Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2557
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
7 พฤษภาคม 2557
 
All Blogs
 

O คิดถึง .. O








คิดถึง - PEACEMAKER



O เจ้าพระยา .. หลากเชี่ยวแล่นเกลียวคลื่น
ทั่วแผ่นผืนฟาดละอองเป็นฟองขาว
ลมอุ่นอ้อนออดรับ, แสงวับวาว-
ก็ฉาบหาวทั้งห้วง .. จนช่วงรอ
O ปั่นป่วนด้วยลมตื่น .. โลมพื้นผิว-
น้ำ, เช่นริ้วเลือดซ่านด้วยหวาน .. ก่อ-
ขึ้นจากแววชู้ชาย .. เฝ้าฉายทอ
ยั่ว .. หยอกล้อ .. ลดเลี้ยวเข้าเกลียวกลม
O ปั่นป่วนด้วยอ่อนหวาน .. ใครผ่านย้ำ
แววลึกล้ำนัยชู้ .. ยากรู้ข่ม
กำลังแห่งปรารถนาในอารมณ์
ก็สั่งสมนัยอยู่ให้รู้คอย
O กรากเชี่ยวแรงคำนึง .. คิดถึงนั้น
เมื่อเกินกั้นกีดแล้ว .. จากแผ่วค่อย-
ก็ล้อมให้ใจเผลอ .. แต่เหม่อลอย
เต็มอยู่ด้วยความละห้อย .. เฝ้าคอยรอ
O รอบคำนึงคร่ำครวญ .. ทุกส่วนนั้น
ก็คอยผันความพร้องขึ้นร้องขอ-
หมายปวงเทพแว่วเสียง .. จนเพียงพอ-
สื่อผ่านต่อ-เร้ารัวอีกหัวใจ
O สงัดกลางดาวเดือนจะเคลื่อนสู่-
เข้ากล่อมชู้โอบขวัญให้สั่นไหว
ผ่านระลอกเสน่หา .. ลอยฝ่าไป
แทรกอุ่นไอแนบน้อม .. เข้ากล่อมนอน
O หวังถ้อยทีแห่งถวิล .. จักยินเสียง-
ผ่านร้อยเรียงพร่ำพลอด .. ความออดอ้อน
สื่อตอบนัยรุมเร้าคอยเว้าวอน-
ว่าทุกห้องใจอร .. รอต้อนรับ
O หวังอ่านเงื่อนความนัย .. จากใจเจ้า
ตอบรุมเร้าอาวรณ์ .. คืนย้อนกลับ
มั่นคงนัยคมคำ .. ลงสำทับ
ไว้สำหรับตรึงมั่นลงสัญญา
O ใจคนคอย .. กังวลเช้าจนค่ำ
อกครวญคร่ำแต่ละห้อยเฝ้าคอยท่า
ขวัญเอ๋ยขวัญเรื่อยเร่กลางเวลา
หวังก็ลอยเลื่อนล้าพะว้าพะวง
O สุริยันคล้อยบ่าย .. รำบายร้อน
เติมอาวรณ์เร้ารุม .. ใจลุ่มหลง
จนจำรูญแสงระยับใกล้ดับลง
ยาก .. แต่ปลงใจรับการลับเลือน
O ชะนีโหยเสียงแจ้ว .. ดังแว่วมา
เมื่อร่องรอยเหว่ว้า .. ค่อยล้าเลื่อน
เสน่หาอาวรณ์ กลับย้อนเตือน-
อย่าบิดเบือนความนัย .. หัวใจตน
O เจ้าพระยา .. ยังเชี่ยวเป็นเกลียวคลื่น
เมื่อรมย์รื่นรุกประดังอีกครั้งหน
แรงลมร้อนผ่าวโหม .. เข้าโลมลน
พาคำนึงว่าย-วน .. อยู่อลเวง
O อย่าคลาดแคล้วอาลัย .. ห้วงใจนุช
ลมเอยโปรดฉวยฉุด .. เถิดรุดเร่ง
หอบมาฝากเย้ยยั่วใจตัวเอง
จะคร่ำเคร่งรอคอย .. ทุกถ้อยความ
O โอ แววตารูปละม่อม .. คอย-น้อมรับ
เถิดนะเจ้า .. จงระยับให้วับ-หวาม
สื่อรูปรอย .. บริบทแสนงดงาม-
เพื่อเหนี่ยวใจผูกล่าม .. เอาตามใจ
O คิดถึงจนเกินถอน .. เจ้าอ่อนเอย
แต่เมื่อเผยช่วงตอนความอ่อนไหว
ก็รับรู้อุ่นเอื้อแห่งเยื่อใย-
ว่ามีไว้ล้อมรัด .. แต่บัดนั้น !





 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2557
4 comments
Last Update : 8 พฤษภาคม 2562 14:41:44 น.
Counter : 1287 Pageviews.

 


สดายุ..

คิดถึงใคร ก็ให้ใครคนนั้น มาโพสเองแล้วกันนะ..
มินตรา ไม่โพสหรอก !

" O ปั่นป่วนด้วยลมตื่น .. โลมพื้นผิว-
น้ำ, เช่นริ้วเลือดซ่านด้วยหวาน .. ก่อ-
ขึ้นจากแววชู้ชาย .. เฝ้าฉายทอ
ยั่ว .. หยอกล้อ .. ลดเลี้ยวเข้าเกลียวกลม"

แล้วมา "แววชู้ชาย" ด้วยนี่..แม่บอกให้ห่างห่างไว้ จะปลอดภัย..555

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 7 พฤษภาคม 2557 17:20:50 น.  

 

มินตรา ..

คิดถึงคนในรูปไง ..

O ดูเลือดฝาดปาดแต้ม .. ทั้งแก้มหน้า
เหมือนรอให้สายตาลองฝ่า .. หัก
ดูเถิด .. แววตาพร้อมละม่อมพักตร์
เหมือนล้อมกักให้ละห้อย .. แต่คอยรอ
O ปั่นป่วนด้วยลมตื่น .. โลมพื้นผิว-
น้ำ, เมื่อริ้วเลือดซ่านด้วยหวาน .. ก่อ-
ขึ้นจากแววตาเฝ้า พะเน้าพะนอ
ยั่ว .. หยอกล้อรมยาในตาคน
O เจ้าพระยา .. ยังเชี่ยวเป็นเกลียวคลื่น
เมื่อคำคืนอบอุ่นไร้ฝุ่นฝน
แรงรมย์รื่นแผ่วพลิ้วเป็นริ้ววน
กลางอกอลวนอยู่ .. ไม่รู้ยาม
O โอ แววตารูปละม่อม .. ไย-น้อมรับ
เหตุใดเล่าจึงระยับ .. จนพรับ-ข้าม-
มาพิมพ์รูป .. พิมพ์รสแสนงดงาม-
แล้วเหนี่ยวใจผูกล่าม .. เอาตามใจ ?

อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 7 พฤษภาคม 2557 21:21:10 น.  

 

สดายุ..

"นิราศร้างห่างเหเสน่หา
ปางอิเหนาเศร้าสุดถึงบุษบา
พระพายพาพัดน้องเที่ยวล่องลอย.."

(นิราศอิเหนา : สุนทรภู่ )

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 8 พฤษภาคม 2557 1:23:52 น.  

 


สงสัยสดายุ จะไปหาชมพู่แก้มแหม่ม ที่อักษะ แล้ว..หายเงียบไปเลย

 

โดย: บุษบามินตรา IP: 192.99.5.126 10 พฤษภาคม 2557 14:57:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O ก่อน .. นางครวญ...O





ยามสิ้นสุด..ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน
วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐


๑๔
๑. อาดูระพูนอยุธยา
ขณะวาระวอดวาย
อำนาจและอาชญะสลาย
ก็เพราะชายน่ะร้าวฉาน


๒. โอ้..เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ
๓. ท่ามกลางคมดาบเชือด..คาวเลือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังเพลิงพลุ่งโหมซ้ำเกินรำงับ
ร่างหล่นทับเป็นเถ้า, สิ้นเงาไท
๔. โอ้…ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง
๕. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น
๖. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ-
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย
๗. พระพายเฉื่อย..เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์
๘. พระเขนยเคยหนุน...เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้..ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม..ฤๅจะกลบให้ลบเลือน
๙. หัวอกเอ๋ย..เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย
๑๐. ทูลกระหม่อม..เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
กลับเดียวดายเงียบเหงา...ใต้เงาจันทร์
๑๑. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม...ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์
๑๒. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมเสียงแผ่วให้แว่วยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา
๑๓. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ-
ดั่งมงกุฏภพชาติ..ผู้วาสนา-
น้อมลงในศักดิ์สกุลแห่งบุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร
๑๔. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
ลมแผ่วโลมผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้
๑๕. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ...ย่อมใจคน
๑๖. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว
๑๗. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้เพรงบุญเคยหนุนนำ
๑๘. อุษาสาง...พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย
๑๙. ปานฉะนี้ปิตุราชมาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อเฝ้ารอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา
๒๐. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน
๒๑. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้าง..ใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย
๒๒. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่...ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย..สูงส่ง..เกินวงศ์ตน
๒๓. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้
๒๔. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ
๒๕. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอารมณ์อบอุ่นได้จุนเจือ-
ร่วมโชนเชื้ออาวรณ์..ตัดรอนกรรม
๒๖. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง
๒๗. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามกลางนกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ
๒๘. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม-
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ-
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน
๒๙. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง
๓๐. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ..โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์..เป็นสัจจัง

๑๔
๓๑. โอ..!..ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน
๓๒. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

...กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน
...กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ




New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.