+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ {SPECIAL} : "“10 หนังที่รัก ในรอบ 10 ปี" ...ประจำปี 2000-2009 ของผม คือ...?

"ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์" {The Best of 2009} ที่ผ่านพ้นมาแล้ว.. ขอชวนย้อนกลับไปอ่านกันได้ โดยคลิกที่แบนเนอร์ข้างล่างนี้เลยครับผม















แล้วก็ถึงจุดจบของ ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ ฉบับที่มาเป็น สกู๊ปพิเศษ แล้วล่ะครับ.. ซึ่งครานี้ จะไม่ได้ว่ากันเฉพาะหนังในรอบปี 2009 เพียงปีเดียวเท่านั้น แต่ยังจะเหมาเอาทั้งหนึ่งรอบทศวรรษที่ผ่านพ้นไปเลยทีเดียว

นับตั้งแต่เข้าสู่ยุค Y2K เป็นต้นมา... ผมได้เข้าสู่โหมดเป็นคนบ้าหนังอย่างเต็มตัว ยกให้การดูหนังกลายเป็นงานอดิเรกหลักๆ (จนทุกวันนี้ มันคล้ายเป็นอาชีพอีกอย่างเคียงคู่สถานภาพ นักศึกษา ไปเสียแล้ว เอิ้กๆๆ) ..ฉะนั้น ทศวรรษที่ 00 จวบจนถึง 09 มานี้แล้ว จึงต้องเป็นจุดเริ่มต้นหลายๆอย่างสำหรับผม กับสิ่งที่เรียกว่า หนัง ...โดยเฉพาะกับการสมัครใจมาเป็นบล็อกเกอร์ผู้ชื่นชอบการรีวิวหนังให้ใครต่อใครได้อ่านอย่างที่เป็นอยู่ หรือจะเรียกง่ายๆว่า ‘นักวิจารณ์(สมัครเล่น)’ ก็คงได้

ดังนั้น ในเมื่อนักวิจารณ์(ทั้งจริงและเล่น)หลายต่อหลายคน เขาก็ต่างมีลิสต์ หนังในดวงใจรอบทศวรรษ มานำเสนอเป็นกรณีพิเศษกันอยู่แล้ว ..ผมก็เลยขอตามกระแสเอากับเขาบ้าง ลองมานั่งรำลึกอดีตที่ไม่ยาวนานนัก นึกหาอะไรที่พอจำความได้ และคัดเลือกเอาแต่ความทรงจำที่ดีมากๆ เหล่านั้น มามิกซ์รวมกัน ...เพื่อทำบล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อกำนัลความพึงพอใจส่วนตน และก็ยังต้องรวมไปถึง ผู้อ่านบล็อกที่คอยติดตามผมแบบลับๆล่อๆ หรือเสนอตัวบ้างอะไรบ้าง ..อยากให้ใครได้อ่าน แล้วมารำลึกความหลังไปด้วยกันเช่นนี้

ในเมื่อหนังที่ต้องเลือกมาล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่ต้องได้รับการวงเล็บไว้ข้างหลัง ว่าเป็นหนังของปี นับตั้งแต่ 2000-2009 แล้ว ..แน่นอนที่ย่อมต้องมีหลายเรื่องมากๆ ที่ผมยังรู้สึกติดตรึง และจดจำขึ้นใจ มาถึงวันนี้ ...ซึ่งก็ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ การคัดเลือก มันจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวคงเป็นไปไม่ได้เลย ผมจึงต้องวางเอาหนังที่ผมนึกขึ้นได้เหล่านี้(ที่ยังต้องพึ่ง โปรแกรมฉาย จากเว็บเฉลิมไทย มาช่วยอยู่ดี) มานึกหาเหตุผลที่ทำให้ผมชอบ ผมรัก ประทับใจกับมัน แล้วค่อยๆกลั่นกรองเรื่องที่โดนน้อยกว่าออกไปๆๆๆ เพื่อจะให้เรื่องที่จัดว่าโดนมาก! คงอยู่ในรอบแรก

และแล้วรอบแรก ผมก็ได้หนังดีมาก โดนมาก! มานับเป็นเลขอย่างพึงพอใจ ด้วยจำนวนทั้งหมด 36 เรื่อง

ซึ่งผมจะไม่ขอบอกว่า ผมชอบหนังทั้งหมดเหล่านี้ เพราะอะไรกันแน่ ..เพราะถ้าให้บอกจริงๆ เชื่อว่า มันจะยาวเกินไป!!! จนชวนให้ผมขี้เกียจทำบล็อกต่อ

เอาเป็นว่า ไม่พูดอะไร ก็ขอให้ไปดูรูปที่รวบรวมหนังเหล่านั้นมาไว้ด้วยกันเลยซะดีกว่า... (แล้วถ้ามีใครสงสัย หรือสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ ก็ค่อยถามด้วยการคอมเมนต์ บล็อกนี้ ที่ข้างล่างได้เลยนะจ้ะ ..ถึงจุดนั้น จะตอบให้ ^^)







ใครเห็นช่องว่างเหล่านี้แล้ว อย่าได้เป็นงง ว่าหายไปไหน? ...อย่าลืมสิครับ ว่าคอนเซปต์ของบล็อกนี้ คือ การนำเสนอ “10 หนังที่รัก ในรอบ 10 ปี” อย่างที่ผมเกริ่นนำไว้แต่ในบล็อกที่แล้วๆมา

ฉะนั้นผมก็เลยจะแยกเอาหนังที่หายไปจากรูปเหล่านั้น มาเจาะ(แต่ไม่ลึกอะไร)เป็นเรื่องๆไปเลย

ผมจะไม่ขอจัดอันดับให้หนัง ไล่หลังจาก 10 ไปหา 1 เช่นที่ทำกับหนังแห่งปีนะครับ ..เพราะถ้าให้ทำจริงๆ ก็ลำบากใจมาก ที่จะจัดอย่างไรให้เหมาะสมดี!!?

แต่ผมจะขอไล่เรียงจากอายุหนังที่อาวุโสกว่า มาจนถึงหนังที่ยังผ่านตามาไม่นานนม.. ซึ่งคงไม่ลำบากอะไรเลยล่ะ ง่ายดายมากมาย

เกริ่นมาพอสมควรแล้ว ได้เวลาต้องเฉลยจริงๆแล้ว... และ 10 เรื่องที่ชอบมากๆๆๆ โดนแรงๆๆๆ เข้าขั้นรักสุดๆ ๆๆ ถึงกระทั่ง สร้างแรงบันดาลใจบางอย่าง ให้กับผมได้ ก็ปรากฏเป็น ดังต่อไปนี้




Top 10 in Love with Movie in 2000’s







“Moulin Rouge”

ผมเริ่มได้รู้ตัวว่า รักการดูหนังเพลง ก็ด้วยเพราะหนังเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานี่เอง

แม้ก่อนหน้าจะไม่เคยรู้จัก “บาซ เลอร์แมนน์” มาก่อนเลย ไม่เคยรู้ว่า เขาคือคนทำ “Romeo & Juliet” เวอร์ชั่น ลีโอ & แคลร์ ด้วยซ้ำ ...แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้ปุ๊บ ผมก็รักผู้กำกับท่านนี้ไปเลย

ผมว่า เขามีความสามารถสูงมาก ที่จะทำหนังประเภทอลังการงานสร้าง ให้ออกมาสวย สด และมีลีลา ความโลดแล่นที่ไม่เหมือนใคร ...ทั้งๆที่ ชั่วโมงบินอาจไม่ได้สูง เหมือนผู้กำกับที่ผ่านหนังมาเป็นสิบๆ เป็นเจ้าของรางวัลเต็มตู้ประจำบ้าน ..แต่ความน้อยของเขา กลับให้คุณภาพที่มากอยู่เสมอ

แม้กระทั่งกับผลงานที่ออกมาน่าผิดหวังในความรู้สึก เช่น “Australia” ..ผมก็ยังมองเห็นความเป็น บาซ ที่หนักแน่นไม่เสื่อมคลาย

กลับมาว่ากันที่ Moulin Rouge ..เพื่อจะถามว่า ผมรักหนังเรื่องนี้ที่ตรงไหนเหรอ?

ผมก็ไม่รู้จะบรรยายอะไรดีให้มากความล่ะนะ... แต่เอารวบๆรัดๆ ผมคงบอกได้แค่ว่า นี่คือ หนังเพลงที่ทำออกมาได้ถึงพร้อม เข้าขั้น Perfect ในทุกสิ่งอย่าง ก็เท่านั้นแหละ ..ซึ่งมาจนถึงเวลานี้แล้ว ก็ยังมีเรื่องนี้เรื่องเดียว ที่ผมว่า มันเหมาะสมกับคำอังกฤษ คำนี้ ได้จริง


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังเพลง” อันดับ 1 ในดวงใจ







“Hero”

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ลองถามว่าหนังจีน มีอะไรให้ดูบ้าง ผมคงคิดออกแต่ชื่อของ “เฉินหลง” “โจวซิงฉือ” หรือ “หลิวเต๋อหัว” ที่จะแล่นเข้ามาในสมอง ..แต่ลองเป็นวันนี้ ซึ่งผ่านตามาพอสมควร ให้ถามว่า ผมคิดถึงใครเป็นอันดับต้นๆ คงต้องมีชื่อ “จางอี้โหมว” อยู่ในนั้นด้วยแน่แท้

หลายคนคงรู้ดีว่า เขาเป็นคนที่มี ศิลปะในการทำหนัง ในระดับสูงคนหนึ่งของแผ่นดินจีน (ถึงขนาดได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้กำกับพิธีเปิด-ปิด โอลิมปิก เมืองจีน.. ก็สมควรอยู่) แต่ในฐานะของคนดูหนังคนหนึ่ง ผมว่าเขาไม่ได้มีดีแค่ การสร้างงานศิลปะบนผืนจอที่งดงาม เพียงเท่านั้น

แต่เขายังเป็นคนที่เก่งกาจ ในด้านการสื่อสาร ..สื่อใจความปรารถนา ผ่านฉากต่างๆที่แพรวพราว ออกมาได้อย่างมีระดับ...เป็นงานราคาแพง(ในทางโปรดักชั่น)ที่ให้คุณค่าต่อจิตใจได้สูง

ผมนับว่าเป็นผู้กำกับชาวจีนไม่กี่คน ที่กลืนกินความเป็นจีน เสพซึ้งเข้าไปอย่างเต็มตัว ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ในบรรดาหนังที่ว่าด้วย วิทยายุทธการต่อสู้ ขนานจีน ที่ผมเคยผ่านตามา ..ไม่มีเรื่องไหนที่ผมรู้สึกเลยว่า มันได้สอดรับความเป็นจีน เข้าไปได้อย่างเต็มพื้นที่ของหนัง เฉกเช่นที่ Hero เรื่องนี้สามารถทำได้

ที่สำคัญ มันยังมีความน่าสนใจมากกว่า หนังที่ส่งบทให้พระเอกโฮกฮากออกมาฟาดฟันดาบไปวันๆ แล้วชนะผู้ร้ายในตอนจบเป็นปกติ ..หากในการต่อสู้แต่ละครั้งใน Hero มันล้วนแต่มีความนิ่ง สงบ และเยือกเย็น แอบแฝงเอาไว้ จนทำให้เหล่าตัวละครในเรื่องดูเป็นคนปกติทั่วไปได้จริงๆ (แม้จะยังคงมีจริตแบบตัวละครในนวนิยายอยู่บ้างก็เหอะ)

ฉะนั้นแล้ว Hero จึงถือเป็นผลงานที่สอดรับความมีศิลปะ การสื่อสาร และขนบความเป็นจีน เข้าไปได้ อย่างลงตัวเป็นที่สุด ทั้งกับในบรรดาหนังที่ จางอี้โหมว เคยทำมา หรือกระทั่งกับหนังจีนด้วยกันที่ผมเคยดู ..ฉะนั้น ผมจึงปฏิเสธความมีคุณค่าของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย ในฐานะที่มัน คือ หนังจีน ที่ผมเคยดู ด้วยจำนวนรอบที่มากที่สุดไปแล้ว!! (นับเกินสิบได้ละมั้ง)

ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังจากประเทศจีน” อันดับ 1 ในดวงใจ / “หนัง Martial Arts” อันดับ 1 ในดวงใจ







“Infernal Affairs”

ข้ามแผ่นดิน จากเรื่องที่แล้ว มาสักเล็กน้อย แค่มหาสมุทรกั้น.. เพื่อมาเจอกับหนังที่ผมพูดได้เลยว่า นี่คือ หนังที่หักเหลี่ยมเฉือนคม ได้มันส์ที่สุด เท่าที่ผมเคยดูมา ..ทั้งๆที่ความมันส์ปกติทั่วไปเช่นฉากแอ๊คชั่น ก็นับจำนวนได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

ตอนที่ดูชื่อไทย “2คน 2คม” ก็ยังเดาทางไม่ถูกว่าหนังต้องการสื่ออะไร ..ถึงจะเห็นบนโปสเตอร์ว่ามีดาราระดับแม่เหล็กสองคนของเกาะฮ่องกง (ที่จะว่าไปก็คล้ายๆจะเป็น หนึ่งใน จีน นั่นแหละ) อย่าง “หลิวเต๋อหัว” กับ “เหลียงเฉาเหว่ย” เป็นตัวนำ แต่ 2 คนนี้ เขาจะมาทำไรในหนังกันหรือ ...จะสู้กันด้วยกระสุนปืน เช่นหนังฮ่องกง แมนๆที่(เข้าฉายบ้าน)เราเคยเห็นกันบ่อยๆหรือเปล่า ?

แต่เอาเข้าจริง ทุกสิ่งที่คาดไว้ก็ผิดจากที่คิด เขาสองคน ไม่ได้มาเพื่อบู๊ล้างผลาญ (ถึงบทจะเข่นฆ่าก็ประหยัดกระสุนกันเสียจริง!) ...แต่พวกเขามาเพื่อจะ เฉือนคม สมที่ชื่อไทยมันบอกใบ้เอาไว้

ผมอาจไม่เคยดูหนังแบบนี้มาก่อนหน้านี้หรอก เพราะปกติ ก็เป็นคนที่ชอบกับการดูหนังแอ๊คชั่น ที่ยิงกันหูดับตับไหม้ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันไปเรื่อย... แต่เมื่อได้ลองมาสัมผัสหนังแอ๊คชั่นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่โจ๋งครึ้ม ไม่อึกทึก เช่นนี้แล้ว ผมว่า อย่างหลังนี้ มันดูจะอันตรายยิ่งกว่าการฆ่ากันแบบเห็นเลือดเห็นเนื้อเสียอีก

หนังได้สร้างสภาวะอันตรายแบบซึมลึกกับคนดู ผ่านการเข้าไปสำรวจความคิด ความรู้สึก ของตัวละครต่างๆในเรื่อง.. ซึ่งไม่ใช่แค่เจาะเฉพาะเน้นไปที่ตัวเอก สองคนสองคม ในเรื่องกันลูกเดียว แต่ยังเอี่ยวผู้คนแวดล้อมเข้าไปอยู่ร่วมรบราในสงครามทางจิต ที่หาทางจบได้ยาก

ก็จะไม่ให้ยากได้ไงไหว ในเมื่อหนังอุตส่าห์ มีภาคสอง ย้อนความหลัง และภาคสาม เดินเรื่องต่อตามมาอีกต่างหาก

แต่ถึงกระนั้น มันจะมาเป็นไตรภาค ผมก็ไม่หวั่นไหวใดๆ... เพราะแท้ที่จริงแล้ว ก็ยังมีแค่ภาคแรก ภาคเดียว เท่านั้น ที่ผมรู้สึกว่าหนังมันตอบโจทย์ที่สมควรตอบ ได้จบอย่างลงตัวของมันเองไปเรียบร้อยแล้ว (ส่วนที่เหลือจากนั้น มันก็คือ การเข้าไปสำรวจที่ลึกซึ้งขึ้นอีก ..แม้จะยังประทับใจได้บ้าง แต่ก็รู้สึกอิ่มกับภาคแรกไปหมดแล้วนั่นเอง)

และที่สำคัญไปกว่านั้น.. ผมไม่เคยดูหนังเรื่องไหน แล้วรู้สึกสะเทือนใจ กับการเกิดมาเป็นคนดี เท่าที่เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเลย

แล้วมันก็ยังจริงอย่างที่ใครๆเขาว่า ...ทำเลว มันยังง่ายดายและสบายกว่าทำดี หลายเท่ายิ่งนัก!!

สุดท้ายนี้ ขออย่าให้ได้พูดถึง เวอร์ชั่นดัดแปลงให้มากเลย ..ผมก็ยังแค่คิดว่า มันคือหนังที่เก็บเครดิตมาถึงจุดไมล์สะสมแต้มสูงสุดของ "มาร์ติน สกอร์เซซี่" เท่านั้นเองจริงๆ


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังจากฮ่องกง” อันดับ 1 ในดวงใจ







“Love Actually”

ผมก็คืออีกคนที่ตกหลุมรัก หนังรักเรื่องนี้ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

การดูหนังเรื่องนี้ นอกจากจะทำให้จิตใจของผมแช่มชื่น เต็มตื่นไปด้วยความรู้สึกดีแล้ว ..มันยังทำผมเห็นว่า การมีความรัก มันดีอย่างนี้นี่เอง

เวลาก่อนหน้านั้น ผมยังไม่เคยคิดจะเอาจริงเอาจังในเรื่องความรักกับใคร (แม้จะเคยมีการแอบรัก มาตั้งแต่สมัยเรียนประถม แต่ก็ไม่คิดจะจู่โจม จริงจังอะไรหรอก) เพราะยังไม่รู้จักว่า ความรัก มันคืออะไรกันแน่?

แต่เมื่อผมได้ประสบพบดูหนังเรื่องนี้แล้วปุ๊บ ..ผมก็ปิ๊งๆ เริ่มส่งสายตาแวววาว กับมันปั้บ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ สามารถนำเสนอมุมมองความรักที่หลากหลาย ออกมาผ่านช่วงเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ ได้อย่างลงตัว และจบเรื่องราวของแต่ละคู่ได้ด้วยความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอันดีถ้วนๆ ..โดยแม้จะไม่ได้หมายความว่า บางคู่จะสมหวัง แต่นั่นมันก็จุดพลังให้คนยังมีความหวังกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ความรัก ได้อยู่ต่อไป

แล้วก็ด้วยแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากฉากบอกรักหน้าประตูบ้าน ฉากนั้น นั่นแหละหนา... ไฟแห่งความรักของผมก็ถูกจุดติดในทันที พร้อมที่จะเริ่มคิดจะมีรักเป็นอย่างใครๆเขา

ซึ่งเวลานั้น คนๆหนึ่งที่ผมเล็งอยู่ ผมก็ได้แต่คิดแอบชอบ อยากใกล้ชิดไปเรื่อยๆ (ก็เป็นเพื่อนกันนี่หน่า).. ผมก็คิดได้แล้ว ว่าคนๆนี้นี่แหละที่จะต้องเป็นความรักครั้งแรกของเรา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.. หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมต้องใช้เวลาอีก 4 ปีถึงจะกล้าบอกรัก!!!

แน่นอนว่า มันนานไปมั้ง? ..แต่ก็เอาเหอะ ถ้าคิดว่า หนังเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมได้ มันก็น่ายินดีที่สุดท้ายผมก็กล้าได้กล้าเสียซะที (ส่วนจะได้หรือเสีย อันนี้ ยังบอกไม่ได้ ณ จุดนี้ อุอุ) ..และน่ายินดียิ่งนัก ที่หนังเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้จักความรักที่แท้จริงได้ (นอกเหนือจากรักพ่อรักแม่รักครอบครัว)


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังโรแมนติก-คอมเมดี้” อันดับ 1 ในดวงใจ







“Eternal Sunshine of the Spotless Mind”

เรื่องก่อนเป็นรักปนขำ แบบคนอังกฤษผู้ดี้ผู้ดี ..ส่วนเรื่องนี้ ก็เป็นรักปนขม อารมณ์อินดี้มะกันที่แอบอาร์ตมิใช่น้อยๆ

ขณะที่เรื่องก่อน พูดแต่เรื่องรักในมุมที่ดี้ดี เรื่องนี้ก็จะตรงกันข้ามตรงที่ ตัวเอกของเรา เกลียดความรักจนถึงขั้นอยากลืมว่าครั้งหนึ่งเคยรักใครคนหนึ่งอย่างหมดใจ ..แล้วมันก็เก๋ไก๋ตรงที่ ในหนังเรื่องนี้ มีคลีนิคที่ให้บริการลบความทรงจำ ในเรื่องที่อยากลืมเสียด้วยสิ

แต่ถึงกระนั้น ตัวเอกจะหมายมั่นต้องลืมคนรักเก่าให้จนได้ ..หากเอาเข้าจริง ความรักมันก็ยังเล่นตลกอยู่ดี

เมื่อเขาได้กลับไปนอนระลึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่เคยแสนสุข อิ่มเอมใจ อีกครั้งหนึ่ง.. เขาก็ตระหนักเพื่อพบว่า เขาไม่อาจลืมความรักครั้งที่ดีที่สุดของเขานี้ได้ลงคอ

ทุกอย่างที่หนังเรื่องนี้ นำเสนอมันดูจริงหมดแหละ.. ถึงต่อให้เราจะทุกข์ทรมาทรกรรมกับการโดนทิ้ง ประหนึ่งเราเป็นขยะเน่าเหม็น แต่ก็ใช่ว่า ก่อนหน้านั้นเขาจะมองว่าเราเป็นอะไรที่โสโครกเช่นขยะมาตลอดซะเมื่อไหร่

และเป็นเช่นเดียวกับ ความทรงจำ ..ในเรื่องที่ดูน่าจะเหม็นเน่าเพราะกาลเวลามันผ่านล่วงเลย ความรักได้หมดอายุลงไปแล้ว มันก็ยังสามารถเก็บรักษาให้สดใหม่ได้อยู่ เพียงถ้าเรารู้จักวิธีถนอมที่ดี ...หากได้แช่ช่องฟรีซเอาไว้ มันก็จะไม่ละลายหายไปไหน อีกคงยังจะเก็บเอาไว้อยู่ในใจเสมอ จนถึงกระทั่งวันที่เราหมดไฟจะให้ชีวิตกับตู้เย็นตู้นี้ ..มันก็พร้อมจะตายไปกับเรานั่นเอง

หนังเรื่องนี้ จึงเหมือนเป็นการพูดสื่อสารกับเราอย่างเจตนา ว่า... การคิดจะลืมเรื่องความรัก มันคือการทำลายชีวิตที่รุนแรงอย่างถึงที่สุด ..และในความเป็นจริง โลกนี้ ไม่มีใครลืมมันได้ลงหรอก ซึ่งถึงต่อให้จะมีคนรักใหม่อีกกี่สิบคน สิบคนก่อนที่ผ่านพ้นมา ก็ยังจะจดจำขึ้นใจได้อยู่ดีว่า เคยรักกัน

แม้เนื้อหาเหมือนจะนำเสนอแต่ความขมๆขื่นๆมาตลอดทั้งเรื่อง ..แต่พอถึงตอนจบแล้ว มันกลับทำให้ผมต้องยิ้มๆออกมาได้ อย่างแปลกประหลาดเลยทีเดียว!


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังโรแมนติก-ดรามา” อันดับ 1 ในดวงใจ







“เพื่อนสนิท”

สืบเนื่องมาจาก Love Actually ที่ทำให้ผมกล้าจะบอกรักกับใครคนหนึ่ง ..แต่จำต้องใช้เวลายาวนานถึง 4 ปี ในการพูดคำนั้นได้สำเร็จ

ถ้าถามว่า เพราะเหตุใด ผมถึงช้าได้ช้าดีนัก กะเพียงแค่คำว่า รัก คำเดียว เท่านั้นนะ ..ผมก็ขอเบิกตัว ตัวการ ที่ทำให้ผมไม่กล้าจะพูดคำนั้นออกมา อันเป็นได้เพราะหนังเรื่องนี้นี่เอง

ก็ในฐานะที่เราเองต่างเป็นเพื่อนสนิทกันเหลื้อเกินนี่แหละหนา ..ผมถึงไม่บังอาจจะ อยากอกหักแบบ นาย “ไข่ย้อย” ..และไม่อยากให้ฝ่ายหญิงต้องทนทุกข์ใจจนมองหน้ากันไม่ได้อีกเลยแบบ “ดากานดา”

แต่กระนั้น เมื่อผมยังรู้สึกไม่ห่างหายความทรมาน ที่คำๆนั้นมันยังล้นอกล้นใจอยู่ไม่สร่างซาไป ..นับจากหนังเรื่องนี้ มีอายุได้ 2 ปีนี่เอง ผมจึงยอมรับความจริงว่า เราหนีหัวใจตัวเองไปไม่พ้นอยู่ดี และสุดท้ายผมก็พูดมันออกไปด้วยอารมณ์ที่คล้ายคลึงกับ ไข่ย้อย (แถมอุตส่าห์เป็นเวลาเหมาะสม เมื่อเราเรียนจบ ที่หลังจากนั้นอาจไม่ได้อยู่ด้วยกัน ..อย่างแบบในหนังอีกด้วยนะนั่น!) ว่า... “ชั้นรักแกว่ะ”

แน่นอนแหละครับ.. ฝ่ายสาวเจ้า เขาต้องอึ้ง เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในขณะเวลาเดียวกันนั้น ผมก็รู้สึกโล่งใจอย่างเป็นที่สุด เหมือนว่าได้ระเบิดภูเขาเอเวอเรสต์อันแกร่งกล้าตระหง่านโลก ทลายลงไปเป็นผุยผง พร้อมจะทำให้ผมรู้สึกอยากเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนได้เสียที

แต่ใครในที่นี้.. ไม่ใช่คนใหม่ เช่นเดียวกับ “นุ้ย” ...หากก็ยังเป็นเพื่อนคนเก่า ที่ผมหวังจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นสถานะอย่างอื่นนั่นเอง

ถ้าถามว่า ทุกวันนี้ ผมกับเธอคนนั้น เป็นอะไรกันอยู่หรือ? ...มันก็พูดได้ว่าเป็น เพื่อน แหละครับ ..แต่ว่า เราต่างเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันและกัน อีกทั้งยังดูๆว่า เราจะสามารถเป็นคนๆเดียวกัน เมื่อถึงเวลานั้นได้หรือเปล่า? (แม้อาจจะหลุดพูดว่า แฟน ได้ในบางหน ..แต่ผมขอทำตัวอย่างดารา บอกว่าเราแค่ดูใจกันอยู่จะดีกว่า อิอิ)

ว่ามาถึงจุดนี้ ถ้าให้พูดถึงตัวหนัง... ผมก็สรุปไปเลยแล้วกันว่า ผมรักหนังเรื่องนี้มาก ซึ่งไม่ใช่แค่ในฐานะการเป็นหนังไทยที่ดี มีคุณภาพเยี่ยม อันแสนจะน่าประทับใจ เรื่องหนึ่ง... แต่เป็นในฐานะ หนังรักที่จี๊ดโดนจิตถึงที่สุด ที่อย่างน้อยๆ มันก็เคยทำให้ผมแอบหงอกับการบอกรักใครสักคน จนต้องถ่วงเวลารอขอทำใจอย่างที่เล่าไป เช่นนั้นแล


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังไทย” อันดับ 1 ในดวงใจ







“United 93”

ผมไม่ค่อยมีความคิดจะดูหนังเครียดๆ สักเท่าไหร่หรอก ..เพราะถ้าคิดจะดูหนังในโรงแล้ว ก็ขอเน้นๆ เอาเรื่องที่มันทำให้เราบันเทิงหน่อยเหอะ ถึงต่อให้จะมีดรามา มีการวิพากษ์สังคม มีความล่อแหลม ก็ขอให้มีเมคเนื้อหาที่เข้มข้นดึงดูดใจให้อยากติดตามไปกับหนังด้วย

แต่หนังเรื่องนี้ ผมมองไม่เห็นถึงความบันเทิง ในตัวของมันเองเลยจริงๆ.. แล้วผมก็รู้แต่ต้นแล้วว่า ผมกำลังจะต้องไปดูหนังที่ไร้ซึ่งการเมค และไปพบกับความจริงที่น่าปวดใจ ที่เคยเกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้

แต่กระนั้น ในบรรดาหนังที่พูดเรื่องจริง แสดงออกซึ่งความจริง เพราะสร้างจากเรื่องจริง ..ก็เพิ่งจะมีหนังเรื่องนี้ ที่ผมไม่รู้สึกว่าที่เรากำลังเห็น คือ การจัดฉาก ขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น

แต่ผมเทใจเชื่อเสียหมดจด ว่าเรากำลังยืนอยู่บนเครื่องบินลำเดียวกับที่กำลังจะตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง ในวันๆเดียวกับที่ ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ได้ถล่มลงมาอย่างน่าใจหายนั่นเอง

แล้วผมก็ยังเชื่อว่า ถ้าผมเองได้อยู่บนเครื่องบินลำนั้นเสียจริงๆ ..สิ่งที่ผมจะทำ ก็คงไม่ต่างจากพวกเขา คือ ทำอะไรก็ได้ ที่แสดงออกซึ่งคำว่า ต่อต้าน ...แม้นั่นอาจจะทำให้ชีวิตของผมถึงจุดจบ ไม่อาจได้พบหน้าคนที่รัก คนที่รออยู่เบื้องล่างอีกต่อไป ก็จะยอม

ซึ่งมันไม่ใช่ทำเพื่อชาติ(ในหนังก็คือ.. อเมริกา ที่เหมือนไม่แยแสเครื่องบินลำนี้เสียด้วยซ้ำ) ..แต่ทำเพื่อความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของโลกใบนี้นี่เอง

นี่คือ หนังที่พูดถึง การต่อต้านความรุนแรง... ที่จบเรื่องจบราวลง ด้วยความรุนแรง แต่ก็ช่างน่าภาคภูมิใจในนาทีเดียวกันนั้นที่ ความรุนแรง สามารถสยบทุกสิ่งที่เลวร้ายลงสู่พื้นโลกได้ในที่สุด ..ถึงแม้ มันจะทำให้ผมเสียน้ำตาเพราะรู้สึกเครียด อย่างรุนแรงเป็นที่สุด ผมก็ยอม


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังสร้างจากเรื่องจริง” อันดับ 1 ในดวงใจ







“Atonement”

หนังรัก ติดมาในข้างบน สามเรื่องแล้ว ก็จริงอยู่... แต่สำหรับผม มันยังไม่พอ!

แต่เรื่องนี้ ก็ใช่ว่า จะเน้นพูดเรื่องรัก เป็นโครงเรื่องหลักซะทีเดียว... หากจริงจังที่จะบอกกับเราว่า มือที่สาม ..ถึงจะไม่ได้ความรักจากใครคนที่หวังไป แต่ใครคนที่เป็นเช่นนั้น ก็สามารถจะจัดฉากความรักให้ล่มสลายได้เช่นกัน

คือ แม้ว่าหนังจะมาพร้อมกับพลอตบ้านๆ ที่เคยคุ้นเจอได้ตามละครไทย ..ไม่ว่าจะความขัดแย้งในพี่กับน้อง ความรักที่เกิดต่างชนชั้น กับคนในบ้านหลังเดียวกัน หรือว่าการจะต้องพลัดพรากเมื่อพบรัก ด้วยภัยสงคราม... แต่กระนั้นก็จงอย่าได้คิดดูถูก หนังน้ำเน่าเรื่องต่อมาของ “โจ ไรต์” หลังจาก “Pride & Prejudice” เลยทีเดียว ..เพราะที่เหนือไปกว่านั้น นี่คือหนังที่แพรวพราวไปด้วยการเล่าเรื่องแบบแหวกๆ ซึ่งไม่มีให้เห็นในหนังน้ำเน่าทั่วๆไปแน่นอน

ผมติดใจหนังเรื่องนี้ ก็เพราะ การไม่เหมือนใคร และยังหามีใครทำเหมือนเลยก็ไม่.. ซึ่งถ้ามองหนังเรื่องนี้ ในมุมของการศึกษาวิธีทำหนัง จะพบได้เลยว่า มันมี มุข ให้เลือกใช้ เลือกดัดแปลง อยู่เยอะมาก

แต่ถ้ามองหนังเรื่องนี้ ในมุมของคนดูที่คิดหวังอยากรู้สึกอะไรไปกับเรื่องราว เหตุการณ์ของมัน.. ก็ต้องยอมสดุดีหมดใจว่า ผมสลายจนละเอียดไปกับฉากจบของหนัง... ที่บอกว่า รันทด ก็ใช่ที่ ถึงแม้จะเห็นในความงดงามของมันก็ตามที

อดีต คือสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ..และวันวาน ที่เคยทำให้ใครต้องสิ้นหวัง ก็คือ ตราบาปในใจ ที่ไม่มีวันจะสลายหายไปเพราะถึงต่อให้เราจะต้องเมคว่าจุดจบมันงดงาม ..แต่ความเป็นจริง ทำอะไรเอาไว้ ก็ย่อมรู้ดี

แล้วมันจะตามหลอกหลอนตลอดไป กระทั่งวันตายจาก.. ความสงบของจิตใจ ก็คงไม่มีเหลืออีกต่อไป

หนังเรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า ความรัก ของคนสองคน มันคงไม่ได้เจ็บปวดเท่า คนที่สาม เดินเข้ามา เพื่อฆ่าพวกเขาให้ตายจากกัน ..มันช่างเจตนาล้อเลียนกับความจริงของความรัก ในสังคมปัจจุบันได้อย่างแสบสันต์เสียจริง


ที่โดนมากกว่านั้น... ตอนนี้ ขอเว้นไว้ก่อน คิดไม่ออกว่าจะให้อะไรเป็นที่ 1 ดี?







“The Dark Knight”

ณ เวลานี้ คงไม่มีหนังซูเปอร์ฮีโร่ เรื่องไหน ที่มัดใจคนดูหนังได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เท่าที่เรื่องนี้ทำได้ ..หากนับว่า แต่นี้ไป “แซม ไรมี่” จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ “สไปเดอร์แมน” อีกต่อไปแล้ว

ซึ่งเครดิตที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทะยานสู่การเป็น อันดับ 3 ตลอดกาลของอเมริกานั้น (เคยเป็นถึง 2 แต่พอมี อวตาร ก็ต้องทำใจ).. หลายคนอาจจะโบ้ยว่า การตายของ “ฮีท เลดเจอร์” เป็นตัวจุดเชื้อไฟชั้นเยี่ยมให้กับมัน แต่ลองดูกับตาของตัวเอง ให้เห็นคุณค่าของหนังเรื่องนี้แล้ว ..คุณก็คงปฏิเสธไม่ได้ ว่ามันมีความเหมาะสมพอดี โดยไม่ต้องไปรวมความกับการเสียใครไปจากโลกนี้เลยจริงๆ

ในแง่ของหนังบันเทิง เรื่องนี้ ก็คือ หนังแอ๊คชั่น เรื่องหนึ่ง ที่ขายฟอร์มความใหญ่อย่างไม่เกรงใจใคร เช่นที่หนังฉายฤดูซัมเมอร์เรื่องหนึ่งจะพึงเป็น.. และหลายคนก็คงสนุกไปกับความเอาจริงเอาจังในการไล่ล่าตัวร้ายของ บุรุษรัตติกาล ผู้แสนเท่ห์กินใจคอการ์ตูนมานานนับสิบๆปี

แต่กระนั้น หลายคนมากไปกว่านั้น คงไม่เคยรู้สึกว่าได้เห็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องไหน ที่จงใจจะนำเสนอด้านมืด อย่างสุดตัวสุดกู่ เท่าที่ The Dark Knight เรื่องนี้ ทำให้มันเป็นไปได้.. Spider-Man อาจจะ(มีสารเมือกดำ)แตะเพียงผิวๆ กินใจน้อยๆ แต่ Batman ได้ถลำลงไป เริ่มเอาตั้งแต่ภาค Begins ต่อเนื่องจนมาถึงภาคใหม่ “คริสโตเฟอร์ โนแลน” ก็จงใจจะทำให้สังคมโสมมมากไปกว่านั้น ..เลยได้สร้างตัวละคร คู่ปรับตลอดกาลของมนุษย์ค้างคาว ขึ้นมา เพื่อจะพิสูจน์ว่า นครก็อตแธมทั้งเมือง จำจะต้องเปลี่ยนไปสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัวเสียแล้ว

คือ ในแง่หนังซูเปอร์ฮีโร่ด้วยกัน... เรายังไม่เคยเจอเรื่องไหน ที่กล้าเปลี่ยนตัวละครสำคัญ อย่างสถานที่และผู้คนประชาชน ให้กลายเป็นปรปักษ์ของฮีโร่คนหนึ่งมาก่อนเลย ..จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเหลือเกิน ว่า ตัวคนเดียว (และบริวารอีกหยิบมือ) จะทำอย่างไร เพื่อคืนสถานะคนของประชาชนให้กลับมาเป็นของคนที่ควรเรียกว่า ฮีโร่ มากที่สุด คนเดียวคนนี้

The Dark Knight จึงถือเป็นจุดต่อยอดที่น่าติดตามอย่างยิ่งยวดไปสู่ภาคต่อไป สำหรับคอหนังซูเปอร์ฮีโร่หลายต่อหลายคน ที่ได้มองไกลไปแล้วว่า คริส โนแลน คือ คนทำหนังวิสัยทัศน์ไกล ที่สุดท้าย ออสการ์ ต้องยกย่องในสักวัน

เพียงแต่มาถึงในวันนี้ คงหาคนที่จะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า The Dark Knight ได้กลายเป็น หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ ไปแล้วเรียบร้อย ..ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยอย่างนั้น


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังซูเปอร์ฮีโร่” อันดับ 1 ในดวงใจ







“Up”

คงได้เห็นที่ผมได้กล่าวไว้ใน ส่วนคอลัมน์ หนังแห่งปี 2009 แล้วล่ะนะ.. ที่บอกไว้ว่า ผมชอบ และรักหนังเรื่องนี้ขนาดไหน

เพียงแต่ระดับขอบเขต มันไม่ได้มีแค่เฉพาะกับบรรดาหนังในปี 2009 ปีเดียวกันเท่านั้น ..แต่มันได้ขยายบานปลายไปสู่ การเป็นหนังแห่งทศวรรษ ในดวงใจ อย่างเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ

ผมอาจตัดสิน จากแค่ 10 นาทีแรก ว่านี่คือ หนึ่งในหนังแห่งปี ของผม

ผมอาจตัดสิน เมื่อจบหนังทั้งเรื่อง ว่านี่คือ หนังอันดับ 1 แห่งปี ของผม

และผมก็อาจตัดสิน เมื่อกลับมาคิดถึงมันที่บ้าน ว่ามันมีคุณค่า น่าจดจำมากมาย จนสามารถจะขึ้นทำเนียบหนังดีอันดับ 1 ของบรรดาเหล่าพลพรรคคน Pixar เลยทีเดียวเชียว

แต่เมื่อผมได้มาคิดหาเหตุผล ว่าทำไม หนังเรื่องนี้ จึงลอยมาไกลได้ถึง การควรถูกยกย่องสำหรับการเป็นหนังแห่งทศวรรษ เช่นนี้แล้ว ..ผมตัดสินได้สองอย่างว่า นี่คือหนังที่ทำให้ผมรู้สึกว่า มันเป็นมากกว่าการ์ตูนสำหรับเด็กเรื่องหนึ่ง และมันก็อาจ คือเรื่องจริงในชีวิตจริงของผม ในอนาคตได้เช่นเดียวกัน

ซึ่งถ้าอย่างหลัง มันได้เกิดขึ้น.. ผมคงไม่มีปัญญาจะแบกบ้านขึ้นฟ้า ด้วยลูกโป่งหรอก (และคงไม่มีทฤษฎีไหนสนับสนุนว่ามันเป็นไปได้ด้วย!!?) แต่การรักษาสัญญากับใครสักคนที่ผมรัก มันคือ เรื่องที่ผมต้องทำ ..ต่อให้ผมจะเหลือตัวคนเดียว แต่เมื่อตายจากไป อย่างน้อยๆ ผมก็พบว่าสิ่งที่ผมได้ทำ มันช่างคุ้มค่ากับการเกิดได้มามีชีวิตเป็นคน


ที่โดนมากกว่านั้น... “หนังการ์ตูน-อนิเมชั่น” อันดับ 1 ในดวงใจ









และแล้วก็เสร็จสิ้นไปจนทั้งหมดทั้งมวล กับการดูหนัง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านพ้นมา กับการเป็น ทศวรรษที่ผมเริ่มต้นกับการดูหนังอย่างเป็นจริงเป็นจัง จนต้องขอเอาความทรงจำดีๆ ที่แสนน่าจดจำ มาบันทึกไว้ ...อย่างน้อยๆก็คือ หนัง 10 เรื่องที่ผมพูดได้เต็มปากว่า รัก มากที่สุด สำหรับในรอบปี 2000-2009 ..ถึงจะเป็นการตามกระแส แต่ก็อยากทำด้วยความรักจริงๆ

แล้ว 10 เรื่องที่เป็นหนังแห่งทศวรรษ’00 ของคุณล่ะครับ มีเรื่องไหนบ้าง? ..มีบ้างมั้ยที่ตรงใจกับผม หรือจะมีไม่เหมือนกันเลยก็ตามที ..ผมขอชวนมาแบ่งมาแชร์มาแสดงออกถึงความรักในบล็อกนี้กันเถอะครับ


ขอจบ “ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์” ฉบับพิเศษ ลงแต่เพียงเท่านี้ สำหรับปี 2009 ..แล้วพบกันใหม่กับปี 2010 ในเมื่อปี 2011 ดำเนินมาถึง ...เพื่อจะกลับมาบอกอีกครั้งถึงความสุขที่ผมมีต่อหนังตลอดทั้งปีนี้อย่างแน่นอน

แต่ยังไง ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ ฉบับปกติ ก็จะยังมีอยู่ (เพียงแต่ ความถี่ อาจะไม่สม่ำเสมอ ก็เพราะเรียนหนักน่ะ) ..ขอให้ติดตามกันต่อไป ตลอดทั้งปีนี้ นะครับ ทุกๆท่าน... รักนะ คนอ่าน O-[^_^]-O





ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ



Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2553 1:26:52 น. 3 comments
Counter : 3048 Pageviews.

 
แวะมากรี๊ด United 93


โดย: nanoguy IP: 125.24.114.184 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:3:20:42 น.  

 
เขียนประโยคสุดท้าย เรื่อง up ดีจังเลยอะค่ะ


โดย: i am saifon IP: 180.180.28.84 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:7:48:54 น.  

 
ผมชอบ Always อ่ะครับ


โดย: เจรามี วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:06:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28 
 
27 กุมภาพันธ์ 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.