคนปรุงแต่งจริตอย่างไรก็ไม่"กระทบตากระทบใจ" หากว่านั่นไม่ต้องกับจริตของชายผู้ที่กำลังมองอยู่

ขณะที่อีกหลายคน ทำอะไรก็ น่ารักน่าเอ็นดู ไปหมด

ชายจำนวนมากกว่าครึ่ง ชอบที่จะสัมผัสกับความอ่อนหวานอ่อนโยน ของวัยสาวมากกว่าความห้าวหาญปานจะออกทัพจับศึก - 55

และความ อ่อนหวาน อ่อนโยน นั้นต้อง อุบัติขึ้นจากภายใน .. มิใช่สวมใส่ครอบลงจากภายนอก (หรือการแสร้งปรุงแต่งขึ้นมา) .. ผู้ชายอาจจะโง่ไปบ้างในช่วงแรก แต่ ในที่สุดก็จะแยกแยะได้เองว่า เป็นเรื่อง ภายใน หรือ เป็นเรื่อง ภายนอก

บริบทที่เขียนนี้ .. เกิดขึ้นบ่อยในสมัยอยู่ในสังคมเมืองหลวง .. มันเป็นเหมือนนิมิตกรรมแห่งจิตวิญญาณ


โดย: สดายุ... วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:11:01:14 น.  

 

สดายุ..
"บริบทที่เขียนนี้ .. เกิดขึ้นบ่อยในสมัยอยู่ในสังคมเมืองหลวง ..มันเป็นเหมือนนิมิตกรรมแห่งจิตวิญญาณ"

"นิมิตกรรมแห่งจิตวิญญาณ" นี่มินตรามิทราบว่า หมายถึงอะไร..แปลว่าอย่างไร..
แต่"เกิดขึ้นบ่อยในสมัยอยู่ในสังคมเมืองหลวง " ทำให้นึกถึงพราน ไล่ล่าเนื้อ ซึ่งเป็นสัญชาตญาน ส่วนหนึ่งของมนุษย์...

ในการศึกษาของวัฒนธรรมตะวันตกคือในยุโรปนั้น..มีวิขาหนึ่งเรียกว่า RHETORIC ซึ่งหมายถึงการฝึกใน"การใช้คำ"ทั้งในภาษาเขียนและ ภาษาพูด..เพื่อใส่เหตุผลลงไปชักชวนให้ผู้ฟังคล้อยตามคิดตามในสิ่งที่ ตนเองคิด..ซึ่งทำกันมาตั้งแต่สมัย อริสโทเทิล ..ผู้ที่"ต้องฝึก"วิชาเหล่านี้คือ อาชีพเช่น ทนายความ..นักการฑูต..นักกฎหมาย..
แต่คำนี้ ภาษาไทยแปลว่า...
rhetoric (เรท'เทอริค)
n. ศิลปะการใช้ถ้อยคำ, วาทศิลป์, เชิงสำนวน, ศิลปะในการพูดชักจูงใจคน,
เชิงคุยโว, เชิงโวหาร

Synonym: expressiveness, bombast
ซึ่งมิใช่..ในการใช้งานในชีวิตจริง..มิใช่คุยโว

จึงเพิ่งจะเข้าใจว่า ทำไม คนไทยจึงคิดว่า" การถกเถียงเรื่องใดให้จบข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายยอมจำนน "นั้น..จึงเป็น "ปานจะออกทัพจับศึก "
แล้วมนุษย์ผู้ชายก็จะมีวาจาก้าวร้าว ดูหมิ่นดูถูกสตรีว่า สตรีเช่นนี้ ฉันไม่เลือกมาเป็น"คู่ควร."..
นี่มิใช่ วิถีทางหนึ่งในการ ลดสิทธิสตรีรึ..
แล้วจะเรียกร้องประชาธิปไตยไปทำไม ในเมื่อตนเองยังไม่ให้สิทธิแก่ผู้อื่น...ฮึ..ฮึ..






โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.197.33 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:16:11:22 น.  

 
มินตรา

ท่าทางจะไม่เข้าใจที่เขียนเอาไว้ .. เลย !

ที่พูดนั่นย่อมมิใช่การลดสิทธิสตรีอะไรทั้งสิ้น .. และไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น ..

เหมือนกับการบอกว่า .. ชอบดอกกุหลาบเหลือง .. ชอบทะเลมากกว่าภูเขา .. ชอบทานส้มมากกว่ามะละกอ .. มันเป็นเรื่องของอะไร ?

เพราะว่า .. ใครอยากเป็นเยี่ยงไร .. เขาก็เป็นเยี่ยงนั้นได้โดยชอบ .. เพราะเป็นเรื่องของจริตแห่งตัวตนที่เราไม่อาจปฏิเสธ ..

แต่ความชอบ หรือ ไม่ เป็นสิทธิ์โดยชอบของเราที่เป็นบุคคลที่สองที่เห็นอยู่เช่นกัน .. จริงไหม ? (แม้จะไม่รู้จักไม่เคยพูดคุยเลยก็ตาม .. แต่เราก็บอกได้ว่า แบบนั้นชอบ แบบนั้นไม่ชอบ - จริงไหม)

มีใครห้ามความชอบหรือไม่ชอบต่อจริตหนึ่งๆที่เห็นเบื้องหน้าได้ ? ไม่ว่าหญิงหรือชาย

เราไม่ได้กำลังพูดกันถึง ความถูกต้อง หรือ ความไม่ถูกต้อง .. แต่เรากำลังพูดถึงเรื่อง ความสอดคล้องต้องกันของจริตของคนสองคน

หญิง แบบไหนที่ชายคนหนึ่งชอบ
หรือ ชายแบบไหน ที่หญิงคนหนึ่งชอบ

มันเป็นเรื่องของอะไร ? .. สิทธิเสมอภาคทางเพศ ?
หรือเรื่องรสนิยมอันเป็นปัจเจกภาวะ ?

ทำไมถึงได้อ่อนไหว กับเรื่องสิทธิสตรีนี้มากมาย .. ในสังคมตะวันตกอย่างเยอรมันที่ให้เกียรติสตรีมากอยู่แล้วเป็นปกติ ?

ถ้าชายคนหนึ่งบอกว่า ชอบอาหารรสเผ็ด ..
แปลว่าเขาเหยียดสิทธิของอาหารรสหวาน หรืออย่างไร ?



โดย: สดายุ... วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:17:12:42 น.  

 

ดายุ..

คิดว่าเข้าใจนะ...
แต่ที่ต้องรีบออกตัว..เพราะ ทั้งแม่และทั้งคุณครู พูดไว้ตั้งแต่เด็กจนโต..ว่า ดื้อนะ ใครพูดอะไรไม่เชื่อฟังนะเลยต้องรีบใช้ทฤษฎีเข้าปกป้องตนเองไว้ก่อน..
ยังไงก็ยังโยนความผิดพลาดประการใดใดอันจะเกิดขึ้นได้ กลับไปให้ เจ้าของทฤษฎีได้..

ประกอบกับ"การใช้คำ"(rhetoric) มิว่าจะเป็นร้อยแก้ว หรือที่สูงขึ้นไปอีก ร้อยกรอง เช่นโคลง หรือ ฉันท์..แสดงถึงวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ทั้งทางความคิดและปัญญา..ซึ่งมินตราชื่นชอบนัก...
เคยจะไปสมัครเป็นแฟน อังคารเพราะอ่าน"เสียเจ้า" และเคยจะไปขอเป็นแฟนจักรพันธ์ เพราะท่านวาดสาวไทยซะหมดจรดงดงาม...ดีที่เพื่อนเพื่อนเตือนไว้ว่า อาจารย์จักรพันธ์จะเลิกวาดรูปทันทีหากเห็นมินตรา...



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.197.33 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:17:49:26 น.  

 

ดายุ...

เคยคิดจะเลิกเขียนฉันท์ทันที ที่มินตรา ชื่นชมรึเปล่านี่..ฮึ


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.197.33 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:17:54:17 น.  

 
มินตรา..

โคลงเป็นของทางล้านช้างล้านนาคือพวกลาว .. เรียบๆเนิบๆ เน้นเสียงต่ำสูงแบบลักษณาการทางภาษาของคนพื้นถิ่นแถวนี้ ..

ขณะที่ฉันท์เป็นของแขก .. มีการเล่นจังหวะจะโคน .. พัวพันมากับตำหรับตำราทางศาสนาซึ่งเป็นของสูง .. ภาษาที่จดจารในฉันท์ที่เป็นภาษาเดียวกับภาษาทางศาสนา จึงถูกมองเป็นของสูงไปด้วย .. แต่กลับกลายเป็นข้อด้อยไปในยุคปัจจุบัน เพราะคนอ่านไม่รู้เรื่องก็เลยไม่อ่านไม่สนใจ ..

การเขียนร้อยกรองทั้งสองชนิดนี้ให้ดีจึงต้องตั้งใจมากกว่าปกติ ..

ยิ่งการประยุกต์ใส่สัมผัสสระแบบกลอนและสัมผัสอักษรแบบโคลงเข้าไปในฉันท์ .. มันจะยากขึ้นไปอีก .. แต่หากทำได้ ก็จะเป็นความภาคภูมิใจไปนับนาน .. 55

ส่วนการสื่อเรื่องราว .. อย่างไรก็สู้กลอนแปดไม่ได้ .. โดยเฉพาะแนวโรแมนติกหนุ่มสาว .. กลอนแปดนั้นไร้เทียมทาน

.
.

ส่วนคำนั้น .. "นิมิตกรรมแห่งจิตวิญญาณ"

นิมิต ๑ ก. นิรมิต, สร้าง, แปลง, ทํา. (ป. นิมฺมิต; ส. นิรฺมิต).
นิมิต ๒ น. เครื่องหมาย, ลาง, เหตุ, เค้ามูล; (แบบ) อวัยวะสืบพันธุ์. (ป., ส. นิมิตฺต)

แปลว่า .. เป็นการสร้างเรื่องราวขึ้นมาของจิตภายใต้ภาวะการรับรู้ทางตาที่ถูก activate โดย จักขุวิญญาณ

แปลต่อได้ว่า .. เมื่อตากระทบกับรูปหน้าอันสวยงามต้องกับจริตส่วนตน (ประมาณรูปหน้าในรูปประกอบกลอน - ใหม่ ดาวิกา .. สวยเหลือเกินแม่เจ้าประคุณเอ๋ย .. ) แล้ว .. เกิดอารมณ์รับรู้รูป เกิดความพอใจ (ดูสิ .. ดวงตาคมกริบบาดใจ จมูกโด่งเป็นสันเขา ปากเจ่อๆอิ่มๆ แก้มเนียนๆ .. เฮ้อ ) เกิดความยึดมั่นในรูปนั้น แล้วนั่งเสพรับความรื่นรมย์ใจกับรูปตรงหน้า แล้วเกิดเป็นอารมณ์ที่หลงรักรูป .. แล้วรู้สึกใจหายเมื่อต้องจำพรากรูปนั้นไป คือทุกข์ คิดถึง ละห้อยหา คร่ำครวญ .. ครบ

ความทุกข์เยี่ยงที่พรรณนามานั้น เกิดขึ้นบ่อยแถวๆ สยามสแควร์ .. แต่ตามบ้านนอกเยี่ยงลำปางยังไม่เคยเกิดแม้สักครั้ง ... 55

หวังว่า คงอธิบายความได้แจ่มแจ้งควรแก่เหตุแล้ว

เอวังก็มีด้วยประการะฉะนี้


โดย: สดายุ... วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:19:16:45 น.  

 

สดายุ..

ฉันท์เป็นของแขก.
".. แต่กลับกลายเป็นข้อด้อยไปในยุคปัจจุบัน เพราะคนอ่านไม่รู้เรื่องก็เลยไม่อ่านไม่สนใจ" ก็มีไว้ให้ ชนที่มี"ความรู้"มิใช่รึ.
"ส่วนการสื่อเรื่องราว .. อย่างไรก็สู้กลอนแปดไม่ได้ .. โดยเฉพาะแนวโรแมนติกหนุ่มสาว .. กลอนแปดนั้นไร้เทียมทาน ."..ดาษดื่นไป..ง่ายเกินไป..

"ยิ่งการประยุกต์ใส่สัมผัสสระแบบกลอนและสัมผัสอักษรแบบโคลงเข้าไปในฉันท์ .. มันจะยากขึ้นไปอีก .. แต่หากทำได้ ก็จะเป็นความภาคภูมิใจไปนับนาน ."...คนอ่านก็ภูมิใจที่ยังมีโอกาสได้อ่าน อะไรที่"ต้องใช้ฝีมือ" มาให้อ่าน..นะ.



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.197.33 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา:22:22:41 น.  

 
มินตรา ..

เหมันตดิเรกฉันท์ ๑๕
O โดยเหตุ .. เพราะเนตระผสาน
ภพะคราญก็เคล้าระคน
แจ้งนัย .. หทัยก็อนุสน-
ธิกระวนกระวายเพราะหวัง

O นวลปรางสะอางลุหิตะเรื่อ
กระแหนะเนื้อประนอมประนัง
สมเสพ .. วิเลปนะพลัง-
ก็ประดังอุราระรัว

..

ลองฉันท์แบบสะบัดสะบิ้งดูบ้าง


โดย: สดายุ... วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:8:31:16 น.  

 

ดายุ...

"เหมันตดิเรกฉันท์ ๑๕" นี่เป็นงานประดิษฐ์ เอง ใช่ไหม..เก่ง..ตื่นขึ้นมาเห็น..ชื่นตาชื่นใจนัก..
ความสามารถระดับนี้ น่าจะส่งเสริมให้มีงานฉันท์เพิ่มมากขึ้นอีก..มินตรารู้จักแต่"นายชิต"..

ทราบไหมว่า ในยุโรปก็มีการประดิษฐ์คำลักษณะฉันท์นี่แหละเป็นบทสวด บทสรรเสริญ..เนื่องในวันแต่งงาน วันมงคล..วันรับขวัญ..แต่มักจะเป็นตระกูลเก่าเก่า
คิดว่ามิใช่เรื่องความรู้หรือเรื่องเงินแต่เพียงอย่างเดียว คงเป็นวัฒนธรรมที่ในสังคมต้องรักษาไว้..ท่านบิชอบคงไม่ยอมให้ ใครก็ได้ มาแต่งบทสวด ตามแต่ใจตน..
แปลกนะ ในสังคมอารยะนี่..ความเหมือน จะเป็นไปทั่วโลก ดุจว่าจะมีแหล่งที่มาเดียวกัน เช่นในศาสนา..
ขึ้นบทใหม่ ด้วยฉันท์นี้ซิ..แล้วก็คงต้องเย้วเย้วแบบ เอลิซ่า ที่ขอให้"ลุงบีโธเฟ่น"แต่งเพลงให้หนูสักเพลงซิ..ให้มินตรานะ (ไม่มีใครเค้าอ่านหรอกนอกจากมินตรา..เฮอะ..เฮอะ..) ลุงสดายุ.."ฉันท์ตามสั่ง"



โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.193.161 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:12:45:29 น.  

 


ถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน

ประโยคที่ว่า "ให้มินตรานะ (ไม่มีใครเค้าอ่านหรอกนอกจากมินตรา..เฮอะ..เฮอะ..) ลุงสดายุ.."ฉันท์ตามสั่ง" นั้น..มิใช่เป็นการสบประมาท ท่านผู้อ่านท่านใดเลย...
แต่เป็น"นิสัยเสีย" ที่ติดตนของมินตรา (แม่ว่า) คือ จะเอาอะไร ก็ต้อง"ขู่ฟอดฟอดไว้ก่อน..จะพูดจะจาให้ดีดี ก็ไม่เป็น.." น่ะค่ะ

จึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ลงชื่อ บุษบามินตรา


โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.193.161 วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:12:55:18 น.  

 
มินตรา..

ผมไม่ได้ประดิษฐ์เอง เป็นฉันท์ที่ คมทวน คันธนูประดิษฐ์ หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนัก

อินทวงศ์ฉันท์ 12

ราชาประชุมดำ-
ริหะโดยประการะดัง
ดำรัสตระบัดยัง
วจนัตถ์ปวัตติพลัน

ให้ราชภัฏโป
ริสะไปขมีขมัน
หาพราหมณ์ทุพลอัน
บุระเนระเทศะมา

— สามัคคีเภทคำฉันท์, ชิต บุรทัต

เป็นการเอาวรรคคี่ ของวสันตดิลกฉันท์ มาผสมกับวรรคคู่ของอินทวงศ์ฉันท์ เท่านั้นเอง

การลงท้ายวรรคคู่ด้วยคำคู่ควบแบบนี้เราเรียก ... สะบัดสะบิ้ง

กระวนกระวาย
ตระกลตระการ
ขมักเขม้น
เฉลิมฉลอง
ประดับประดา
กระบิดกระบวน
ขมุกขมัว
ระหกระเหิน
ตุหรัดตุเหร่
กระเหี้ยนกระหือ
ตะกุกตะกัก
ขยุกขยิก
ขยักขย่อน

ฯลฯ

หากใช้คำพวกนี้ได้ ทั้งหมด ถึงจะมีฝีมือจริง เพราะต้องให้ความหมายได้ด้วย .. มิใช่จะทำได้โดยง่าย ..

แต่อารมณ์คนเขียนนี่ต้อง มีก่อนเป็นอันดับแรก .. 555

เดี๋ยวขอดูละคอนที่ สาวสวยข้างบนแสดงก่อน แล้วเดี๋ยวกลอนลื่นไหล ..


โดย: สดายุ... วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:13:54:46 น.  

 

ว่าด้วยเรื่องมานุษยวิทยา

มินตราลองพิจารณารูปใบหน้าด้านข้างให้ดีว่า ..
เมื่อ คอเคซอยด์ผสมกับมองโกลอยด์แล้ว .. จะค่อนข้างลงตัวกว่าของเดิมมากนัก .. คือไม่แป้นแร้นแบบเอเชีย และไม่ถึงกับเป็นเส้นเป็นสันแหลมมากแบบยุโรป ..

เด็กลูกครึ่งในเอเชียจึงเหมือนจับจองพื้นที่ในแวดวงบันเทิงไว้เกือบหมดสิ้น .. เพราะความลงตัวของ Figure รูปหน้า ตามพิมพ์นิยมคือ

- ตากลมโตมีเปลือกตาสองชั้นชัดเจน
- จมูกโด่งเป็นสัน
- ริมฝีปากบนล้ำริมฝีปากล่าง
- แก้มมีโหนก แต่มีเนื้อแบบเอเชีย
- ผิวค่อนข้างขาว
- ร่างกายเพรียว สูง มีอก มีเอว มีก้น

นี่คือพิมพ์นิยม
และจะนิยมไปอีกนับนาน ..

ดูรอบตัวมินตราสิ .. ออกไปทางโด่งแหลม มากไปหน่อยจริงไหม ?





โดย: สดายุ... วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:14:12:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.