Group Blog
 
<<
กันยายน 2558
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
4 กันยายน 2558
 
All Blogs
 
O รูปนามเอย .. O








เพลงนางครวญ
(ออเคสตร้า)



O ลมยามเย็นโชยเฉื่อยคล้ายเหนื่อยอ่อน
เมื่อความร้อนเพียบพูนค่อยสูญสลาย
ความมืดมัวหม่นดำเริ่มกล้ำกราย
เมื่อแสงปลายช่วงวัน .. ดับ-อันตรธาน
O แว่วสรรพเสียงนกค่ำ .. เริ่มร่ำร้อง
เมื่อคีตพร้องพร่ำศัพท์ขึ้นขับขาน
ลมอุสุมโลมลูบต้องรูปคราญ
เมื่อแก้วผ่านกรุ่นหอมมาล้อมรอ
O เหมือนหรีดหริ่งเรไร .. นั้น-ให้เสียง-
แทนสำเนียงพร่ำพร้องในห้องหอ
พร้อมภาพกาลโน้มแนบ .. ร่าง-แอบออ
เผยภาพขึ้นยั่วล้อ .. ให้ทรมาน
O จาก .. ไปวัดทำบุญเพื่อหนุนชาติ-
หวังป่นปราศ-โศกเศร้าคอยเผาผลาญ
ถึง .. คำข้าวคำบวง .. เมื่อช่วงวาน-
สุข-เอ่อซ่านอารมณ์ .. เกินข่มลง
O จน .. คำพระกล่อมเกล้า .. เมื่อเข้าสาย
ผ่านความหมายต่อเติมเข้าเสริมส่ง-
เรียงร้อยบทพุทธธรรมให้ธำรง-
อย่างมั่นคงแนบชิด .. กลางจิตใจ
O ตราบ .. คู้ค้อมศีรษะกราบพระเจ้า
หอมกลับเร้ารุม .. รม เกินข่มไหว
แว่วศัพท์เสียง, ความ, คำ .. พร้อมกำไล-
กรรทบให้ .. เงียบงัน .. สิ้น-อันตรธาน !
O รูปองค์พระสีทองงามผ่องใส
เมื่อหัวใจรายล้อมด้วยหอมหวาน
ธูป, เทียน, ช่อเสาวคนธ์ที่บนพาน
ก็เผยผ่านครบครัน .. ในสัญญา
O งดงามแห่งรูปเยาว์ในเช้าวัน-
เหมือนรอโอบอุ้มขวัญกลางพรรษา
แต่งรื่นรมย์โสมนัส .. ล่มศรัทธา-
ด้วยแววตาปลาบปลั่ง .. ทอ-สั่งการ
O หลัง..คำสอนความพระ .. เสียงจะแจ้ว
คือเสียงรับคำแผ่ว .. ดังแว่วหวาน
คล้าย-สะไบงามอะเคื้อ .. ห่มเนื้อคราญ-
เผยภาพผ่านทับซ้อน .. แต่ตอนนั้น
O สองมือเรียวกอบประนม .. หน้าก้มน้อม
ผมหล่นล้อมรูปหน้า .. แววตาหวั่น-
จากอุทธัจขัดเขิน .. มอง .. เมิน .. กัน
จนอกใจระทึกสั่นแต่วันเพรง
O ภาพเยื้องย่างก้าวคอย .. ชม้อยตา-
พร้อมวงหน้างามพิสุทธิ์ - ค่อยรุดเร่ง-
ขึ้นวอให้ทาสหญิง .. น้อม-กริ่งเกรง
คอนขึ้นไหล่คร่ำเคร่ง .. รุดเร่งเดิน-
O -นั้น-ยังคงติดตามจนยามนี้
ท่วงท่าที-มองสบ .. แล้วหลบ .. เขิน-
หลัง .. แววตาโหมระลอก .. เฝ้าหยอกเอิน
แรงสะเทิ้นในทรวงก็ช่วงแวว
O มาบัดนี้ .. รูปองค์ที่ตรงหน้า,
คำพูดจาอ่อนหวานที่ผ่านแว่ว-
ราวเผยรูปงามพิสุทธิ์ .. ยื้อยุดแวว-
ตา .. สบความผ่องแผ้ว .. ทุกแววตา
O ยังคงเป็นโบสถ์พระ .. วาระนั้น
จากแรกวันชาติภพ .. พานพบหน้า
ยังคงเป็นท่วงที .. เคยมีมา
งาม .. แจ่มจ้าในอกเกินยกพ้น
O ตาสบรูป .. มือเรียว-ราวเหนี่ยวหน่วง-
เอาความเงียบเหงาปวง .. พาร่วงป่น
ตาสบตา .. ในอกก็วก .. วน-
สั่นไหวอลเวงอยู่ .. ไม่รู้แล้ว
O แล้วงามก็ลุกลามขึ้นท่ามกลาง-
ความเวิ้งว้างล้อมห่มด้วยลมแผ่ว
ความหวานซึ้งอบอุ่น .. ก็หมุนแวว-
ตาผ่องแผ้วสบรู้ .. แรงชู้ชาย
.
.
O ราว .. หัตถ์ทิพจับวางลงขวางหน้า
ยั่วแววตาอ่อนโยนให้โชนฉาย-
ความอาลัยอาวรณ์เกินผ่อนคลาย
เผยรำบายสำหรับให้รับรู้
O เมื่อเผยรูปคอยล้อมไม่ยอมหลบ
ทุกตาสบตากัน .. ฤๅ-กั้นอยู่-
กับอ่อนหวานเพียบเพ็ญ .. ด้วยเอ็นดู
เฝ้าเวียนเผยความสู่ .. ถึงผู้เดียว
O เมื่อเผยรูปลักษณ์ล้ำ .. มาค้ำอก
ความหยิบยกย่อมต้อง .. ขอ-ข้องเกี่ยว
หวัง .. ถึงเนื้อเนียนผิวของนิ้วเรียว-
เอื้อมมาเหนี่ยวเด็ดใจ .. เอาไปครอง
O ด้วย-งามรูปรอยจริต .. ให้พิศเพ่ง,
แววตาเปล่งปลาบพรับให้จับจ้อง,
โลกก็เหมือนเลื่อนรับการจับจอง
หลังแววผ่องแผ้วหวาน .. วาบผ่านตา
O จีวรพระเหลืองลออ .. ปลิวล้อลม
เมื่อแววความรื่นรมย์ .. บัง .. บ่มหน้า
ทับซ้อนภาพ .. รูปคราญ .. ครั้งนานมา
ผู้คอยหาละห้อยเห็นไม่เว้นยาม
O สายลมยังโชยเฉื่อยคล้ายเหนื่อยอ่อน
เมื่อดวงตาเหลือบค้อน .. ราว-อ้อนถาม-
ว่า .. เวียนสบตาอยู่ .. ฤๅรู้ความ-
ว่า .. ตาวามวับอยู่ – คือ .. รู้แล้ว ?
O เมื่ออาวรณ์ในทรวง .. เริ่มช่วงฉาย
ก็เมื่อสายลมเร้า..อย่าง-เบาแผ่ว
ความอ่อนหวานในอก .. จึงยกแนว-
เผยผ่านแววตาสะทกสะเทิ้นนั้น-
O –ให้รับรองหวานหอมที่ล้อมอยู่
ทั้งรับรู้ .. ว่าใจที่ไหวสั่น-
จากคำบวงสืบสร้างแต่ปางบรรพ์
ครั้งร่วมขันคำข้าว .. ร่วมกล่าวคำ
O รอคอยเถิด .. อกใจผู้ใฝ่หา
พากย์พรรณนามอบสู่ .. ให้รู้สัม-
ผัส .. อารมณ์หมายปองเพื่อจองจำ-
เจ้า .. ให้คร่ำครวญหาด้วยอาลัย
O สุดหัวใจ .. ถ้อยคำตอกย้ำอยู่
เพื่อแรงชู้รัดพันโอบขวัญให้-
รับรองการฝ่างามเอาตามใจ
ด้วยอาลัยอุ่นร้อน .. ที่ย้อนรอย
O เมื่อหัวใจใฝ่หา .. รูปราศี
เส้นทางที่ดุ่มเดินก็เกินถอย
รูปแพงเอย .. ความพิไลที่ใฝ่คอย-
คือแสงพร้อยแห่งเพชรเพียงเม็ดเดียว !




Create Date : 04 กันยายน 2558
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2562 18:03:52 น. 9 comments
Counter : 1786 Pageviews.

 
ไพเราะมากค่ะ บรรยายได้เห็นภาพ
พร้อมเพลงบรรเลงกล่อมเกลาอารมณ์ให้เคลิบเคลิ้ม
จงชอบอ่านในบล็อก ด้วยแตกต่างจากในพันทิปตรงจุดนี้



โดย: นานา IP: 1.46.78.36 วันที่: 5 กันยายน 2558 เวลา:7:32:05 น.  

 


" a diamond of the first water" !


โดย: บุษบามินตรา IP: 37.59.6.32 วันที่: 5 กันยายน 2558 เวลา:13:46:02 น.  

 
สวัสดีครับคุณนานา

ยินดีมากครับที่แวะมาทักทายกัน ..
บทนี้เขียนย้อนอดีต จึงต้องเอาเพลงที่ให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศสัก 2-300 ปีที่แล้วมาประกอบครับ ..

พอดีกับว่าผมชอบประวัติศาสตร์ยุคกรุงศรีอยุธยามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคเจ้าสามพระยา และยุคเจ้าฟ้ากุ้งแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง เขียนไว้ในนิราศเรื่องยาวหลายเรื่องครับ

โชคดีที่ bloggang ออกแบบรองรับเพลงใน YouTube จึงอาศัยโค๊ดเขามาใช้ได้เลย ไม่ต้องไปที่เวปฝากเพลงอีก




มินตรา ..
อยากแปลว่า "เพชรน้ำแรก" สำหรับคำที่เขียนมา ..
ผมชอบคำผสมอยู่หลายคำในเรื่องราวของหินสีสวยพวกนี้ ..

บุษราคัม (Yellow sapphire) เป็นอัญมณีประเภทคอรันดัมที่มีสีเหลือง พบได้ในธรรมชาติเป็นแร่เดียวกับทับทิม ไพลิน เขียวส่อง พัดพารัดช่า และพวก Fancy sapphire แต่ส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาดจะได้จากการเผาพลอยคอรันดัมที่มีสีเหลืองจาง มีตำหนิสีอื่นปนบ้าง(เหลือง,เขียว,นำเงินมาปนกัน) และสีเขียว(เขียวส่อง) ทำให้มีสีสวยงาม เข้มขึ้นขายได้ราคาสูง

พลอยบุษราคัมสีจะมีตั้งแต่ ..
เหลืองอ่อนเรียกบุษย์น้ำเพชร,
สีอมเขียวเรียกว่าบุษย์น้ำแตง,
สีเหลืองทองเรียกบุษย์น้ำทอง,
สีคล้ายเหล้าเรียกบุษย์น้ำแม่โขง,
สีเหลืองเข้มมากเรียกบุษย์น้ำขมิ้นเน่า,
สีเหลืองออกส้มเรียกว่าบุษย์น้ำจำปา ,

บุษย์น้ำแม่โขงและน้ำทองเป็นที่นิยมจะมีราคาแพง โดยน้ำโขงจะแพงกว่า ลักษณะที่ดีควรเลือกพลอยที่เจียระไนได้สัดส่วน ก้นไม่บางจนเกินไป ใสไม่มีตำหนิที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลอยจึงจะมีประกายงดงาม แหล่งบุษราคัมที่สำคัญคือ จันทบุรี ศรีลังกา ทวีปแอฟริกา ออสเตรเลียและอื่นๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 5 กันยายน 2558 เวลา:20:22:09 น.  

 
สดายุ...

มิได้ค่ะ...
คำว่า "First water "เป็นศัพท์ในภาษาที่พ่อค้าเพชพลอย ใช้ ...
หมายความว่า "คุณภาพเป็นเลิศ" (highest quality)
โดยตั้งลักษณะทางกายภาพ (physics) ของเพชรว่าเสมือน กายภาพของน้ำ ..
เมื่อแสงส่องผ่านน้ำแล้วสะท้อนสี ใดออกมา

ดูเหมือนภาษาไทยจะใช้ คำว่า "เพชรน้ำหนึ่ง" ( a diamond of the first water) นะคะ

ซึ่งน่าจะตรงกับ กลอนในบันทัดสุดท้ายที่ว่า
".. ความพิไลที่ใฝ่คอย-
คือแสงพร้อยแห่งเพชรเพียงเม็ดเดียว !"

สตรีของสดายุ ต้องเป็น " เพชรน้ำหนึ่ง" เท่านั้น !


โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 วันที่: 6 กันยายน 2558 เวลา:11:26:31 น.  

 
มินตรา ..

รับทราบด้วยความขอบคุณยิ่งในความรู้ที่เพิ่มพูนลงสมองข้าพเจ้าผู้น้อยอีกส่วน ..

เพชรน้ำหนึ่ง .. คำ ความ ไพเราะครับ

แต่ที่ผมเขียนจะหมายถึง ..
หญิงผู้เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ (แม้ไม่งามเป็นหนึ่งในแผ่นดินเสมือน "ซิมเปี๊ยกุน" ใน เซียวจับอิดนึ๊ง .. หรือ นาคมัลลิกาแห่งมัลละรัฐ ในปฐพีเพลิง ก็ตาม)

ความงดงามมันกอปรอยู่ใน"ปฏิพัทธ์จิต"พร้อมอยู่แล้ว ขอรับ



โดย: สดายุ... วันที่: 6 กันยายน 2558 เวลา:15:26:59 น.  

 
สดายุ..

แลกความรู้กันนะ...
มินตราก็ไม่มีความรู้ ด้าน พลอยเลย..

" หญิงผู้เป็นหนึ่งเดียวในดวงใจ"... อื้อ ฮือ...นะ..


โดย: บุษบามินตรา IP: 37.59.6.32 วันที่: 6 กันยายน 2558 เวลา:17:13:58 น.  

 
มินตรา ..

พอผ่านเวลาไปช่วงหนึ่ง "ความหมายของคนคนหนึ่ง" ที่หยั่งลงในจิตใจ มันจะทรงคุณค่ามากกว่าหน้าตาที่อาจดึงดูดใจในการพบครั้งแรกเท่านั้น ..

"ความหมาย" หรือ "คุณค่า" ในจิตใจนี้เองคือตัวการที่ทำให้จิตร่าเริง รื่นรมย์ หรือ จิตตก ได้ทั้งสองอย่าง เพราะมันเหมือน"เยื่อใย"ที่ไร้รูปให้มองเห็น รัดพันเอาไว้ ทางพระจะเรียก นิวรณ์ ทางโลกเรียก อาวรณ์

เช่นนี้แลขอรับ


โดย: สดายุ... วันที่: 6 กันยายน 2558 เวลา:17:46:23 น.  

 
สวัสดีค่ะ

มายิ้มกว้างทักทายค่ะ ^______________________^


โดย: Medkhanun (ตุ้มตุ้ยของเธอ ) วันที่: 10 กันยายน 2558 เวลา:2:30:16 น.  

 
สวัสดีเม็ดขนุน ..

ที่อังกฤษอากาศน่าจะกำลังดีนะ ช่วงนี้หน้าร้อนใช่ไหม ?


โดย: สดายุ... วันที่: 10 กันยายน 2558 เวลา:6:50:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !









New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.