Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
30 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 

O ตราบชั่วนิรันดร .. O









บังใบ - กอไผ่



O ยอมรับแล้วใช่ไหม .. หัวใจนั้น-
ว่าผูกพัน, อาวรณ์ .. เกินซ่อนไหว
ทุกการเต้นสั่นรัว .. ของหัวใจ
เหมือนมือใครบางคนคอยด้นดึง
O รู้แต่เมื่อหวานระยับพริ้มพรับ .. ตอบ
ที่การลอบเหลือบชม้าย ย่อมหมายถึง-
ใจที่ถูกเสน่หาเข้าตราตรึง-
แววหวานซึ้งลึกล้ำจึงรำบาย
O ใกล้กาล .. ฝนล่วงลาพรากฟ้าหม่น
เพื่อปลิดป่นมืดอับให้ลับหาย
ถึงเพ-ลาลมล่อง .. สูรย์ผ่องพราย-
แสงกำจายโลมโลก .. เลือนโศกตรม
O ทานตะวันช้อยช่อ .. ร่ำรอแดด-
ทอลงแวดล้อมอยู่ .. เพื่อสู่สม-
เมื่อผึ้งภู่รายล้อมลงจ่อมจม-
รสรื่นฉมฉ่ำหวานแห่งกาลนี้
O ต้อง-ลมหนาวล่องสายรำบายผ่าน
หอมดอกมาลย์, ภุมรินก็บินปรี่-
หมายเสพหวานเรณูอย่างรู้ที-
เกสรรูป .. กลีบสี .. อย่างที่เคย
O เมื่อปีกนกโบกบ่ายสู่ปลายฟ้า
แววนัยน์ตาห่วงละห้อยก็ค่อยเผย-
อิริยา .. รูป .. จริต .. ลงชิดเชย-
หยอก .. ยั่ว .. เย้ย - ปรารถนาแรงอาวรณ์
O คำนึงในอารมณ์ .. กลางลมร่ำ
ภาพแก้มก่ำ .. อ้อนออด, พาทอดถอน-
สะท้านห้วงหัวใจเหมือนไฟฟอน-
คอยรุมร้อนเร้าอยู่ ไม่รู้วาย
O ดูเถิด .. รูปผ่องแผ้วในแววตา-
นั้น-เกินกว่าพรับเบือนให้เลือนหาย
ล้อ-อารมณ์ .. อาลัย .. หัวใจชาย-
ให้แต่หมายมุ่งงาม .. อย่าคร้ามเกรง
O สกุณาป่าฝน .. บินพ้นผ่าน
เมื่อหอมหวานเร้ารุม .. เข้ากุมเหง
ขอบฟ้าเลื่อนล่มล้าง .. ความวังเวง
กอปรบทเพลงกล่อมเกล้า .. ผู้เยาว์วัย
O วันลอยดวงเลื่อนคว้างขึ้นกลางหาว
หากแสงวาววับนั้น .. กลับสั่นไหว
โดย-อารมณ์อาวรณ์ .. สุมซ้อนนัย
เผยออกให้รับรู้ .. ร่วมดูแล
O ปลายปีกนกบ่ายโบกสู่โลกไกล
หากที่ใกล้ชิดอยู่ .. ย่อมรู้แน่-
ว่า-สายใยผูกมัด .. ยากตัด .. แปร-
เปลี่ยน, แกะแก้คลายเคลื่อน .. บ่วงเงื่อนตาย
O ปีกนกกาง .. เสียงขรม .. เย้ยลมร่ำ
ยังคลาคล่ำรูปเงาจนเข้าสาย
พร้อมหวานซึ้งดื่มด่ำ .. ช่วยรำบาย-
ความมุ่งหมายด้านในหัวใจคน
O เมื่อฟ้าเปิด .. เมฆขาว .. ลมหนาวล่อง
ก็เมื่อต้องหวานประดังอีกครั้งหน
เบาบางปลายปีกนก .. ห้วงอกตน-
คล้ายวกวนเวียนอยู่ .. ไม่รู้วาง
O ฤดูนี้ลมร่ำ .. อยู่ค่ำเช้า
ปีกบางเบา .. ก็ร่อนอยู่แต่ตรู่สาง
ลมเอย .. แว่วลมหวนเสียงครวญคราง
เหมือนใจบางเสี้ยวส่วน .. คร่ำครวญคอย
O โหยหาคอยบีบเค้นไม่เว้นว่าง
ในที่ทางเย็นเยียบ .. แสนเงียบหงอย
ในเที่ยวทางเหยียบย่ำ .. ซ้ำซ้ำรอย
เพียงละห้อยห่วงเห็น .. ที่-เป็น .. มี
O สายหยุด .. กลีบดอกบาน .. ย่อมลาญร่วง
ดั่งแสงช่วง .. กาลเวียน .. ย่อมเปลี่ยนสี
เหลืองแสดมาลย์หมดกลิ่น .. ก็สิ้นดี
เหลือไมตรีพี่นั้น .. ยังมั่นคอย
O ปีกบางยังลอยล่องเต็มท้องฟ้า
เมื่อเหว่ว้าแตกดับจนยับย่อย
หัวใจเคยมืดมน .. ก็หล่นลอย
กับร่องรอยนัยชู้ .. ฤดูลม
O ที่-เสพรับความคำ .. ตอกย้ำอยู่
พึงรับรู้ .. แรงหวัง .. ที่สั่งสม-
ความรู้สึกเสน่หาในอารมณ์
เบิกบทบ่มหวานหอม .. รายล้อมทรวง
O เสพรับความสื่อสู่ .. จงรู้ว่า-
มีคุณค่าสอดซุก .. ไปทุกช่วง-
เพียงร่ำรอ .. ความคำเคยบำบวง-
ให้เริ่มช่วงกำลัง .. เข้าสั่งการ
O เสพรับความนัยชู้ .. จงรู้ว่า-
เสน่หาพรั่งพร้อมรสหอมหวาน
มีไว้เพื่อโลมลูบ .. ใจรูปคราญ
จน-สุดต้านทานรส .. แม้-บทเดียว !





 

Create Date : 30 สิงหาคม 2557
12 comments
Last Update : 8 มิถุนายน 2562 9:49:56 น.
Counter : 2034 Pageviews.

 

สดายุ..

แน่ะ มา "โป้ง"ไว้ แล้วไม่ไขความต่อ ว่าเป็นใคร...555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 30 สิงหาคม 2557 18:28:01 น.  

 

สดายุ...

"O ที่-เสพรับความคำ .. ตอกย้ำอยู่
พึงรับรู้ .. แรงหวัง .. ที่สั่งสม-
ความรู้สึกเสน่หาในอารมณ์
เบิกบทบ่มหวานหอม .. รายล้อมทรวง"

นี่ มินตรา แน่เชียว เพราะ....
เป็นผู้ "ที่-เสพรับความคำ .. ตอกย้ำอยู่"

อ้อ.. แล้วยังเป็นผู้ "เสพรับความสื่อสู่ .. " ด้วย ก็ได้..

แต่มิใช่ ...ผู้ "เสพรับความนัยชู้ "..แน่แน่....
เพราะ...ไม่รับ.รู้ว่า....
"เสน่หาพรั่งพร้อมรสหอมหวาน
มีไว้เพื่อโลมลูบ .. ใจรูปคราญ
จน-สุดต้านทานรส .. แม้-บทเดียว !" 555

คนเขียนกลอนเยี่ยงนี้อย่างนี้ ภาษาไทยเรียกว่า ..เจ้าชู้..ใช่ไหมเอ่ย

แหม ..มีสตรีอย่างมินตรานี่..ทั้งนายนรินทร์ธิเบศวร์ และ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศวร์ คงเลิกแต่งกลอนไปเลยนะ...

"แม่บอกว่า" เวลาคิดว่า"เป็นเรื่องเป็นราว " ...
ก็จะ.. "เป็นเรื่อง".. เป็นราว ..ซะจริงจริง

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 31 สิงหาคม 2557 4:18:58 น.  

 


มินตรา ..
คนที่เขียนถึงมาอ่านบทนี้บทเดียวก็รู้แล้วว่าเขียนถึงเขา ..

O สกุณาป่าฝน .. บินพ้นผ่าน
เมื่อหอมหวานเร้ารุม .. เข้ากุมเหง
ขอบฟ้าเลื่อนล่มล้าง .. ความวังเวง
กอปรบทเพลงกล่อมเกล้า .. "ผู้เยาว์วัย"

พูดถึงเจ้าฟ้ากุ้ง หรือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศวร์ จำได้ว่ามีเพลงยาวโต้ตอบกับเจ้าฟ้าสังวาลย์อยู่บทหนึ่ง ..

เดี๋ยวมาวางให้อ่าน ..

 

โดย: สดายุ... 31 สิงหาคม 2557 6:25:39 น.  

 

เพลงยาวพระนิพนธ์เจ้าฟ้ากุ้ง
.
.
ฝากสารสุจริตขนิษฐา
ฝากจิตที่สนิทสนองมา
ฝากหน้ามาให้ดูช่วยชูนวล
.
ด้วยหมายมั่นอยู่ในวันได้พบพักตร์
จำเริญรักยังไม่วายหายหวล
แสนสนิทนั้นยังคิดไม่ขาดครวญ
เมื่อวันจวนที่จรไปจากชาย
.
เจ้ายอกร อภิวาทขึ้นพาดพักตร์
ดังใครผลักตกไม้ฤทัยหาย
แต่ตลึงแลหน้าจนตาลาย
ดั่งสายกายนี้จะยืดจะยาวตาม
.
แล้วก็หยุดยืนคิดพิศวง
จะตามส่งก็ยังพรั่นขยั้นขาม
เพราะเกรงภัยที่ผู้ใหญ่พยายาม
จะลวนลามจึงเสงี่ยมสงวนใจ
.
แล้วเจียมตัวด้วยว่าตัวเหมือนหิ่งห้อย
จะรื้อรอยไปแข่งพระสุริไส
ก็เหมือนหนังเมื่อยังไม่ออกไป
หรือจะไปเชิดชี้ประชันงาน
.
ทั้งเภรีปีพาทย์ก็ขัดสน
ทั้งไร้คนเจรจาจะว่าขาน
ดั่งเชิดชื่อให้เขาลือด้วยลายพาล
ประมาณเถิดมิใช่จะเกียจกัน
.
ใช่จะน้อยเสน่ห์บำรุงถนอม
เจ้าก็ย่อมแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
ถ้าสมบูรณ์สมบัติเท่าทัดกัน
หรือจะพลันหิริโอตป์ ละอายกาย
.
เมื่อมีแต่สุจริตกับพิศวาส
ฤๅอาจรักเพลินให้เกินหมาย
แล้วตกต่ำก็จำจะเจียนตาย
ใครจะเห็นว่าเป็นชายภักดีดี
.
เมื่อไรจำเริญในเกียรติยศ
จะปรากฏเกียรติศัพท์เสน่ห์พี่
สงวนศักดิ์รักษาแต่อินทรีย์
ไว้ให้ดีเถิดจะมาดจะหมายฟัง
.
เจ้าก็ใช่ดรุณเพิ่งรุ่นเริ่ม
พอจะเพิ่มเพียรจำที่คำหลัง
ให้จำเริญความสวัสดิ์ในสัจจัง
อย่าหวังใจเอาใจออกจากกัน
.
จึงจะควรสมาคมสมสู่
ที่พลัดคู่รสรักภิรมย์ขวัญ
ถ้ารู้รักรู้สงวนให้ควรกัน
จะร่วมวันพิศวาสไม่คลาดคลาย
.
จะร่วมร้อนร่วมรสเจริญพักตร์
จะร่วมรักมิให้ร้างหมางสลาย
จนสูญสิ้นดินฟ้าชีวาวาย
มิได้คลายคาดคิดประคองครอง
.
เอ็นดูด้วยอย่าให้ม้วยไมตรีมิตร
ที่ปล้ำคิดควรความนี้ตามหมอง
แสนถวิลสุดสิ้นที่ตรึกตรอง
จงดูลักษณ์ที่จำลองนี้เถิดเอยฯ

 

โดย: สดายุ... 31 สิงหาคม 2557 6:45:24 น.  

 



และนี่คือสำนวน ..
พระนิพนธ์เจ้าฟ้าสังวาลทรงตอบ
(เสียดายที่บทกลอนบางส่วนขาดหายไป .. และส่วนใหญ่ข้อมูลในเวป เป็นการคัดลอกต่อๆกันมา น้อยมากที่จะค้นคว้าจริงจังจนรวบรวมได้ครบถ้วน-ตามประสาไทยๆ)
.
.
สารศรีนุสรเสน่หา
จำเริญจิตที่ได้สนิทสนองมา
ด้วยจินตนาเนืองนิตย์ไม่วายวัน
.
ถึงเชษฐาองค์อิศราราช
ประเวศอาสน์เยื้องวังบวรสวรรค์
สงวนศักดิ์สุจริตไม่ผิดธรรม์
ถวัลยราชดำรงธเรษตรี
.
สมพักตรวรอรรคอิศเรศร์
สมเศวตฉัตรเฉลิมศรี
สมวงศ์องค์เอกนารี
สมศรีสุภาพพร้อมเพรากาย
.

งามพจน์งามรสสุนทรสนอง
ไม่มีสองสุดเสน่ห์ถนอมหมาย
เสาวนาสารา ภิปรายระบาย
ให้ทราบสายเสน่ห์แจ้งแสดงการ
.
แจ่มจิตที่สนิทสนองพักตร์
จำเริญรักมิได้วายหายสมาน
แต่จำจนสู้ทนทรมาน
ก็บันดาลเสื่อมเศร้าทุเลาครวญ
.
ดั่งได้ยลวิมลพักตร์พี่
เสาวนีย์ไพเราะเสนาะหวน
สำราญรื่นชื่นชมภิรมย์ชวน
เอาสารสงวนแนบไว้ในอุรา
.
ซึ่งประสาทโอสถดังรสทิพ
มายกหยิบทุกข์เทวษถวิลหา
ได้จำเริญเรียนประสิทธิวิทยา
รักษาอารมณ์แล้วข่มใจ
.
รสสุคนธ์ยลรูปเทียนสนอง
ปลงปองเคารพสมสมัย
จงจิตบูชิตเป็นเนืองใน
แจ่มใสโสมนัสประนมกร
.
อิ่มอาบมิตรภาพจรรยา
ดั่งเชษฐานั่งแนบสโมสร
ด้วยเดชะเมตตาสถาวร
ระงับร้อนโรคเร้าระทมกรม
.
พระคุณปูนเปรียบสุเมรุมาศ
พสุธาอากาศไม่สาสม
สุดสนองที่จะต้องในอารมณ์
ให้ชมคุณที่การุนนุชชาย
.
ก็ตั้งจิตจงรักภักดีพี่
น้องจึงมีความร้อนห่อนเหือดหาย
สุดสกนธ์แต่ทนระกำกาย
เพียงจะวายวางชีพทุกทิวา
.
แต่ยินข่าวที่เขากล่าวประมาทพี่
พลอยทวีความเทวษด้วยเชษฐา
เคยงามพักตร์วรลักษณ์จำเริญตา
ก็นับวันแต่ถ้าจะอับประมาณ
.
จะขุ่นคล้ำช้ำใจอยู่ในอก
แสนวิตกอนิจาน่าสงสาร
เสียเนื้อที่เป็นเชื้ออนงค์นาน
มาพ้องพานอุปวาทประมาทกัน
.
เคยสมบูรณ์ในจุลจักรพรรดิ์
ภิรมย์สวัสดิ์วีรราชจำเริญขวัญ
สงวนศักดิ์บริรักษ์ไม่วายวัน
ก็สารพรรณจะนิราศแรมไกล
.
ดั่งดวงเดือนเลื่อนลับพโยมหน
เคยวิมลกระจ่างสว่างไสว
ครั้นเมฆาราคินเข้าบังใบ
ที่อำไพก็สิ้นสง่างาม
.
ไม่ชูช่วงดวงพรายระสายแสง
แจ่มแจ้งประภัสสร สนาม
อันอกน้องปองไว้ไม่วายความ
เสียดายงามที่อัประมาณมัว
.
.

แม้นเชษฐามีมิตรจิตรประมาณ
อย่าลืมอ่านควรคิดที่จิตจง
.
นับวันจะเว้นไม่เห็นพักตร์
อันความรักนี้มิลืมอาลัยหลง
สงวนศักดิ์เร่งรักบำรุงองค์
เหมือนดำรงชีพน้องให้นานไกล
.
เดชะผลกุศลสร้างปางสนอง
จะไม่ต้องทุกข์ทนกมลไหม้
ฝ่ายน้องจะครองชีวาไป
พอจะได้ตั้งจิตจินตนา
.
คำคิดประดิษฐ์กลอนนุสรณ์ศรี
โดยมีมิตรภาพเสน่หา
จำลองลักษณ์ต่างพักตร์อนุชา
.
.

ขอจงย้ำคิดประสิทธิ์สัตย์
ลืมวัจนะวอนสุนทรสนอง
อย่าลืมระบอบชอบที่ไม่ตริตรอง
เมื่อรักน้องแล้วอย่าลืมเอ็นดูเอยฯ

 

โดย: สดายุ... 31 สิงหาคม 2557 7:29:03 น.  

 

สดายุ..

" มินตรา ..
คนที่เขียนถึงมาอ่านบทนี้บทเดียวก็รู้แล้วว่าเขียนถึงเขา ..
....กอปรบทเพลงกล่อมเกล้า .. "ผู้เยาว์วัย"...."
ทราบค่ะ ..ว่า ผู้เยาว์วัย นี่ ต้องมีอายุไม่เกิน 25...
เพราะ "เสพรับความคำ .. ตอกย้ำอยู่"

ไพเราะมาก ทั้งกลอนที่ส่งไปถวาย และการตอบรับคำถวาย คืน ...
ท่านทรงเอื้ออาทรร้อนใจ ต่อกัน..
อ่านแล้วจึงทราบว่า มิใช่โทษที่ทรงชู้ต่อกัน แต่ เป็นเรื่อง
" อย่าลืมระบอบชอบที่ไม่ตริตรอง" ต่างหาก

แล้วระยะนี้ ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยใน ...
"ระบอบชอบ..ที่ไม่ตริตรอง"
ความไม่ชอบ ที่พยายามทำให้เป็น ความที่ชอบ..ให้ได้ !

ครั้งนั้น ต้องย้ายกรุง..แล้วครั้งนี้ล่ะ..

อ่านกลอนสดายุแล้ว เลยต้องไปหาเรื่องเจ้าฟ้าสังวาลย์ และ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศวร์ มาศึกษาต่อ..
ที่แน่แน่คือ เจ้าฟ้าสังวาลย์ ทรงรับรู้และร่วมทุกข์ ร่วมสุข ในเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยนั้นด้วย..
สตรีไทยที่มีสติปัญญา ความรู้..
และทรงเป็นมากกว่า "สตรีอันเป็นที่รัก "..
ทรงเป็น"คู่คิด"


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 31 สิงหาคม 2557 12:07:19 น.  

 

สดายุ..

ไปอ่านรายละเอียด ประวัติเจ้าฟ้าสังวาลย์ (เจ้าฟ้านิ่ม) มา
จึงทราบว่า องค์ท่านเองก็ทรงอำนาจโดยกำเนิด คือ...

เจ้าฟ้าสังวาลย์ เป็นพระธิดาของ ..
พระองค์เจ้าแก้ว ลูกเธอในสมเด็จพระเพทราชา และ
เจ้าฟ้าเทพ ราชธิดาของพระเจ้าท้ายสระเป็นพระมารดา

ทรงเป็นพระสนมในสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
มีโอรสธิดา 4 พระองค์ :
1.เจ้าฟ้ากุณฑล (ผู้นิพนธ์ ดาหลัง - อิเหนาใหญ่)
2.เจ้าฟ้ามงกุฎ (ผู้นิพนธ์ อิเหนาเล็ก)
3. เจ้าฟ้าสังคีต
4.เจ้าฟ้าอาภรณ์

แก้คำผิด :นายนรินทร์ธิเบศวร์ และ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศวร์
เป็น :นายนรินทร์ธิเบศร์ และ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
(จำได้แต่ว่า ต้องเขียนคำ ซ้ำ ร้อยครั้ง เพื่อให้ เขียนได้ถูก
จึงจำมาแต่เดิมว่า ต้องเขียนว่า " ธิเบศวร์ " ซึ่ง ตอนนี้ไม่มีใครเขียนแล้ว )

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 31 สิงหาคม 2557 17:32:23 น.  

 

มินตรา ..

เป็นหญิงผู้ใฝ่รู้จริงๆนะนี่ ..ไม่เสียทีที่ไปอยู่ดินแดนอารยะแบบนั้น 55

เจ้าฟ้ากุ้ง มีชีวะประวัติที่ทำให้ต้องมีคำถามตัวโตกับข้อกล่าวหาเรื่องชู้สาวกับเจ้าฟ้าสังวาลย์จนต้องอาญาถึงตาย .. ผมมองต่างมุมว่าเป็นการใส่ร้ายนะ เพราะท่านเป็นโรคสตรี"ซิฟิลิส"จนต้องเดินตัวงอ (อันเป็นที่มาของพระนาม เจ้าฟ้ากุ้ง) หมดคุณสมบัติการสืบราชสมบัติไปแล้ว

เพียงแต่ช่วงเรืองอำนาจสร้างศัตรูไว้มาก .. คงเหมือนทักษิณ ..ที่ช่วงเรืองอำนาจได้สร้างศัตรูไว้มากมาย ทั้งโดยตั้วใจและไม่ตั้งใจ ..

พอดีกับที่ สมเด็จพระบรมโกศ เลือกข้างซะด้วย เลยเลือกที่จะทำลายฝ่ายหนึ่งเพื่อเชิดชูอีกฝ่ายจนมีพัฒนาการมาสู่การเสียกรุงศรีครั้งที่สองในที่สุด ..

คือเชิดชูเอาน้องต่างแม่คือพระเจ้าอุทุมพรขึ้นก่อน แล้วน้องใจอ่อนก็ยอมพี่เจ้าเอกทัศน์ผู้เป็น "สวะ" ให้ขึ้นนั่งเมืองภายหลังที่พ่อตายไปแล้ว

ใน สายธารแห่งกาลเวลา ผมเอาหม่อมสร้อย กับพระองค์เจ้าหญิงดารา พระสนมและพระธิดาในกรมราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศวร์ นี้แหละมาเป็นนางเอกเดินเรื่องต่อเนื่องหลังบท "นางครวญ" ที่ทหารเอกพระบัณฑูร พาไปหลบทัพพม่า ..

เขียนไป พันกว่าบท ทั้งกลอนกาพย์โคลงฉันท์ ครบถ้วน ..แปลว่า อิน กับประวัติศาสตร์ไทยช่วงนี้มาก 555

 

โดย: สดายุ... 31 สิงหาคม 2557 20:32:51 น.  

 

๒๒๑. ท่ามลมโหมกระหน่ำครวญคร่ำสาย
โสตยินคล้ายความไข .. ถึงไหวหวั่น
แต่เมื่อแว่วข่าวหนึ่ง .. เขาอึงกัน
ว่าชาติหนึ่งสูงชั้น .. จักบรรลัย

๒๒๒. เสนาะพากย์เพลงยาว .. กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา .. ให้สดับเสียงขับไข
กระซิบสื่อนงราม .. บ่งความนัย
จากพระทัยเสน่หาที่อาวรณ์

๒๒๓. รำพันความเอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน ..
.. ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพื้นอำพรโพยมพราย ..

.. แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาศ
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง ..

.. นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน
สุดหาญที่จะเหินเวหาสห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง
สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน ..

.. โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวศ
จะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์
จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตวัน
เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตตภัณฑ์ยุคุนธร ..

.. ยิ่งคนึงก็ยิ่งนานจะเห็นภักตร
ฉวยฉุดรักแล้วก็ทอดฤไทยถอน
ไม่เหนกำม์ว่าจะนำให้ไกลกร
ไม่เหนรักว่าจะรอนให้แรมโรย ..

.. อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่น
ครั้นห่างเหนแล้วก็ตั้งแต่เตือนโหย
ยามดำเนินเดินดินอาดูรโดย
ก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย ..

๒๒๔. ทูลกระหม่อมจอมขวัญ .. มาพลันลับ
ชีวาตม์ดับลบนามสิ้นความหมาย
ต้องถูกโบยหลังถอด .. ศักดิ์วอดวาย
พร้อมด้วยสายสวาดิชู้เคียงคู่กัน

๒๒๕. โอ้ .. แต่นี้กาพย์กรอง .. ทำนองร้อย
จักเศร้าสร้อยเคล้ารสกำสรดศัลย์
แต่สุดสิ้นบุญญา .. หน่อราชันย์
ดุจชีวันจะแล้งร่มไว้ข่มร้อน

๒๒๖. องค์หญิงดารา .. พร้อม .. ท่านหม่อมสร้อย
จักเฝ้าคอยเทวษอยู่ไม่รู้ผ่อน
เมื่อร่มโพธิ์ร่มไทรชีพไหม้มรณ์
โศกจักซ้อนสุมอก .. สุดยกย้าย

๒๒๗. เพิ่งเจ็ดขวบวัยวันพระชันษา
เมื่อกำพร้าชนกไปยิ่งใจหาย
โอ .. แต่นี้เปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย
จักกล้ำกรายพันผูก .. แม่ลูกแล้ว

๒๒๘. วังจักร้างอักขราภาษาศิลป์
จักไร้สิ้นเพลงกานท์เคยหวานแว่ว
มธุรสพจนีย์ .. ไร้วี่แวว
อาดูรทูลกระหม่อมแก้ว .. มาแคล้วกัน

๒๒๙. กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ชีพปลิดป่นลับล่วงพร้อมดวงขวัญ
ฟ้าสังวาลย์สิ้นชาติด้วยราชทัณฑ์
ย่อมโศกศัลย์สุดเทวษทวีทรวง

๒๓๐. อกเมืองจึงร้อนร้าว .. ด้วยข่าวชู้
จากสองผู้มีใจอันใหญ่หลวง
ด้วยแรงรักร่วมปอง .. ใจสองดวง
ยอมชีพรักหักล่วง .. ไม่ห่วงเลย

๒๓๑. โอ้ .. กำสรดอาลัยห้วงใจนี้
จนสุดที่อัดอั้นรำพันเผย
กระซิบหนึ่งผ่านย้ำ .. ลมรำเพย
แต่ลับเลยอาลัย .. มิได้ลา ..

.. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย

.. เกิดไหนขอให้ได้ถนอมภักตร
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน

.. อันสาราบำราศบำรุงคิด
จาฤกไว้โดยสุจริตสาร
พยายามตามสัตย์ปัติญาณ
ภอแจ้งการที่กำม์ในกายเอย ..

 

โดย: สดายุ... 31 สิงหาคม 2557 21:05:21 น.  

 

สดายุ...

".. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย"

อ่านมาตั้งแต่เรียนหนังสือ จนบัดนี้ ก็ยังชอบที่จะอ่าน..
เข้าวัดก็ยังใช้บทนี้ อธิษฐาน.. 555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 94.23.252.21 31 สิงหาคม 2557 21:36:06 น.  

 

ด้วยอาลัยในรักตระหนักจิต
จึงไม่คิดเป็นอื่นแม้คืนผ่าน
หากดวงใจจำต้องทรมาน
ด้วยคิดถึงตลอดกาลก็ยินยอม

ที่อังกฤษวันอาทิตย์ร้านรวงไม่หยุดค่ะ แต่จะปิดเร็วมาก คือ 4 โมงเย็นปุ้บ ปิดร้านปั้บ
เมืองเล็กๆที่นี่เงียบๆดีค่ะ เหมาะสำหรับการเรียน
ปล.เหงาบ้างแต่ไม่เป็นไรค่ะ เพื่ออนาคต ^^

 

โดย: medkhanun (ตุ้มตุ้ยของเธอ ) 1 กันยายน 2557 3:35:57 น.  

 


บทเก่ารึเปล่าคะ?

แต่.. นะ อ่านกี่ครั้งๆก็ไพเราะทุกครั้ง เหมือนเป็นบทใหม่ๆเสมอนะคะ ... ^^



 

โดย: น้องเล็ก IP: 192.99.14.34 2 กันยายน 2557 12:17:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.