Group Blog
 
<<
มกราคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
16 มกราคม 2556
 
All Blogs
 

O รูปเอย .. O






เพลง .. ลาวดวงดอกไม้ – อัศวลีลา



O แยกแย้มพวงบุบผามณฑาทิพ
งามสีกลางระยิบระยับแสง
กรุ่นหอมอ่อน .. ลมร่ำ .. ก็สำแดง-
ผ่านลมแฝงฝากกลิ่นให้ยินดี
O โอภาสในชั้นสรวง .. โชนช่วงแล้ว
เมื่อลมแผ่วผ่านหอมมาล้อมที่
รูปนามกลางภพชาติก็วาดวี
ขึ้นช่วงชี้สัญญา .. ล้อมอารมณ์
O ช้อยช่อชู .. กลีบบาน-สุมาลย์สมัย
เพื่อโลมไล้-ผึ้งภู่ .. เข้าสู่สม
รูปพักตร์เนียนแก้มก่ำ .. เมื่อกรำลม-
ฤๅ-กลิ่นฉม .. อาจล้างให้จางรอย ?
O วูบวับแววเต้นไหวที่นัยน์ตา
ที่เหมือนว่าเริ่มแล้ว .. จากแผ่วค่อย-
ของอารมณ์ชื่นชู้ .. รับรู้-คอย-
พรากเงียบหงอยเร้ารุมลงทุ่มทิ้ง
O อยู่ท่ามกลางม่านหมอก .. ดวงดอกมาลย์-
ต้องลมลูบโลมผ่าน .. ไหวก้านกิ่ง
สายตาอ้อนออดแนบลง .. แอบอิง-
ฤๅ-อาจนิ่งงันอยู่ .. แม้ครู่ยาม ?
O ย่อมสะทกสะท้านไหว .. หัวใจนั้น-
แล้วค่อยสั่นไหวทราบ .. รสวาบหวาม
มีสายตาตื่นรับ .. รู้-วับวาม-
แห่งรสความหวานชื่น .. ที่ตื่นตัว
O อยู่ท่ามกลางคำนึง .. ใครหนึ่งนั้น
พร้อมภาพฝัน .. ก่อระลอกคอยหยอกยั่ว-
พาหอมหวานโลมขวัญจนสั่นรัว
พร้อมหมองมัวในตา .. ถูกพร่าเลือน
O คลื่นหอมหวานล้อมห่ม, สายลมร่ำ-
ก็ล้อมแต้มแก้มก่ำ .. ลอบกล้ำเหมือน-
ว่า .. อ้อมแขนอกอุ่น .. รออุ่นเรือน-
ร่าง .. เรียวจนสุดเขยื้อนขยับพ้น
O ถ้วนสิ้นความเป็นมี .. ในที่นั้น
คือความหวั่นไหวชู้ .. เกินรู้ป่น-
เผลอผ่านนัยออดอ้อน .. แทรกซ้อนจน-
รอยหวานล้นเอ่อแล้ว .. ที่แววตา
O ทุกช่วงความเป็นมี .. ของชีวิต
ตรึง, แนบชิดทุกช่วงความห่วงหา
อารมณ์ชู้ .. แรงถวิล .. รอบจินตนา-
ค่อยหลามบ่ารวมพิสัยเป็นนัยเดียว
O จนสูรย์พร่างพรายแสง, รูปแพงน้อย-
ก็แฝงรอยรุมเร้าความเปล่าเปลี่ยว
เยื่อใยม้วนซ่อนปลายก็คลายเกลียว-
ล้อมรัดเหนี่ยวผูกขวัญ .. อย่างมั่นคง
O ต่อต้านฤๅ .. เมื่องามรุกลาม .. ล้อม
และหวานหอมเร้ารุมให้ลุ่มหลง
รูปนาม, ใจดื่มด่ำ .. ร่วมจำนง-
ช่วยรับส่งอาวรณ์สุมซ้อนไว้
O เหลือแต่ต้องยอมรับ .. ลำดับเรื่อง-
การนับเนื่องสร้างฝันสู่วันใหม่
อารมณ์คร่ำครวญหา, ความอาลัย-
จึงหยาดไหลโลมทรวงทุกช่วงตอน
O เหลือแต่ต้องโอบกระชับ .. แนบกับอก
สองแขนปกป้องงาม .. ฟัง-ความ .. อ้อน
ตราบจนเสียงกระซิบเบา .. แผ่วเว้าวอน-
เปลือยอาวรณ์บอกชู้ .. ให้รู้-ชม
O แยกแย้มพวงบุบผามณฑาทิพ
สูรย์ไกลลิบระยิบดวง .. กลางช่วงฉม
เมื่อวงรอบเสน่หา .. รูป-ปรารมภ์-
เคลื่อน, ห้อมห่มโลมไล้ .. ถึงในทรวง
O น้อมรับระยับงามแห่งยามวัน
อกอุ่น, ขวัญ, อ้อมแขน, ความแหนหวง-
เหมือนอยู่รอร่วมผ่าน .. รสหวานปวง-
สืบต่อช่วงอบร่ำ .. ในคำนึง
O น้อมใจรับรูปนาม .. แต่ยามนั้น
เมื่อแววหวั่นไหวช่วง .. ลามล่วงถึง
ดุจสายน้ำกรากเชี่ยวนั้นเหนี่ยวดึง-
จมซ่านซึ้งหวานหอม .. ที่ล้อมรอ
O โอภาสในชั้นสรวง .. ยังช่วงแรง
อาวรณ์แฝงเร้นรอย .. ก็คอยล่อ-
โดยจริต .. รุมเร้าพะเน้าพะนอ-
นั้น .. ฤๅพอเพียงใจคอยไขว่คว้า ?
O รูปเอย .. รูปพิไล, ความใฝ่ฝัน-
ก็เพียงเจ้าเท่านั้น .. ให้ฟันฝ่า-
เพื่อวางรูปครอบครองทั้งสองตา
พร้อมหัวใจเสน่หา .. เกินกว่าล้าง
O รูปเอย .. รูปละม่อมในอ้อมกอด-
ความจักพลอดพร่ำชู้ไม่รู้สร่าง
นิ่มเนื้อเนียนผุดผ่องที่สองปราง-
เหมือนยอรูปขึ้นขวางเส้นทางจร ?
O ดูเถิด .. ตาปริบปรอยชม้อยชม้าย
แต่เมื่อชายชำเลือง .. ฤๅ-เปลื้อง .. ถอน-
รอบแรงปรารถนา .. ความอาวรณ์-
อันรุมร้อนเร้ารุกไปทุกยาม
O แยกแย้มพวงบุบผามณฑาทิพ
เสียงกระซิบแผ่วสั่น .. ฤๅ-หวั่น .. หวาม ?
บนฟ้าดวงวันระยับแสงวับวาม
เมื่อรูปนามซบร่างที่กลางทรวง
O งามเจ้าเอย .. ร้อยเรียงผ่านเดียงสา-
ที่เหมือนว่า .. ผ่านสู่ไม่รู้ล่วง
บนฟ้า .. สูรย์พร่างพร้อยยังลอยดวง
ก็เมื่อช่วงแขนโลภ .. เริ่มโอบเนื้อ !






 

Create Date : 16 มกราคม 2556
2 comments
Last Update : 22 มกราคม 2560 19:27:11 น.
Counter : 2769 Pageviews.

 


สวัสดีค่ะ...

โห...แฟนคุณสดายุสวยจังค่ะ(รูปบน) มิน่าล่ะคะถึงได้รจนาบทกลอนได้ไพเราะตาหล๊อดดดด....

รักษาสุขภาพนะคะ ถ้าอุตุฯแม่น วันนี้อุณหภูมิจะลดลงอีก 4-6 องศาค่ะ

มีความสุขมากๆมีสุขภาพแข็งแรงที่สุดเลยนะคะ ^^

 

โดย: น้องเล็ก IP: 118.172.124.117 17 มกราคม 2556 8:23:41 น.  

 

สวัสดีค่ะน้องเล็กตัวน้อย

เข้าเนตไม่ได้ 2 วันเต็ม .. จะมีคนคิดถึงหรือเปล่านะ
รูปข้างบนนี้ คิดว่าเขาถ่ายรูปขึ้น หน้าตาไม่สวยมากหรอกค่ะ .. เพียงแต่ไม่ยิ้มแป้นแร้นเหมือนดาราส่วนใหญ่ .. พอดีพี่ชอบหน้าตาเฉยๆมากกว่า .. ที่จะเอามาประกอบกลอน

วันนี้หนาวน้อยลงมากเลย ท่าทางกรมอุตุ ไม่แม่น .. อิๆๆ

 

โดย: สดายุ... 18 มกราคม 2556 20:23:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.