Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
10 มกราคม 2556
 
All Blogs
 
O ห้วงอาวรณ์ .. O









Song From A Secret Garden


O ดูเถิด .. รูปเรียวร่างคิ้วคางแก้ม-
ซับเลือดแต้ม, เนตรชม้อยก็คอยเหลียว-
เวียนสบเลศนัยชาย .. ที่คลายเกลียว-
เข้ารัดเหนี่ยวโอบขวัญ .. ลอบพันธนา
O ลมเช้าโชยแผ่วมา .. ล้อมอารมณ์
เมื่อเนตรคมเหลือบชม้อย .. เหมือนคอยท่า
สบ .. ขัดเขิน .. ยิ่งแล้ว .. ในแววตา
รมยา .. ก็วาบ-วกในอกชาย
O นัยน์ตาซึ้งโศกหวาน .. นั้นซ่านแวว-
ความผ่องแผ้วอ่อนโยนออกโชนฉาย
มีรูปคราญบริสุทธิ์เป็นจุดปลาย-
การทอดสายตาล้อม .. ไม่ยอมเบือน
O เอนไหวเรียวกิ่งก้าน .. ดอกมาลย์สี-
ลมวาดวีโลมเลียบก็เปรียบเหมือน-
เลศในแววตาวาม .. นั้นตามเตือน-
จนสุดเคลื่อนคล้อยผ่าน .. หอมหวานนั้น
O เมื่อมีรูป .. มีใจ .. หวั่นไหวรูป
เช่นลมวูบวาบผ่าน .. ช่อมาลย์ .. สั่น
งามเจ้าเอยโลมไล้ .. ดั่งไฟควัน-
แต่จะรุมล้อมขวัญ .. ตราบวันวาย
O งามปีกผีเสื้อบิน .. กลางถิ่นทุ่ง
ขณะรุ้งทินกรเริ่มชอนฉาย
ลม-ร่ำกลิ่นหอมนักมาทักทาย
ความเอียงอายก็อบร่ำในคำนึง
O งามปีกผีเสื้อลายบินว่าย-วน
เมื่อใจคนต้องพิษ .. ความคิดถึง
แววแห่งความวุ่นว้า .. คล้ายตราตรึง-
บนใจซึ้งทราบชู้ .. เช้าตรู่นั้น
O โอภาสแดดอบอุ่น .. ล้อมฝุ่นดิน
ใจผู้ดิ้นรนอยู่ .. ฤๅ-รู้หวั่น-
กับการไขว่คว้าครอง .. ที่พ้องกัน-
แต่เมื่อแววตานั้น .. คล้าย .. สั่นสะทก
O งดงามความนัยชู้ .. ในตรู่สาง-
ก็พรายพร่างโลมไล้อยู่ในอก
หวานเอย .. สุดขับข่ม .. เมื่อลมวก-
พาหวานปกคลุมครองทุกห้องใจ
O ปีกผีเสื้อโบยบิน .. ล้อมกลิ่นหวาน
เมื่อแรกกาลเบิกบทความสดใส
เรณูเสียดช่อช้อย, รูปรอยใคร-
ก็เสียดรูปขับไข .. ค้างนัยน์ตา
O ลืมได้ฤๅ-แววชม้อยชม้ายสู่
แฝงเลศนัยซ่อนอยู่ .. ให้รู้ว่า-
ความรู้สึกอ่อนหวาน .. ส่งผ่านมา-
ให้ตอบรับคุณค่า .. และท่าที
O คืนอบอุ่นอ่อนหวาน .. ที่หวานกว่า-
หวานถ้วนทั้งบรรดา .. รูปราศี
พร้องลำดับภพชาติ .. ขึ้นวาดวี-
เยื่อใยดีสั่นพลิ้ว .. กลางริ้วลม
O เหมือนรูปรอยคุณค่า .. ค่อยตราตรึง-
ความซาบซึ้งแรงชู้ .. ลงสู่สม
พาอกใจละห้อยหาเฝ้าปรารมภ์-
แววเนตรคมเหลือบชม้อย .. เฝ้าคอยรอ
O ริ้วลมร่ำโชยแล้วเพียงแผ่วค่อย
เมื่อจริตอ่อนน้อยเหมือนคอยล่อ-
ให้สายตาใฝ่เฝ้าพะเน้าพะนอ
ยั่ว .. หยอกล้อเสน่หา .. แต่ครานั้น
O พร้อม – แดดใส .. ฟ้าคราม .. แห่งยามสาย
คือ – เอียงอาย .. วุ่นว้า .. แววตาหวั่น
ชม้อยชม้ายเหลือบสบ .. แล้วหลบพลัน-
ก่อนทรวงนั่นสั่นสะท้อน .. เกินผ่อนเพลา
O พร้อม - แดดใสฟ้าครามแห่งยามสาย
คือ – ความหมายทอดทับความอับเฉา
รื่นเย็นสายลมลูบ .. เมื่อรูปเงา-
แห่งยามเช้าทอดร่างลงกลางทรวง
O และแล้วก็มองเห็นความเป็นไป-
ของอกที่โหยไห้ .. อาลัย-หวง
แววอาวรณ์โลมไล้อยู่ในดวง-
ตาที่ห่วงใยอยู่แต่ผู้เดียว
O สายหยุดเจ้าหยุดกลิ่นแต่สิ้นสาย
เมื่อตาชายคอยแต่ชะแง้ - เหลียว
บนฟ้า .. นกร่อนคว้าง .. เมื่อร่างเรียว-
เจ้ากอดเกี่ยวสายตา .. ล้ออารมณ์
O โบกบินปีกนกกางร่อนกลางหาว
เมื่อเนตรวาววามชู้ .. เกินรู้ข่ม
โลมลูบแดดอุ่นอาย .. ด้วยสายลม
กลิ่นชื่นฉมกุสุมาลย์ .. ก็หว่านล้อม
O อบอุ่นแดดยามสายโชนฉายสู่
เมื่อลมชู้พลิ้วผ่านทุกย่านหย่อม
โดยแววตาผ่านนัย .. โดยใจยอม-
ร่วมหล่อหลอมนัยชู้ .. ร่วมดูแล
O ดูเถิด .. รูปเรียวร่าง .. คิ้วคาง .. แกม-
ริ้วเลือดแต้มสองปราง .. ดุจร่างแห-
เหวียงลงครอบคลุมใจ .. เกินไหว-แปร-
เปลี่ยน-แกะแก้, ผูกพันจนมั่นคง
O โอ .. แววนั่นที่เห็น .. ล้วนเป็นจริง
คอย - วนวิ่งในตา .. เพื่อ -พาหลง-
สู่เงื่อนบ่วงเจ้าวาง .. รอ-ย่างลง-
ให้เรียวร่างเอวองค์ .. ได้แอบอิง !
O นัยน์ตาซึ้งโศกหวาน .. สบ .. ซ่านแวว-
ความผ่องแผ้วอ่อนไหวของใจหญิง
เจ้าเอยคำออดอ้อน .. ร่างผ่อนพิง-
คงยากนิ่งงันอยู่ .. แม้-ครู่เดียว !





Create Date : 10 มกราคม 2556
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 11:19:03 น. 12 comments
Counter : 1827 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ
เมื่อก่อนวลีก็เป็นค่ะเขียนเร็วผิดเยอะแยะไปหมด ได้ครูหลายๆท่านทีเดียวช่วยติติง จึงระวังมากขึ้นยิ่งเขียนยิ่งใช้เวลานานขึ้น ผิดกับที่คาดหวังเอาไว้ว่าจะเขียนได้เร็วขึ้น จนบางครั้งเขียนไม่ออก ต่อกลอนไม่ได้เลย

วลีตั้งใจจะเขียนกลอนให้ได้ดีก่อน แล้วจะทยอยเขียนฉันท์ เขียนโคลง เพิ่ม แต่เวลาจำกัดสมาธิไม่ค่อยมีเลยเขียนไม่ค่อยออกต้องสมองโปร่งจริงๆ ยิ่งตอนนี้บทนี้คงลากยาวเลยยังไม่อยากให้จบค่ะ เพราะอาจหยุดเขียนอีกยาว หรือเลิกเขียนไปเลยไม่แน่ใจแล้วแต่สถานะการณ์ที่กำลังทำให้ชีวิตต้องปรับเปลี่ยน

วลีปลื้มกับคำชมของคุณสดายุค่ะเพราะ ทราบว่าคุณสดายุไม่ทำอะไรแบบฝืนๆ ขอบคุณนะคะ

ความคิดเห็นส่วนตัว ของคุณสดายุ วลีแอบนำมาปฏิบัติค่ะ ห้ามหวง อิๆ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 10 มกราคม 2556 เวลา:22:27:40 น.  

 
.

สวัสดีครับคุณวลี

กลอน โคลง ฉันท์ ล้วนใช้ภาษาเดียวกันครับ .. ต่างกันแค่ข้อกำหนดบางประการ .. ในความเห็นของผมแล้ว-เราสามารถเขียนพร้อมกันไปได้ตามแต่ใจต้องการ ..

วิธีการที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ คือ การอ่านงานของยอดกวีในอดีต เข้าตำรา "จับโจรให้จับหัวหน้า" อย่าไปเสียเวลากับระดับหางแถว .. เป็นต้นว่า ..

ฉันท์ .. อ่าน อิลราชคำฉันท์ สามัคคีเภทคำฉันท์ อันเป็นฉันท์ที่เขียนขึ้นในยุค ร.6 ก่อนเพราะเคร่งครัดฉันทลักษณ์มากกว่า .. แล้วค่อยขยับไปอ่านงานยุคกรุงศรีอยุธยา เช่น เสือโคคำฉันท์ อนิรุทธคำฉันท์

โคลง ก็เช่นเดียวกัน .. อ่านที่เขายกย่องว่าเป็นเลิศกันเสียก่อน ที่หากเป็นโคลงสี่สุภาพ ก็เช่น ..
ลิลิตพระลอ .. วรรณกรรมยุคกรุงศรีอยุธยา
ลิลิตเตลงพ่าย .. วรรณกรรมยุคกลางรัตนโกสินทร์
นิราศนรินทร์ .. วรรณกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์

หรือหากเป็นโคลงดั้น ก็เอายุคอยุธยาเลย เช่น
โคลงกำสรวลสมุทร หรืออีกชื่อ กำสรวลศรีปราชญ์
โคลงทวาทศมาส
โคลงยวนพ่าย

ส่วนกลอนแปด .. กวียุคใหม่ก็ ..
เนาวรัตน์ .. ยุคแรกๆ ยุคกลาง - คำหยาด เพียงความเคลื่อนไหว - ยุคหลังๆผมไม่อ่าน 55

คมทวน คันธนู .. คนนี้รู้รอบเรื่องเสียงทำนองเสนาะ จึงบอกว่า กาพย์ กับฉันท์ ท้ายวรรค 2 ควรใช้เสียงสามัญ ไม่ใช่เสียงจัตวาแบบกลอนแปด - คนนี้รู้จริงในระดับสร้างฉันทลักษณ์ใหม่ๆ ออกมาให้เห็นจึงควรศึกษา

วรภ วรภา .. ชุดที่ได้ ซีไรต์
หมี่เป็ด-มนตรี ศรียงค์ .. ชุดที่ได้ ซีไรต์

ยุคเก่า ..
สำหรับผู้ชอบสัมผัสสระในวรรค ก็อ่านงานสุนทรภู่ .. เป็นต้นว่า .. นิราศภูเขาทอง ..
หากชอบสัมผัสอักษรก็หาอ่านงานเจ้าฟ้ากุ้ง พวกเพลงยาวต่างๆ


กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง .. งานเขียนของนายผี อัสนี พลจันทร์ นั้นไร้เทียมทาน ในงาน "ชะนะแล้วแม่จ๋า - เรื่องนี้ขึ้นภาคแรกด้วยสัททุลวิกกีฬิตฉันท์ 19 ยาวเหยียด" .. และ "ความเปลี่ยนแปลง"

เป็นกาพย์ลีลาฉันท์ - ยานี 11 กับ อินทรวิเชียร 11 คืออันเดียวกันนั่นเอง ทั้งลีลาและเสียงท้ายวรรค .. บทข้างล่างจาก"สายธารกาลเวลา-ภาค5" ก็ได้รับอิทธิพลจากนายผีครับ ..

๕๔๓. เศร้าเสียงพญาโศก - - - ยามกล่อมโลกย่อมบีบใจ
เรื่องหลังก็หลั่งไหล - - - ละภาพไหวภาพใคร-จำ

๕๔๔. หมื่นพันจำนรรจ์เปรียบ - - - ฤๅอาจเทียบที่เคยทำ
หยอกหัวเย้ายั่วคำ - - - จักย้อนย้ำซ้ำซ้ำหน

๕๔๕. โดยภาพทุกภาพนั้น - - - ย่อมบีบคั้นหัวใจคน
ละภาพละภาพพ้น - - - ย่อมมืดมนในหนทาง

๕๔๖. แท้เทียวคือทอดทิ้ง - - - ทำใจหญิงแทบวายวาง
แท้เทียวคือทิ้งขว้าง - - - ให้อ้างว้างอยู่เอกา

๕๔๗. ท่ามเสียงพญาโศก - - - ย่อมชุ่มโชกด้วยน้ำตา
เสียงโศกย่อมโศกสา- - - - หัสะว่าจะพร่าเผา

๕๔๘. นกร้องคนพร้องพร่ำ - - - ด้วยชอกช้ำกระหน่ำเอา
ลมลูบเหมือนรูปเงา - - - คอยหยอกเย้ารุมเร้าทรวง

ในลักษณะเรื่องราวที่ต้องการเดินเรื่องเร็ว .. มีการซ้ำคำเพื่อย้ำคิดย้ำอ่าน นั้น กาพย์ยานี 11 ทำได้ดีกว่าอย่างอื่นครับ




โดย: สดายุ... วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:8:30:34 น.  

 
ขอบคุณคุณสดายุมากมายเลยนะคะ ที่แนะนำสิ่งดีๆ วรรณกรรมดีๆ ที่ควรศึกษา วลีได้อ่านวรรณกรรมไทยก็แค่ช่วงที่เรียนมัธยม เท่าที่ตำราเรียนมี หลังจากนั้นก็ไม่ได้หา หรือ ค้นคว้าเพิ่มเติมอีกเลย ตั้งหน้าตั้งตาเขียนด้วยใจรักเป็นที่ตั้ง คำศัพท์ที่ใช้จึงซ้ำๆ แคบๆ

ไม่สงสัยเลยค่ะ ว่าทำไมฝีมือคุณสดายุจึงไร้เทียมทานได้ขนาดนี้

บทกาพย์ที่ยกมาเศร้ามากเลยนะคะ โดยเฉพาะบทนี้

๕๔๖. แท้เทียวคือทอดทิ้ง - - - ทำใจหญิงแทบวายวาง
แท้เทียวคือทิ้งขว้าง - - - ให้อ้างว้างอยู่เอกา

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

ปล. ต้องใช้ IE เลยไม่ได้ล็อกอิน เบลาเซอร์อื่นมองไม่เห็นภาพพื้นหลัง และทำให้มองไม่เห็นตัวอักษรที่เป็นสีขาวด้วยค่ะ


โดย: วลีลักษณา IP: 115.67.100.155 วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:9:27:25 น.  

 
เขียนเก่งจังค่ะ


โดย: Pikake วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:15:58:51 น.  

 

ครับ .. ผมเข้าใจดีว่า พันทิป ออกแบบเวปมารองรับเฉพาะ IE คนที่ใช้อย่างอื่นจึงมีปัญหาเรื่องภาพพื้นหลังและตัวอักษร ..

จึงลองเปลี่ยนมาใช้อักษรดำดู .. น่าจะดีกับทุก เบราเซอร์ .. อีกทั้งไม่ต้องคอยเปลี่ยนสีตัวอักษรให้เห็นชัดเมื่อเปลี่ยนพื้นหลัง ..

เรื่องกลอน คุณวลี คงชอบคล้ายๆผมคือ ความเนียนของรูปประโยคที่อ่านแล้วไม่ควรเหมือนกลอน .. แต่ควรเหมือนร้อยแก้วที่มีสัมผัส .. คือ ประโยค สำนวน ไม่ฝืนหูคนอ่าน หรือ เอาคำมาเที่ยวกลับหน้ากลับหลังเร่หาสัมผัส ซึ่งพบเห็นได้มากมายทั่วไป .. อิๆ

คำควบคู่ เป็นคำที่หากกลับหน้ากลับหลังแล้วจะขัดหูมากมาย .. เช่น

เยื่อใย .. หากไปเขียนเป็น .. ใยเยื่อ .. อ่านแล้วจะพิลึกกึกกือชวนหัวสำหรับคนอ่าน ..
เช่นเดียวกับ ..
กลับกลอก .. กลอกกลับ
อ้อยอิ่ง .. อิ่งอ้อย
เหน็ดเหนื่อย .. เหนื่อยเหน็ด
รุนแรง .. แรงรุน
ห่วงหา .. หาห่วง
ขัดเขิน .. เขินขัด
หลับใหล .. ใหลหลับ
หักโค่น .. โค่นหัก
ฯลฯ


ในขณะที่หลายคำทำได้ ไม่มีปัญหา
หนาวเหน็บ .. เหน็บหนาว
ร้อนผ่าว .. ผ่าวร้อน
อิงแอบ .. แอบอิง
ไออุ่น .. อุ่นไอ
แหนหวง .. หวงแหน
วายวาง .. วางวาย
หลั่งไหล .. ไหลหลั่ง
เกรี้ยวกราด .. กราดเกรี้ยว
กรากเชี่ยว .. เชี่ยวกราก
ชิดใกล้ .. ใกล้ชิด
ไกลห่าง .. ห่างไกล
ฯลฯ

คำพวกกลับหน้ากลับหลังนี้ แม้ชั้นกวีดังๆ .. ก็เคยเห็นปล่อยไก่ออกมานะครับ .. และเป็นเรื่องที่พบเจอมากที่สุดสำหรับเด็กเริ่มหัดเขียนกลอน .. ที่เราเรียกว่า "ดันทุรังเขียน" อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 11 มกราคม 2556 เวลา:16:31:23 น.  

 

สวัสดีค่ะ...

เพิ่งว่างค่ะ...

คุณย่ากลับวันอาทิตย์นี้ ท่านห่วงบ้านทั้งๆที่มีต่อคอยดูแลให้ ท่านก็ห่วง เล็กอยากให้ท่านอยู่อีกนิดไม่สำเร็จค่ะ รักบ้านมากกว่าหลาน :((

แกล้งบ่นไปงั้น อิอิ

รักษาสุขภาพนะคะ


โดย: น้องเล็ก IP: 118.172.103.143 วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:7:11:59 น.  

 
มาอ่านบทกวี "ชั้นครู" ดังที่คุณวลีกล่าว

และมาศึกษาวิธีการแต่งกลอนครับ ผมมีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับร้อยกรอง ขอเก็บเกี่ยวความรู้ไปนะครับ


โดย: นิราลัย วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:7:13:46 น.  

 


น้องเล็กตัวน้อย ..

ผู้สูงวัยมักคุ้นเคยที่จะอยู่บ้านตัวเองมากกว่าที่ใดๆในโลก
อันนี้เป็นธรรมดาค่ะ .. แต่อีกไม่กี่เดือนตัวน้อยก็ไปเยี่ยมท่านได้อีกแล้ว ..

แล้วจะมีคนขับรถพาไปค่ะ .. อีกไม่นานเลย

วันนี้ลำปางหนาวมาก .. ดูแลตัวเองนะคะ






คุณนิราลัย

คำพูดนั้น .. คุณวลียกย่องเกินไปครับ
ผมก็แค่คนเขียนกลอนธรรมดา .. เพียงแต่ชอบศึกษาเรียนรู้แข่งกับตัวเองไม่ยอมหยุดเท่านั้นครับ ..

อีกทั้งโดยนิสัยที่ชอบความงดงามของสตรี ก็เลยมีเรื่องให้เอามาเขียนในสิ่งที่พบเห็นมากหน่อย ..

ยินดีที่แวะมาทักทายครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:8:13:11 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ

มาในฐานะถูกพาดพิงค่ะ

วลีพูดตามความรู้สึกจริงค่ะ งานของคุณสดายุมีคุณค่าจริง คำวิพากย์วิจารณ์ที่คุณสดายุเขียนไว้ อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความไม่สบอารมณ์ แต่หากมองข้ามความไม่สบอารมณ์นั้น แล้วนำกลับไปทบทวนผลงานของตัวเอง หาจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข พัฒนาไปเรื่อยๆ นับว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยค่ะ วลีก็ใช้วิธีนั้น

สำหรับวลี คำชมถือเป็นกำลังใจ คำติติงไม่ว่าจะเป็นงานของตัวเอง หรือ งานของคนอื่น คือสิ่งที่ควรยินดีน้อมรับ คิดอย่างนี้นะคะ อาจจะดูแปลกสักหน่อยแต่ก็คิดอย่างนี้จริงๆ

ลำปางอากาศหนาว รักษาสุขภาพนะคะ


โดย: วลีลักษณา วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:10:19:03 น.  

 
ผมเชื่อคุณวลีครับ และขอตามมาศึกษาด้วยคนนะครับ ถ้าไม่รังเกียจ เห็นข้อบกพร่องอะไรก็ช่วยติติงด้วยนะครับ คำชมไม่ต้องครับ


โดย: นิราลัย วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:16:36:27 น.  

 
สวัสดีครับ

คุณวลี ..
สงสัยว่าจะดูถ่ายทอดประชุมสภาบ่อย .. 55

ครับ .. เราคนเขียนกลอนก็ชอบจะอ่านกลอนที่ผ่านมาให้อ่าน .. หากถูกกับที่ชอบก็ชอบที่จะอ่านเรื่อยไป ..

ทั้งสองคน ผมอยากแนะนำให้อ่านกลอนของ"หมี่เป็ด-มนตรี ศรียงค์ .. ผมว่างานเขาดีมากนะ

..............................

ตรู่อันโหดร้าย

๑).ไม่เชื่อเธอลองเพ่งมองดู
ดินที่ตรู่ปาดป้ายระบายสี
ดาวสุดท้ายร่วงลงเป็นผงคลี
นกที่ขานขับมารับเช้า
และกลีบขาวของแก้วที่เกลื่อนลาน
ผ่านการร่ำรมของลมเศร้า
หอมนั้นจะหวานอยู่นานเนา
นานเท่าการก่ำของน้ำตา
ของเรา-
แสงเงาตกลงมาตรงหน้า
ขณะการถ่ายเทห้วงเวลา
แดดเปลี่ยนมุมองศากับฟ้าไกล

๒).มันเป็นความรางเลือนเหมือนเหมือนฝัน
โลกที่ฉันเพ่งมองช่างหมองไหม้
เทาทึมครึ้มตัวอยู่ทั่วไป
เต้นตูมทุ้มไหวอยู่รายล้อม
แดดเช้าจึงเหมือนแสนเลือนราง
เวิ้งว้างจึงขรมมาห่มห้อม
ฉันเหมือนเป็นคนแรกผู้แปลกปลอม
ของอ้อมอกเช้าของเช้านี้
ที่ตื่นมาดูโลกใบโศกเศร้า
แก้วเก่าเกลื่อนกล่นอยู่ป่นปี้
ความจริงอันเศร้าโศกที่โลกมี
เต็มปรี่ล้นปริ่มอยู่ริมตา
ริมริมดวงตาคู่พร่าไหว
มองไปถ้วนครบยังพบว่า
โลกมีความขัดแย้งรุนแรงมา
แตกพร่าไกวกวัดกระจัดกระจาย
ไม่เชื่อเธอลองเพ่งมองดู
ดินที่ตรู่สีแสดมาแปดป้าย
คืนฝันดื่มด่ำถูกทำลาย
ความจริงอันโหดร้ายที่ฉายมา
กระชากภาพฝันของวันคืน
พังครืนตกลงมาตรงหน้า
มิรู้รุ่งอรุณสนธยา
เหมือนว่าโลกมีมิติเดียว
ความฝันในโลกมืดถูกพืดขึง
ที่ซึ่งยับแหลกจนแตกเสี้ยว
ฉันลืมตาเวิ้งว้างมองทางเทียว
ท่ามเกรียวกรูพรมของลมเช้า
ที่ปลิดดาวสุดท้ายร่วงลงดิน
ย่ำกลิ่นช้ำแล้วของแก้วเก่า
ความขัดแย้งที่มีนั้นสีเทา
อ้างว้างว่างเปล่าและเศร้าใจ

๓).ไม่เชื่อเธอลองเพ่งมองดู
ดินที่ตรู่เริ่มร้าวเมื่อเช้าใหม่
โลกขัดแย้งนานเนิ่น-นานเกินไป
อยากหลับในความฝันนิรันดร.

M-e-e P-e-d
๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑
พิมพ์ครั้งแรกที่นิตยสาร Happening Magazine เดือนกรกฏาคม ๒๕๕๑
..........................................


ข้อสังเกตุมีว่า ..
1. หมี่เป็ด นิยมสัมผัสคร่อมท้ายวรรคเหมือนผมและคุณวลี .. และตรงนี้เป็นสัมผัสใน เราจึงสามารถใช้สัมผัสเลือนได้ตรงนี้ เพราะไม่ใช่สัมผัสบังคับ

สัมผัสเลือนคือ เสียงใกล้กัน แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว เช่น
กำ กรรม กัม ... สัมผัสกับ .. กาม
กรอม .. สัมผัสกับ .. กรม
รอน .. สัมผัสกับ .. รน
หลาย .. สัมผัสกับ .. ไหล
จุน .. สัมผัสกับ .. โจน
พวกนี้เอามาสัมผัสบังคับไม่ได้

2. กลอน 7 ผสมกลอน 8 .. เนื่องจากต้องการลดความเยิ่นเย้อ ..
ตามธรรมดากลอนแปดจะมีจังหวะอ่านคือ 3-2-3
เมื่อเขียนเป็นกลอนเจ็ดจะตัดตัวแรกออกเหลือ 2-2-3

ที่ปลิดดาว-สุดท้าย-ร่วงลงดิน - 8
ย่ำกลิ่น-ช้ำแล้ว-ของแก้วเก่า - 7
ความขัดแย้ง-ที่มี-นั้นสีเทา - 8
อ้างว้าง-ว่างเปล่า-และเศร้าใจ - 7




คุณนิราลัย
ยินดีมากครับที่แวะมาพูดคุย .. ไม่ต้องเกรงใจครับ ที่นี่ยินดีต้อนรับ ..

เพียงแต่เจ้าของบ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหนนอกบ้านนัก .. อย่าได้ถือสานะครับ ..

มีอะไรอยากพูดคุย หรือมีความเห็นก็ขอเชิญครับ ..



โดย: สดายุ... วันที่: 12 มกราคม 2556 เวลา:20:36:05 น.  

 
โอ วับวามแววหวานที่ผ่าน, ต้อง-
รอบสัญญา เกี่ยวคล้องเกินป้อง,หนี
ทุกอิริยา วาจา ทุกท่าที
รัดใจนี้ลงบ่วง..ห้วงอาวรณ์


โดย: มาย IP: 171.96.29.139 วันที่: 25 มกราคม 2556 เวลา:1:06:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.