+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
“Slumdog Millionaire” ... เมื่อหมาสลัมได้เป็นเศรษฐี และ 1 อินดี้มีดีกรีเป็น 8 ออสการ์



ก่อนที่งานเทศกาลแจกรางวัลของโลกฮอลลีวู้ด มักจะมาถึงในช่วงปลายปี ..ในปีที่ผ่านมา จะมีคอหนังผู้ใดสักกี่มากน้อยคนเชียวที่จะได้ยินได้รู้จักชื่อของหนังดรามาเรื่องหนึ่ง ที่ได้รับการคาดหมายความสำคัญบนเวทีรางวัลต่างๆ อย่างเลื่องลือ อย่าง “Slumdog Millionaire”

อย่าว่าแต่จะเป็นหมานอกสายตา(หนักยิ่งกว่าถูกมองเป็นม้า)ของเราๆเลย ..หัวนอนปลายเท้าของตัวหนัง ก็ยักกะไม่เคยมีใครได้ใคร่ให้สนใจมาก่อนหน้า หากเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมสังเวียนด้วยการที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองมาแต่ไก่โห่ ไม่ว่าจะเป็น “The Curious Case of Benjamin Button” , “The Reader” หรือว่า “Milk” ...ที่ต่างก็มีทีมงานระดับหวังออสการ์ มาค้ำประกันอยู่เป็นเบื้องหลังเอาไว้แล้ว

ซึ่งก็ด้วยเหตุฉะนี้ นี่เอง ..ที่ทำเอาใครหลายคนคงออกจะมีแง่สงสัย ในความเลอเลิศของ(หนังที่ผมเรียกชื่อเล่นว่า..) “หมาสลัม” ที่ได้รับการฟันธงจากนักวิจารณ์เอย คอหนังอินดี้เอย ไปจนถึงคอหนังทั่วๆไปที่ได้ดูเสียด้วยซ้ำ ..ว่ามันจะต้องเป็นพระเอกผู้ผงาดบนเวทีรางวัลต่างๆแห่งปี อย่างที่คู่แข่งตัวใหญ่คงเป็นต้องสมบทบาท ตัวอิจฉา อย่างเลี่ยงไม่ได้

เอาเพียงแค่ได้ยินว่ามันจะต้องเป็น พระเอก ของงานแจกรางวัลปีนี้ โดยยังไม่มองไปถึงออสการ์... ผมก็ว่า น่าสนใจแล้ว

ยิ่งเมื่อหนังยังถูกมองล่วงว่า ออสการ์ จะต้องคำนับให้อีกประการ ...ผมก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะออกอาการอยากดู และอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะสุดยอดอย่างที่เขาๆ(ในฮอลลีวู้ด)เคยว่าๆกันมาหรือเปล่า ?

ซึ่งก็ด้วยประการนี้เอง ..ที่ทำให้ผมไม่ไหวจะรอ ยอมถอยแผ่นผีออกมาดูล่วงหน้า ...ทั้งยังเผื่อใจไว้แล้วว่า ประเทศไทย คงไม่น่ามีใครอาจหาญเอามาฉายโรงแล้วซะละมั้ง

แต่นั่นมันก็คงถือเป็นความคิดที่ยังผิดมุมมองไปหน่อยของผม ..อันไม่ได้คิดคำนึงถึงความแรงสูงของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลอันสมควรให้สุดท้าย มันก็ได้มีโอกาสฉายโรงในที่สุด (แม้จะเป็นโอกาสน้อยนิดเพียงแค่โรงเดียวของโรงหนังอินดี้แห่งประเทศไทยก็ตามที)



“Slumdog Millionaire” ...มาพร้อมกับพลอตที่เป็นเรื่องราวง่ายๆ อันว่าด้วย ความฝัน และความหวังของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่หวังจะใช้โอกาสในการได้ออกทีวีของตัวเองเป็นครั้งแรก และครั้งเดียว ..เพื่อหวังจะให้เป็นตัวช่วยในการตามหาคนรักของตัวเองที่ลับลาไปนาน ให้กลับมาหาเขาอีกสักครั้ง

แต่ความง่ายๆของหนัง ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต้องทำให้เราได้เห็นถึงความพยายามด้วยกลวิธีต่างๆในการออกทีวีที่มีโอกาสเพียงครั้งเดียวของชายผู้นี้ ...หากที่หนังเลือกจะโฟกัสกันอย่างจริงๆจังๆ กับเป็น กลวิธีการออกสื่อที่น่าสนใจของชายที่ชื่อ “จามาล มาลิค” ..ผู้หวังใช้ ความโด่งดังของรายการควิซโชว์อย่าง “Who Want to be a Millionaire” (หรือเรียกง่ายๆ อย่างที่บ้านเราเคยเรียกและเคยมี ก็คือ “เกมเศรษฐี”) เป็นสะพานเชื่อมให้กับความรัก ..ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว มันควรจะเป็นรายการที่หวังให้คนเข้ามาร่วมเล่น เพียงต้องการเป็นทางลัดหวังจะรวยเป็นเศรษฐีกันเสียมากกว่า

แต่ถึงแม้จุดประสงค์ที่ว่าจะแตกต่าง วิธีการจะแตกแยก ไปจากชาวบ้านร้อยพันที่หวังจะใช้รายการนี้ประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก... หากสิ่งหนึ่งที่ จามาล ยังคงมีเหมือนกับทุกๆคนที่อยากมีโอกาสได้มานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับเขา ..คือ ความฝัน ที่หวังจะให้ความต้องการมันได้เป็นจริง เพียงชั่วข้ามคืน

แต่ก่อนหน้า ที่ความฝันของทุกคนจะเป็นจริงอย่างหวัง ...ก็ยังคงมีความจริงอย่างหนึ่งที่รอคอยอยู่ตรงหน้า คือ การเอาชนะคำถาม 20 คำถาม ที่จะมีรอท่ามาวัดระดับความรู้ หรือไม่รู้ ของใครก็ตามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ ...ซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์อันสมบูรณ์แบบ ว่า คนอย่างคุณ ควรแก่การทำฝันตัวเอง ให้เป็นจริงได้หรือไม่



คนธรรมดาอย่าง จามาล มาลิค ..ดูจากภายนอกทั่วไป ไม่ว่าจะรูปพรรณสัณฐาน ใบหน้าที่ดูสัตย์ซื่อ หรืออาชีพการงานกระจอกๆที่เขาทำอยู่ (เป็นเด็กชงชา ในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ของเครือข่ายโทรศัพท์) เขาย่อมต้องตกเป็นเบื้องล่างให้กับผู้ที่มีศักดิ์ศรีมากกว่า การศึกษาสูงกว่า เป็นไหนๆ ..ยิ่งเฉพาะแล้วกับประเทศที่เขาอาศัยอยู่อย่าง ‘อินเดีย’ ยังแบ่งแยกฐานะของคนออกจากกันอย่างเด่นชัดแล้ว มันก็สมควรที่เขาจะเป็น หมาสลัม ในสายตาของผู้คนที่อาจหาญเรียกตัวเองว่าเป็น สามัญชน ทั้งหลายแหล่ แถมคงไม่มีใครอยากคิดว่า คนอย่างเขา จะต้องมีโอกาสเป็น คนชนชั้นสูง ได้เลย

ฉะนั้นแล้ว เมื่อ จามาล ริจะมาแข่งบุญแข่งวาสนา กับผู้เข้าแข่งขัน เกมเศรษฐี ที่รวมพลคนที่มีศักดิ์ศรี และการศึกษา ในระดับที่สามารถเป็น หมอ วิศวกร หรือกระทั่งน้อยๆ ก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ...จึงมิวายจะถูกค่อนขอดจาก พิธีกรปากจัดของรายการ ที่ได้รู้จักว่าเขาเป็นเพียงแค่เด็กชงชา ที่อาจหาญอยากเป็นเศรษฐี เหมือนชาวสลัมพื้นๆทั่วไปเท่านั้น

แล้วคนจนๆอย่าง จามาลผู้นี้ จะเอาอะไรไปสู้ได้กับคนที่มีความรู้ระดับหัวไปจนถึงหางกะทิ ที่อยู่ล้อมรอบเขา ..อีกยังต้องพบกับแรงกดดันจากพิธีกรที่ดูแคลน เหมือนเขาไม่คู่ควรจะได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้

แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะด้วยแรงปาฏิหาริย์ หรือบุญพาวาสนาส่ง ช่วยเอาไว้อย่างใด... เด็กชงชา ที่ไม่น่าจะไปได้ไกลในสายตาของใครๆ กลับสามารถเอาชนะ หมอ วิศวกร กระทั่งมนุษย์เงินเดือนผู้ใดที่แล้วมา ..ไล่ตอบคำถามที่ว่ายากแสนยาก ให้กลายเป็นคำตอบสุดท้ายที่ง่ายดาย และกลายเป็นว่า จามาล คือผู้เดียวที่ผลักดัน และนำพาตัวเองมาได้เข้าใกล้ข้อสุดท้ายถึงที่สุด ..มากกว่าใครๆที่เคยเล่นเกมนี้มา!



มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ? ..ที่ทำให้ผู้ชายคนที่ไม่คาดหวังจะเป็นเศรษฐีผู้นี้ มีโอกาสได้ใกล้อาจเอื้อม 20 ล้านรูปี ที่ใครต่อใครใฝ่ฝันจะเอาชนะให้จนได้

เป็นเพราะเขา... เก่ง! เป็นเพราะเขา...ฉลาด! เป็นเพราะเขา...โชคดี! หรือจะเป็นเพราะเขา...โกง!!!

และด้วยความคิดที่พิธีกร (ผู้เป็นเจ้าของรายการ) รู้สึกจะคิดเองเออเอง ว่ามันต้องเป็นเพราะอย่างหลัง ...มันจึงทำให้เกิดการย้อนเวลากลับไปเล่าปูมหลังที่แท้จริงของ จามาล มาลิค ..หมาสลัม ที่ใครๆคิดไปเองว่าคงกระจอก หากเอาเข้าจริง เขาผู้นี้นี่แหละ ที่เคยสัมผัสกับชีวิต มาทุกด้าน หลากสีสัน และประสบการณ์ทั้งหมดสิ่งอันเคยพบ ก็กลายมาเป็น คำตอบสุดท้าย ให้กับคำถามทุกคำถามเพื่อวัด ความรู้ และไม่รู้ ของเขาในเกมการแข่งขันระดับประเทศ.. ที่มีคนนับล้าน เฝ้าจับตามองเขาอย่างสนใจ ในชั่วเวลาเพียงแค่ข้ามคืนเท่านั้น



ถ้ามอง “Slumdog Millionaire” แบบผิวเผิน เพียงแค่พิจารณาจากพลอตของผู้ชายที่โชคดีนำพาได้มีวาสนาจะเป็นเศรษฐี กับการตามหาความรักที่สูญหายเพียงหนึ่งเดียวของเขา ...สิ่งที่ผมมองเห็นคาตาเป็นอันดับแรกๆ ก็คือ ความน้ำเน่าอันคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นโคลนตม ผสมดอกไม้อันหอมหวน ที่เป็นดังภาพความฝันที่เป็นจริงแสนง่ายดายของตัวเอก ..เรียกว่า ขอแค่ให้คนไทยเราๆสักคน ลองมีพลอตแบบนี้อยู่ในหัว แล้วเดินเข้าไปนำเสนอกับค่ายละครต่างๆ ..ก็ง่ายดาย ไม่ยากยุ่ง ที่จะถูกจับสร้างออกมาเป็นละครหลังข่าวภาคค่ำ สำเร็จรูปได้เลย

แต่จุดขายของเนื้อเรื่องของมันเช่นนี้ ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความหวานเน่า อันรัญจวนจิต อีกต่อไป ..เมื่อมันมาอยู่ในมือของผู้กำกับหนังชาวอังกฤษที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจในการพลิกสูตรสำเร็จของการเล่าเรื่องได้ร้อยแปดวิธี เช่น “แดนนี่ บอยล์” ..ผู้เคยเป็นเจ้าของเดียวกันกับ หนังซอมบี้ที่อืดอาดเกิน อย่าง “28 Days Later” หรือทว่าจะเคยมาสร้างภาพที่สวยงามให้กับอ่าวมาหยา บ้านเราให้ดังระบือก้องโลกได้พักใหญ่ๆ จาก “The Beach” ...หนังที่อุตส่าห์มี “ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ” (สมัยที่ ภาพ แจ๊ค ดอว์สัน ยังติดตรึง) มาเป็นจุดขาย แต่มิวายที่หนังจะร่วมกันดังตามชื่อเสียงของพระเอกไปด้วย (มิหนำเป็นผลงานที่ถูกลืมของลีโออันดับต้นๆ)



เพราะความที่ แดนนี่ บอยล์ เป็นคนที่ชอบสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้กับวงการหนัง มากกว่าจะอยู่นิ่งๆ แล้วเชยชมสูตรสำเร็จที่ตัวเองเคยทำมาแล้วได้ผลดีไปเรื่อย ..เขาจึงถือเป็นคนหนึ่ง ที่มักจะทำหนังตลาด ให้กลายเป็นความแหวกที่แตกต่างจากสารบบ ..เมื่อเรามองเพียงหน้าหนัง โดยไม่ใส่ใจในชื่อผู้กำกับ เราก็คงจะเห็นภาพลักษณ์ที่ดูเหมือนหนังซอมบี้ไล่ฆ่าเรื่องหนึ่ง เหมือนหนังที่มีพระเอกชื่อดังมาเป็นจุดขายร่วมกับบรรยกากาศท้องทะเลที่สะอาดตา หรือเหมือนหนังผจญอวกาศ ที่มีฮีโร่ผู้กอบกู้โลกไว้ได้อย่างน่าชื่นชม (หมายถึง “Sunshine”)

จนกระทั่งเมื่อเราได้ดูหนังจริงๆ นั่นเอง ..คำตอบที่ได้รับเมื่อเราออกมาจากโรง จะกลายเป็นคำถาม(สำหรับคนที่เข้าใจว่าตัวหนังต้องเป็นไปตามหน้าหนัง) ว่าเรา เข้ามาตีตั๋วดูหนังผิดเรื่องหรือเปล่า ?

ซึ่งมันก็เป็นเช่นเดียวกับที่ผมเคยประสบมาแล้ว กับการได้รู้จัก และมีโอกาสได้ดูหนังเหล่านี้ ..ในวันที่ผมยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของ แดนนี่ บอยล์

แน่นอนล่ะ! ..ว่าผมอาจจะเคยมองผู้กำกับคนนี้ ในแง่ลบ ...แต่อดีตมันไม่ใช่ความสำคัญอีกต่อไป เมื่อวันนี้ ผมเห็นควรด้วยกับรางวัลออสการ์ที่ได้สลักนาม แดนนี่ บอยล์ เอาไว้ในรายชื่อผู้กำกับยอดเยี่ยม



ซึ่งถ้าเขาไม่ได้จาก หมาสลัม เรื่องนี้ ...ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่า เมื่อไหร่ที่ผู้กำกับคนนี้ จะกลับมามีผลงานที่เข้าตาคนดูหนังทุกคนโดยพร้อมเพรียง ได้เหมือนกับที่เรื่องนี้กำลังเป็นอยู่

เพราะเอาตราบเท่าที่ผมเคยดูหนังของผู้กำกับคนนี้มา ..ผมจัดอันดับได้เลยว่า Slumdog Millionaire เป็นหนังที่ดูง่ายที่สุด ให้ความบันเทิงได้มากที่สุด ...หากแต่ก็เยี่ยมที่สุด ตรงที่ บอยล์ ไม่อาจละทิ้งลายเซ็นของตัวเอง แต่กลับใช้ลูกเล่นที่เขาถนัด มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเข้าท่าเข้าทาง และถูกต้องในทุกจังหวะ ต่อเนื่องกันไปแต่ต้นจนจบเรื่อง

แน่นอนที่ว่า เรื่องราวของหนังเช่นนี้ ที่เน่าแสนเน่า อาจจะเอาผู้กำกับคนไหนในโลกใบนี้ มาจัดการให้เสร็จเป็นหนังไปเรื่องก็ได้เลย โดยเพียงใช้ความพยายาม เดินเรื่องให้คงเส้นคงวา ในความ Feel Good แล้วส่งคนออกจากโรงด้วยความ Happy

เพียงแต่มันจะตราตรึงได้เทียบเท่าที่เป็นอยู่เช่นที่ บอยล์ ทำ หรือเปล่า ? ..นี่สิ ที่เป็นปัญหาใหญ่



ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ทำให้ Slumdog Millionaire เอาชนะใจใครต่อใครหลายคนได้ ..ไม่ใช่เพียงเพราะว่ามันเป็นหนังที่ให้ความรู้สึกตื้นตัน ดีใจ เหมือนเช่นอยากให้ชีวิตของตัวเองเป็นอย่างตัวละครในหนัง ...หากจริงแท้ แล้วมันได้ดีของมัน เพราะความที่มันมีเสน่ห์ อันน่าพึงพอใจ ไปพร้อมๆกับ การสร้างบรรทัดฐานบทใหม่ ที่อาจคล้ายจะเป็นการคิดนอกกรอบ แต่กระนั้น หนังก็ยังเลือกจุดจบของตัวเอง ด้วยวิธีการที่ไม่แตกต่างกับชาวบ้าน

หากแต่แทนที่จะรู้สึกเฉยเมย ดังเช่นเรามักจะได้รับ จากการดูละครสำเร็จรูปทั่วๆไป ...เมื่อได้มาดูหนังเรื่องนี้ มันกลับกลายเป็นความตื่นเต้น ปลาบปลื้ม ยินดี ที่สุดท้าย ทุกสิ่งอันก็ Happy Ending อย่างราบรื่น



เพราะเมื่อมองกลับมาเทียบกันกับ การประสบพบเจออุปสรรคต่างๆนานาของตัวละคร ตลอด 2 ชั่วโมงที่เราดูมาก่อนหน้าแล้ว... เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นเหมือนละครชีวิตจริงบทสั้นๆบทหนึ่ง มันได้ก่อสร้างความรู้สึกของเราร่วมเข้าไป ให้เราอยากจะน่ารัก น่าลุ้นไปกับมันได้ตลอด

ทั้งๆที่ก็รู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ จามาล มาลิค คนนี้..ไม่ได้มีการ Inspiration by a True Story ของใครมาสร้างเป็นหนัง ...แต่เราก็ยังพร้อมจะเข้าใจ ในชายผู้ถูกสมมติขึ้นมา โดยที่ไม่คิดสงสัย หรือว่าเขาจะเป็นคนไม่ดี อย่างที่ตัวละครที่อยู่ตรงข้ามกับเขา เลือกจะมองมาแต่อย่างใด

แม้จะว่าไปแล้ว เราอาจเคยมี หนังพรรค์นี้ เกิดขึ้นมาบนโลกหลากหลายเรื่อง และหลากหลายครั้งที่เราได้ดูก็มีความเห็นใจ และอยากช่วยเชียร์ให้เขาไปพบกับหนทางแห่งความสำเร็จในตอนท้าย ...แต่ก็ยังมีน้อยเรื่อง ที่ผมจะยอมแพ้ทาง และแพ้ใจ ได้เฉกเช่นกับ Slumdog Millionaire ทำให้ผมรู้สึกได้เช่นนี้



ความเก่งกาจของ แดนนี่ บอยล์ ไม่ได้หมดความหมายลงตรงที่เขาคือผู้กำกับ ที่สามารถจะรู้ได้ว่าอะไรที่เข้ากันได้ดีกับการเล่าของหนังที่ดูธรรมดาๆเรื่องนี้ ..หากแต่ในครั้งนี้ เขายังโชว์ความเป็น นักผสมผสานชั้นยอด อีกคนหนึ่ง ที่สามารถจะกะประมาณความพอดี ให้กับส่วนผสมแต่ละชนิด คละเคล้าด้วยกันอย่างลื่นไหล ทั้งทำให้ไม่มีส่วนใดที่เกินเลยมากกว่าเพื่อน ..หากแต่ล้วนส่ง และเสริม ไปพร้อมๆกันอย่างสอดคล้อง อันนับเป็นเรื่องยากประการหนึ่งในการทำหนังที่เน้นขายความแพรวพราว ของงานเทคนิค ที่มักจะต้องมีสักสิ่งอันชอบลอยหน้าลอยตามามากกว่าใครด้วยกัน

ใครที่อยากจะเห็นความเข้มข้นอันลงตัว ในการเล่าที่เน้นใช้เทคนิคนำเรื่องให้เดินหน้า ในหนังสักเรื่อง ..ขอให้ดูเรื่องนี้เป็นตัวอย่างได้เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นภาพ หรือเสียง ..วิธีการต่างๆที่หนังใช้เป็นหลายหลาก มันแทบจะไม่สามารถมองหาจุดตำหนิที่โดดเด่นออกมาได้เลย

ซึ่งแม้ว่าเมื่อจะมาไล่ถามความเห็นของแต่ละคน ที่มีต่อความชอบถึงที่สุดในงานอันเป็นตัวซับพอร์ตให้กับหนัง แล้วย่อมอาจจะมีความแตกต่างกันไป...



ที่บ้างก็อาจชอบ การถ่ายภาพ ..อันสามารถนำเสนอ อินเดีย ที่เคยดูหยาบกร้าน ให้ออกมานุ่มนวล อ่อนละมุน ได้เสมือนว่าเราไม่รู้จักประเทศนี้มาก่อน

หรือบ้างก็อาจชอบ การตัดต่อ ..ที่พอจะทำให้เราได้อารมณ์ตื่นเต้น โลดโผน ประหนึ่งดูหนังแอ๊คชั่นสักเรื่อง

หรือบ้าง(ที่มักเป็นส่วนมาก..รวมทั้งผม)ก็อาจจะชอบ เพลงประกอบ ..จากผลงานของ “เอ.อาร์. ราห์แมน” ที่สามารถผสมผสานความเป็นอินเดียจ๋าที่เราเคยชิน ให้มาบรรจบกับโลกตะวันตกได้งดงาม และเร้าใจ

แต่ในที่สุด เมื่อถามถึงความเหมาะสมที่หนังเรื่องนี้แทบจะยกกระจาดกวาดออสการ์ บรรดาสาขาเทคนิคกลับบ้านไปทั้งกะบิแล้ว ...แทบจะทั้งร้อย ในร้อยคน คงไม่มีใครกล้าไม่เห็นด้วยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อันคล้ายจะเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ได้อยู่



เพราะปรากฏการณ์เล็กๆที่ว่า มันได้เหมือนเป็นข้อพิสูจน์ที่ดูใหญ่โตเกินตัว สำหรับหนังอินดี้เล็กๆเรื่องหนึ่ง ที่มีทุนไม่ต้องถึงหลักร้อยล้าน ก็สามารถรังสรรค์ความวิเศษ ให้ออกมาได้เรียบง่าย โดยที่ไม่ต้องพยายามอลังในทุกรายละเอียด แต่ก็กินใจได้ความหมายไม่แพ้กัน

อีกเมื่อหนังที่เทคนิคเด่น ยังจะได้รวมไปด้วย อีกสองส่วนหลัก ที่เหมือนเป็นมือและใจ อย่างการแสดง และตัวบทเรื่องราว ที่สมัครสมานความดีชอบไปด้วยกันแล้ว ..มันก็ยากจะปฏิเสธในความเหมาะสมถึงขั้นได้เป็น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ที่ไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกติดตรึง ประทับใจ ได้เฉกเช่นหนังออสการ์เรื่องอื่นๆที่เคยได้มาถึงจุดนี้

แต่มันยังอาจหาญเป็นหนังในไม่กี่เรื่องด้วยกัน ..ที่สามารถส่งคนดูออกจากโรงด้วยความอบอุ่น เปี่ยมล้นความสุข และยังมอบความสนุกสุดใจ อันที่นานทีมีสักหน หนังออสการ์ยอดเยี่ยม จะทำได้พร้อมสรรพเสียขนาดนี้




ผมสนุก และสุขใจกับมันขนาดไหน ..ก็คงวัดได้จาก ความไม่พอเพียงจากการดูแผ่นที่บ้าน (ที่จะดูอีกเมื่อไหร่ก็ย่อมได้) ...แต่ยังยอมสละตังค์เกินร้อย (เมื่อรวมค่าเดินทาง จิปาถะต่างๆ) หอบสังขารไปนั่งใน สกาลา พร้อมได้ความรู้สึกชอบ ในระดับที่ไม่ลดลง จากที่เคยผ่านตา และทั้งๆที่รู้เรื่องทั้งหมดมาแล้ว

มิหนำซ้ำ การได้ดูกับคนรอบข้าง ที่มีความรู้สึกติดตรึงในหนังเหมือนๆกัน ..ยังส่งให้ผมเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่า การดูหนังในโรง มันความอิ่มเอมกับเรามากกว่าการดูแผ่นที่บ้านเป็นไหนๆ

นี่แหละ คุณค่าของการดูหนังในโรง ..ที่มีความหมายเทียบเท่า กับการได้เป็นเศรษฐี ที่ร่ำรวยความรักในท้ายที่สุด ของ จามาล มาลิค

อันคือ ความสุขล้น ..ที่เงินทองใดๆ ไม่อาจจะแทนความสำคัญกันได้ (แม้กระทั่งเศรษฐกิจบ้านเราจะเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ที่ต้องประทังชีวิตด้วยเช็คเงิน กันเสียแล้วก็เถอะ!!?)



“Slumdog Millionaire” ... นี่แหละ หนัง Feel Good ตัวพ่อ ที่ผมขอแนะนำในเวลานี้ ..ใครที่ยังไม่ได้ดูกล้าพูดได้เลยว่า เชยสะบัด

ฉายโรงเฉพาะที่... "APEX สยามสแควร์" ..ที่เดียวเท่านั้น


ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง...ครับ

เกรด A ... {}


"สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนังได้ที่ //vreview.yarisme.com"







นี่คือ สกอร์ประกอบที่ผมชอบมากที่สุดของหนังเรื่องนี้ ..ที่สามารถทำเนียนเอาไปใช้ประกอบกับหนังแอ๊คชั่นฟอร์มใหญ่ ในฉากไล่ล่ามันส์ระเบิดใดๆก็ได้เลยทันที


ส่วนที่เป็นฟอนท์สี เขียว-แดง เพิ่มเข้ามา... ซึ่งที่เน้นนั้นจะเป็นที่ผมพูดถึง ส่วน ดูดี(เขียว)-ดูด้อย(แดง) ของหนังแต่ละเรื่องครับ ...สำหรับบางคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง แล้วอยากจะรู้ว่าหนังมีอะไรดีอะไรด้อยบ้าง ก็อ่านเอาจากที่ผมทำไฮไลท์ไว้ก็ได้เลยครับ ตามแต่สะดวกละกัน

ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ




Create Date : 25 มีนาคม 2552
Last Update : 25 มีนาคม 2552 2:14:42 น. 7 comments
Counter : 2507 Pageviews.

 
ไหนๆจะฟีลกู้ดกันแล้ว ก็โปรดทำให้ "ถึง" แบบเรื่องนี้กันด้วยล่ะเออ (ฮา) ไม่แปลกใจหรอกที่มันจะเป็นหนังที่ใครๆก็รัก ใครๆก็ชอบ เป็นหนังที่ดีในทุกองค์ประกอบจริงๆ (ซึ่งต่างจาก เอ่อ.. เบนจามิน บัตตัน 55+)

แดนนี่ บอยล์ นี่มันเก่งจริงๆ ให้ตายเถอะ

สงสัยต้องรีบดู Trainspotting ซะแล้ว


โดย: nanoguy IP: 125.24.122.92 วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:2:16:20 น.  

 
รักนะ Slumdog


โดย: Ghoeby วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:10:24:34 น.  

 
เจ้าของบล็อกนำเสนอหนังน่าดูทุกเรื่อง

ชอบเรื่องที่เจ้าของบล็อกเอามาใช้เป็นภาพ Profile

ทอมแฮงค์ แสดงเรื่องนี้ดีมาก ๆ เลยค่ะ...ดู 2 รอบเลยอ่ะ


โดย: I_sabai วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:11:36:54 น.  

 
มาอ่านด้วยคน
น่าอ่านจัง


โดย: rainfull วันที่: 25 มีนาคม 2552 เวลา:11:50:51 น.  

 
+ ชอบมากแต่ไม่สุดอ่ะครับ ... สำหรับตัวพี่เอง เพราะโดนลดทอนด้วยความฟุ้งฝัน และหวานเลี่ยนมากไปหน่อย คืออยากให้ช่วงท้ายๆ มันดาร์คกว่านี้อ่ะครับ แล้วจะยกทั้ง 10 คะแนนให้หมดใจเลย


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 31 มีนาคม 2552 เวลา:17:42:16 น.  

 
เป็นหนังในดวงใจผมเลยครับคุณ


โดย: คนขับช้า IP: 119.31.96.205 วันที่: 11 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:47:35 น.  

 
เห็นด้วยกับการที่ทำให้คนดูเดินออกไปอย่างผ่อนคลาย เนื้อเรื่องดูง่าย สบายๆไปกับการชม


โดย: api IP: 10.0.0.128, 11.1.1.2, 124.121.230.159 วันที่: 15 สิงหาคม 2552 เวลา:15:29:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
25 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.