Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
3 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 

O หวง .. O








เพลง .. น้ำตาแสงไต้ - ขิม



O ถิ่นดินแดนหมอกขาว .. ลมหนาวร่ำ
มี - ความ, คำ, หัวใจห่วงใยถึง
พร้อมอาวรณ์ลึกล้ำ .. พร้อมคำนึง-
หอม, หวานซึ้งแทรกตัว .. อยู่ทั่วความ
O ถวิลหาละห้อยเห็น .. ฤๅ-เว้นคาบ
แต่ตาสบใจทราบ .. รสวาบหวาม
เมื่อริ้วลมโลมลูบ, คือรูปนาม-
นั้นลุกลามโลมสิ้น .. จิตวิญญาณ
O ถวิลหาละห้อยเห็น .. ฤๅ-เว้นช่วง
เมื่อเงื่อนบ่วงรายล้อม .. เกินอ้อมผ่าน
กักกุมให้ร่ำรอ .. แล้วทรมาน-
ด้วยหอมหวานซึ้งรส .. เข้าบดเบียน
O สายน้ำไหลอ่อยเอื่อย .. ลมเฉื่อยโชย
เมื่อใจโหยหาฝัน .. เริ่มผันเปลี่ยน
รูปรอยความหอมหวานเมื่อผ่านเวียน
ก็เช่นเทียนแสงพร่างที่กลางพลบ
O ไหวสายลมวาดวี .. ในที่นั้น
เช่นไหวสั่นใจนี้ .. สุดลี้-หลบ
หมอกอ้อยอิ่ง .. ลมลาด, อีกชาติภพ-
ก็ครันครบอาลัย .. ที่ไหววน
O ร่วม - ยอแสงโชนช่วงของดวงวัน
เพรียกสายน้ำจำนรรจ์ .. นับพันหน
ล้วน - แทนความสาธก .. ในอกคน-
ผู้ดิ้นรนถวิลชู้ไม่รู้วาย
O สูรย์พร่างแสงวับวาม .. ล้อมสามโลก
พร้อมลมเช้าพลิ้วโบกกรรโชกสาย
หมอกขาวขุ่นกรุ่นไอ .. เมื่อใจชาย-
แต่มุ่งหมายเรียวร่าง .. แนบกลางทรวง
O กำลังแรงอาวรณ์ .. ฤๅ-ซ่อนอยู่
เมื่อนัยชู้ลามรุก .. ไปทุกช่วง-
การรอคอยมุ่งหวัง, ใจทั้งดวง-
คล้ายจมบ่วงสวาดิน้อย .. ผู้กลอยใจ
O รื่นลมเช้าโรยละลอก .. โอบหมอกขาว
ทั้งเหน็บหนาว - เรียวรูป .. ก็วูบไหว-
ล้อ-หมอกหม่นขุ่นมัว .. ล้อมตัวใคร-
ด้วยอาลัยแทรกขวัญ .. จนสั่นรัว
O ทุกคำนึงไหววูบ .. เพียงรูปหน้า-
พร้อมแววตาป่ายแต้ม .. รอยแย้มยั่ว
ริ้วลมร่ำโรยระลอก .. ม่านหมอกมัว-
นั่น-แทนหัวใจคน .. ที่อลเวง
O ที่ฟ้าใสเมฆขาว .. น้ำพราวหยาด,
หอมดอกมาศ, อ่อนน้อยจักคอยเพ่ง-
ด้วยแววตาวับวาม .. จากยามเพรง-
จวบแสงเปล่งปลาบวัน .. ครองชั้นฟ้า
O หวังถึงความละห้อยเห็น .. เมื่อเย็นย่ำ-
จักผ่านรสหวานล้ำ .. ดุจน้ำบ่า
กระเพื่อมแววไหวช่วงในดวงตา
บ่งบอกความเสน่หา .. ผ่านท่าที
O สนธยาฟ้าแดง .. ด้วยแสงสูรย์
หวัง-อาวรณ์เพิ่มพูนในพู้นที่
ปรารถนาแห่งใจ .. ผู้ใยดี-
ฝากวารีแทรกความ .. เข้าลามทรวง
O หวังถึงการรอคอย .. ทุกรอยคำ
ค่อยตอกย้ำอกใจ .. อาลัยหวง
หวังถึงความอ่อนไหว .. ที่ในดวง-
ตา .. ที่หวงแหนชู้ .. แม้ครู่ยาม
O ครั้นคืนค่ำดาวพร่าง .. น้ำค้างหยาด
หมาย-ภพชาติเสพทราบรสวาบหวาม-
โดยเดียงสาแห่งวัย .. ก่อนไหลลาม-
แทรกใจทรามสวาดิชู้ .. ให้รู้รอ
O แว่วยินไหมความถวิล .. ในจินตนา
พร่ำฝากฟ้าผ่านช่วง .. บำบวงขอ-
เพื่อให้ความรุมเร้า .. คอยเคล้าคลอ-
อยู่แอบออ .. ออดอ้อนเจ้าอ่อนน้อย
O หวัง ถึงความอาวรณ์ .. คำอ้อนชู้-
ผ่านรับรู้เสียงแว่ว .. จากแผ่วค่อย-
หวัง สบแวววุ่นว้า .. นัยน์ตาปรอย
สองแขนร้อยวงเรียว .. ขึ้นเหนี่ยวคอ
O สู่ - ดินแดนหมอกขาว .. ลมหนาวคร่ำ-
หอบ ความ คำ ทุกบท .. ให้จดจ่อ
พร้อมอาวรณ์ดื่มด่ำ .. ที่ร่ำรอ-
การสืบต่อ .. รติรสเป็นบทเดียว
O กลางดินแดนหมอกขาว .. ลมหนาวร่ำ
หวัง-ใจคร่ำครวญสวาดิ .. ค่อย-กราดเกรี้ยว-
ขึ้นโหมแรงวนว่าย .. เป็นสายเกลียว-
รัดพันเหนี่ยวหัวใจ .. ด้วยใยดี
O รัตติกาลฟ้าค่ำร้างจำรูญ
หวัง-อาวรณ์เพิ่มพูนในพู้นที่
รออกแขนเอื้อมคว้า .. ผ่านราตรี
เลื่อนราศีแนบน้อมในอ้อมทรวง !
O เมิน .. ขุนเขา, สายธาร .. ดอกมาลย์หอม
รอ .. เพียงอ้อมอกแขน .. รูปแหนหวง-
จักโผเข้าโอบกาย .. อุ่นอายปวง-
ผ่านสู่ทรวง .. มอบอุ่นแนบหนุนอิง
O จึง .. ขุนเขา, สายธาร .. ดอกมาลย์หอม
บำราศพร้อม .. ร่างละมุนนอนหนุน-นิ่ง
ด้วยแววตาอาวรณ์ .. กายผ่อนพิง-
ค่อยวนวิ่งวาบแวว .. ไม่แล้วเลือน
O รอเถิดเจ้า .. ด้วยขวัญที่มั่นคง
ร่วมผลักวงกรรมเวร .. ให้เบนเคลื่อน
อุปสรรค, ทรมาน .. แม้ผ่านเยือน-
จักคอยเฉือนให้ขาด .. บำราศร้าง
O แล้ว .. ขุนเขา, หมอกขาวที่หนาวพร้อม
จักรายล้อมรอเทียบให้เหยียบย่าง
พร้อมสองก้อยสอดเกี่ยว .. ผ่านเที่ยวทาง
จนตราบวางชีพวาย - อาจคลายมือ !






 

Create Date : 03 สิงหาคม 2557
8 comments
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 10:35:37 น.
Counter : 1281 Pageviews.

 

สดายุ..

"O ถิ่นดินแดนหมอกขาว .. ลมหนาวร่ำ
มี - ความ, คำ, หัวใจห่วงใยถึง
พร้อมอาวรณ์ลึกล้ำ .. พร้อมคำนึง-
หอม, หวานซึ้งแทรกตัว .. อยู่ทั่วความ
O ถวิลหาละห้อยเห็น .. ฤๅ-เว้นคาบ
แต่ตาสบใจทราบ .. รสวาบหวาม
เมื่อริ้วลมโลมลูบ, คือรูปนาม-
นั้นลุกลามโลมสิ้น .. จิตวิญญาณ "

"มี - ความ, คำ, หัวใจห่วงใยถึง" นั้น ส่งไปไม่ถึง
" ถิ่นดินแดนหมอกขาว .. ลมหนาวร่ำ" แล้ว กระมัง
เพราะ ไม่เห็นมี น้องเล็กน้องใหญ่ หรือใครใคร ในร้อย
มา feedback เลยนะ...

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 4 สิงหาคม 2557 15:18:25 น.  

 

มินตรา ..

น้องเล็กไม่ค่อยมีเวลา ช่วงเริ่มเรียนหนักขอรับ
อีกทั้งเห็นว่ามี "ลูกสาวแม่" ผู้มีเกร็ดความรู้ต่างๆมากมายมาเขียนบอกเรื่องราวต่างๆอยู่แล้ว .. จึงไม่มีอะไรน่าห่วงสำหรับ กัลยาณมิตร นามบุษบามินตรา ผู้นี้ .. จึงอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ

ว่าแต่มินตราเองงานคงยุ่งใช่ไหม ?

หวังว่าคงไม่ได้ยุ่งเพราะต้องคอยประสานงานช่วยเหลือบรรดา"ผู้ลี้ภัยการเมืองจากประเทศไทย"อยู่ดอกนะ .. 55

ผมยังนึกไม่ออกว่าประเทศที่ค่าครองชีพสูงอย่างเยอรมัน+สแกน .. ผู้ลี้ภัยจะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร ? .. เหมือนกรณี โคไมนี ลี้ภัยชาห์แห่งอิหร่านอยู่ในฝรั่งเศสหลายปี .. เขาได้เงินจากไหนมาสนับสนุน ?

 

โดย: สดายุ... 4 สิงหาคม 2557 16:47:47 น.  

 

สดายุ..

หากเป็นหมอดูนี่ สดายุร่ำรวยนะ..
ทำไมจึงทราบ..ว่ากำลังยุ่ง..
ก้อ..องค์การ ทำงานช้านี่ มินตราใจร้อนค่ะ
เลยเตรียมโน่นนี่ไว้ รับมือก่อน..

ทุกประเทศจะมีงบประมาณแผ่นดินในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเสมอค่ะ.. เมืองไทยก็ต้องมี..
และจะมีองค์กรในเครือสหประชาชาติ สนับสนุน ดูแลด้วย..
ในเยอรมันก็จะมีแบ่งเป็นเขตเขตว่าจะรับ ผู้ลี้ภัย
จากยุโรปตะวันออก กี่คน.. เอเซีย กี่คน ..อะไรเยี่ยงนี้..
สดายุสนใจรึ.. มีสไกปของมินตราใช่ไหม..
หากไม่มี ก็มิใช่คนที่มินตราจะช่วยได้..555








 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 4 สิงหาคม 2557 17:04:31 น.  

 

มินตรา ..

สไกป ผมไม่ได้เล่นนะ มีแต่ fb และ line (เพราะไม่เสียตังค์ - 55)

ผมสนใจในแง่ที่ว่า คนอย่าง สศจ - อ.วรเจตน์ ซึ่งเป็นผู้รู้ เป็นครูบาอาจารย์ จบเมืองนอกเมืองนามา คุณวุฒิเหนือกว่าพวกเรียน จปร.5 ปีไม่รู้กี่ช่วงตัว กลับต้องถูกกระทำเยี่ยงอาชญากร - ต้องขึ้นศาล จากสาเหตุแค่ไม่ไปรายงานตัว (เพื่อแสดงความนอบน้อมต่อผู้เรียนหลักสูตร จปร มา 5ปี นี่นะ) .. อันนี้วิญญูชนมิอาจรับได้

และคนเหล่านี้มิใช่ฟากฝ่ายทางการเมืองแบบ จาตุรนต์ หรือ ยิ่งลักษณ์ หรือ สุนัย หรือ จารุพงศ์ อันยังพอพาลพาโลกล้อมแกล้มว่าเป็นศัตรูทางการเมืองได้

อำนาจจัดการประเทศที่ไม่ต้องการการตรวจสอบ สงสัย โต้แย้งใดๆทั้งสิ้น อ่อนไหว เปราะบาง เรียกร้องการยอมรับการนอบน้อม การเชื่อฟังตลอดเวลา ..นี้ หากมีอยู่ในดินแดนใด .. เราสามารถพูดได้ว่า ดินแดนนั้นๆยังด้อยอารยธรรมอยู่มาก

 

โดย: สดายุ... 4 สิงหาคม 2557 17:20:18 น.  

 

สดายุ

อาจารย์วรเจตน์เป็นนักเรียนเก่าเยอรมัน
หากอาจารย์ต้องการ อะไร ทางแก้ปัญหามีอยู่
แต่คิดว่าอาจารย์คงห่วงใยครอบครัว ญาติพี่น้อง..

ที่ถามเรื่องสไกป เพราะ จะตรวจว่า เป็น
"คนเดียวในดวงใจ "ไหม เท่านั้นเอง 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 4 สิงหาคม 2557 18:07:55 น.  

 

มินตรา ..

แล้วนักเรียนเก่า ไทย-เยอรมัน นี่จะได้รับพิจารณาไหม - 555

ผมชอบเยอรมันนะ เคยไปหนเดียว และยังรอเวลาจะไปอีกหากมีโอกาส .. สาวน้อยที่ monash ก็ชวนไปแบบ backpack อยู่แต่คงต้องรอให้เรียนปี 3 ก่อนแล้วค่อยว่ากัน

มีหลายเหตุผลที่ชอบเยอรมัน แต่มีเหตุผลเดียวที่รบกวนใจมากคือ ผมไม่ชอบไหว้เทวดา .. และโคนไม้ทั้งปวง รวมทั้งผ้าสีพันรอบโคนไม้ด้วย .. พยายามทำใจให้ชอบมาหลายปีแล้วก็ไม่สำเร็จ .. และคิดว่าที่เยอรมันคงไม่มีบรรดานี้ จึงอยากไปลี้ภัยผ้าขาว เหลือง แดง เขียวที่นั่น

บอกมาว่าต้องทำเยี่ยงไรบ้าง แล้วจะได้ดำเนินการ 555

 

โดย: สดายุ... 4 สิงหาคม 2557 18:41:28 น.  

 

สดายุ..

งั้นต้องติดต่อไป ที่"น้องเปิ้ล " ให้บอกนายของน้องเปิ้ล
มินตราจะไปบอกไว้ แล้ว เธอจะทราบว่า ต้องทำอะไร
มินตราจะได้รับรายงานเท่านั้น

มินตราไม่ติดต่อกับใคร โดยตนเอง
และเราก็จะไม่เจอกันนะ

มินตราทำแต่วิชาการ และไม่ติดต่อคนไทย

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 4 สิงหาคม 2557 18:53:23 น.  

 

มินตรา ..

พูดเล่นนะ ..
ยังไม่มีเหตุอันควร ..
อย่างที่เคยเขียน ..ไม่ชอบสีเขียว สีเหลือง แต่ก็ไม่ได้พิสวาดิอะไรสีแดง !

ผมมันพวก กะเรียน มิใช่เหยี่ยว หรือพิราบ และยิ่งมิใช่อีกาเด็ดขาด

ทำไมคนที่ดูเหมือนจะ conservative โดยรากเหง้าถึงดูจะคลุกคลี ใกล้ชิดกับ progressive ?

 

โดย: สดายุ... 4 สิงหาคม 2557 21:13:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.