Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2555
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
1 ธันวาคม 2555
 
All Blogs
 

O พี่รักเจ้า .. 1 O






พี่รักเจ้า


O รู้ใช่ไหม .. ความกระซิบจากลิบโพ้น-
แสนอ่อนโยนสุมสั่ง .. เพื่อหวังผล-
ให้อาวรณ์อาลัย .. คอยไหววน-
พาใจนั้นลิ่วหล่น .. อยู่อลเวง !
O จึงแม้นอนหลับฝันในบรรจถรณ์
ความออดอ้อนจักรุมเข้ากุมเหง-
ล้อมรัดรูปกล่อมขวัญ .. ไม่หวั่นเกรง-
การรุดเร่งรมยา .. ผ่านราตรี
O ภาพ-ข่มยิ้มเขินอาย .. ทำส่ายหน้า
เมื่อเผยขึ้นแจ่มจ้า .. ต่อหน้าพี่
ก็เมื่อนั้นรูปนามย่อมตามตี
การวาดวีวัฏฏะภพ .. ย่อมครบวง
O รูปน้อยเอย .. ครันครบแล้วภพชาติ
รอปูรับยุรยาตรผู้ชาติหงส์
พร้อมกับความหอมหวาน .. แผ่ซ่านลง
เมื่อรูปองค์รอพร้อมการกล่อมตระกอง
O ก่อน-สุ้มเสียงสั่นกระซิบจากลิบโลก-
ค่อยเสียดโศกอาลัย .. ผ่านใจสอง
โดยความนัยกระซิบซ้ำ .. เร่งทำนอง-
ความสอดคล้องนิมิตกรรม .. กลางค่ำคืน !
O ก่อนสุ้มเสียงกระซิบสั่นจะพลันแว่ว,
จากเบา-แผ่ว .. แทรกโสต .. จนโอดอื้น-
ค่อยเร่งเร้าชาติภพเข้ากลบกลืน-
การตอบตื่นกรรมบท .. ขึ้นจดกัน
O ยิ่งกว่าความงดงามทั้งสามภพ
เมื่อตระหลบรูปสะอางขึ้นขวางกั้น
แล้วตะล่อมรสพิสุทธิ์แห่งบุษบัน-
ประโลมขวัญสั่นสิ้นจิตวิญญาณ
O ย่อมงามกว่า .. ฝุ่นฝนยามหล่น .. หลั่ง
ที่ล้อมกักเหนี่ยวรั้ง .. ร่วมสังสาร
วัฏฏะวงไหวสั่น .. แต่วันวาน-
คล้าย-หมุนรอบเหวี่ยงด้าน .. ทุกด้าน .. รอ !
O รอ-ภพชาติบรรจบตระหลบต้อน
เยี่ยง-เกสรเรณู .. เหยียด .. ชู .. ล่อ-
ผึ้งภู่ .. ร่อนโผแนบลงแอบออ-
ร่วมเคล้าคลอรสประทิ่นด้วยยินยอม
O กลีบช่อมาลย์ช้อยชู .. รอ ภู่ผึ้ง-
ลงเคล้าคลึงแทรกผ่านรสหวานหอม
เหมือนงามชี้ .. กำหนด .. ฤๅ-อดออม-
การถนอมอ้อมตระกองที่พ้องกัน ?
O แว่วยินไหม .. ความ-กระซิบกระซาบสู่-
ด้วยแรงชู้อยู่พร้อมแวดล้อมขวัญ
แว่วยินไหม .. ความคำที่รำพัน-
ปลอบ-เสียงสั่นสะท้านอยู่ .. ของผู้ใด ?
O เมื่อมาลย์หอมพร้อมมวล .. อบอวลอยู่
จะกี่ภู่ผึ้งผ่าน .. ฤๅต้านไหว
ยิ่งหอมมาลย์ – คือหวงคือห่วงใย-
เพียงรูปในอกอ้อม .. ที่หอมล้น
O จะผ่านพ้นฤๅสิ้น .. ประทิ่นรส
เมื่อเพียงจด .. หอมปวงก็ร่วงป่น
เหลือเพียงขวัญอวลหอมให้ยอมตน-
ตฤปหวานล้นหวานอยู่ .. แต่ผู้เดียว
O รูปน้อยเอย .. หอมตระหลบเมื่อจบต้อง-
พร้อมข้อแขนผุดผ่องเจ้าคล้อง .. เกี่ยว
รับรู้แววสบสื่อ .. เมื่อมือเรียว-
ค่อยโน้มเหนี่ยวแทรกฝัน .. ด้วยขวัญน้อย !







 

Create Date : 01 ธันวาคม 2555
9 comments
Last Update : 12 พฤษภาคม 2562 8:03:14 น.
Counter : 1861 Pageviews.

 



คอยด้วยเจ้าค่ะ...

คอยกลอนบทนี้จบ :'))

คงถึงกรุงเทพฯแล้ว... พักผ่อนก่อนนะคะ

 

โดย: witch IP: 118.172.108.212 2 ธันวาคม 2555 16:58:10 น.  

 

.

กว่าจะจบดึกนะ .. คอยด้วยไหวแน่นะ ? อิๆๆ

ถึงกรุงเทพแล้วโดยสวัสดิภาพด้วยเวลา 6 ชั่วโมง 12 นาที .. อันเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่เคยทำได้

พักผ่อนยังไม่ได้ค่ะ .. เดี๋ยวบทนี้ไม่จบ
คนคอยด้วยจะง่วงแย่เลย

 

โดย: สดายุ... 2 ธันวาคม 2555 19:13:06 น.  

 



"ด้วยเวลา 6 ชั่วโมง 12 นาที .. อันเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่เคยทำได้"


แพ้!! อิอิ

แม่มดขับไปชะอำกับน้องชาย ออกจากบ้าน 06.00 ไปถึงชะอำ 12.40 น. วันนั้นจำได้ว่า โดนดุซะ หาว่าขับเร็วเกินไป แต่เข้าทาง มโนรมณ์ นะคะ ไม่ผ่าน กทม.

วันนี้พี่พาคุณแม่ไปรพ.ตำรวจแล้วไปหาน้องต่อ กลับเข้าบ้านน่าจะบ่ายๆสินะคะ คงพอดีกับแม่มดประชุมเสร็จพอดี...

เดินทางปลอดภัย และทำธุระสำเร็จทุกอย่างนะคะ

มีความสุขมากๆนะคะ

 

โดย: witch IP: 118.172.108.212 3 ธันวาคม 2555 9:05:42 น.  

 

น้องเล็ก

พี่แพ้เพราะสมรรถภาพรถค่ะ .. รถเครื่องยนต์แค่ 1600 เหยียบ 150 ก็หวิวแล้ว .. แต่หากเป็น แคพติว่า .. ต้องมาวัดกันดูใหม่ เจ้าค่ะ .. อิๆๆ

การขับรถในวันฟ้าครามแดดใส .. เป็นสิ่งที่พี่โปรดปราน .. เหลือแต่ "ที่นั่งเบาะข้าง" ที่ยังว่าง บรรยากาศในรถจึงยังเงียบไปหน่อย

รอเจ้า ..


 

โดย: สดายุ... 3 ธันวาคม 2555 15:13:16 น.  

 


สดายุ..

มาทำ"สิ่งที่เป็นประโยชน์" เพื่อช่วยกันรักษา ศิลปะในการใช้ภาษาที่งดงาม

"O รูปน้อยเอย .. ครันครบแล้วภพชาติ
รอปูรับยุรยาตรผู้ชาติหงส์
พร้อมกับความหอมหวาน .. แผ่ซ่านลง
เมื่อรูปองค์รอพร้อมการกล่อมตระกอง"

ตระกอง...

"O ยิ่งกว่าความงดงามทั้งสามภพ
เมื่อตระหลบรูปสะอางขึ้นขวางกั้น
แล้วตะล่อมรสพิสุทธิ์แห่งบุษบัน-
ประโลมขวัญสั่นสิ้นจิตวิญญาณ"

ตระหลบ..ตะล่อม..
ครั้งนี้ สดายุใช้คำ ที่ทั้ง "ตระหลบตะล่อม"ล้อม เพื่อจะ"ตระกอง"กอดใครไว้ในอ้อมแขนให้ได้..นะ
เสมือนกับ ท่า รำวงของไทยเดิมเลย..จะมีรำดักหน้าดักหลัง ดักวงล้อม ด้วยอ้อมแขน..
แปลกที่ภาษา บอกภาพได้..
ว่าแต่ว่า "O รูปน้อยเอย .. หอมตระหลบ" เธอจะยอมให้ "ตระกอง"รึ..ในเมื่อเธอออกจะ "หอมตระหลบ" อยู่เช่นนั้น...


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.199.231 4 ธันวาคม 2555 1:14:34 น.  

 


"ปลาอยู่ในน้ำ .. ย่อมมองไม่เห็นน้ำ
นกบินอยู่บนท้องฟ้า .. ย่อมมองไม่เห็นท้องฟ้า
คนอยู่ในเหตุการณ์ .. จึงมักมองไม่เห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนเยี่ยงคนรอบข้าง"

คงจริงค่ะ น้องน้อยหาของไม่เจอบ่อยๆทั้งๆที่อยู่ข้างหน้า... พ่อหาแว่นอ่านหนังสือไม่เจอทั้งๆที่คาดอยู่บนหน้าผาก อิอิ

ส่วน "ปลาในน้ำ ดาวบนฟ้า เธอในฝัน" ของเล็กเป็นเพลงค่ะ :'))

ที่พี่เล่าให้เล็กฟัง และคุณแม่ของพี่ท่านเล่า แสดงว่า เรา หมายถึง คุณแม่ พี่และเล็กยังมองเห็นสิ่งเหล่านั้นค่ะ แต่...เราเก็บไว้ ...ส่วนพี่เป็นคนจิตใจดีและคิดไม่ถึงเพราะอยู่ในเหตุการณ์อย่างที่เล็กบอก ถึงได้มอง "ลิเก" เป็นเรื่องจริง...

วันนี้ที่ลำปางอากาศเย็นค่ะ ...

เล็กกลับมาบ่ายๆนะคะ

 

โดย: น้องเล็ก IP: 118.172.111.52 4 ธันวาคม 2555 7:42:37 น.  

 


สดายุ..

"O จะผ่านพ้นฤๅสิ้น .. ประทิ่นรส
เมื่อเพียงจด .. หอมปวงก็ร่วงป่น
เหลือเพียงขวัญอวลหอมให้ยอมตน-
ตฤปหวานล้นหวานอยู่ .. แต่ผู้เดียว"

"จะผ่านพ้นฤๅสิ้น .. ประทิ่นรส" นั่นซิคะ..ดูแล้วกลอนครั้งนี้ หวานกร่อยกร่อย ยังไงไม่ทราบ..
เพราะดูท่า ว่า มินตราจะ"ตฤปหวานล้นหวานอยู่ .. แต่ผู้เดียว" ..เป็นแน่แท้..เพราะสิ่งแวดล้อมมิเอื้ออำนวย..ฮึ..ฮึ..
เอ..คำว่า"ตฤป"นี่ แปลว่า อะไรเอ่ย..ผ่านตาบ่อยทีเดียว..


 

โดย: บุษบามินตรา IP: 79.205.200.253 4 ธันวาคม 2555 12:39:25 น.  

 

สวัสดีค่ะพี่กาย
อ่านเมื่อไรก็คงความไพเราะทุกเมื่อ
พี่กายสบายดีนะคะ ไม่ได้เข้ามานานมาก ม่านทำเรื่องขอจบเรียบร้อยแล้วนะคะ ปิดลิ้นชักนักศึกษาเสียที ทีนี้เปิดลิ้นชักนักการศึกษาได้เต็มตัวและ แวะทักทายเจ้าของบ้านก่อน และก็แว๊บไปอ่านกลอนให้จุใจ

 

โดย: ม่านแพร IP: 49.48.214.38 4 ธันวาคม 2555 16:33:23 น.  

 

มินตรา..

ตฤป [ตฺริบ] (แบบ) ก. อิ่ม, ให้อิ่ม, ให้กิน, เลี้ยง, กิน เช่น ตฤปตฤณ. (ส.; ป. ตปฺป).

คำนี้เป็นคำที่นายผี (อัสนี พลจันทร์ .. ผู้เขียนเพลงเดือนเพ็ญ) เป็นผู้ใช้ก่อน ในงานกวี ก็เลยเอามาใช้บ้าง

ดูในวงเล็บ .. ท้ายคำแปล .. ส. คือ สันสกฤต ส่วน ป. คือ ประโยคหรือบาลี นี่คือที่มาของคำ .. เวลาใช้ในฉันท์เราสามารถแยกอ่านได้เป็น .. ตริ-ปะ

ผึ้งล้อมและห้อมฉมะพะบู
นิระรู้ประจาคบิน
เสพหวานละลาน บ ละถวิล
ตฤ-ปะพินทุเกสร

เรื่อยเร่วเนจระพนัส
ทะลุตัดระหว่างตอน
หอมหวานสุมาลยะขจร
ขณะร่อนก็รับรู้

ภาษากลอนของไทย .. เป็นสุนทรียภาพแห่งความละเมียดละไมในการถ่ายทอดจินตภาพของผู้เขียนออกมา .. ผ่านรูปแบบที่ค่อนข้างมีลีลาเฉพาะตัว .. และผู้เสพรับจำต้องมีวุฒิภาวะทางภาษาในระดับที่ลึกซึ้งเพียงพอจะเสพรับสิ่งที่สื่อได้ .. จึงจะเป็นความลงตัวของเรื่องราว ..

หากเคยผ่านตา "พรรณนาโวหาร" ในจุฬาตรีคูณ ที่เขียนโดยนักเรียนมัธยมปลายสวนกุหลาบที่ใช้นามปากกา"พนมเทียน" มาบ้าง .. อาจสามารถประเมินคุณภาพทางภาษาไทยของคนยุคก่อนกับยุคนี้ว่าต่างกันมากมายเพียงไร ..






น้องเล็ก..
พรุ่งนี้วันที่ 5 .. พี่คงอยู่ในรถทั้งวันเที่ยวขากลับ .. มีเวลาน้อยมากสำหรับ"สาวน้อยจากทัสมาเนีย" ช่วงปีใหม่อาจลงมาอีกสักเที่ยว ..

กรุงเทพร้อนเป็นปกติ แต่ค่ำคืนแถวราชประสงค์ประดับไฟสวยงาม รับเทศกาล พร้อมหนุ่มสาวแต่งตัวทันสมัยเดินจูงมือชมไฟ+ถ่ายรูป .. กัน .. เห็นแล้ว-เอ็นดู ..อิๆๆ

ยังไม่มีโอกาสเพราะไม่มีเวลาพาทั้ง สว และ สน ไปตลาดน้ำสักที ..

ดูแลสุขภาพเจ้าค่ะ







ม่านแพร
จบดอกเตอร์แล้วสินะ .. พี่ขอแสดงความยินดีด้วย
หายหน้าหายตาไปจากบล็อคพี่นับนานจนนึกว่าเลิกท่องเนตแล้ว ..

แล้วตอนนี้ทำงานที่ไหน .. พี่จำได้ว่าครั้งล่าสุดอยู่โรงเรียนแถวสวนผึ้งราชบุรี .. ใช่ บ่

เรียนเก่ง และเรียนได้สูง ก็จะได้เปรียบคนอื่นในหน่วยงาน .. ขอให้ม่านประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ

 

โดย: สดายุ... 4 ธันวาคม 2555 19:22:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O อุปาทานรูป .. O





๑๔
O ชลพินธุรินภวะละหลั่ง
นภะฝั่งก็พร่างไฟ-
ด้วยดาริกาสมะสมัย
รุจิไล้ประโลมหลัว
O เย็นรื่นเพราะคลื่นวตะระลอก
ขณะหมอกก็หม่นมัว
เผยร่าง .. ระหว่างพรรณะระรัว-
พะ-เหยาะยั่ว .. กะเยียบเย็น
O คู่ดาวอะคร้าวรหัสะนัย
ก็ประไพประภาพเพ็ญ
ยามชายชม้ายพิศะ บ เร้น-
นยะเต้นขจ่างตา


O เกิดแต่เมื่อเดือนฉายที่ปลายช่วง-
ดาวเลื่อนดวงหันเห .. ลับเวหา
แทนที่ด้วยคำมั่นคำสัญญา-
ขึ้นค้ำฟ้าแทนช่วง .. ของดวงไฟ
O เกิดแต่เมื่อชาติภพบรรจบรูป
เมื่อเปลวเทียนควันธูป .. ลอยวูบไหว
ภาพแววตาสั่นรัว .. คล้ายหัวใจ-
ต้องเลศนัยแรงชู้เข้าจู่โจม
O เสียงธรรมพระ .. จะแจ้งสำแดงสอน
เพื่อดับร้อนข่มทุกข์ที่ลุกโหม
ในอกผู้สั่นระทึกเสียงครึกโครม
ฤๅอาจโซรมให้ซบ .. เพียงสบธรรม ?
O คำพระว่า .. ตามองสบต้องรูป
ใจอาจวูบวาบเผลอ .. ถึงเพ้อพร่ำ
ด้วยรูปการหวานหอม .. ช่วยน้อมนำ-
พาเหยียบย่ำเวทนา .. สู่อาวรณ์
O คำพระว่า .. อารมณ์หากข่มไหว
จงข่มไว้ด้วยธรรมท่านพร่ำสอน
ตาสบรูป .. ภพชาตินั้นอาจทอน-
ให้ขาดตอนขาดช่วง .. จนล่วงรอย
O เสียงพระเทศน์ยังแว่วไม่แล้วล่วง
เพื่อคอยหน่วงเหนี่ยวโลกพ้นโศกสร้อย
หากแววตาใครหนอเหมือนรอคอย-
เหลือบ .. ชม้อยชม้ายสู่ .. ให้รู้ความ
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออกใจเสพทราบ .. รสวาบหวาม
รูปพักตร์เอย .. โลมรุกเข้าคุกคาม-
จักข่มข้ามบ่ายเบี่ยงเอาเยี่ยงไร ?
O จนสิ้นเสียงพระเทศน์, แววเนตรนั้น-
จากลอบเหลือบสบกัน .. ค่อยสั่นไหว
คล้ายเลือดซับแก้มก่ำ .. อยู่รำไร
เมื่ออาลัยอาวรณ์ สุดผ่อนลง
O เมื่อนันทิ .. ผลิเล่ห์ในเวทนา
จนอุปาทานขับ .. ขึ้นรับส่ง
สร้าง-ภพชาติเป็นกรรมขึ้นดำรง
แรงจำนงก็เผยแล้วผ่านแววตา
O อธิษฐาน .. เยี่ยงไรหนอใจนั่น
ให้-ผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหา ?
หรือ-ชาติใดพานพบเพียงสบตา-
ให้รองรับเสน่หาทุกคราครั้ง ?
O ครั้งนั้น .. คงตั้งจิตอธิษฐาน-
จึงสืบผ่านถ้อยคำด้วยน้ำหลั่ง-
ลงให้พื้นปฐพินทร์ได้ยิน .. ฟัง-
จนรับรู้กำลัง .. ความตั้งใจ
O จึงวันนี้ .. รูปน้อยเหมือนคอยอยู่
คอย-รับรู้ .. รับรองความผ่องใส
ปรากฎขึ้นเทียบค่าความอาลัย-
กับรูปในความฝันจากวันเพรง
O เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
ก็คลับคล้ายรูปนิมิตเคยพิศเพ่ง
จันทร์เคยทอแสงปลั่งกลางวังเวง
ก็ยังเปล่งปลั่งงาม .. จนยามนี้
O จันทร์ที่ลอยกลางสรวง .. ยังดวงเดิม
รูปต่ายเติมแต้มลงยังคงที่
เช่นรูปในแววตา .. กอปรท่าที-
แห่งใยดีอาวรณ์ .. ออดอ้อนนั้น
O ยังอ่อนโยนอ่อนหวาน .. จนปานว่า-
แววในตาลอบชม้ายยังส่ายสั่น
สั่งชี้จิตวิญญาณจากวานวัน
ก่อนครั้งสัญญาชาติจักขาดวง
O เปลวเทียนและควันธูปยังวูบไหว
เมื่ออาลัยพิสวาดิด้วยชาติหงส์
เริ่มเร้ารุกคุกคาม-ตั้งจำนง-
ต่อรูปองค์เบื้องหน้าอย่าท้าทาย
O เหมือนแว่วธรรมพุทธา, เมื่อตาจ้อง
เรียวรูปนิ้วจับของประคองถวาย
แต่บัดนั้นอุปาทานก็พานกาย
เมื่อดวงเนตรนั้นชม้ายเหลือบชายมา
O สิ้นเสียงธรรม, นันทิ-กลับผลิช่วง-
ขึ้นในดวงจิตคอยละห้อยหา
เติมแต้มรูปอภินันท์ ลงสัญญา
ชี้, บัญชาให้สำทับชั่วกัปกาล
O เสียงพระเทศน์พ้นผ่านไปนานแล้ว
ลมยังแผ่วยังพลิ้วเป็นริ้วผ่าน
เมื่อ .. ดวงตาพรับพริ้ม เผยยิ้ม .. ปาน-
ช่วยเหยียบโลกทรมาน .. ให้ .. ลาญลบ !

O เสียงไก่ขันแว่วฝ่าอุษาสมัย
บอกจันทร์ให้งำรอยแล้วถอยหลบ
เพื่อเปิดฟ้าแรกวันให้ครันครบ-
การบรรจบรูปธรรมแสนอำพน
O ลมหนาวพลิ้วผ่านอยู่แต่ตรู่สาง
หมอกก็คลี่ม่านพรางทั่วทางถนน
หนาวเนื้อตัว, หนาวในหัวใจคน-
นั้น-หนาวจนถวิลอุ่น .. ไว้หนุนทรวง
O เม็ดน้ำค้างวางหยาด .. เรียงหยาดรับ-
การทอดทับแต้มแต่งด้วยแสงสรวง
จึงเห็นรูปเพชรพลอย .. นั้นลอยดวง-
พร้อมรูปหวงพร่างแพร้วในแววตา
O แววระยับวามช่วง .. ในดวงเนตร
ค่อยเผยเลศนัยเผดียง บอกเดียงสา
ทั้งพฤติ, รูปนาม .. ย่อมล่ามอา-
รมณ์ .. ผู้อุปาทานขับ แนบกับใจ
O มุขมณีน้ำระยับ .. ย่อมจับจิต-
ผู้เพ่งพิศ-อภิรมย์, ฤาข่มไหว
เห็นแต่เพียรจับจ้องหมายมองไป
เสพรูปนามเพ็ญพิไล .. หวัง-ไขว่คว้า
O เห็นงามก็ว่างามไปตามเห็น
กับแฝงเร้นกรณีทุกทีท่า
ดั่งดวงแก้วเหลื่อมประกายต่อสายตา
เพื่อร่ำรอเสน่หาจากตาชาย
O เห็นงามคุกคามฝ่า .. แววตาสบ
ย่อมบรรจบลุกลามเป็นความหมาย
ถวิลแต่คุณค่าอันพร่าพราย
ที่โชนฉายแววมณีเป็นสีเดียว
O ทุกพื้นเหลี่ยมมุมรัตน์ .. จำรัสแสง
เหลื่อมสำแดงรูปรอยให้พลอยเหลียว
ผ่านแววตาแฝงเร้น .. ราวเส้นเกลียว-
เคลื่อนเส้นเข้ารัดเหนี่ยว .. พันเกี่ยวใจ
O แล้วม้วนเส้นม้วนปลายเก็บปลายเงื่อน
จนสุดเคลื่อนสุดคลาย .. ต้น-ปลาย .. ไหว
เพื่อเสพรับอุ่นอายจากภายใน-
อุ่นอาลัยให้ระรุม .. คอยสุมลน
O แต่บรรจบก็ลุกลามเป็นความหมาย
แววตาคล้ายจำนรรจ์นับพันหน
กระนั้นแล้ว .. หวั่นไหว .. และใจคน
จักหลุดพ้นพรากได้เยี่ยงไรกัน
O เห็นมณีน้ำระยับงามจับจิต
ย่อมต้องคิดหมายปอง ตระกองขวัญ
เพื่อยึดโยงปักปลูกความผูกพัน
ไปชั่วกัปชั่วกัลป์พุทธันดร
O คะเนนึกคะนึงอยู่แต่ตรู่สาง
ที่แววอางขนางเห็นเกินเร้นซ่อน
ที่แสงในแววตาผู้อาทร
สบ-เว้าวอน .. เพรียกถวิลเพรียกจินตนา
O คะเนนึกคะนึงอยู่ไม่รู้สิ้น
เปลี่ยวเหงาย่อมพังภินท์จนสิ้นท่า
เมื่อแสงวามผ่องแผ้วในแววตา
เผยต่อหน้าพาโลกพ้นโศกซม
O แววมณีงามเพ็ญ .. เมื่อเต้นตอบ-
โลกโดยรอบเคยระยับก็ลับ .. ล่ม
เหลือเพียงงามเบื้องหน้าให้ปรารมภ์
รอขับข่มทุกมณี ในที่นั้น
O เม็ดน้ำค้างทุกหยาด .. บำราศแล้ว
เหลือเพียงแก้วมณีพราย .. ยังส่ายสั่น
ครองภาวะโชนช่วง .. เมื่อดวงวัน-
ราวจักบรรลัยล่วง ด้วยดวงตา !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.