+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ {Best of the Year 2011} Part 3 : Super 8




ยังคงดำเนินต่อไป แม้คนเขียนจะหายหัวไปนานสองนาน จนเหมือนจะลืมไปแล้ว!! แต่ Part ที่ 3 ของ ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ {Best of the Year 2011} ก็คืนกลับมาสนอง need คนเขียน ได้เสียที และ Part นี้ เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของ ฉากในหนัง กับ 10 ฉากที่ผมคัดเลือกมาว่า นี่แหละ ฉากที่เป็นไฮไลต์ของหนังแต่ละเรื่อง และเป็น 10 ไฮไลต์ของปีนี้ที่บันเทิงเริงใจ หรือจะทำอะไรก็ตามให้ผมรู้สึกคล้อยตามได้อย่างแนบเนียนที่สุด อย่างที่ฉากนั้นมันปรารถนาจะทำ

และก็ยังคงไม่ลืมที่จะกล่าวถึง หนังโปรดในดวงใจของรอบปี 2011 ในอันดับที่ 6-10 ต่อเนื่องจากสองคราก่อนที่เก็บอันดับที่ 11-20 ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ว่าด้วยเรื่องของฉาก มันก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในหนัง ที่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เราเข้าใจองค์รวมของหนังทั้งเรื่องซะเลยทีเดียว แต่ฉากบางฉาก ในหนังบางเรื่อง มันก็มีความหมาย ความตั้งใจ บางอย่างที่ถูกแสดงออกมา อย่างสุดขีดความสามารถเท่าที่ฉากนั้นจะพึงประสงค์ในสิ่งที่มุ่งหมาย บ้างก็อาจตอบโจทย์ความบันเทิงแบบอิ่มจนจุก เอาแค่ดูฉากนี้ก็คุ้มกับหนังทั้งเรื่องแล้ว หรือบ้างก็อาจจะเป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจ ที่เราไม่อาจจะสลัดออกไปจากหัวได้ เมื่อได้ดูฉากนั้นไปแล้ว ก็อยากจะจดจำถึงหนังเรื่องนั้น โดยใช้ฉากนี้เป็นจุดเชื่อมต่อความรู้สึกดีๆที่มีให้แก่กัน

เอาเป็นว่า หน้าที่ของฉาก มันไม่ได้หมายความว่าต้องตอบข้อความ หรือคำถามสำคัญให้กับหนังเสมอไป แต่หน้าที่ของฉาก ที่แน่นอนที่สุด คือ การทำให้เรารู้สึกร่วมแบบเสมือนว่าเราไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ โดยไม่รู้ตัว ..นี่แหละ คือ สิ่งที่ผมจะตอบให้คุณรู้ ว่ามีฉากไหนบ้างหนอ ในหนังยามเมื่อฉายปีที่แล้ว ทำให้ผมรู้สึกได้อย่างนั้นจริงๆ...






The Best of ‘Scene’
‘ฉาก’ ที่สุดแห่งความประทับใจ







อันดับ 10 : ฉาก “หนีตาย Slow Motion” ใน “Sherlock Holmes : A Game of Shadows”


มันก็มีหนังอยู่มากมายหลายเรื่อง ที่เลือกใช้เทคนิค Slow Motion ในการตัดอารมณ์ที่เร่งรีบของคนดูให้ผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาดใจ บ้างก็ใช้แล้วไม่ work บ้างใช้มากไปก็กลายเป็นโทษ หรือบ้างก็ไม่รู้จะใส่มาทำไม ให้มันดูรุงรัง

แต่ความกล้าหาญชาญชัยในสไตล์ของ “กาย ริชชี่” ที่เน้นเทคนิคเยอะๆ ใส่ลีลาให้ดูมากๆ ในหนังของเขา มักจะได้ผลมากกว่า ไม่ได้เรื่อง และสำหรับหนังเรื่องล่าสุดของพี่ท่าน ก็ยังคงลายเซ็นเฉพาะตัวเอาไว้ ที่ไม่ใช่ลอกเลียนแบบไม่ได้ แต่จะหาใครมาเทียบ ก็ได้แต่เป็นของปลอมทำเหมือนเท่านั้น

โดยที่โดดเด่นที่สุดใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ภาคสอง นี้ คงจะหาฉากไหน เก๋ ปนเท่ห์ ได้ไม่เท่า กับช่วงเวลาของการหนีตายจากคลังแสงของแก๊งค์พี่โฮล์มส์ หมอวัตสัน และนางยิปซี ที่ทั้งๆมันน่าตื่นกลัวกับบรรดาอาวุธขาโหดมากมายที่ตู้มๆ บู้มๆ อยู่รายล้อมพวกเขากะเอาถึงตาย แต่ยังมิวายมีลูกเล่น ทำเป็น Slow ให้เห็นรายละเอียดของการระเบิดแบบเน้นๆ เอาให้รู้กันไปเลยว่า อานุภาพของมันรุนแรงขนาดไหน ซึ่งก็ทำให้ฉากนี้เป็นได้ทั้งความระทึกขวัญ แต่ขณะเดียวกันก็เห็นความ(คล้ายจะ)สมจริงของงานเอฟเฟกต์ ทั้งการฉีกต้นไม้ ทะลายหน้าดิน ทะลวงทุกสิ่งจนฝุ่นตลบ คละคลุ้งด้วยควันปืน และตัวละครก็กระเซอะกระเซิงกันเสียเต็มที่ ให้หมดสวยหมดหล่อกันไปข้างหนึ่ง ..มันจึงเป็นฉากๆหนึ่งที่เป็นตัวอย่างทำให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ที่เงินใช้เสกได้ บนความยากลำบากของการทำหนังสักเรื่องให้เป๊ะ จนคนดูอินไปกับมัน ด้วยประการฉะนี้







อันดับ 9 : ฉาก “คืนลิงสู่ป่า” ใน “Rise of the Planet of the Apes”


มันเป็นหนังที่ทำให้เห็นภาพความเก่งกาจของงานเทคนิค CG ในวันนี้ ซึ่งสมจริงจนบางครั้งก็แยกไม่ออกว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง ..แต่ที่ยอมรับว่ามันจริง คือ ความพยายามของบทหนัง ที่จะทำให้คนต้องอิน กลายเป็นลิง ในนาทีนั้น อย่างหน้าตาเฉย

กับในฉากที่ยกมาพูดถึงนี้ ก็คือ จุดที่พาเรามาแตะต้องจิตวิญญาณความเป็นลิง ถึงขั้นสูงสุด ..ทั้งๆที่มันยืนอยู่บนทางแพ่ง ที่ต้องเลือกระหว่าง การมีคนดีๆ ปรนนิบัติดูแลไปตลอดชีวิต และจะสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยหลุดพ้นจากพันธนาการของคน ..เราก็รู้ดี ว่าสุดท้าย ทางไหน คือ สิ่งที่หนังจะพามันไป และถ้าเราเป็นมัน เราก็ยืนยันว่าเราจะไปทางเดียวกันกับที่หนังบังคับแน่นอน

ฉากนี้ในหนัง จึงเป็นเหมือนจุด Final แห่งการแตกหัก ระหว่างคนกับลิง (โดยที่ก่อนๆหน้า ฉากสู้รบบนสะพานก็แค่เงื่อนไขที่ทำให้คนกับลิง อยากจะแตกหัก) ..ซึ่งใจหนึ่งก็สร้างความรู้สึกดีสุดๆ แทนผู้เลือก แต่อีกทางในฐานะที่เรายังเป็นมนุษย์ เราก็รู้สึกว่า ต่อจากนี้ไป มันคงเป็นหายนะของโลก อย่างหาทางเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว มันคือ Conflict ที่โคตรรุนแรงเจ็บแสบสำหรับคนในหนัง ซึ่งในฐานะของคนดู คงทำอะไรไม่ได้นอกจาก อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ และตามห่วงในภาคต่อๆไป ก็เท่านั้น







อันดับ 8 : ฉาก “ขับรถระห่ำในริโอ” ใน “Fast Five”


ความสำคัญของฉากนี้คือ การฉกฉวยสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ให้กลายมาเป็นของตัวเองเพื่อความสะใจเล่นๆ ..ว่ากันด้วยหลักธรรม หรือมนุษยธรรม ก็เห็นชัดว่า ตรรกะความดีมันล่มไปแล้ว ตั้งแต่คิดวางแผนจะฉก!

แต่ มันเป็นหนัง และมันเป็นหนังที่เน้นมอบความบันเทิง มากกว่าจะให้สาระกับชีวิต ..ฉะนั้น อย่าได้ยึดมั่นถือมั่น และปล่อยตัวปล่อยใจ ยอมความกับตรรกะที่ล่มให้กับ ความเว่อร์แบบหลุดโลก ที่เราอาจหาได้จากหนังหลายๆเรื่อง แต่กับเรื่องนี้ ถือว่า เว่อร์แต่โคตรสนุกสุดอารมณ์

เอาแค่เห็นตู้เซฟใหญ่ยักษ์ถูกลากเสียดสีประกายไฟแวบๆ บนท้องถนน ไปพร้อมกับ รถเก๋งสองคัน(ที่ขนาดรวมกันยังหนักไม่น่าถึงครึ่งของตู้เซฟ) ที่ความพยายามแรงสูง(อย่างไม่น่าเป็นไปได้ ตามหลักฟิสิกส์) ก็ไม่ต้องพูดถึงความน่าเชื่อถือ แต่เรามาพูดกันด้วยภาษาของมนุษย์ที่พร่ำออกมาจากปากเลยว่า “แม่...คิดได้ไงว้า!!” และ “ไม่ใช่คนธรรมดา คิดไม่ได้นะเนี่ย” ต้องเป็นเทพ เมพขิงๆ ในเรื่องจินตนาการ ...เป็นความไม่สมเหตุ สมผล ที่สักครั้ง ต้องยอมเขาเลย เพราะเขาทำผม สนุกสุดทีน จนลืมตรรกะที่มีในหัวไปเสียหมดสิ้น!!







อันดับ 7 : ฉาก “ไต่ตึกระฟ้าบนจอ IMAX” ใน “Mission:Impossible Ghost Protocol”


อาจเป็นฉากหนึ่งที่ตรรกะไม่ได้ล่ม แต่นึกตามภาพแล้ว ก็บอกตามตรงว่ามันเป็นตรรกะที่คู่ควรจะได้เห็นในหนังการ์ตูนมากกว่า

นั่นอาจเป็นเพราะผู้กำกับ “แบรด เบิร์ด” แกเกิดมาทำหนังการ์ตูน เสียหลายเรื่อง จนพอมาทำหนังคน ก็มิวายติดความรู้สึกส่วนตัวที่อยากทำฉากให้มันดูเกินมนุษย์เข้าไว้..แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อเสียหายแต่อย่างใด เพราะกับหนังที่ใช้ชื่อ Mission:Impossible นี่แหละ คือ สิ่งที่หนังต้องการจะให้เป็น รวมทั้งฉากๆนี้ ที่เป็นศูนย์รวมของความไม่น่าเป็นไปได้ ให้เกิดคาตาคนดูแบบชัดเจน

ด้วยวัยวุฒิของ “ทอม ครูซ” ที่ไม่หนุ่มไม่แน่น ก็ถือว่าเกินขีดจำกัดของมนุษย์เรื่องหนึ่งแล้ว ..ยังไม่รวมกับการปีนป่ายโดยใช้มือข้างเดียวแตะกระจก และขากลับก็ทิ้งตัวดิ่งเหมือนวิ่งอยู่กับพื้นถนนก็ไม่ปาน ยิ่งดูเหนือมนุษย์ จนคิดตามหลักทางฟิสิกส์ก็แอบมึนไปไม่น้อย ..แต่สิ่งที่ทำให้ฉากๆนี้ ดู ฟินาเล่ สุดๆ มันคงเป็นความสามารถของมุมกล้องถ่ายหนังฉบับ IMAX ที่ไม่ใช่แค่ให้ภาพกว้างและใหญ่กว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังทำให้เวลาเรามองไปที่ข้างล่างบนพื้นโลก มันทำให้เราหวาดผวา ประหนึ่งเราเกาะหลังพี่ทอม ที่พร้อมจะหลุดร่วงลงไปโหม่งโลกเมื่อใดก็ได้ ปานนั้น!! จึงเป็นอีกครั้งที่กล้อง IMAX ให้ความรู้สึก ว่าความตาย มันกำลังหายใจรดต้นคอเราอยู่นะ รู้มั้ย?







อันดับ 6 : ฉาก “หนีการไล่ล่า” ใน “Rango”


โลกของอนิเมชั่น จะเสกสรรปั้นแต่งอะไรก็ได้ ขอแค่ออกมาเป็นภาพตรงตามจินตนาการของคนทำหนัง จะพิจิตรพิสดารออกมาอย่างไร ก็แล้วแต่ใช้ท่ายากของความคิดอ่านในการออกแบบทั้งนั้น ..ซึ่งถ้าการออกแบบนั้น work ผลลัพธ์มันก็คือความสนุกสำหรับคนทุกเพศทุกวัยนั่นแหละ

อย่างเช่นกับฉากนี้ในครั้งแรกของอนิเมชั่นจากฝีมือ ผู้เคยกำกับ “Pirates of the Caribbean” ซึ่งครั้งนั้น ก็ว่าพิสดารกับฉากแอ๊คชั่นหลายๆฉากที่เพี้ยน แต่ฮา และมาครั้งนี้ ก็ถือว่า ไม่ผิดฟอร์ม กับฉากนี้ที่เป็นได้ทั้งขายเสียงหัวเราะกับเหล่าสัตว์เพี้ยนที่ตุ๊ปั้ดตุ๊เป๋มาเจอกัน พร้อมๆกับ ขายความขึงขัง อย่างมีจินตนาการ ภายใต้สถานการณ์ที่ปั่นป่วนหัวใจไม่น้อย ขณะที่ตัวละครฝ่ายดีกำลังหนีสุดกู่ กลุ่มตัวร้ายก็ไล่กวดอย่างไม่ลดละ ทั้งเหนือดิน และบนฟ้า อย่างน่าหวั่นเกรง

แม้ที่สุด ตัวเอกจะหลุดพ้น ด้วยความน่ายินดี แต่ก็หนังก็ร้ายกาจอยู่ดีที่หักมุมว่าสุดท้ายสิ่งที่เพียรพยายามตามหากันมา ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา!! เหลือแต่ให้ต้องตามลุ้นกันอีกหลายระลอก ...แต่กับระลอกนี้ ทำเอาเหนื่อยไปไม่น้อยเลยนะ ร้ายจริงๆ







อันดับ 5 : ฉาก “สงครามกลางทะเล” ใน “X-Men : First Class”


สงครามในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการสู้รบทางยุทธนาวี ระหว่างเรือรบกับเรือรบ หรือจะเป็นเรือรบกับผู้รุกรานที่มีวิวัฒนาการเหนือกว่าเรือรบ แบบหนังบางเรื่องที่กำลังเข้าฉายอยู่ ...แต่เป็น เรือรบ กับมนุษย์ตัวจริงเสียงแท้ๆ ที่แค่มีวิวัฒนาการเหนือกว่ามนุษย์ เข้าชั้นซูเปอร์ฮีโร่ เท่านั้นเอ้งงง!!

ความน่าขนลุกของฉากนี้ คือ ภาพที่มนุษย์ผู้เป็นมนุษย์นี่แหละ จ้องหาศัตรู ต้องมีผู้เป็นแพะรับบาปในวาระกรรมที่ก่อขึ้นมา โดยไม่ใช่ตัวเอง ผลลัพธ์ของความหายนะ มาตกเป็นของผู้ที่แตแรกจะมาช่วยโลก แต่สุดท้ายก็เป็นพวกเดียวกันไม่ได้ เพราะคุณคือ มนุษย์เหนือมนุษย์ เราไม่จัดคุณอยู่ในสปีซี่ส์เดียวกับเรา

นัยน์หนึ่งของ ฉากที่ขีปนาวุธพุ่งมาหากลุ่ม X-Men ก็คือ ฉากมหาระทึกลุ้นโคตรที่หนังเรื่องนี้มี แต่มันก็มีอีกนัยน์เป็นโคตรฉากแห่งความเจ็บปวด ที่พุ่งตรงมาเสียดแทงมนุษย์ด้วยกัน ว่าใยถึงต้องแตกแยก เพราะความแตกต่าง ..หรือว่าแท้จริงแล้ว เราเป็นสัตว์สงคราม ที่ต้องมีการฆ่าแกงกันถึงจะสะใจชีวิตหรือไร?







อันดับ 4 : ฉาก “คิสแล้วคิก” ใน “Drive”


คนเรามีหลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน อาจจะเป็นเรื่องจริง ..แต่หนังเรื่องนี้ก็ได้ผ่านการพิสูจน์ ทฤษฎีนี้ โดยกำนัลหนึ่งฉากที่เราจะได้เห็น อารมณ์สองอารมณ์ที่ขัดแย้งแบบสุดขั้วภายในฉากเดียวกัน

ขณะที่ตัวละคร คนขับ ของ “ไรอัน กอสลิ่ง” กำลังบรรจงจูบอย่างดูดดื่มเหมือนประหนึ่งว่านี่คือจูบสุดท้ายของชีวิต กับสาวเสิร์ฟ “แครี่ย์ มุลลิแกน” ในลิฟต์ สร้างความร้อนผ่าวไปทั่วทั้งอาณาเขตอันคับแคบนั้น ก็มีหนึ่งชายที่อยู่ในลิฟต์นั้นยืนนิ่งด้วยความสงบเยือกเย็น เหมือนรอเวลาอะไรบางอย่าง.. แต่เพียงไม่กี่อึดใจที่ ฉากจูบกำลังดำเนินไป บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเป็นความอาฆาตแค้น คนขับหันหน้าหนีจากหญิงที่รัก จับชายที่ยินนิ่งมาแล้ว ซัดโครม โครม โครม พอถึงจังหวะล้มก็ ตุ้บตั้บ ตุ้บตั้บ กระทืบจนชายผู้นั้นแน่นิ่ง ประหนึ่งไม่หายใจอีกต่อไป

นี่แค่เล่ารายละเอียด แต่อยากรู้อารมณ์ คงบรรยายผานตัวอักษรให้เกิดอารมณ์ร่วมได้ยาก ไปดูด้วยตัวเองเถิด แล้วจะรู้ว่า ฉากนี้ จะเป็นหนึ่งในฉากโคตรคลาสสิคต่อไปในภายภาคหน้า!!







อันดับ 3 : ฉาก “พูดปลุกใจ” ใน “The King’s Speech”


เคยได้ยินการพูดที่มาจากสุดยอดนักพูดมากมายที่สร้างได้ทั้งแรงบันดาลใจ ปลุกพลังชีวิตคืนกลับมา หรือกระทั่งเป็นการเปลี่ยนชีวิตผู้คนไปได้อย่างมากมาย นั่นคือ ความทรงพลัง จากเรื่องที่พูด ผ่านผู้พูดที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา

แต่การที่เราได้ซึมซับ การผ่านช่วงเวลาความยากลำบากของบุรุษผู้หนึ่ง ที่อยากจะพูดให้เก่ง พูดให้เป็น และพูดให้เกิดพลังใจกับคนหมู่มากนี่สิ คือ สิ่งที่เราไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ..ยิ่งถ้าบุรุษผู้นี้ เคยเป็นคนติดอ่าง พูดจาไม่ฉะฉาน สั่นเป็นเจ้าเข้าทุกครั้งที่ได้ยืนบนเวที มันก็ยิ่งน่าสนใจว่า เขาจะผ่านวิกฤตของชีวิตนี้ไปได้อย่างไร

ตลอดเวลาเกือบ สองชั่วโมง ที่เราได้ดิตตามชีวิต และรับรู้ความคืบหน้าของ พระเจ้าจอร์จ ที่อยากจะยอดมากๆ ในเรื่องของการเป็น Great Speaker ..มันได้ส่งพลังบางอย่างให้เราได้รู้สึกร่วมแบบเป็นที่สุด มายังฉากสุดท้ายที่เป็นการพูดในที่สาธารณะ ท่ามกลางวิกฤตของชาติครั้งยิ่งใหญ่ ..แม้จบฉากนี้ นั่นคือวิกฤตที่ชาติ ต้องระทมทุกข์ไปอีกยาวนาน แต่ในฉากเดียวกัน ก็ได้แสดงออกถึงการก้าวข้ามผ่านวิกฤตชีวิตของกษัตริย์ผู้นี้ ที่กำลังจะกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติอย่างเป็นทางการ เพราะสิ่งที่เขาได้พูดออกมานี่เอง ...มันจึงช่างคุ้มค่าในผลลัพธ์ที่ได้มา แลกกันกับความรู้สึกของคนที่ให้ความมั่นใจในชาติได้อย่างฉับพลัน







อันดับ 2 : ฉาก “บัลเลต์ครั้งสุดท้าย” ใน “Black Swan”


คำว่า “Finale” (ฟิ-นา-เล่) คงจะได้ยินกันบ่อย เวลาที่เอะอะๆก็รู้สึกว่า มันช่างสุดยอดจริงๆเลย เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ..ถ้าถามหาที่มาของมันที่แท้จริงแล้ว มันก็คือศัพท์ที่เอาไว้ใช้เรียกในองค์สุดท้ายของ การแสดงโชว์บัลเลต์ นั่นแล

และคำว่า Finale นี่แหละ ที่มันช่างเหมาะสมกันเหลือเกินกับการจะใช้พูดถึงฉากจบของหนัง “ดาร์เรน อะโรนอฟสกี้” เรื่องนี้ที่มันส่งความรู้สึกว่า ได้ดูโชว์นี้สักครั้งในชีวิต ชีวิตฉันก็นอนตายตาหลับได้แล้ว

โดยปกติในโลกของบัลเลต์ มักจะจบลงด้วยความสวยงาม อิ่มเอมหัวใจ เป็นอะไรที่จ่ายแพง แต่ก็ได้ผลตอบรับเป็นประสบการณ์ดีๆที่ราคาแพงเช่นเดียวกัน ...แต่มันช่างแตกต่างกับสิ่งที่ได้เล่ามาในหนังทั้งเรื่อง มันเป็นบทเรียนราคาแพงของตัวละครเอก ที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด กว่าจะพาตัวเองมาถึงองค์สุดท้ายได้ มันไม่ง่ายเลยกับสิ่งที่เธอได้พบเจอ มันไม่สวยงามแน่..แม้ผู้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวจะพากันสรรเสริญ ปรบมือให้กับความทรงพลังของโชว์ที่เกิดได้จากเธอ แต่ผู้คนที่รู้ว่ามันเกิดอะไรกว่าจะถึงจุดนี้ได้ บอกตามตรงว่า จบไม่สวย แต่โคตร ฟินาเล่ ที่มันจบแบบนี้เลย!!







และ อันดับ 1 : ฉาก “แต่งและเลิก” ใน “Blue Valentine”


จะว่าเป็นฉากเดียวกันก็อาจไม่ใช่หรอก แต่ในแง่เทคนิคของการตัดสลับโดยดำเนินเรื่องให้มันขัดแย้ง แต่สอดคล้องซึ่งมวลสารที่กำลังพูดถึง มันนับว่าเป็นฉากตัดสลับอดีตกับปัจจุบันในหนังที่ดีที่สุด อีกฉากหนึ่งเท่าที่เคยดูหนังมาในชีวิตนี้ของผมเลย

ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นหนังทั่วๆไป เพๆพื้นๆ ก็คงไม่ยินดีจะนำเสนอ เรื่องราวในอดีตของตัวละคร ในช่วงที่เป็นฉากจบของหนังซะเท่าไหร่หรอก ..แต่กับหนังเรื่องนี้ ที่พยายามทำความคลุมเครือเอาไว้ให้คนดูรู้สึกไม่สามารถอ่านใจตัวละครของพระนางคู่นี้ได้เลย มันคือ ความตั้งใจ ที่จะให้เราได้รู้ว่า ลึกๆแล้ว สองคนนี้คิดอะไรกันแน่ ถึงนำพามาซึ่งการแตกหักของความสัมพันธ์ของชีวิตคู่นี้ในท้ายที่สุด และมันก็มาเกิดขึ้นในท้ายที่สุดของหนังจริงๆ

ในขณะที่ความรักมาถึงจุดจบ ห้วงคำนึงแห่งการเริ่มต้น ก็คงจะแวบกลับเข้ามาในหัวของใครหลายๆคน ..นั่นคือ สิ่งที่หนังพยายามทำให้เรารู้สึกตามไปด้วย ว่านี่คือวาระที่เป็นไปได้ในทุกๆชีวิตคู่ ที่คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นอย่าได้คิดสงสัยว่าทำไม คุณถึงมารู้ใจของสองตัวละครนี้ในฉากสุดท้าย เพราะ คุณก็น่าจะเพิ่งมารู้ใจตัวเองเอาตอนสุดท้ายที่ชีวิตคู่ถึงวันไม่ได้ไปต่อบ้างล่ะ

ฉากนี้ มันจึงเป็นความรวดร้าวที่งดงาม ความล่มจมที่เยี่ยมยอด และความตายที่เหมือนจะก่อกำเนิดชีวิตใหม่อย่างน่ามหัศจรรย์ ..อ่านแล้วอาจงง ต้องดูด้วยตาตัวเอง จะรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ ที่ผมได้รับ







Best Movie of the Year 2011 ..in Cinema : No. 6-10
หนังที่เป็นที่สุดแห่งความประทับใจ..ในโรง : อันดับ 6-10


อันดับ 10 : Drive


เป็นส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความโรแมนติกที่ทำเอาใจสั่นไหวไปกับบรรยากาศในหนังและมวลรวมของความรักในคู่พระนาง มาพบกันที่ครึ่งทางกับ ความซาดิสซึม ซึ่งเลือดเป็นเลือด โหดเป็นโหด ตัวโฉดก็โฉดเอาๆ ตัวดีก็มิวายร้ายกาจอย่างน่ากลัวนัก

ถ้ามาดูเอารสของหนังแอ๊คชั่นทริลเลอร์เรื่องหนึ่ง ก็สามารถใช้ความที่มีทุนต่ำออกแบบฉากสตันท์ การต่อสู้ได้ระทึกเอาเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจ และน่าดึงดูด คือ การทำให้คนดูรู้สึกหลงรักในทุกสิ่งที่หนังแสดงออกมา ไม่ว่าจะการแสดง บทหนัง การสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งในหลายๆสิ่ง รวมทั้งเพลงโคตรเพราะ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงระดับความน่าอันตรายมากขึ้นๆ ยิ่งมีแต่งวดเอาๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปจนถึงจุดจบ ..ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นี่คือ หนังที่ได้รับรางวัลจากคานส์ (ซึ่งมักจะมีให้กับหนังโคตะระอินดี้) ซึ่งดูสนุกที่สุด เท่าที่เคยดูหนังจากสำนักนี้การันตีมาเลยทีเดียว







อันดับ 9 : The King's Speech


เมื่อพูดถึง หนังที่มีกษัตริย์เป็นตัวละครนำ คุณจะนึกถึงอะไร..? ใช่หนังที่มีปมความขัดแย้งในราชบัลลังก์หรือไม่ หรืออาจเป็นหนังสงครามที่ผู้นำต้องร้องเรียกความเป็นไทกลับคืน หรือไม่แน่ก็อาจเป็นการสลับร่าง คนธรรมดา กับกษัตริย์ ให้มาใช้ชีวิตในวิถีที่ต่างกัน

แต่ไม่ว่าคุณจะนึกถึงหนังที่ว่าด้วยเรื่องกษัตริย์ ไปทางไหน ก็มีหนังเรื่องหนึ่งซึ่งไม่มาตามขนบ ไม่เดินเรียงแถวตามระเบียบ แต่ให้คนดูรู้สึกได้ถึงความมีอารมณ์ขัน ไปพร้อมกับความรู้สึกต้องเอาใจช่วย เพื่อให้กษัตริย์สามารถเอาชนะความพิการของตัวเองไปให้จนได้ ..แม้ที่สุด ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์ความจริง มันก็เฉลยอยู่แล้วว่า ท่านผู้นี้ข้ามผ่านมาได้ในที่สุด แต่การที่เราต้องมาร่วมลุ้นกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง มันก็อดไม่ได้จริงๆ ที่ความเนียน(ของทุกองค์ประกอบ) มันพาเราอินไปด้วยแบบเนียนๆ เช่นกัน







อันดับ 8 : Rango


เขาคือ ฮีโร่ ที่หน้าไม่น่าบอกบุญรับกับการเป็นฮีโร่ ..เขาคือ ฮีโร่ ที่ไม่น่าจะไปรอดกับการเป็นขุมกำลังสำคัญของชาวบ้าน.. และเขาคือ ฮีโร่ ที่แปลกประหลาดผิดโลก เพราะเขาคือ ไอ้กิ้งก่า (ที่เป็นกิ้งก่าจริงๆ ไม่เกี่ยวกับ The Amazing Spider-Man แต่อย่างใด)

แม้หนังจะมาพร้อมความประหลาดในหลายสิ่งหลายอย่าง จนบางครั้งก็เข้าใจไปว่า นี่ไม่น่าใช่หนังการ์ตูนสำหรับเด็กเป็นแน่.. แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่หัวใจยังเยาว์ ที่ชอบการ์ตูน แต่ก็อยากดูการ์ตูนที่มีความคิดความอ่านแบบคนมีอายุ นี่คงเป็นคำตอบสำหรับคนกลุ่มนี้ ที่จะได้ทั้งความสนุก ความฮา ความบ้า และ ความเซอร์ ในหนังเรื่องเดียวกัน ขอแค่อีกเงื่อนไขหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ คุณเข้าใจในขนบของหนังคาวบอย เป็นอย่างดีก็ถือว่าพอ (*** ความจริงดูหนังเรื่องนี้ ผ่าน DVD ที่บ้าน ..แต่ทว่า มันมีการเข้าฉายในโรงในปีนี้อยู่แล้ว จึงนับว่า ให้เป็นหนังโรงไปแล้วกันนะครับ)







อันดับ 7 : Mission:Impossible Ghost Protocol


บางที หนังแอ๊คชั่น ถ้าใช้อารมณ์การทำหนังโดยมองว่ามันเป็นการ์ตูน ก็อาจจะขาดความสมจริง ..แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะออกแบบสิ่งที่เกิดในหนัง ให้มันส์ถึงอกถึงใจ เป็นไม่ได้ ...ทฤษฎีนี้ ใช้ได้ผลในหนังบางเรื่อง และหนึ่งในนั้น ก็คงต้องรวม หนังที่มีผู้กำกับเคยเป็นคนทำหนังการ์ตูนมาก่อน

แน่นอนว่า มันต้องเป็นคนที่แม่นยำ ในเรื่องของจังหวะการเร้า จังหวะการรอ และจังหวะการรุก ทุกๆจังหวะต้องพอดีกับการทำให้คนดูรู้สึกว่ามันน่าเชื่อ ทั้งที่เหตุการณ์มันคือ mission impossible ชัดๆ... นี่จึงเป็นการรักษาเสน่ห์ที่หนังเรื่องนี้มีตั้งแต่หัวจดเท้า แต่ใส่ความทันสมัยที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกได้อย่างสนุกสนาน รวมไปถึงการทำให้หนังแต่ต้นจนจบเรื่อง มันไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันบนจอ ได้ทำให้มันเป็นไปแล้ว ถึงต่อให้ปฏิเสธว่ามันก็แค่หนัง แต่ในใจคุณคงจะหล่นไปอยู่ตาตุ่มในเวลาที่ “ทอม ครูซ” เกือบจะโหม่งโลกให้ดูเป็นขวัญตาสินะ







อันดับ 6 : Contagion


โรคภัยไวรัส เรารู้ดีว่านี่คือ อันตรายหมายหัวทุกชีวิต แบบไม่สนใจใครจะจน จะรวย ใครจะเก่ง หรือจะกาก สุดท้ายถ้าพลาด ก็มีลุ้นอยู่สองอย่าง คือ รอด หรือ ตาย แล้วถ้ารอด ก็มีลุ้นกันอีกต่อ ว่า เชื้อร้ายจะหยุดอยู่ที่คุณ แล้วตายจาก หรือว่า ยอมพรากจากกัน แต่มันไปสิงสู่ที่อยู่ใหม่ ในอวัยวะคนอื่นเสียแทน

สำหรับในหนังที่ว่าด้วยเรื่องของหายนะภัย ดูมากี่เรื่องต่อกี่เรื่อง มักจับความรู้สึกได้ว่า มันน่ากลัว แต่ไม่น่าเกรง มันอาจเชื่อ แต่สุดท้ายก็เก็ทว่ามันไม่หลุดออกจากจอเป็นแน่ ..แต่จะบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกก็อาจได้ ที่ดูหนังไป ก็รู้สึกไปว่า เราเข้าสู่โหมดรักตัวกลัวตายกันสุดชีวิต เป็นประเภทที่ออกจากโรงมาได้ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ยุ่งเกี่ยวกับคนป่วย ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเราไม่ขอเสี่ยง กลับมาเป็นคนรักอนามัยอย่างที่คุณครูเคยสอนเมื่อตอนอนุบาลเสียอย่างงั้น ..ถ้าหนังสักเรื่องจะเปลี่ยนความรู้สึกคนๆหนึ่ง และการกระทำของคนๆนั้น ไปได้มากขนาดนี้ละก็...?







ครั้งหน้าจะว่ากันถึงวาระสุดท้ายกับหัวข้อของ 5 หนังสุดโปรด 5 อันดับสุดท้ายที่ถูกเลือก ทั้งประเภทฉายในโรง และประเภทดูเอาสบายใจในรั้วบ้าน ของปี 2011 ที่ผ่านพ้นมา ผลจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ ผมมีอยู่ในใจแล้ว แต่รอโอกาส เวลาอันเหมาะ จะได้มาบอกกันเสียที

พบกันในตอนจบชอง “ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ {Best of the Year 2011}” (จะพยายาม)ในเร็ววัน

ติดตามอ่าน Part ก่อนหน้า ด้วยการ คลิก คลิก คลิก คลิก คลิก..!!










ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ



Create Date : 05 พฤษภาคม 2555
Last Update : 5 พฤษภาคม 2555 6:01:52 น. 1 comments
Counter : 3715 Pageviews.

 


โดย: papisong วันที่: 5 พฤษภาคม 2555 เวลา:7:16:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2555
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
5 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.