+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
“The Wrestler” ... เรื่องจริง ชีวิตจริง ที่ตลกไม่ออกของ ‘โหดหน้าเหี่ยว’



ใครบางคนอาจจะเรียก ‘มวยปล้ำ’ ว่าเป็น กีฬาชนิดหนึ่ง ..เป็นกิจกรรมที่ท้าทาย เชิญชวนให้ใครก็ได้ ที่อยากจะอวดเบ่งความเก่งในการต่อสู้ มาเจอกันตัวต่อตัว เพื่อสร้างความสะใจให้กับคนดูรอบเวที ได้เฮ ฮา โห่ ตามแต่ความรู้สึกที่ได้รับ

แต่สำหรับผมแล้ว ...ผมไม่เห็นเลยว่า มวยปล้ำ จะสามารถถูกจัดให้อยู่ในหมวดกีฬาได้แต่อย่างใด ..ในเมื่อเบื้องลึกเบื้องหลัง ความเป็นจริงของมัน ก็คือ ‘การแสดง’ ชนิดหนึ่ง...ที่ทุกสิ่งทุกอย่าง มีการจัดฉากเอาไว้แล้ว ใครอยากชนะ ใครยอมแพ้ ก็เตี๊ยมกันได้ที่หลังเวที ...อีกทั้งเมื่ออยู่บนเวที การแสดงออกที่บอกว่าเจ็บปวด มันก็ล้วนแต่ เฟค ..ทุกท่าไม้ตาย ก็ล้วนแล้วแต่มีการระวังให้คู่ต่อสู้ ต้องปลอดภัยไว้ก่อนทั้งนั้น

ที่ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผมจะมีอคติกับศาสตร์การต่อสู้ที่เรียกว่า มวยปล้ำ นี้ ..แต่ที่ผมเข้าใจและรู้สึก มันก็คือ ความสนุก ที่ขึ้นอยู่กับ ความบ้าของคน เมื่อมันอยู่บนเวที ที่มีสายตาผู้คนนับร้อยๆคู่จับตามองอยู่ ...ใครที่บ้า(ได้เนียน)มากกว่า ก็จะเป็นผู้ชนะไปในท้ายที่สุดทุกที

ยิ่งถ้าคนที่บ้าชัยชนะ เป็นคนที่เป็นขวัญใจของมวลชนตัวจริงเสียงแท้ ...ก็ย่อมไม่แคล้ว ที่สุดท้าย มักจะเป็นฝ่ายที่ได้รับการชูมือ จากกรรมการ บ่อยที่สุด

แต่นั่น มันคือ ชีวิตที่ถูกกำหนดเหมือนเป็นละครเรื่องหนึ่ง ที่ตอนจบมักต้องมีคนหนึ่งชนะ และอีกคนที่พ่ายแพ้เสมอไป ...หากถ้าเป็นชีวิตจริงๆ นอกสังเวียน ระหว่างเหยียบย่างอยู่บนผืนดิน ที่ไม่มีผ้าใบรองคลุม ..มันอาจไม่ได้หมายความว่า ทุกๆคนจะต้องชนะในทุกๆเรื่อง ..มิหนำซ้ำกับคนบางคน การสะกดคำว่า พ่ายแพ้ อาจจะง่ายยิ่งกว่าการเขียนประโยคตัวเป้งๆ ว่า ‘สักวันหนึ่ง เราต้องชนะ’ เป็นแสนเป็นล้านคำจนมือหงิก



แม้ทว่า รูปลักษณ์ภายนอกของชายคนหนึ่งที่ชื่อ “แรนดี้ โรบินสัน” จะเป็นที่รู้จักของชาวประชา ในนามของ “เดอะ แรม” นักมวยปล้ำมือวางอันดับหนึ่ง ผู้ที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด เมื่อวันที่เขายังหนุ่มแน่น ..และเป็นแรงบันดาลใจให้นักมวยปล้ำในรุ่นต่อๆมา นับถือเขาเหมือนพี่ เหมือนครู และเหมือนพ่อคนหนึ่ง

แต่ในวันนี้ วันที่เขาถึงคราชราภาพ และเรี่ยวแรง แม้กระทั่งร่างกายภายใน ยังไม่สู้จะอำนวยทำทุกสิ่ง ได้เหมือนเมื่อวันวานอย่างเต็มที่ ...แต่ในเมื่อหัวจิตหัวใจของเขา ยังคงพร้อมจะยึดมั่น และรักในสิ่งที่เขาเต็มใจจะทำอย่างสุดตัว ..ความกลัวใดๆ ก็แทบไม่มีผลใดๆต่อปัจจัยการมีชีวิตอยู่ของเขา ..เราจึงยังได้เห็นชายหน้าเหี่ยวคนหนึ่ง คนนี้ ทำตัวโหดเมื่อคราอยู่บนสังเวียน สร้างความสะใจ มันส์ในอารมณ์ แบบที่คอมวยปล้ำแท้ๆ ได้แต่ปลาบปลื้ม



แต่เมื่อวันหนึ่ง ..ในวันนั้นที่ทำให้เขาได้รับรู้ความเป็นจริงของสภาพร่างกาย ที่อาจไม่ไหวจะต่อต้านความบาดเจ็บใดๆ ได้อีกต่อไป ...ก็ถึงวันที่ เดอะ แรม ผู้ยิ่งใหญ่ ต้องยอมแขวนป้าย งดให้บริการสร้างความสุข ..และถอยร่นไปใช้ชีวิตแบบชายชราคนหนึ่ง ที่ต้องต่อสู้ทั้งความอัตคัด หาทางดิ้นรน ยอมฉวยเงินทองจากงานที่ไร้เกียรติ เพียงเพื่อให้วัยบั้นปลายของเขา ยังมีที่ซุกหัวนอนไปวันๆ ..ซึ่งหากนอกไปจากนั้น ถ้าจะยังพอหาที่ทางใดๆให้ใจของเขา อยากจะแช่มชื่น มีอายุยืนต่อไปได้บ้าง มันก็คงจะเป็นเพราะ ผู้หญิง 2 คนที่เขากำลังสนใจ และพยายามใส่ใจ



ผู้หญิงคนแรก คือ “แคสสิดี้” ..หญิงสาวคุณตัว ที่ขายความเซ็กซี่ของเรือนร่าง ให้ปากเหยี่ยวปากกา คอยงับคอยแงะ เป็นกิจวัตร ..แม้การงานที่เธอทำอยู่นี้ จะเป็นที่รับรู้ดีว่า มันผิดศีลธรรมอันเหมาะสม แต่เมื่อได้เหลียวมองกลับไปยังครอบครัวคนที่บ้าน กับลูกชายตัวน้อยหนึ่งคนที่หวังจะให้โตมาเป็นคนที่ดีกว่าแม่ทุกประการแล้ว ..เธอจำใจต้องยอมทนรับหน้าที่สร้างความบันเทิงเช่นนี้ต่อไป อย่างเหมือนว่า ไม่อาจจะหาทางออกที่ดีกว่านี้ให้ชีวิตได้อีกแล้ว

ด้วยความเข้าใจในหัวอกเดียวกัน บวกกับความสัมพันธ์แบบเพื่อนสนิทที่คุ้นเคย ..จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ชายโสด หัวใจเปล่าเปลี่ยว และแห้งเหี่ยวในความรักมาร้างนาน จะเปิดอก ขอจีบ แคสสิดี้ อย่างตรงไปตรงมา เพื่อหวังจะให้ชีวิตที่ใกล้ความตายเข้าไปทุกขณะ ยังได้มีใครสักคนคอยช่วยดูแล ค้ำจุน จนถึงวันนั้นที่เขาพร้อมจะลาจากไปอย่างไม่ทรมาน



ผู้หญิงคนที่สอง คือ “สเตฟานี่” ..ลูกสาวของแรนดี้ ที่ไม่ได้พบเจอหน้า ห่างเหินกันไปนานหลายปี อันเกิดจากความน้อยใจ และความเข้าใจของฝ่ายลูกที่มองว่า พ่อของเธอ ไม่เคยใส่ใจอะไรเลย เมื่อครั้งเธอยังเยาว์วัย ...จนกระทั่งในวันที่ สเตฟานี่ สามารถตัดคำว่า พ่อลูก ออกไปจากใจได้พ้นทาง ..การกลับมาครั้งใหม่พร้อมคำขอร้องของ แรนดี้ ผู้ยังหวังจะให้ลูกสาวกลับมาช่วยดูแลใจในบั้นปลาย คือ ความหวังอันริบหรี่ที่อยากจะขอโทษในสิ่งที่เคยพลาดผิดไปในอดีต

หากกระนั้น ความผิดพลาดที่เคยฝากไว้เป็นแผลให้ใจของสเตฟานี่จำ ..จะสามารถทำให้เธอยอมเอ่ยปาก ยกโทษ ให้กับผู้ชายที่เคยเป็นคนไม่เอาถ่าน คนนี้ได้จริงหรือ? ...แม้ทว่า เขาคนที่ว่า จะไม่ใช่ผู้ชายอื่นใดที่เคยผ่านมาผ่านไป แต่เป็น พ่อที่มีอยู่คนเดียวในชีวิตทั้งชีวิตของเธอก็ตาม

มาถึงจุดนี้แล้ว ผมอาจจะขอให้ตัวเอง ไม่ยอมบอกความเป็นจริงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ..และ อยากไม่ขอพูดว่าจุดจบของ ผู้ชายที่ชื่อ แรนดี้ โรบินสัน คนนี้จะเป็นเช่นใดกันแน่ ...แต่ถีงอย่างไรก็ตาม ชีวิตจริงๆของมนุษย์เราๆ ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่หนังต้องการสื่อสารเอาไว้เลย

หากแม้คนบางคน อาจจะต้องยอมจบอย่างทรมานในชีวิตจริง ...แต่ถ้าห้วงเวลานั้น มันบ่งบอกได้ถึง ความยินดีในจุดสูงสุด กับสิ่งที่ได้ทำ เป็นครั้งสุดท้าย เฉกเช่นเรื่องราวในละครประโลมโลก ที่อวสานอย่างสมสุข ..มันก็สมควรมิใช่หรือ ที่คนเรายอมเลือกจะทำเช่นนั้น เพื่อปิดฉากชีวิตน้ำเน่าให้สวยงาม อย่างที่มนุษย์ทุกคน ควรจะได้พอใจ

ถึงชีวิตจริงจะไม่ได้จำเป็นต้องดูตลกหลอกลวง เหมือนในละคร ..แต่โชคชะตาที่ไม่กล้าเล่นตลกกับใคร เรากำหนดมันได้ เพียงแค่ใจสั่งมา

และนั่นแหละ จะเป็น จุดจบที่ดีที่สุดที่เราเลือกมันได้เอง ...ที่ยอดเยี่ยมเป็นยิ่งกว่าละครหรือ หนัง เรื่องใดในโลกใบนี้



“The Wrestler” ... อาจจะบ่งบอกตั้งแต่ชื่อเรื่อง ว่าเรากำลังจะดูได้หนังของใคร? ..แต่อันที่จริงแล้ว ลึกไปกว่าชื่อที่เห็นนั้น มันก็ยังมีความลับที่แอบแฝงปกคลุมอยู่ ในสาระของมัน

เพราะในมุมมองความคิดของผม นี่ไม่ได้เป็นแค่หนังที่ว่า ด้วยการตามติด ‘การแสดง’ มวยปล้ำ เพียงอย่างเดียว ...หากนี่คือ หนังที่พูดถึงคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อยากจะมีชีวิตจริงที่สวยงาม เหมือนเช่นในละคร(กรณีนี้อยู่บนสังเวียน)ที่เขาเคยเล่น แต่เอาเข้าจริง มันไม่ใช่ซะทั้งหมดอย่างที่เขาต้องการ

เรียกว่า ถ้าเรื่องนี้ เปลี่ยนพลอตจากการแสดงมวยปล้ำ ไปพูดถึงหนัง ละคร หรือว่าการแสดงใดๆ ..ก็จะไม่ทำให้สาส์นที่ต้องการสื่อผิดเพี้ยนไปได้เลย ...มันคาบเกี่ยวความเป็นไปได้ทั้งหมด โดยที่ขึ้นอยู่กับบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่าง ตามเวลา และสถานการณ์ที่เขาต้องเจอ แทบทั้งนั้น

“ดาร์เรน อะโรนอฟสกี้” ทำให้ผมค่อนข้างแปลกใจพอสมควร เมื่อตอนที่ได้ทราบว่าเขากำลังทำหนังเรื่องที่ว่าด้วย มวยปล้ำ เรื่องนี้ ...เพราะคิดไม่ออกถึงความเป็นไปได้ จากที่เราเห็นเขาเคยมักจะทำหนังอาร์ตๆ ยากๆ ฟุ้งๆ กระทั่งงานหนังที่ว่าด้วยปรัชญาหลากศาสนา ชิ้นล่าสุด อย่าง “The Founain” ก็ล้นเหลือ ความเวิ่นเว้อเกิน จนเป็นที่ผิดคาด และไม่ปลาบปลื้มของนักวิจารณ์ อย่างที่คาดหมายไว้ซะงั้น

แต่ที่ไม่น่าแปลกใจ เมื่อได้ดูผลงานชิ้นล่าสุดของเขาแล้ว... ก็ยังคงเป็นเรื่องของฝีมือการกำกับ ที่ยังไว้ลายเซ็นของตัวเองเอาไว้ได้แบบแยบยล บนการนำเสนอหนังในรูปแบบคล้ายสารคดี ตามติดชีวิตคนๆหนึ่ง ที่ทำทุกอย่างให้ดูดิบ เป็นธรรมชาติเข้าว่า



แต่ในส่วนที่ต้องการขายเนื้อหา The Wrestler ก็ยังคงความเป็นหนังของดาร์เรน ที่เข้มข้น และหนักแน่น ทั้งพรั่งพร้อมไปด้วยการวิพากษ์สังคมได้คมคาย ..โดยที่ในคราวนี้ก็คือการโฟกัส ไปยังสังคมของคนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของสาธารณชน แต่เอาเข้าจริง เขาก็ยังคงเป็นคนเดินดินธรรมดาๆอีกคน ที่มีปัญหากับการใช้ชีวิตในโลกภายนอก

และปัญหาที่ว่า ไม่ใช่การต้องโดนรุมล้อมจากแฟนๆ จนเสียความเป็นส่วนตัว ..หากเป็นปัญหากับคนที่รู้จัก สนิทสนมด้วยกัน หรือกระทั่งครอบครัวของตัวเอง ที่ไม่ยินดียินร้ายในความดังของคนที่เป็นผู้นำครอบครัว

หนังสามารถนำเสนอความเจ็บปวดของตัวละครหลักๆ 3 คน ผ่านการเดินเรื่องที่เคลื่อนตัวไปแบบเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบในตัวเอง เพื่อหวังจะสะกดคนดูให้เข้าอกเข้าใจในชะตากรรม และซาบซึ้ง ปนอึ้งไปกับผลลัพธ์ทางความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร ที่ชี้ชัดให้เห็นปมในใจของแต่ละคน ซึ่งยากจะเยียวยาให้หายดี

เมื่อให้ผมต้องนึกถึงว่าส่วนไหนเป็นส่วนที่ดีที่สุดของ The Wrestler ..แน่นอนว่าที่ผมจะต้องนึกชื่นชม ให้กับ การแสดงระดับคุณภาพ ล่ารางวัลของ สอง(อดีต)หนุ่มสาว กับหนึ่งสาวหน้าใส ที่กำลังคืบหน้าเข้าใกล้เวทีรางวัลไปเรื่อยๆ



อันดับแรก ที่ยอดเยี่ยมจนยากจะปฏิเสธได้จริงๆ ก็คือ การกลับมาบนจอเงิน ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของ “มิกกี้ รู้ค” ..ผู้ที่เคยเป็นพระเอกหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ชวนให้สาวหลง และยังเป็นกระทั่ง นักแสดงจอมเรื่องเยอะ ปัญหาแยะ ที่ก่อให้เกิดมรสุมชีวิตอันหนักหน่วง จนถึงคราตกอับ ต้องไปรับบทตัวประกอบกระจอกๆ ในหนังเกรดบีอยู่นาน

แม้การแสดงที่ได้เห็นของลุงมิคกี้ ใน The Wrestler จะดูเหมือนไม่ต้องแสดงอะไรมาก แค่เอาเป็นตัวของตัวเอง(บวกความหลังอันขื่นขม)เข้าข่ม ก็นับว่ามีแต้มต่อที่จะอินเนอร์ได้ถึงแล้ว ..แต่เอาเข้าจริง การแสดงแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกัน ที่จะทำให้คนดูเข้าถึง และลึกซึ้งไปพร้อมๆกับสถานการณ์ที่ “เดอะ แรม” ต้องเผชิญ

เพราะถ้าเอาแค่ให้ลองนึกถึง ภาพลักษณ์ของ นักมวยปล้ำ ที่เคยเป็นที่ติดตาในเรื่องของการสร้างความสะใจ ทำลายทำล้างอย่างไม่ยี่หระ มาสวมทับกับภาพของ เดอะ แรม ผู้นี้ ..หากจะให้เราต้องเข้าใจปมที่ฝังรากลึกของผู้ชายคนหนึ่งที่มีร่างกายบึกบึน แต่จิตใจพึงถูกเรื่องร้ายๆมากระทบจนกลายเป็นคนเซนซิทีฟ ...นักแสดงคนนั้น ต้องใช้ความพยายามที่สูงมาก ที่จะต้องแบกหนังแทบทั้งเรื่องเอาไว้บนบ่า ..แม้อาจจะมีคนมาช่วยแบ่งเบาได้เรื่อยๆ แต่หลักใหญ่ใจความที่เป็นหนังทั้งเรื่อง ก็ย่อมต้องตกเป็นที่นั่งลำบากของ ลุงมิคกี้ ที่จะต้องสื่อสารกับคนดูให้เชื่อในตัวเขาให้ได้

ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเพราะชีวิตของลุงผู้นี้ ไม่เหลืออะไรที่ดีงาม จนไม่มีอะไรจะเสีย หรือจะมีสาเหตุ(อาจเหมือนเห็นแก่ตัว) ที่อยากกลับมาดังจริงๆจังๆอีกสักที ..นี่คือ คาแรกเตอร์ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนทุกเม็ดทุกหน่วย ที่คืนมาด้วยผลตอบรับอันเป็นเอกฉันท์ ในเสียงสรรเสริญ

แม้ในครานี้ ลุงอาจจะต้องอกหัก ฟกช้ำสักหน่อยที่ พลาดท่า ออสการ์ตัวแรก ให้หลุดจากการเงื้อมไปวางอยู่บนมือของคู่แข่งที่สูสี (แต่มันก็น่ายกออกสาร์อีกสักตัว ให้ “ฌอน เพนน์” อย่างสมควรถึงที่สุดจริงๆ) ..แต่ก็เชื่อได้เลยว่า การกลับมาเกิดใหม่อีกหน จะชุบชีวิตให้นักแสดงอาวุโสผู้นี้ ยังมีสิทธิ์จะกลับมานั่งเก้าอี้ 1 ใน 5 ผู้เข้าชิงออสการ์ได้อีกเป็นแน่



ส่วนอีกหนึ่งสาว รุ่นกลาง ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง อีกคน อย่าง “มาริสา โทเม่” ..นี่ก็คือ การพิสูจน์ครั้งสำคัญของเธออีกเช่นกัน โดยเฉพาะกับการที่เคยโดนครหาว่า ออสการ์ที่เธอเคยได้มา (จาก “My Cousin Vinny”) มีที่มาจากการประกาศชื่อที่ผิดพลาด ...คราวนี้ เธอสามารถกระชากความเป็นนักแสดงคุณภาพของเธอมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า ...เรียกได้ว่า แค่ได้เข้าชิง ก็พอจะตบหน้าคนที่เคยวิจารณ์ให้ร้ายถึงเธอต่างๆนานา แบบเบาๆ พอทำเนาได้อยู่

เพียงแต่ ถ้าต้องให้จัดเรียงลำดับ กับสมทบหญิงอีก 4 คน (ซึ่งปีนี้ เป็นอีกปีที่สายนี้ ค่อนข้างจะแข็ง และมีความเหมาะสมกับรางวัลทั้งหมด) ..ผมก็ยังคงให้สาวโทเม่ อยู่ได้แค่อันดับที่ 5 เท่านั้นเอง



และถ้าให้ถามถึงความชอบที่มีให้กับการแสดงของผู้หญิงในเรื่องนี้จริงๆ ..ผมกลับค่อนข้างจะถูกใจ ในความร้ายของ “อีแวน ราเชล วู้ด” มากกว่า ...เพราะเธอสามารถแสดงความน่าเกลียดได้แรง และน่าให้สงสาร ในเวลาเดียวกัน ..แม้จะปรากฏตัวในไม่กี่นาที แต่การเข้ามาในชีวิตผู้เป็นพ่อของเธอ ได้ส่งผลกระทบกับช่วงจบได้อย่างรุนแรง ฝังลึก เป็นหนักหนา

ฉะนั้นแล้ว ถ้าถามผมว่า ผมชอบโมเมนต์ไหน ของหนังเรื่องนี้มากที่สุด? ..คำตอบของคำถามนี้ จะชี้ไปยังฉากจบของหนังในทันที

แต่พอให้พูดถึงโมเมนต์ของหนังทั้งเรื่อง ว่าเป็นอย่างไรแล้วล่ะก็ ..ผมก็บอกได้อย่างมั่นใจว่า ผมยังไม่ถึงกับปลาบปลื้ม

คือ ถ้าพูดโดยภาพรวมจริงๆ นี่เป็นหนังที่ดีเยี่ยม สำหรับบทหนังเอย การกำกับเอย หรือว่าการแสดงที่ไม่พยายามบีบให้มันเยอะ บิวต์จนเกินเลย มีความเป็นธรรมชาติตามสภาวะ เหตุการณ์ (อาจกลายเป็นปัญหากับคนที่ต้องการความซาบซึ้งอย่างสะเทือนใจ สะท้านอารมณ์ กันไปพอสมควร)

แต่ผมก็มิวายจะรู้สึกมีมุมที่ไม่ชอบกับตัวหนัง อย่างเลี่ยงไม่ได้ ..คือ ความเยิ่นเย้อ มีมากเกินไป ของการเดินเรื่องในช่วงกลางๆ ที่ผมรู้สึกว่าบางฉากไม่ถึงกับจำเป็นต้องลากให้ยาวอย่างที่เป็นอยู่ (ยกตัวอย่าง ฉากแจกลายเซ็น หรือฉากเลี้ยงเบียร์)

แม้จะตำหนิไม่ได้ ว่ามันเป็นแนวทางเจาะชีวิตคนๆหนึ่ง ประหนึ่งว่านี่เป็นสารคดี ..มันก็ต้องมีมุมส่วนตัว มีอะไรที่แสดงออกถึงความรัก ความเห็นใจจากผู้คนมีต่อผู้ชายคนนี้บ้าง

แต่ผมก็รู้สึกว่า ถ้าตัดออกบ้างสักนิดสักหน่อย ..น่าจะทำให้ความน่าติดตามของมันดูลงตัว และคงจะทำให้ผมเสียดายอย่างจริงๆจังๆ ที่หนังเรื่องนี้พลาดได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมไปเป็นที่สุด

เพราะมันน่าเสียดายมากที่ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ..เลือกวิธีการสนองตอบความรู้สึกของคนดูที่รุนแรง ...แต่มันก็น่าให้เข้าใจในสิ่งที่ต้องเป็นไปอย่างถึงที่สุด

โดยหากเมื่อเทียบกับหนังชิงออสการ์ทั้งหมดที่ผมได้ดูมา ก็ยังไม่มีเรื่องไหนจบได้ใจเจ็บเท่าเรื่องนี้จริงๆ (มันเป็นเช่นเดียวกับ ฉากจบของ "Atonement" ..ที่ผมปลื้มอย่างมากในปีที่แล้ว)




“The Wrestler” ...นี่คือ หนังดีศรีออสการ์อีกเรื่อง ที่ไม่น่าแปลกใจในความโดดเด่นบนเวทีรางวัลต่างๆของมันสักเท่าไหร่ ..แต่ผมกลับนึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ได้ถึงจะอิ่มเอม กับหนังเรื่องนี้เท่าที่คาดไว้ ...แม้จะไม่ถึงกับผิดหวังในตัวคุณภาพ หากจะให้คะแนนความชอบเมื่อเทียบกับหนังออสการ์ที่ตามดูมา ..ส่วนตัวกับเรื่องนี้ ถือว่าชอบน้อยที่สุด!

เกรด B+ ... {}


"สามารถติดตามบทสรุป การให้คะแนน และบทวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่มเติม หรือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ พร้อมความเห็นของเพื่อนร่วมบล็อคที่รักการดูหนังได้ที่ //vreview.yarisme.com"




ส่วนที่เป็นฟอนท์สี เขียว-แดง เพิ่มเข้ามา... ซึ่งที่เน้นนั้นจะเป็นที่ผมพูดถึง ส่วน ดูดี(เขียว)-ดูด้อย(แดง) ของหนังแต่ละเรื่องครับ ...สำหรับบางคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง แล้วอยากจะรู้ว่าหนังมีอะไรดีอะไรด้อยบ้าง ก็อ่านเอาจากที่ผมทำไฮไลท์ไว้ก็ได้เลยครับ ตามแต่สะดวกละกัน

ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ




Create Date : 06 มีนาคม 2552
Last Update : 6 มีนาคม 2552 15:21:20 น. 4 comments
Counter : 6220 Pageviews.

 
นานาจิตตัง (มั่ง)
แล้วแต่ใครจะชอบ
ถ้าคนชอบก็คงจะพูด
ถึงหนังเรื่องนี้ในทาง +
ถ้าไม่ชอบก็ไปมนทาง -
เพราะผมว่า Ben ก้ยังมีข้อ
บกหร่องอยู่เหมือนกัน แต่ถ้า
เราชอบหนังเรื่องนี้ก็จะไม่พูดถึง
ขอเสียของมัน ผมว่าช่วงนั้นมันดูดี


โดย: The Learner วันที่: 6 มีนาคม 2552 เวลา:17:17:52 น.  

 
เรื่องนี้กลับเป็นหนังออสการ์ที่เราชอบมากที่สุดเลยค่ะ

ชอบมากกว่า Slumdog ซะอีก ดูแล้วมัน touching อ่ะ


โดย: vanilla IP: 67.180.14.46 วันที่: 13 มีนาคม 2552 เวลา:15:34:07 น.  

 
+ เรื่องนี้เป็นหนังรางวัลปีนี้อีกเรื่องสำหรับพี่ (คล้ายๆ กับ Rev. Rd.) ที่ตอนดูจบยังอึ้งๆ อยู่ แต่พอนานๆ ไป ทิ้งไว้ให้ความรู้สึกตกตะกอน กลับรู้สึกชอบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ... ชอบทั้งความดิบของหนัง, การเปิดเผยให้เห็นถึงแก่นแท้ของชีวิตนักมวยปล้ำ, การแสดงของนักแสดงหลักทั้ง 3 คน (ลุงรู้ค เป็นตัวเองได้อย่างสุดๆ จริงๆ)

+ ขอเถียง (จริงๆ คือแซว) นิดนุง ... น้องวูด (ขวัญใจพี่) ไม่ได้เป็นตัวร้ายนะครับ เธอเป็นเพียง "ลูกสาวที่ถูกทอดทิ้งมานานเกินไป จนไม่หลงเหลือสายใยแห่งความผูกพัน" น่าจะแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าเอาตัวพี่ไปเป็นเธอ พี่ก็คงแสดงออกประมาณนี้เหมือนกันอ่ะครับ

+ แก่นแกนของหนังจริงๆ น่าจะประมาณว่า "ชีวิตของชายผู้ละทิ้งโลกแห่งความเป็นจริงมานานเกินไป จึงต้องขังตัวเองเอาไว้ในโลกแห่งความฝันไปตลอดกาล (โดยมีลูกสาวเป็นตัวขับดัน และมีแคสสิดี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างทั้ง 2 โลก)" ... และนั่นทำให้ ฉากจบ นั้นเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดอ่ะครับผม


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 17 มีนาคม 2552 เวลา:13:28:24 น.  

 
สนุกครับ


โดย: ตาตั้ม IP: 202.41.190.143 วันที่: 2 เมษายน 2557 เวลา:18:34:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.