+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
"Wall-E" ... สู่ความ.....อ้างว้าง.....อันไกลโพ้น



"สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น......"

ข้อความนี้ คงจะเป็นที่จำขึ้นใจกันได้ดีเลยเชียว สำหรับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ 'Pixar' ...เพราะนี่ถือเป็นวรรคทองเด็ดๆ ที่เกิดขึ้นมาจากหนังอนิเมชั่น 3D เรื่อง(ยาว)แรกสุดของสตูดิโอแห่งนี้ อีกทั้งของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ ..และก็ด้วยความสดใหม่ที่หมั่นสร้างสรรค์อยู่ตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านพ้น เรายังคงได้ยินชื่อของ พิกซาร์ คลอดผลงานใหม่ๆออกมาได้เรื่อยๆ โดยที่แทบไม่มีเรื่องไหนที่เรียกว่า แป้ก ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยสักครั้ง (ผิดต่างกับค่ายใหม่ๆที่คลอดตามหลัง ..ก็ยังปะปนไปด้วยงานที่สำเร็จ อีกบ้างกลับเบ็ดเสร็จไปด้วยความงั้นๆ ปะปนตามออกมาเรื่อย)

แต่ที่ขึ้นต้นข้อความนี้มา ไม่ได้แค่พูดลอยๆ ถึงความสำเร็จในวันนี้ที่พิกซาร์ไปสู่การเป็นจ้าวแห่งจักรวาลอนิเมชั่นอันไกลโพ้นแต่อย่างใด (ใครจะว่าผมเว่อร์.. ก็เอาเหอะ) ...หากมันก็คล้ายจะมีนัยบางอย่างที่สอดคล้องกับหนังเรื่่องใหม่ล่าสุดของสตูดิโอแห่งนี้

หากว่า "Wall-E" เรื่องนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการสานต่อความฝันที่เคยติดอยู่กับโลกเดิมๆ ของทีมผู้สร้าง ซึ่งมันคือการสร้างสรรค์ที่คิดออกนอกกรอบ เพื่อเดินทางไปสู่สถานที่อันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ มากกว่าที่ใคร(หมายถึง หนังอนิเมชั่น 3D เรื่องใดๆ)จะเคยไปได้ถึง

ดีไม่ดี ประเด็นการพูดคุยที่ผุดความคิดหนังเรื่องนี้ หลังจากเพิ่งทำ "Toy Story" (ภาคแรก) เสร็จหมาดๆ ..ก็อาจเป็นที่ "แอนดรูว์ สแตนตัน" ต้องการจะขึ้นไปสำรวจจักรวาลนอกโลก เป็นตัวแทนของ 'บัซ ไลท์เยียร์' ซึ่งถึงจะพยายามสักแค่ไหน ก็ยังทำได้แค่ฝัน เพราะมันเป็นเพียงของเล่นเล็กๆตัวหนึ่งที่คิดเกินตัว ไม่ได้เท่านั้น



และด้วยวันเวลาที่ผ่านพ้นไปนับ 10 กว่าปี หลังจากจุดเริ่มต้นได้บังเกิดที่สมองแต่หนนั้น ..ก็ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ และนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมทุกๆประการ สำหรับการเดินทางออกสำรวจจักรวาลที่ยิ่งใหญ่เกินกว่า พิกซาร์จะเคยทำมาแต่ครั้งไหน

ก็จะไม่ให้ยิ่งใหญ่ได้ยังไงไหว ..ในเมื่อ พิกซาร์ อุตส่าห์เล่นของสูง จะพาบุกสู่จักรวาล เพียงเพื่อให้กลับมามองโลกใบเดิมของเรา(ที่วันนี้..มันก็ย่ำแย่เหลือจะทนไปแล้ว) และเพียงแค่จะได้เห็นว่ามันสวยเกินกว่าจะยอมให้เราจำใจละทิ้งมันไปในวันข้างหน้า

พูดแล้วเหมือนจะเว่อร์ แต่สำหรับ Wall-E แล้ว ...นี่คือ งานของพิกซาร์ที่กล้าที่สุด อันผสมปะปนไปด้วย ความบ้าที่แทบจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกับงานอนิเมชั่นอื่นๆอีกมากมาย เพราะในขณะที่หนังเรื่องอื่น ..ใช้คำพูดวาจาที่เปล่งออกมา ตัดสินการกระทำ ความคิด หรือพฤติกรรมของตัวละครที่ไม่มีชีวิตอยู่จริงให้เราเชื่อ ...หนังเรื่องนี้ กลับไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดๆมาบรรยายความ หากมันเดินเรื่องไปได้เอง โดยคงความเป็นธรรมชาติของภาษากายที่เกิดขึ้นมาจาก ...'หุ่นยนต์' ..ใช่แล้ว คือ หุ่นยนต์ ที่มีความหมายคล้ายๆว่า แข็งกระด้าง เมื่อเรานำไปใช้บรรยายความสามารถของดาราที่เป็นคน(บางคน)



"Wall-E" ...ว่าด้วยเรื่องราวของ หุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ที่เหลือตัวเดียวบนโลกใบนี้ และยังเป็นโลกที่แทบจะไร้สิ้นสิ่งมีชีวิตใดๆเหลืออยู่ (นอกเหนือจาก แมงกระจั้ว.. ที่ก็รู้ๆกันอยู่ว่ามัน ตายย้ากกกกกกกกกกกกก..ส์) ..มันคือช่วงเวลาในเวลาอีกราว 700 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่เหลืออะไรที่น่าใส่ใจ ทั้งคงเหลือไว้แต่เพียง เศษขยะ มหาศาล(มีค่าเป็น Infinity) ที่รอคอยให้วันๆหนึ่ง(ในทุกๆวัน)ของ หุ่นยนต์ตัวเดียวที่ชื่อ "Wall-E" ต้องหมดไป เพื่อจัดการจัดเก็บให้เป็นที่เป็นทาง และรอคอยให้สักวัน(ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่ ..หรืออาจมีค่าเป็น Infinity) มีสิ่งมีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง

แต่ในเมื่อการรอคอยของมัน ยังคงมีค่าเท่ากับความเหงาอยู่อย่างนี้ ..การมีชีวิตอยู่เป็นอมตะ(ได้ด้วยแสงอาทิตย์)ของมัน ก็เหมือนกับ ตายทั้งเป็น อยู่ดี



นอกเหนือไปจาก แมงกระจั้ว ที่มีสถานะเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงตัวน้อยน่าเอ๊นดู กับข้าวของที่ทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดีของคนที่จากโลกไปไว้ดูต่างหน้า ...สิ่งที่ฆ่าความเดียวดายไปได้บ้าง ก็มีแค่ วิดีโอจากหนังเรื่อง "Hello Dolly!" ที่พอจะเป็นสีสันอะไรให้กับความว่างเปล่าในชีวิตที่มีแต่งาน งาน และงานฝังไว้ในหน่วยความจำ

และเมื่อสีสันเหล่านั้น มันคือ ความโรแมนติกของคู่รักพระ-นางที่อยู่ในจอทีวี ได้ร้องเพลงบอกรักกัน.. นั่นก็เท่ากับ ความทรมานลึกๆ ที่ Wall-E ก็อยากจะมีใครบ้าง ที่จะมาช่วยคลายความเหงา ให้ทุเลา ..ถึงไม่ต้องร้องเพลงบอกรัก จะแค่ได้จับมือเคียงคู่ก็เป็นอะไรที่ดีที่สุด เท่าที่ชีวิตน้อยนิด จะหาสิ่งที่มหาศาลมาทดแทนได้แล้ว



และแล้ว ชีวิตของมัน ก็ถึงวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในบางสิ่ง เมื่อยังมีใครอื่นที่ฟากฟ้าได้ส่งลงมาให้เจอกัน ..และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกๆอย่างก็ถึงกาลเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพียงเพราะหุ่นยนต์สาว ชื่อ "Eve" คือ จุดพลิกผันที่โลกแสนจะอ้างว้างใบนี้กำลังรอคอย พร้อมๆกับ การเป็นเพียงผู้เดียว ที่ Wall-E เลือกจะฝากหัวใจที่เคยอ้างว้าง ฝากไว้ให้แก่เธอดูแลเท่านั้น

จากพลอตเรื่องที่ว่าไปทั้งหมด อาจดูเหมือนจะเป็นหนังอนิเมชั่นอีกเรื่อง ที่ใส่ความโรแมนติกลงไป เพื่อเชื้อชวนคนดูคู่รัก ได้จูงมือไปนั่งกระหนุงกระหนิงกันในโรงด้วยกัน.. แต่ก็เปล่าเลย นั่นมันยังเป็นเพียงส่วนแรกๆ ช่วงต้นๆ ของอนิเมในสไตล์พิกซาร์ ที่ยังมีขายความรื่นเริงบันเทิงหทัย เป็นส่วนผสมหลักๆ

หากแต่ของจริงที่แทบจะเป็นใจความของหนังทั้งเรื่อง มันกลับคือ รสชาติที่แปลกแยก ..แม้อาจไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหม่ๆที่เพิ่งคิดกันออก แต่สำหรับพิกซาร์แล้ว ...มันก็คือ ความกล้าที่จะแตกต่าง ทั้งอยากจะแตกประเด็นในเรื่องที่กำลังเป็น Talk of the World ในวันนี้ ..ซึ่งจะมาในรูปแบบที่จะเข้าถึงกลุ่มคนดูทุกเพศทุกวัย ได้มากกว่าการเป็นหนังสารคดี หรือดรามาชวนเครียด อันเคยสร้างมาอีกนับสิบๆ

ในขณะที่หนังที่่ว่าด้วยประเด็น 'โลกร้อน' อีกหลายเรื่องนั้น เคยต้องการตอกและย้ำ เอาให้คนดูต้องกระอักกระอ่วน จนถึงขีดสุด (ซึ่งก็มีทั้งที่ได้ผล เช่น สารคดี 'อัล กอร์' เรื่องนั้น หรืออาจจะไม่เป็นแรงกระตุ้นที่รุนแรงนัก อย่าง "The Day After Tomorrow") ..Wall-E กลับข่มประเด็นที่น่ากลัวเหล่านั้นเอาไว้ หากแสดงออกมาอย่างอ้อมๆ มากกว่าจะโจ่งแจ้งเต็มที ประมาณว่าถ้ามีโทรโข่งพูดก็ได้ยินไปทั่ว แต่ตัวหนังก็เลือกจะกระซิบพูดเบาๆ เอาให้ชาวเรารู้สึกได้เอง เพียงแค่ใช้ภาพเคลื่อนไหว และเหตุผลที่หนักแน่นมาเคลือบไว้

ซึ่งก็ด้วยเหตุผลที่ พิกซาร์ เคยล้วนแต่สามารถจะจัดการองค์ประกอบทั้งสองส่วน ให้ออกมาลงตัว โดยที่คงความสนุกบวกการให้ความรู้สึก พร้อมไปด้วยมาตรฐานในแบบฉบับที่อนิเมชั่นค่ายอื่นๆไม่สู้เท่า... นั่นจึงเท่ากับ เหตุผลสำคัญที่ Wall-E มิมีทางจะผิดพลาดจากการเป็นหนังดีไปได้ ..โดยไม่มองว่ามันเป็นการ์ตูน ก็ยังรู้สึกว่า นี่คือ หนังเรื่องหนึ่งที่มีคุณค่าอย่างเต็มปรี่ และครั้งนี้ พิกซาร์ ก็ยังสร้างคุณค่ามากไปกว่าการสอนใจ หากมันอาจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนก็ย่อมได้ เพียงถ้าเข้าใจว่า ภาพที่เห็นในหนังมันล้วนแต่เป็นความจริงได้ ถ้าในวันนี้ เรายังคงเลือกจะใช้ชีวิตแบบเดิมๆ



รวมถึงข้อแม้ว่า หนังจะออกมาเป็นการ์ตูน ที่เราๆก็รู้ว่าเจาะกลุ่มเด็กเป็นเรื่องสำคัญด้วยแล้ว ...ก็ย่อมต้องจำนนในความบ้าของ พิกซาร์ อีกครั้ง ที่กล้าจะนำเสนอเรื่องราวซึ่งหนักเกินตัวผู้เป็นเด็กจะเข้าใจได้ถี่ถ้วน ..เพราะถึงจะยังสนุกไปกับภาพที่น่ารักน่าชังของเหล่าตัวการ์ตูนในวันนี้ก็แล้ว แต่หากถ้าเขาลองได้กลับมาดูมันอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ เห็นโลกในมุมที่หมองหม่นเต็มตัว ความรู้สึกเดิมๆเช่นเคยในวันนั้น อาจจะถึงกาลเปลี่ยนแปลงไปก็ย่อมได้

เมื่อผมได้ย้อนนึกกลับไปคิดถึงในช่วงเวลาของครึ่งเรื่องหลังทีไร ..ก็ยิ่งค้นพบถึงความนัยที่หนังเรื่องนี้ซ่อนเร้นไว้ อันอุดมไปด้วยความเจ็บในทรวง แสบสันต์ในการเหยาะหยัน ซึ่งมันอาจจะผ่านมาผ่านไปก็ได้ ถ้าเรามัวแต่ยึดติดเรื่องความหรรษา ...หากมัน ช่างทำรุนแรงเหลือเกิน เกินใจของคนจะทน ที่กล้าจะสร้างภาพจินตนาการอันโหดร้ายขึ้นมาแบบไม่ซ่อนเร้น



ภาพที่ผมมองว่าผมเห็น ...มันคือ 'ความอ้างว้าง' ของ(อดีต)ชาวโลกในวันข้างหน้า ..ที่จำต้องยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า ความสะดวกสบายรื่นรมย์ จนสุดท้ายก็ทำอะไรได้ไม่เป็นผู้เป็นคน (หรือจะเรียกว่า ไม่หลงเหลือความเป็นคน..)อีกต่อไป

เราอาจจะสะดวก ที่จะคุยกับใครก็ได้ เพียงแค่เราสั่งการผ่านคอมพิวเตอร์ให้ติดต่อ ในวันนี้ ..แต่ในวันข้างหน้า มันอาจเท่ากับ ความอ้างว้าง ที่เราไม่ได้เจอหน้ากับใครคนนั้นแบบตัวเป็นๆ หรือจะรู้จักก็ทำได้เพียงแค่ผิวเผิน

เราอาจจะสบาย ที่เราไม่ต้องทำงานทำการอะไร เพียงแค่เราตั้งโปรแกรมให้หุ่นยนต์ช่วยจัดการให้ ในวันนี้ ..แต่ในวันข้างหน้า มันอาจเท่ากับ ความอ้างว้าง ที่เราไม่ต้องออกแรงไปหาสังคม หรือกระทั่งสิ่งเล็กน้อยอย่างตัวเงิน ก็แทบไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นอีกต่อไป

เราอาจจะรู้สึกดี ที่มีใครๆมาทำอะไรให้เราแทน โดยเราแค่อยู่เฉยๆ ก็มีตัวช่วยวิ่งแจ้นมารับใช้ ในวันนี้ ..แต่ในวันข้างหน้า มันอาจเท่ากับ ความอ้างว้าง ที่มีผลให้เราอาจทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น และสุดท้ายเราก็ต้องทนอยู่กับการเป็นใครสักคน ที่ไม่รู้ตัวตนว่าเราควรเป็นใคร ...เพียงเพราะคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดขึ้นทุกๆวัน มันกลับสอนให้เรารู้ว่า เรามีค่าเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่มีแต่นิ้วและปาก เอาไว้สั่งการเป็น อย่างเดียวก็เท่านั้น

โลกแต่หนหลัง มนุษย์เราๆอาจจะเคยเป็นผู้คิดค้นกลไกคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความสบาย ในวันนี้ ..แต่ถ้าวันหนึ่ง สิ่งที่เราสร้าง กลับคิดเป็นทำเป็น และกล้าจะคดโกงกับผู้มีพระคุณขึ้นมา หลังจากวันนั้นเป็นต้นไป มันก็คงจะหาทางช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้อีก เมื่อทั้งหมดที่เกิดขึ้นมา มันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากชาวมนุษย์แต่เพียงหมู่เดียวเท่านั้น

แม้จุดไคลแม็กซ์ของ Wall-E จะย่อมต้องหาทางออกให้เรารู้สึก Feel Good ไปกับมัน มากกว่าจะทารุณใจให้แตกสลายยิ่งไปกว่าสิ่งที่ปูมา ...แต่นั่้นก็ไม่ได้หมายความว่า นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะคอมพิวเตอร์ในวันข้างหน้า อาจจะร้ายกาจเกินกว่า ใครจะเอาชนะมันได้ง่ายดายอย่างเช่นในหนังที่เป็นแค่เรื่องปลอมๆ

ตราบใดที่เราเลือกทางจะยอมอ้างว้าง เหมือนไม่มีใครอยู่บนโลกใบเดียวกัน ..มนุษย์ที่ประเสริฐกว่าอย่างเราๆ ก็ไม่มีวันจะเอาชนะสิ่งที่ไม่มีวันตาย ที่นับวันก็ดันทุรังทะลุขีดการเป็นอัจฉริยะไปได้เรื่อยๆเสียหรอก

ถ้ายึดเรื่องของคำที่เขียนเหมือนกันแล้ว ..ภาพของ Wall-E กับภาพของผู้คนในยาน 'Axiom' ล้วนต่างก็ถูกเรียกเหมาว่า "อ้างว้าง" ได้เช่นเดียวกัน ...แต่ถ้าเราคิดไปถึงนิยามของมันกันลึกๆ ซ้อนทับกับภาพของโลกทั้งสองใบที่แตกต่าง ความหมายที่เป็นไป ย่อมเป็นคนละอย่าง และคนละทาง อย่างเลี่ยงไม่ได้



เพราะในขณะที่ Wall-E ต้องอ้างว้าง... เพราะผู้คนเลือกจะทิ้งเขาไป เพื่อไปเผชิญหน้ากับโลกอีกใบที่มีใครเอาความมีประโยชน์มาล่อ รอคอยพวกเขาอยู่

แต่ผู้คนในยานอวกาศ ต้องอ้างว้าง... เพราะเขาเลือกจะทิ้งโลกใบเดิมไป เพื่อจำใจเผชิญหน้ากับสิ่งที่พร้อมจะควบคุมให้พวกเขา ไม่อาจคิดเองได้เป็นอีกต่อไป

มันช่างแตกต่างมากมายนักที่ Wall-E ยังคงคิดเป็น ยังคงรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สวยงามในชีวิต ..แต่มนุษย์ในอนาคต กลับไม่รู้จักอะไรเลย แม้แต่ความรัก การมอบความรู้สึกที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดเท่าที่พระเจ้าเคยสร้างขึ้นมา และจำเพาะให้พวกเราใช้มันเพื่อรักษาโลกใบนี้ ให้คงอยู่ มิสูญสลาย

การทิ้งโลกไปของมนุษย์ ก็ย่อมมีค่าเท่ากับการทิ้งความรัก ให้กลายเป็นสิ่งที่อ้างว้าง ลอยละล่องอยู่ในอวกาศ ..และมันจะไม่มีทางถูกเรียกคืนกลับมาได้ ตราบใดที่มนุษย์เลือกทางที่จะจมปลักไปกับสิ่งที่คิดแทนเขาเองไปแล้ว

เมื่อพระเจ้าที่เขา(คงจะ)สร้างเรา อาจเคยเป็นนามธรรมที่เราคิดได้เองว่าเราจะนับถือมากน้อยหรือไม่อย่างไร ...แต่กับ คอมพิวเตอร์ที่เราสร้างมัน กลับกลายเป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะนับถือ ประหนึ่งว่ามันคือพระเจ้าของวันนี้ไปเรียบร้อยแล้วซะนี่

คอมพิวเตอร์ ก็ดูจะไม่ผิดอะไรเลยหรอก ที่กล้าจะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระเจ้าโดยอัตโนมัติ ..แต่กับคนเราที่พอใจจะใส่หัวใจให้มันมากไปเรื่อยๆนี่เอง คือ ฝ่ายที่ผิดที่สุด ที่จะไม่ยอมบันยะบันยัง ตราบใดก็ตามที่คอมพิวเตอร์ยังไม่สามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้

และนี่แหละหนา ก็คือ ความโหดร้ายจากผลลัพธ์ของความอ้างว้าง ที่ Wall-E เลือกจะนำเสนอออกมาอย่างไม่บันยะบันยัง ..อันผิดหูผิดตาจากความเป็นพิกซาร์ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ เคยแต่สวยงามโดยถ้วนทั่ว



แต่ถึงกระนั้นแล้ว ก็ยังไม่อาจเถียงได้ว่านี่ ไม่ใช่ หนังในสไตล์พิกซาร์ ..ในเมื่อทุกกระบวนท่าของความเป็น Wall-E คือ โลกที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์จากภาพ และมุมมองการแสดงออกที่ยึดมั่นในอารมณ์อันขบขันแกมๆไว้ อีกก็ยังคงทิ้งความประทับใจอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ค่ายนี้นิยมชมชอบยิ่งนัก และส่งคนดูกลับบ้านด้วยความรู้สึกดีๆ ...ที่คราวนี้อาจจะหม่นๆหมองๆ เกินคาดไปมาก ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ



แม้กระทั่งว่า หนังแทบจะทำตัวเองให้เป็นหนังเงียบกันอย่างนี้แล้ว... พิกซาร์ ก็ยังเก่งกาจมากพอที่จะสร้างกลิ่นอายหอมฟุ้ง ชวนเมคความรู้สึกให้เราหลงเคลิ้มอยู่ในภวังค์แห่งความน่ารักได้ชะงักนัก ..ยิ่งหนังยังมาพร้อมกับคาแรกเตอร์นำ (Wall-E & Eve) และสมทบน้อยๆ (เช่นเจ้าแมงกระจั้ว & "MO" ..เล็กกะทัดรัด แต่ฮาได้ใหญ่โต) ที่โดดเด่นในความเป็นตัวของตัวเองด้วยแล้ว ก็มิยากเย็นอะไรเลย ที่พวกเขาเหล่านั้นจะพาคนดูอยากทะลุจอไปอยู่ในโลกจินตนาการ และอยากจะมีเพื่อนๆเป็นเจ้าหุ่นที่แสนดี ซึ่งเป็นมิตร อีกทั้งยังสร้างความสนุกสนานก็ได้อีกด้วย (..และเว้นแต่ขอให้มันฉลาดเท่าที่หนังนำพาก็พอเพียง)

ถึงผมจะยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า Wall-E มีความเป็นหนังพิกซาร์ที่ยอด ควบคู่ไปกับการมีคุณค่าต่อโลกที่ทำได้เยี่ยม ..แต่สองสิ่งนั้นก็ยังดูจะเป็นอีกเรื่องที่ต้องละไว้ในฐานที่มันยอดเยี่ยมอย่างเจตนากันจริงๆ ...เพราะอย่างไรแล้ว ถึงตัวหนังจะดีพร้อม และพร้อมที่จะทำให้ใครๆประทับใจได้อยู่ก็แน่นอน หากส่วนตัวผม กลับยังเห็นว่ามันไม่ใช่พิกซาร์ที่ลงตัวได้อย่างเต็มที่ โดนอย่างเต็มใจ เท่าที่คาดไว้แต่ต้น

ถ้าจะไปบอกชัวร์ๆเลยว่า ผิดหวังก็คงไม่ใช่ แต่มันก็ถือว่าน้อยกว่าที่อยากได้จริงๆไปนิดนึง



ผมมีความรู้สึกว่า บางช่วงบางตอนของหนัง ยังถูกเล่าออกมาอย่างประดักประเดิด ..มีการประดิษฐ์ประดอยเรื่องราวและฉาก ที่ล้นขีดจำกัดมากไปหน่อย ซึ่งนั่นมีค่าเป็นความยืด และเยื้อ อันส่งผลให้หนังดูจะมีภาวะอืดๆ เอื่อยๆ บั่นอารมณ์ติดตามลงไปบ้าง ...เช่นในฉากที่เป็นการไล่ล่าบน Axiom หนังเลือกที่จะเล่นโลดโผน ยอกย้อน ซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นอารมณ์ที่น่าเบื่อ หรือกับฉากเต้นรำในอวกาศของคู่พระ-นาง ก็ไม่น่าจำเป็นจะใช้เวลาเริงรื่น บินโฉบไปโฉบมาให้มากเท่านี้นัก ..ถึงจะไม่ได้เอียน และเห็นว่าละมุนละไมดี หากแต่จะลดลงไปหน่อยก็คงไม่เป็นไร



เมื่อเทียบกับงานของ แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับคนเดียวกัน ที่เป็นเจ้าของเดียวกับ "Finding Nemo" ..เรื่องของเจ้าปลาน้อยตัวส้ม ก็ยังดูลงตัว ไปพร้อมๆกับความอิ่มเอิบใจในขณะเดียวกัน ซึ่งสำหรับผมกลับมีให้ได้เก็บกลับบ้านมากกว่า

ผมไม่อาจจะโทษได้ว่า สแตนตัน มือตกในหนนี้หรอก แต่ถ้าผ่อนๆความคิดมากไปสักเล็กน้อย มันก็น่าจะดูดีเสมอตัว โดยที่ให้ความอิ่มพอดีๆ และไม่ขาดตกซึ่งความโดนไปได้แน่

แต่ถึงกระนั้นแล้ว ส่วนที่เป็นความไม่เต็มที่ ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิอะไรได้อีกเลย ..เมื่อนำมาเทียบกับเจตนาอันบริสุทธิ์ 100% อันเป็นทั้งความสนุกตามสไตล์ และสาระตามธรรมเนียม ผนวกรวม แล้วล้วนก็คู่ควรกับการเป็นหนังที่ใครๆก็ต้องตกหลุมรักให้เลยจริงๆ



"Wall-E" ... เป็นอีกครั้งที่ พิกซาร์ เลือกจะทำหนังการ์ตูนที่มีเนื้อหาไม่ใช่เด็กๆ (หลังจากปีก่อน..ก็ว่าด้วยเรื่องความฝันที่ใหญ่เกินตัวใน "Ratatouille") หากแต่งานนี้ใหญ่กว่าความเข้าถึงคนวัยผู้ใหญ่ทั่วๆไปอย่างที่เคยทำมาอีกเช่นกัน ..ถึงจะสรุปว่ามันเป็นหนังที่ดูเครียดเกินตัวในตัวเรื่อง แต่ความเป็นจริงแท้ ก็คือ อนิเมชั่นที่ภาพคมสวยกว่าเดิม(ได้อีก) ส่วนสนุกสนานอันมีเสน่ห์ ก็ให้คืนมาอย่างที่เราจะหวังได้จากงานของค่ายนี้ เป็นแน่แท้

และก็ไม่ลืมกับความประทับใจอันเป็นของตาย ..และมันอาจจะยิ่งใหญ่เกินค่าประมาณ ถึงขั้นจะเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่มีวันตายจากใจชาวโลก เพราะ Wall-E คือหนัง 'รักโลก' ที่สมบูรณ์แบบ โดยไม่จำเป็นต้องเสนอผลการวิจัยอะไรให้ลึกล้ำเกินสมองคนจะเข้าใจ

เพียงแต่สิ่งที่เห็นเป็นภาพในหนัง มันก็ได้วิจัยไว้หมดแล้ว ..ว่ามันอาจจะเกิดขึ้น ตราบใดก็ตามที่เรายังจะเลือกใช้ชีวิตอยู่กับความอ้างว้างอย่างนี้

ขอให้ความรับรองว่า หุ่นยนต์แอ๊บแบ๊ว ..ให้ความคุ้มค่าได้ทุกบาททุกสตางค์ สำหรับทุกคนในครอบครัว(และโลกใบนี้)อย่างแน่นอน




ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง..ครับ

เกรด A ... {}

ปล. หนังสั้นแปะหน้า Wall-E ตามธรรมเนียมของพิกซาร์ งวดนี้..ออกจะเป็นการขำแบบเฝื่อนๆ อย่างไรชอบกล.. เลยไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่ (ยกเว้น เจ้ากระต่าย ..เอี้ยได้ใจจริงๆ)

"สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนังได้ที่ //vreview.yarisme.com พร้อมลุ้นรับบัตร Major M Cash มูลค่า 500 บาท จำนวน 8 ใบ ทุกเดือน"






Love is in the Air ...เพลงที่ทำเอาใครๆตกหลุมรักหนัง ตั้งแต่ได้ดูตัวอย่างหนัง ..ถึงหนังตัวจริง จะไม่มีเพลงนี้ประกอบด้วยก็เหอะ

ส่วนที่เป็นฟอนท์สี เขียว-แดง เพิ่มเข้ามา... ซึ่งที่เน้นนั้นจะเป็นที่ผมพูดถึง ส่วน ดูดี(เขียว)-ดูด้อย(แดง) ของหนังแต่ละเรื่องครับ ...สำหรับบางคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง แล้วอยากจะรู้ว่าหนังมีอะไรดีอะไรด้อยบ้าง ก็อ่านเอาจากที่ผมทำไฮไลท์ไว้ก็ได้เลยครับ ตามแต่สะดวกละกัน

ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ



Create Date : 18 สิงหาคม 2551
Last Update : 18 สิงหาคม 2551 0:42:56 น. 11 comments
Counter : 5148 Pageviews.

 
คุณ วันซัพพอนอะแมนคะ ดิฉันเห็นด้วยทุกกระเดียดนิ้วเลย วอลล์ อี เป็นผลงานที่พิกซาร์ทำลายภาพของคำว่าแอนนิเมชั่นที่มักจะกระเตงเอาคำว่า"หนังเด็ก" ไปด้วยแทบสิ้น ถ้าเด็กกับผู้ใหญ่ดู สาระที่ได้จะต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริง ๆ


โดยเฉพาะส่วนที่เป็ฯความรักของหุ่นทั้งสอง ดิฉันดูแล้วน้ำตาไหลพรากๆ


และที่ชอบคือความสมเหตุสมผลในเรื่องร่างกายมนุษย์ที่ค่อยๆลดถอยลงไปจากการที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป


เรื่องนี้ให้เกรดเอเลยค่ะ


โดย: ชีนะ IP: 203.154.66.94 วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:0:40:06 น.  

 
ชอบมากๆค่ะเรื่องนี้ มีร้อยก็ให้เกินร้อยค่ะ


โดย: หนีแม่มาอาร์ซีเอ วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:0:54:27 น.  

 
ชอบมากๆครับ ให้ 10/10
เเต่การ์ตูนของพิกซาร์ที่ชอบที่สุดยกให้ ทอย 2 และ หนูทำครัวครับ


โดย: บิกวอร์ IP: 125.26.85.158 วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:7:41:45 น.  

 
กำลังจะไปดูครับ


โดย: ตาอ้วนชวนคุย วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:8:43:41 น.  

 
รับรองไม่พลาดแน่ค่ะ
ขอบคุณนะคะ
อ่านเพลินจริง ๆ เรย
สุดยอดเรยคร่า


โดย: duen_narak วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:10:55:00 น.  

 
รับรองไม่พลาดแน่ค่ะ
ขอบคุณนะคะ
อ่านเพลินจริง ๆ เรย
สุดยอดเรยคร่า


โดย: duen_narak วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:10:55:03 น.  

 
ไปดูให้ได้นะครับเนี่ย

ดูมาแล้ว ชอบมากกกกกกกกกกกกกก


โดย: Art IP: 124.121.38.59 วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:19:41:16 น.  

 
รักหนังเรื่องนี้มากๆ คับ แต่ผมว่าฉาก Define Dancing เนี่ยมันสั้นไปนิดนะ น่าจะยาวกว่านี้หน่อย รู้สึกไม่อิ่มยังไงไม่รู้ หรืออาจจะเพราะผมเป็นคนชอบอะไรยืดเยื้อก็ไม่รู้นะ แต่ยังไงคู่พระ-นางเรื่องนี้ก็ได้ใจไปเต็มๆ คับ


โดย: Moonlight Mile วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:20:45:01 น.  

 
เรื่องนี้ชอบมากถึงมากที่สุดเลยครับ


โดย: palao วันที่: 19 สิงหาคม 2551 เวลา:22:49:35 น.  

 
+ พี่ก็เขียนความรู้สึกตัวเองไว้หมดแล้ว ทั้งที่หน้าแรกของบล็อกนัทนี่ และที่เว็บยาริส ... ว้อลลลลลลี


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:19:07:39 น.  

 
อยู่ในระดับชอบและเชียร์

แต่ถ้าเทียบกันก็ยังชอบเจ้าหนูพ่อครัวมากกว่าค่ะ ในความลงตัว

แต่เรื่องนี้ เล่นในประเด็นที่หนักกว่า จะทำให้กลมกล่อมเหมือนกัน ก็คงจะยากกว่าอะนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 16 กันยายน 2551 เวลา:17:23:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
18 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.