Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
20 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 

O หอมดอกลำดวน .. O








เพลง .. จระเข้หางยาว
ชัยภัค ภัทรจินดา



O ตราบดอกไม้กลิ่นหอม..แอบออมรส
ถ้วนปวงภู่, ผึ้ง, มด..เมินรสหวาน
ความอาวรณ์ถ้วนสิ้นจิตวิญญาณ-
อาจล่มลาญลับช่วงจนล่วงรอย
O ปีกผีเสื้อโบกพลิ้ว..ล้อริ้วลม
เมื่อรื่นฉมบ่ายโบกเลือนโศกสร้อย
สีสันกลางแดดส่อง..บินล่องลอย-
เมื่อหัวใจเฝ้าละห้อย..แต่คอยรอ
O เริ่มเมื่อ-วันลอยดวง..เผยช่วงแสง
กลีบเหลืองแดงมาลย์หมู่ก็ชูช่อ
หอมหวานรส, ลมเช้า..ผ่าน..เคล้าคลอ
หอมหวานพอล่อภมร..บินว่อนเวียน-
O –รุมรอบเคล้ากลิ่นฉม, เมื่อลมแผ่ว-
โลมผ่านแก้วกลีบสุคนธ์..ก่อนวนเปลี่ยน-
เสพหอมหวานหลายหลาก..อย่างพากเพียร
ตราบจวนเจียนจ่อมจม..กลางฉมชื้น
O หมายใจคราญวาบหวาม..กับยามที่-
สายใยคลี่คลุมให้..ห้วงใจตื่น
โอ แววตาหวานซ่อน..เมื่อย้อนคืน-
ใครเล่าอาจขัดขืน..ไม่ตื่นตา
O รับรู้ถึงรูปนามแห่งยามแรก
หยัดรอยแทรกหวานพร้อม, ละม่อมหน้า-
ก็ตรึงรูปติดตาม..ลงล่ามคา-
แววละห้อยห่วงหา..ในตาชาย
O โอ ดวงตาอาวรณ์..คล้าย-ซ่อนยิ้ม
เฝ้าหลบพริ้มพรายดวง..แววช่วงฉาย-
แสนอ่อนโยนอบอุ่น..ดู-วุ่นวาย-
เหมือนว่าสายสวาดินั้น..รัดพันไว้
O โอ แววในดวงตา..ผู้อาทร
เหมือนออดอ้อนยอขวัญ..รับฝันใฝ่
เมื่อวาบเต้นสั่นช่วง..คือดวงใจ-
นั้นเริ่มไหวสั่นช่วง..ผ่านดวงตา
O โดยจำหลักรูปนาม..ลงท่ามกลาง-
หม่นหมองอ้างว้างรอย..ที่ถอยค่า
พรั่งพร้อมด้วยคำมั่นคำสัญญา
ร่วมค้ำคาชาติภพอยู่ครบครัน
O ปีกผีเสื้อโล้ลม..อารมณ์ชู้-
ก็ผ่านนัยรับรู้..โลมสู่ขวัญ
มีหัวใจสำแดงออกแบ่งปัน
ความผูกพันถวิลอยู่..ไม่รู้วาง
O ปีกผีเสื้อเหลื่อมลาย..พลิ้วพราย-ล่อง
เมื่อดวงวันเรื่อรอง..แดดต้องสาง
พร้อมรูปนามผ่านคอย..ในรอยทาง
รอเกี่ยวก้อยเหยียบย่าง..ร่วมทางจร
O รูปนามเอย..ก้าวย่างในทางเที่ยว
พร้อมก้อยเกี่ยวก้อยพัน..จำนรรจ์-อ้อน
กอปรความหมายแทรกซุกไปทุกตอน
เมื่ออาวรณ์ดื่มด่ำ..สืบสำเนียง...
O ครั้งเมฆขาวฟ้าใส..ลมไหวแว่ว
สิ้นสางสูรย์ผ่องแผ้ว..นกแจ้วเสียง
หญ้าต้องลมโลมสู่..ยอดลู่เอียง
ภู่ผึ้งเคียงมาลย์รื่นกลางชื่นเช้า
O หวัง-ทอดตัวสองแขนหนุนแทนหมอน
หลับตาคำนึงย้อนเรื่องก่อนเก่า
กลางลมหนาวโลมต้อง..เพียงสองเรา-
นอนใต้เงาไม้พรรณ..แลกพรรณนา
O นกโผเกาะกิ่งพฤกษ์..เมื่อนึกย้อน
ถึงช่วงตอนใจละห้อยแต่คอยหา
ดื่มด่ำด้วยรูปฝัน..ถ้อยบรรดา-
ความออดอ้อนวอนว่า..ท่วงท่าที
O ทอดตามองที่นี่และที่นั่น
ภาพยามนั้น..เปล่งปลั่งด้วยรังสี-
ของดวงวันอำไพ..เยื่อใยดี-
ค่อยคลายคลี่โอบรับไว้กับทรวง
O จนลำดวนฟุ้งกลิ่นรวยรินสู่
ก็รับรู้..อ้อมแขน, ความแหนหวง-
ของอาวรณ์ซาบซึ้ง..ใจหนึ่งดวง
ส่งหอมหวานซ่านล่วง..อีกดวงใจ
O เนียนเนื้อแก้มเอิบอิ่ม..เนตรพริ้มหลับ
แขนแทนหมอนทอดรับ..ราวกับให้-
ผู้ซบเศียรนอนหนุน..รู้อุ่นไอ-
เคลื่อนคล้อยโจมจู่ใจ..เกินไหวทัน
O มอบช่วงเชื้ออุ่นอาย..ให้ก่ายกอด
แขนจักทอดรองรับผู้หลับฝัน
ในสายลมอ่อนแรง..ย่อมแบ่งปัน-
สายใยคลี่คล้องขวัญ..โอบพันธนา
O บัดนี้มา..ละห้อยไห้..ถึงใครหนอ
จนเฝ้ารอคอยเจอ..พร่ำเพ้อหา
กลางเสียงนกห้อมห่ม..วอนลมพา-
ปรารถนาซาบซึ้ง..ส่งถึงทรวง
O คิดถึงนั้น..มากมายสุดบ่ายเบี่ยง
อักษรเพียงใช้แทน..อ้อมแขนหวง-
โอบกล่อมเนื้อเนียนนุ่ม..ใจพุ่มพวง
บอกความหวง-อาวรณ์..ทุกตอนคำ
O โอ แววตารู้นัย..ตอบ..ไหว..ตื่น
ล้อความรื่นฉ่ำฉม..เย้ยลมร่ำ
ทุกช่วงก้าวร่วมเหยียบเลาะเลียบกรรม
หวัง-เหยียบย่ำโชคชะตา..ด้วยฝ่าเท้า !





 

Create Date : 20 สิงหาคม 2557
4 comments
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2562 13:47:02 น.
Counter : 1784 Pageviews.

 

สดายุ..

"O จนลำดวนฟุ้งกลิ่นรวยรินสู่
ก็รับรู้..อ้อมแขน, ความแหนหวง-
ของอาวรณ์ซาบซึ้ง..ใจหนึ่งดวง
ส่งหอมหวานซ่านล่วง..อีกดวงใจ "

ในขณะที่ สดายุ..."รับรู้..อ้อมแขน, ความแหนหวง-
ของอาวรณ์ซาบซึ้ง..ใจหนึ่งดวง
ส่งหอมหวานซ่านล่วง..อีกดวงใจ "...นั้น..

มินตราได้ "กลิ่นรวยรินสู่ " ทีไรก็คิดถึง ขนม"กลีบลำดวน" ไปซะทุกที..
เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยจะเห็นเลย เห็นแต่ขนมคุกกี้ แห้งแห้ง
ไม่นุ่มลิ้นแบบ ขนมกลีบลำดวน..

แต่ขนมที่โปรดมาก คือ "ทองเอก" รู้จักไหม..



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 21 สิงหาคม 2557 7:44:38 น.  

 

เข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และ ร่วมรื่นรมย์
กับถ้อยร้อยกรองอันอ่อนหวาน

ขอบคุณที่ร้อยเรียงให้ได้ชื่นชมค่ะ

 

โดย: นานา IP: 171.6.198.127 21 สิงหาคม 2557 9:48:33 น.  

 

มินตรา ..

ชื่อขนม ทองเอก นึกหน้าตาไม่ออก .. ที่ชอบมันมีหลายอย่าง และไทยเรามีขนมหลากหลายมากที่สุดในโลก เชื่อไหม ?

ร้อน แบบน้ำ ..กล้วยบวชชี แกงบวดข้าวโพด
เย็น แบบน้ำ ..สลิ่ม เฉากีวย
นุ่มเหนียว แบบชิ้นในถาด .. ขนมชั้น ข้าวเหนียวแดง
กรอบแบบชิ้น ..ถั่วอบกรอบ มะม่วงหิมพานต์ทอด
เหนียวแบบชิ้น .. โรตี บ้าบิ่น
แป้งมีไส้ .. ขนมโตเกียว

ยกตัวอย่างมาเฉพาะ ภาพรวมของแต่ละรูปแบบ
ขนมกลีบลำดวนน่าจะ กรอบแบบชิ้น แบบเดียวกับขนมผิง .. คือฝรั่งมีไม่กี่อย่าง ลองดูที่เยอรมันดูก็แล้วกัน .. สู้ไทยไม่ได้หรอกเรื่องกินนี่ 555
.
.
เรื่องกลอนนารีปราโมชมันมีที่มาจาก ความน่ารักของสุภาพสตรีวัยสาว ซึ่งสามารถทำให้เขียนกลอนได้ไม่รู้จบ .. จริงไหม มินตรา .. ไม่เชื่อ ลองถามแม่ดู






นานา ..
ยินดีที่แวะมา และขอต้อนรับด้วยความเต็มใจสำหรับผู้สนใจเรื่องร้อยกรอง ..

ภาษาประณีตที่จำต้องค่อยๆเรียบเรียงขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจของชาติไทยเราครับ

ทั้ง กลอน โคลง กาพยฺ์ ฉันท์ ..
มีอะไรอยากรู้ เอามาถามความเห็นที่นี่กันได้นะครับ ผมยินดี

 

โดย: สดายุ... 21 สิงหาคม 2557 20:17:49 น.  

 

สดายุ...

ขนมทองเอก จะเป็นขนมไทยแห้งแห้งแบบขนมสัมปันนี
ไว้ติดกระเป๋าไปโรงเรียน ตอนเด็กเด็กไง..
อย่าบอกใครเด็ดขาดนะ อายเค้า..
(คนอื่นห้ามอ่านนอกจากสดายุคนเดียว..นะ..)
นี่ความลับระดับ "กระเป๋านักการฑูต"ทีเดียว..

มีฝอยทองกรอบ ขนมทองเอก ขนมตาล กรอบเค็ม..
จะเป็น"ขนมไปโรงเรียน"..ไว้กินเล่นเล่น อร่อยลิ้น เวลาไม่มีอะไรทำ (ไม่มีอะไรจะซน)..
หากไม่มีขนมแห้งแห้งติดกระเป๋าไว้ "แก้เหงา" ...
จะมีใครบางคนเกิดความไม่แน่ใจว่า"จะไปอดตายที่โรงเรียนไหมนี่"

ขนมทองเอก ฝอยทองกรอบ ทองหยิบ ทองหยอด..นี่ เป็นขนมไทยคู่แผ่นดินมาตั้งแต่ กรุงศรี นะ ...
เรียกว่าเป็นขนมที่มีมาตั้งแต่มีการค้าระหว่างประเทศ..

เมื่อมาอยู่ยุโรปก็เห็นขนมคล้ายคลึงกันหลายอย่าง..
คนไทยจะพูดถึงขนมในสมัยพระนารายณ์ ท้าวทองกลีบม้า.. ชาวปอร์ตุเกส..
แต่ความจริง สำหรับมินตรา มีมาตั้งแต่ สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แน่ะ..ตั้งแต่สมัยมีทหารวังเป็นชาวต่างชาติ..

คนไทยในเยอรมัน..ส่วนใหญ่ อิสานกับเหนือ..จะเรียกว่า "ขนมไหว้พระ.".ถามว่าทำไม..เค้าบอกว่า ที่บ้านเค้า มีไว้เวลาไปวัด ถวายพระ เท่านั้น..คนธรรมดาห้ามกิน..
มินตราเลยไม่กล้าบอกใครว่า นี่เป็น"ขนมไปโรงเรียน" ของมินตรา..

ส่วน"ขนมที่โรงเรียน "ก็จะมี ขนมกล้วย(ห่อใบตอง)ขนมสอดไส้..ขนมห่อใบตองทั้งหลายแหล่
หรือขนมน้ำน้ำ เช่นที่สดายุร่ายมา..
กล้วยบวดชี ..ข้าวต้มน้ำวุ้น..วุ้นน้ำเชื่อมใส่น้ำแข็ง..
เป็น"ของหวาน"หลังอาหารกลางวัน

แล้วก่อนกลับบ้าน ตอนสามโมงเย็น จะมีนมสดหนึ่งแก้ว โตที่สุดในโลก เด็กเด็กจะไม่ชอบดื่มกัน จึงต้องมี การยกมือว่า ใครเก่งดื่มได้หมดแก้ว..
แล้วพวกดื่มหมดแก้ว..คนเก่ง..นี่ต้องยิ้มกว้างกว้างเพื่อจะอวดว่ามีฟันสวยด้วย..
เพราะคุณครูบอกว่า ใครดื่มนมหมดแก้ว ฟันจะสวย..

เป็นนมหนึ่งแก้วที่ต้องควบไปกับกล้วยน้ำว้า หนึ่งใบ
สมัยเด็กนี่ กล้วยน้ำว้าลูกโตมาก เพราะมินตราจะโปรด กล้วยเล็บมือนาง หอมหอม ลูกเล็กเล็ก

จำได้ว่า มีประชุมผู้ปกครอง ขอร้องให้คุณครูแจก ..
กล้วยไข่ แทนกล้วยน้ำว้า เด็กเด็กจะได้ไม่โดนบังคับ ให้"ท้องกาง"มากเกินไป..
แต่คุณครู ก็มีวิธี อะไรก็ไม่ทราบ ประเภทที่ตอนหลัง เด็กเด็ก ต้องไป"ทะเลาะกับผู้ปกครอง" ขอเป็นกล้วยน้ำว้า เพื่อฟันสวย ผมงาม เล็บงาม อะไรประเภทนี้..

แล้วยังมี"ขนมหลังโรงเรียนเลิก" อีกนะ.. เช่น กล้วยเสียบไม้ปิ้ง..กล้วยน้ำว้าหั่นเป็นแว่นแว่นแล้วเสียบไม้ปิ้งราดน้ำกะทิหวานหวาน..ต้องเสียบไม้ด้วยนะ ถึงจะอร่อย..
แต่เวลากินนี่ มีกฎว่า ห้ามกินไปวิ่งไป เดี๋ยวไม้จะเสียบอกตาย..
ที่ร่ายยาวมานี่ เฉพาะ เรื่อง"ขนม "ยังมิใช่ "ของหวาน"นะ..

เมืองไทยอย่างนี้ ไม่มีแล้วใช่ไหม..



 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 22 สิงหาคม 2557 10:41:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.