+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
"The Mist" ... ความกลัวที่จองจำ กับการกระทำที่จองเวร

โปรโมตสักนิด ปล่าวประกาศสักหน่อย


นอกไปจากการเริงรมย์ Bloggang ตะแร๊ดแต๊ดแต๋ที่ พันทิพ แล้ว ...ตอนนี้ นาย OncE UPoN'-'a MaN คนนี้ มีสถานที่ของคนรักหนังแห่งใหม่มาชวนให้คุณๆไปเถิดเทิงด้วยกันครับ


//vreview.yarisme.com


Vreview = We review = การรวมบทความรีวิวเกี่ยวกับหนังของแต่ละคน อาทิเช่น อัพเดตรีวิวสั้นๆถึงหนังโรงที่ได้ดูพร้อมคะแนนเพื่อช่วยตัดสินใจ พร้อม link ไปอ่านฉบับเต็มของแต่ละคน หรือ รีวิวเต็มๆตามสไตล์ใครสไตล์มัน


ผม OncE UPoN'-'a MaN คนนี้ คือคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสมาอยู่ในทีม Vreview นี้อันประกอบไปด้วยสมาชิกอีก 5 คน คือ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" (คุณหมอเป็นโต้โผใหญ่ในการนี้) , "บลูยอชต์" , "Nanoguy" , "renton_renton" และ "เทพบุตรตบะแตก!!" ...พวกเราทั้ง 6 มีหน้าที่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว คือ การมาร่วมอัพเดทเปิดประเด็นคุย ให้รีวิวถึงอะไรก็ได้ที่เรียกว่า "หนัง" เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้พวกเราและคุณๆคนรักหนังได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและกัน

ก็ขอเชิญชวนคนรักหนังทุกๆท่าน มาร่วมคุยร่วมแจม ณ ที่บล็อกแห่งนี้กันครับ ...และ Toyota Yaris เจ้าของบล็อก ฝากบอกมาว่า ถ้าเราไปร่วมรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ๆแล้ว เขาจะจัดกิจกรรมดีๆ ให้เราได้มาสนุกกันจริงๆจังๆอีกด้วยนะ







คำเตือน : This Blog is SPOILER!!! ...นี่เป็นบทความที่หาญกล้าจะกระทำชำแหละเรื่องราวหลักๆที่ถูกเล่าแต่ต้นจนจบของหนังเรื่องนี้... ฉะนั้นแล้ว ใครยังไม่ได้ดู ก็ต้องขอชวนให้ไปดูกันก่อน จะได้อ่านรีวิวนี้ได้อย่างสะดวกใจ และไม่ขัดเคืองอารมณ์ครับ ...ผมเตือนคุณแล้วนะ

การที่หนังแนวระทึกสักเรื่องได้ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นนิยายของ "สตีเฟ่น คิง" มาก่อนหน้านั้น ย่อมจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นได้หมด สำหรับคนที่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนักเขียนผู้นี้... แต่สำหรับคนที่รู้เพียงแต่ว่ามันเป็นหนังระทึกอีกเรื่องหนึ่งนั้น อาจจะเห็นว่าเนื้อเรื่องแทบจะไม่แหวกจากขนบเดิมๆสักเท่าไหร่หรอก ...เพราะอะไรๆที่มันจะระทึกได้นั้น ก็ย่อมมีปัจจัยมาจากเรื่องราวของสองฝักสองฝ่าย อะไรก็ตามซึ่งแบ่งออกสองขั้ว ต้องมาเผชิญหน้ากัน แล้วต่างกระทำการสู้กับอีกฝ่าย เพื่อให้เหลือฝ่ายเดียวที่จะเป็นผู้ชนะอย่างสมบูรณ์

ซึ่งหากลองย้อนกลับไปมองผลงานเก่าๆของนักเขียนนิยายนาม สตีเฟ่น คิง แล้ว ก็จะล้วนเห็นว่านิยามความระทึกของเขาผู้นี้ ไม่ได้ต่างไปจากสารบบทั่วไปที่พึงเป็นกันของเรื่องราวในแนวนี้เลย แถมออกจะเป็นเรื่องง่ายดายด้วยซ้ำ ที่จะพิจารณาความเป็นไปของมันในมุมมองของความบันเทิง ที่เน้นความมันส์เข้าว่า ความสยองเข้าขั้น...

แต่นั่นก็เพียงการมองในมุมเดียวที่คาดหวังความสนุก ...หากยังมีอีกมุมหนึ่งที่ คิง พยายามจะทำไม่เหมือนใคร (อาจเรียกได้ว่า บุกเบิก) และถึงต่อจะมีใครอีกหลายคนที่พยายามทำให้เหมือนแล้ว ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นสุดยอดเทียบเท่าปรมาจารย์นักเขียนเรื่องสยองคนนี้เคยทำไว้ได้แต่อย่างใด

สตีเฟ่น คิง ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนนิยายคนหนึ่งที่เก่งกาจอย่างยอดเยี่ยม ในการพยายามเจาะลึกถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ โดยนำมาตีแผ่สร้างความผ่านเรื่องราวชวนระทึกทั้งหลายที่เขาคิดและเขียนขึ้นเพื่อจะก่อความบันเทิงให้คนอ่าน แต่ลึกๆก็ยังหวังจะให้แก่นๆนั้น ได้เจาะทะลุไปยังใจคนอ่าน เผื่ออาจจะสร้างแรงบันดาลใจอะไรๆได้มากไปกว่าความสนุกของหนังสือสักเล่มที่ได้หยิบขึ้นมา อ่านจนจบแล้วก็วางลงไปเหมือนๆเคย

ถ้าหน้าที่ของคนเขียนนิยาย สักคนหนึ่ง จะหมายถึง การสร้างความสนุกหฤหรรษ์ไปกับเรื่องตรงหน้าได้อย่างสนิทใจแล้ว สตีเฟ่น คิง ย่อมไม่พลาดจากการได้รับการยกย่องในเรื่องนี้ ...แต่ถ้า เสน่ห์ของตัวหนังสือจากสมองและปากกาของใครสักคน จะมีคุณค่ามากพอที่ทำให้เราควรต้องจดจำมันมากไปกว่าความบันเทิงแล้ว ...สตีเฟ่น คิง ก็ย่อมเป็น คนหนึ่งคนนั้น ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงความเป็นคนเขียนนิยายที่มีคุณค่ามากไปกว่าการแต่งหนังสือเพื่อหาประโยชน์(เงิน)เข้าตัวเพียงอย่างเดียว

ข้อพิสูจน์ที่ว่าไปนั้น ถ้าลองไม่ยกตัวอย่างอาจจะเห็นภาพแบบไม่แจ่มแจ้ง ...แต่ถ้าพูดเพียงว่านิยายของ คิง เคยผ่านมือผู้กำกับยอดอัจฉริยะที่เก่งพอจะถ่ายทอดจนเป็นหนังคลาสสิคอย่าง สแตนลีย์ คูบริค (The Shining) , ร็อบ ไรเนอร์ (Misery) , ไบรอัน เดอ พัลมา (Carrie) มาแล้ว ก็เกินพอจะยืนยันได้เป็นมั่นว่า ของ(คิง)เขาแรงจริงๆ

แล้ว(จากบรรทัดบน)ในที่นี้ ก็ยังไม่ทันได้รวมอีกหนึ่งคนที่มา(กับนิยายของคิง)พร้อมความแตกต่าง ...และชื่อของ "แฟรงค์ ดาราบอนต์" ก็คือหนึ่งคนนั้นที่หาญกล้าจะหยิบเอาเรื่องราวเชิงดรามาลึกซึ้ง ซึ่งก็อาจมีข้อแม้ดูจะไม่ใช่แนวถนัดของคิง... หากถึงกระนั้น มันก็ถูกดัดให้เข้าขั้นเยี่ยมยอด กลายมาเป็นหนังคลาสสิคอีกหนึ่งเรื่องที่แตกต่าง และได้ชื่อว่า คนรักคิงต้องดูอย่าง "The Shawshank Redemption" ...แล้วก็อาจจะด้วยความถูกโฉลกของคนทั้งสองอีกนั่น ก็เลยนำมาซึ่งอีกหนึ่งครั้งของงานคิงที่แปลงกายเป็นหนังดี(ที่ดันเกิดเรื่องอยู่ในคุก เหมือนๆกัน) กับ "The Green Mile"

สองเรื่องที่ว่าไป อาจจะเหมือนว่าเพียงพอแล้ว สำหรับผู้กำกับหนึ่งคน ที่เคยได้มีโอกาสสร้างชื่อน่ายกย่องจากการทำหนังที่กำเนิดมาจากนิยายสุดเยี่ยมของ สตีเฟ่น คิง ...แต่กับ แฟรงค์ ดาราบอนต์ คนนี้ ก็อาจจะยังน้อยไปสักนิด ถ้าขาดซึ่งการทำหนังของเขาสักเรื่อง ที่ได้แตะกับความระทึกในสไตล์ของคิงที่เป็นของตายสักที ...และโอกาสนั้น มันก็ได้มาพร้อมกับ เรื่องราวทริลเลอร์เขย่าประสาท สัตว์ประหลาด และมหันตภัยสีขาว ที่เรียกชื่อแทนว่า 'หมอก'



"The Mist" ... เล่าเรื่องง่ายๆ ในรูปแบบทฤษฎีทริลเลอร์ทั่วไป กับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นมาอย่างน่าฉงนในชุมชนเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ...เมื่อ หมอกขาวอันหนาจัด ได้เข้าปกคลุมเมืองทั้งเมืองจนแทบจะมองอะไรด้วยตาเปล่าไม่เห็น ...และด้วยความคิดในเชิงมหันตภัยโดยถ้วนหน้า จึงก่อให้เกิดการรวมตัวของผู้คน มุ่งหน้าไปสู่ ซูเปอร์มาร์เก็ต แห่งเดียวในเมือง ที่มีของอุปโภคบริโภคครบครันให้ชาวบ้านมาจับจ่าย เตรียมเสบียง เพื่อจะรักษาตัวรอดรอคอยให้หมอกเลือนลางจากไป



แต่แล้วอะไรๆที่เหมือนจะไม่ร้ายแรง มันก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในเชิงที่แย่กว่า เมื่อมีใครบางคนวิ่งหนีตายอย่างอลหม่านเพื่อบอกว่า นี่มันไม่ใช่แค่หมอกธรรมดา หากภายในของมันมีสิ่งมีชีวิตอันเหี้ยมโหดอาศัยหลบบังซ่อนเร้น หวังจะปลิดชีพทุกๆคนที่หลงเข้าไปอยู่ในหมอกให้ดาวดิ้น กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของมันโดยถ้วนหน้า

ก็อย่างที่พูดไปข้างต้น ...ถ้าคนที่รู้เรื่องเพียงแต่ว่ามันคือหนังระทึกขวัญ ก็จะไม่เห็นอะไรในเรื่องราวมากไปกว่า การทำอะไรก็ได้ของกลุ่มตัวละครเพื่อรอดพ้นไปจากความตายที่รอเบื้องหน้า ...แต่สำหรับคนที่รู้ว่านี่เป็นหนังจากนิยายของ สตีเฟ่น คิง ก็จะคิดถึงในแง่ที่ลึกกว่าการเป็นหนังทริลเลอร์อีกเรื่องหนึ่ง และเกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปกับเหตุการณ์ที่เกิดอยู่บนหน้าจอ



เงื่อนไขของ The Mist ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สัตว์ประหลาด ที่รอเหยื่อของมันอยู่ข้างนอก ...แต่หนังกลับวางกับดักให้เรื่องราวทั้งหมดเกิดมาจากความสิ้นหวังที่เป็นเหมือนหมอกเข้าปกคลุมทุกอาณาพื้นที่ภายในของซูเปอร์ฯ และความหวังที่มีค่าเป็นศูนย์นี้ก็ได้ไปปลุกสัญชาตญาณความกลัวในใจมนุษย์ให้ตื่น พร้อมผลักดันให้ก่อเกิดซึ่งความขัดแย้งในความคิดและการกระทำ อันกลายเป็นความรุนแรงของการทำร้ายทำลายมนุษย์ด้วยกันเอง ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว

ความอัจฉริยะทางความคิดของคิง ได้วางให้สถานการณ์ภายในซูเปอร์ฯแห่งนี้ เกิดการรวมตัวของผู้คนร้อยพ่อพันแม่ ที่ต่างลักษณะ ต่างความคิด ต่างความรู้สึก... คาแรกเตอร์ตัวละครที่มีอยู่มากมายเป็นสิบๆในที่นี้ คือ เงื่อนไขสำคัญ ที่จะเป็นตัวแปรอันนำพาไปถึงทั้งความสวยงาม หรือ ความหายนะในจุดจบ ได้เหมือนๆกัน ...โดยขึ้นอยู่กับความคิดและการกระทำของพวกเขาล้วนๆ



The Mist เปิดฉากก่อนเหตุการณ์หมอกมรณะ ด้วยการเกริ่นนำถึงเรื่องราวของพระเอก "เดวิด เดรย์ตัน" ผู้ที่มีหน้าที่การงานเป็นนักเขียนภาพโปสเตอร์หนัง และต้องเคร่งเครียดเมื่อจู่ๆ พายุก็เข้าโจมตีบ้านของเขา และทำลายงานศิลปะที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จเพื่อเร่งส่งไปยังลูกค้าอย่างไม่เหลือชิ้นดี ซึ่งด้วยเหตุฉะนี้แล้ว เดวิด จึงต้องรุดหน้าไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตในเมือง เพื่อซื้ออุปกรณ์ในการทำงานชิ้นนั้นใหม่ให้จบๆไปซะ ...พร้อมกันนั้น เขาก็พาลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เข้าเมืองไปด้วยกัน ทิ้งภรรยาและแม่ของลูกไว้ให้อยู่เฝ้าบ้านอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

ความเจ๋งอย่างแรกในการเล่าเรื่องของผกก.ดาราบอนต์ เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกริ่นนำเรื่องราวของตัวละครอื่นๆที่อยู่แวดล้อมพระเอกในซูเปอร์ฯแห่งนี้ ...ด้วยเวลาแค่ไม่กี่นาที กับการแสดงถึงลักษณะต่างๆของแต่ละตัวละครซึ่งอาจจะเพียงผิวเผินนั้น แต่ผมกลับมองว่า นั่นเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วที่จะแนะนำให้เราได้รู้จักกับบุคคลเหล่านี้เอาไว้ก่อน เพราะภายหลังจากฉากนั้น อันจะมาพร้อมกับหมอกที่คืบคลานปกคลุม เราก็ยังมีเวลาอีกมากที่จะรู้ว่าใครเป็นใครมากไปกว่านี้ได้อีก

สถานการณ์ที่หมอกเข้าปกคลุมในที่นี้ กลายมาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคาแรกเตอร์ผู้คนแต่ละคน ซึ่งปรากฏกายออกมาเป็นการแสดงสันดานทางความคิดและการกระทำที่ ต่างคนต่างก็มีรูปแบบที่อยากจะต่อสู้กับความกลัวในจิตใจทั้งที่เหมือนคนอื่นและเป็นตัวของตัวเอง ...และด้วยสันดานที่ทั้งเหมือนและไม่เหมือนกันนั่นเอง ก็ก่อให้เกิดการแบ่งแยกของผู้คนในที่นี้ เป็นสองฝักสองฝ่าย ที่ต่างตั้งหน้าจะประหัดประหารฝ่ายตรงข้าม ให้กระทำการเป็นไปตามใจต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง



"มิสซิส คาร์โมดี้" คือ ตัวละครสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของผู้คนในหนังต้องแตกแยกออกมาเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนในที่นี้ ...จากการที่เธอบอกกับทุกคนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นโทษทัณฑ์ที่พระเจ้าเบื้องบนต้องการสอนสั่งมนุษย์ที่ใจต่ำในวันนี้ และสิ่งนี้จะผ่านพ้นไปได้ต่อเมื่อ มีคนอย่างเธอเป็นผู้นำ ที่จะพาทุกๆคนไปพบกับสิ่งที่ถูกที่ควร

ในช่วงเวลาที่ชะตากรรมตกอยู่ในอันตรายอย่างถึงที่สุด ...สิ่งแรกที่มนุษย์ทุกๆคนจะนึกถึง ก็คือ การยอมทำอะไรก็ได้ เพื่อให้อยู่รอดจนถึงที่สุด ...และนั่นก็คือ ชะตากรรมของผู้คนใน The Mist ที่ไม่เหลืออะไรจะให้สนใจอีกต่อไป ขอเพียงแต่ข้าต้องไม่ตายในที่แห่งนี้ ก็พอใจแล้ว

เรื่องราวสัตว์ประหลาดภายนอกที่มีตัวตน อาจว่าเลวร้ายน่ากลัวแล้ว แต่ก็ยังมิอาจเทียบได้กับสัตว์ประหลาดในใจคน ที่พยายามเข่นฆ่าตัวตนของบุคคลนั้นๆให้ตายช้าๆอย่างทรมาน ...นั่นเป็นเรื่องราวที่เราได้เห็นจากตัวละครทุกตัวในหนัง ที่ถูกเฉลี่ยบทบาทให้แสดงออกซึ่งความกลัวในทุกรูปแบบกลวิธี ไม่ว่าจะคิดจะพูดหรือจะชักนำคนอื่นให้คิดหรือพูดตาม... แต่ถึงจะงัดมันออกมาใช้กำลังมากสักแค่ไหน ลึกๆแล้วความกลัวก็ยังไม่ได้ลดปริมาณลงไป มิหนำซ้ำ ยังจองจำให้ผู้คนติดอยู่ในสถานการณ์อันมืดแปดด้านไม่อาจหลุดพ้นได้จาก ม่านหมอกเบื้องหน้าที่จองจำผู้คนให้ต้องจำใจมาอยู่รวมกันในที่แห่งนี้



การที่ The Mist เน้นความสำคัญหลักๆลงไปกับบทบาท "เดวิด เดรย์ตัน" นั้น ไม่ใช่แค่เพราะเขาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระเอกของหนัง ...หากแต่เขาคือตัวละครที่ได้แสดงออกมาซึ่งความกลัว ให้เราเห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้มากที่สุดในหนังเรื่องนี้ ...เชื่อไม่เชื่อ ก็ย้อนนึกไปถึงฉากเปิดเรื่อง และเปิดตัวของเขาดู แล้วจะได้เห็นถึง แววความกลัวที่รุนแรงมันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ...ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่งานของเขาพัง แล้วหลอกตัวเองว่าช่างมัน หากใจลึกๆแล้วเขาก็กลัวว่างานไม่ทัน ทั้งพร้อมจะทำอะไรก็ตามที่จะทำให้งานนี้เสร็จสิ้นส่งขาดมันออกไป ...หรือจะเป็นในเวลาที่เขาต้องไปคุยกับเพื่อนบ้านที่เป็นอัยการ ซึ่งเป็นเจ้าของต้นไม้ที่พังบ้านของเขา เดวิดก็ยังกลัวหน้าที่การงานของเพื่อนบ้าน จนไม่กล้าเล่นงานกันตรงๆ และเลือกจะขอให้เรียกประกันภัยมาเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยให้แทน

ช่วงเวลาที่หนังดำเนินเรื่องราวความระทึกในซูเปอร์ฯไปเป็นทอดๆ ด้วยเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากันซึ่งๆกับสัตว์ประหลาด ...เดวิด ก็คือ ผู้ที่กำหนดชะตากรรมของเรื่องราวให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการให้ส่วนรวมร่วมใจกันทำ และนั่นก็เป็นไปด้วยความกลัวที่เดวิด คาดคะเนจากตัวของเขาเองล้วนๆ ...หากแต่มันก็นับว่าโชคดีที่มีคนกลุ่มหนึ่งเห็นควรเห็นดีไปกับเขา และเลือกจะปฏิบัติตาม ทั้งๆที่แต่ละคนเอง ก็กลัวว่ามันจะเสี่ยงต่อชีวิตของตัวเองก็ตามที ...และคนกลุ่มที่ว่านี้ที่นำทีมโดย เดวิด ก็มีก้างขวางคอชิ้นโต คือ คาร์โมดี้ ...ผู้ไม่ยอมให้ใครทำตามใจตัวเอง นอกเหนือจากใจของเธอจะสั่งการให้พวกเขาเลิกทำ และเปลี่ยนฝ่ายมาเห็นควรเห็นดีตามเธอ

นอกไปจากปัญหาของบางสิ่งที่อยู่ในหมอก อีกหนึ่งความกดดันที่ เดวิด ต้องแบกรับเอาไว้ คือ การกระทำของ คาร์โมดี้ ที่เห็นแย้งไปกับเขาในทุกๆทาง ...สิ่งใดที่เดวิด มองว่า ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อโดยรวม ในสายตาของ คาร์โมดี้ คือ การเปิดช่องทางให้เบื้องบนได้ลงทัณฑ์สะดวกโยธิน ...ยิ่งเมื่อ เดวิด ทำแล้วล้มเหลว คาร์โมดี้ ก็ไม่ปล่อยวาง มาปลอบโยน กลับยืนยันจะซ้ำเติม และพร้อมยกเอาความผิดพลาดนั้นมาช่วยยกระดับให้เธอกลายเป็นคนที่ต้องเชื่อฟังที่สุดในที่นี้

และด้วยนิสัยอันเลวนรกยกตนข่มท่านนี่เอง ที่ก่อให้เกิดความกลัวเป็นที่สุด แก่ เดวิด ...ไม่ใช่แค่กลัวว่าคาร์โมดี้ จะทำให้ความต้องการทุกอย่างของพวกเขาต้องวินาศ ก็ยังกลัวจะสู้กับคนที่ไม่ยอมฟังเขา หากยินดีที่จะปล่อยเธอไปให้เพ่นพ่านในซูเปอร์ฯต่อไป ทั้งๆที่ความเป็นจริง เธอคือบุคคลที่ต้องระวังอันตรายเป็นที่สุด




อันตรายต่อเรื่องราวที่พร้อมจะเดินหน้าไปสู่หายนะได้ทุกเมื่อ ...ตราบใดที่เธอยังคิดสักแต่ว่าเธอคือผู้นำที่ถูกต้องที่สุดเพียงผู้เดียว
อันตรายต่อผู้คนรอบข้างที่อาจจะให้ความเคารพต่อเธอ ...แต่ตัวเธอเองจะน่าไว้วางใจได้ดีพอหรือ ในเมื่อเธอก็คือคนอีกคนหนึ่งที่มีความรักตัวกลัวตาย พร้อมจะทำทุกๆอย่างเพื่อตัวเองอยู่รอด
และอันตรายต่อชีวิตของคนที่ไม่เข้าข้างเธอ ...คือ การทำตามใจตัวเอง ชี้เป็นชี้ตายเอาคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ให้สังเวยกับความผิดหนนี้ ตัดสินแต่เพียงการบูชายัญมนุษย์แล้วจะทำให้ทุกๆอย่างจบลง (เหยื่อในที่นี้ ก็คือ ตัวละคร ทหารหนุ่มคนซื่อ ผู้โชคร้าย และ ลูกชายของพระเอก ที่ยังมีโชครอดมาได้)


หากจะมองในมุมกลับ สำหรับคนๆหนึ่งที่มีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ ก็ต้องยอมรับว่า คาร์โมดี้ เป็นคนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้า ที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน และอยากจะพาทุกๆคนพ้นไปจากหมอกมรณะนี้ ...แต่ในมุมของหนัง การแสดงออกของเธอ กลับเป็นตัวที่ทำร้ายทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของเราๆจนหมดไป ไม่ว่าจะพยายามคิดในมุมดีซะแค่ไหน ก็ไม่สามารถฝากผีฝากไข้กับผู้หญิงคนนี้ ที่บทจะบ้า ก็ลุกขึ้นมาหาเรื่องผู้คน บทจะสงบ ก็ชอบข่มคนอื่น หรือบทจะกลัว ก็โทษนู้นโทษนี่อย่างไม่มีเหตุผล ...ในบทสนทนาตอนหนึ่ง ที่คาร์โมดี้ ได้ด่าแช่งถึงวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ในวันนี้ที่รุดหน้าจนเกินเลยไป คำพูดที่เธอโพล่งออกมานั้นก็ถือว่ามีเค้าความจริงที่น่าเชื่อถือ หากเราฟังเพียงผิวเผิน ...แต่เมื่อได้คิดไตร่ตรองดูดีๆ สิ่งที่คาร์โมดี้พูดออกมานั้น มันก็ถือเป็นการกล่าวโทษที่ไม่มีเหตุผลประกอบใดๆจะจูงจมูกเราๆคนดูซึ่งยังคงมีสติได้

ด้วยผลกรรมที่มิสซิสคาร์โมดี้ ได้กระทำไว้ต่อมนุษย์ที่อยู่รอบข้าง เหมือนเป็นผักปลา บวกกับความไม่อาจไว้วางใจให้เธอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เพื่อความเดือดร้อนของคนอื่นที่ไม่ใช่เธอได้ ...นั่นจึงนำมาซึ่ง การกระทำอันก่อบาปหนา แต่กลับกลายเป็นความอาจหาญน่ายกย่องในสายตาเราๆคนดู ..."โป้ง" แรกลั่นใส่อกอาจว่าสะใจ พอ "โป้ง" ที่สองแล่นสอดกลางกระหม่อมเมื่อนั้น เสียงปรบมือ(ในโรงหนัง)ก็เกรียวกราวขึ้นมา ณ บัดดล ที่การจองเวรจบสิ้น



การตัดสินใจเพียงชั่ววูบของพนักงานซูเปอร์ฯคนนั้น ถ้ามองในมุมของคนดี ก็ถือเป็นเรื่องที่ดูจะรุนแรงและโหดร้ายจนเกินเลย แลกชีวิตหนึ่งชีวิตให้ตายไป เพื่อให้ชีวิตของเขา(และผองเพื่อน)ได้อยู่รอดอย่างสงบสุข ...แต่ถ้าเราตัดในเรื่องของศีลธรรม ความสมควร มันก็คงเป็นกรณีความถูกต้องเดียวกับ การปลิดชีวิตโจรสักคนเพื่อแลกกับชีวิตอีกหลายจำนวนของตัวประกันที่ตกอยู่ในวงล้อมพร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ ...ฉะนั้นแล้ว ในช่วงเวลานั้น ถ้าเราเป็นเขา และเราคิดเหมือนๆกัน เราก็คงจะเลือกทำอย่างที่เขาคนนั้นตัดสินพิพากษาเรื่องราวเลวร้ายด้วยลูกปืน

แต่ก็ใช่ว่า เมื่อเรามีปืน แล้วเราจะสามารถตัดสินทุกอย่างได้โดยง่ายดายเช่นนั้น ...ในสถานการณ์ที่ต่างรูปแบบ ภาวะการณ์ที่ไม่เหมือน มันก็คือคนละเรื่อง ที่เราไม่สามารถจัดการให้จบๆกันไป ด้วยชีวิตของผู้คนที่ควรสละ ...และถ้าเป็นการสละที่ไม่ได้ทำเพื่อความถูกต้องใดๆแล้ว เรื่องราวของ The Mist ก็ไม่น่าจะจบลง ด้วยการกระทำอันไตร่ตรองดีแล้วเช่นวิธีนั้น

เหตุผลที่หนังใส่ใจและเน้นความสำคัญลงไป กับการให้เวลาแก่ตัวละคร เดวิด เดรย์ตัน ได้อยู่บนจอมากกว่าใครเพื่อนนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะเขาได้บรรดาศักดิ์เป็นพระเอก ...หากแต่ทั้งหมดนั้น ก็ทำไปเพื่อการส่งผลยังฉากจบของหนังเรื่องนี้ ที่ทุกๆอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาล้วนๆ และการตัดสินใจนั้นมันก็ตกเป็นอาณัติของลูกปืน 4 ลูก ในปืนหนึ่งกระบอก ที่อยู่ในมือของพระเอก... กับชีวิตของคน 5 คน ที่สามารถรอดพ้นจากการต่อสู้กับชะตากรรมในซูเปอร์ฯ เพียงเพื่อมาเจอกับบททดสอบความกลัวของเดวิดที่ยากที่สุดในขั้นตอนสุดท้าย คือ บททดสอบที่เขาผู้เดียวเท่านั้น จะต้องทำ และทำมันให้ถูก เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของทุกๆคน



ในตอนที่พระเอกสามารถขับรถหนีตายออกจากอาณาซูเปอร์ฯ และหมายจะกลับมาตายรังที่บ้านแสนรักของเขา ...ชีวิตที่อาจจะดูว่าสิ้นหวังอย่างถึงที่สุดแต่หนก่อนแล้ว ก็ไม่อาจเทียบได้กับความรู้สึกที่ต้องมารับรู้และเห็นด้วยตาว่า เขาทิ้งภรรยาเพียงเพื่อจะให้เธอต้องเผชิญหน้ากับหมอกมรณะโดยลำพัง ในขณะที่ตัวเขาเองกลับรอดตัวปลอดภัย และยังมีคนพร้อมจะตายอยู่เคียงข้าง ไม่โดดเดี่ยว ...จากช่วงเวลาที่เขาเคยกลัวว่า เรื่องงานคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต มาในตอนสุดท้าย เดวิด ก็กลายเป็นคนที่ไม่หลงเหลืออะไรที่จะเป็นกำลังใจอันสำคัญให้เขาควรจะมีชีวิตได้อีกต่อไป ...และสติก็ขาดสะบั้นลงไป พร้อมกับภาพที่เขาเลือกจะเดินทางจากภรรยาตัวเองมา เพื่อท้าทายกับชะตากรรมที่เหลือ สำหรับคนหนึ่งคนที่ถึงจะยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับตายทั้งเป็นไปเรียบร้อยแล้ว

ด้วยความกลัวต่อเรื่องราวทั้งหมด ที่ก่อเหตุให้พระเอกของเรา จำต้องตัดสินความผิดถูกด้วยใจตัวเองมาหลายครั้งหลายที บวกกับความไม่ไว้วางใจให้ใครต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนตัวของเขาเองในตอนจบ ...นั่นจึงนำมาซึ่ง การกระทำอันก่อบาปหนา และกลายเป็นความอาจหาญที่ไม่น่าให้อภัย สำหรับคนๆหนึ่งที่เลือกจะปลิดชีพคนรอบข้าง เพียงเพื่อไม่อยากให้คนอื่นต้องทนทุกข์ทรมานไปร่วมกับเขา

การตัดสินใจอันไตร่ตรองความรับผิดชอบของ เดวิด ถ้ามองในมุมของคนสิ้นหวัง นั่นอาจถือเป็นการกระทำอันชาญฉลาดเป็นที่สุดแล้วก็ย่อมได้ คิดว่าอย่างน้อยๆคนอื่นที่ไม่ใช่เราก็จากไปอย่างทรมานเพียงชั่ววูบ และจบชีวิตไปโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของหมอกมรณะที่ไม่อาจไว้วางใจได้ ...แต่ถ้าเราคิดถึงในมุมที่เราโชคดีได้เกิดมาเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ...การฆาตกรรมชีวิตมนุษย์ของผู้อื่นโดยตั้งใจ มันก็คือ ความเลวทรามอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ ที่เลือกกระทำลงไปโดยขาดสติยั้งคิดในความถูกต้อง

เพราะชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีค่า และการที่เราได้เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตอันประเสริฐถ่องแท้ ก็คือพรจากพระเจ้าที่ปรารถนาจะให้เรามีความสุขยิ่งกว่าสัตว์ใดๆในโลกใบนี้ ...การกระทำใดๆที่ได้ชื่อว่า เจตนาแต่ขาดสติ แล้วล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของมนุษย์ ที่แม้แต่พระเจ้าเบื้องบนก็ยังไม่อาจหาเหตุผลมาสามารถยอมปลงใจให้อภัยในการจองเวรครั้งนี้ได้เลย

เมื่อสุดท้ายแล้ว สถานการณ์ๆหนึ่งจะบีบบังคับให้คนๆหนึ่งต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพียงสิ่งเดียว สิ่งๆนั้นที่ควรจะทำ ก็ควรจะเป็นการยอมรับความจริง และสู้รบปรบมือกับชีวิตที่เหลือต่อไป โดยไม่ต้องคิดหาเหตุผลใดๆที่ชอบธรรมเป็นที่สุด

"อย่างน้อยๆ เราก็พยายามแล้ว" ...จากประโยคสุดท้ายที่ชายแก่ได้ทิ้งเอาไว้ให้พระเอกและคนดูคิด ก่อนที่เขาจะโดนสังหารอย่างเจตนานั้น ...ถ้ามองในมุมของตัวละครในหนัง คนดูอย่างเราๆอาจรู้สึกว่า มันย่อมคือสิ่งที่พวกเขากระทำได้ดีอย่างถึงที่สุดแล้ว ...แต่เมื่อเราลองได้ย้อนคิดกลับไปในตอนนี้ที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสติ และไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างนั้น ...ประโยค "อย่างน้อยๆ เราก็พยายามแล้ว" ก็ยังคงน้อยเกินไปสำหรับชีวิตๆหนึ่ง ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ...กับการเป็นสิ่งมีชีวิตที่พระเจ้าได้ประทาน สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ในทุกผู้คน ที่แสนจะล้ำค่ายิ่งกว่า สัตว์ชนิดใดๆจะมีได้เทียมเท่า

ถ้าให้ถามหาถึง ตัวละครใดในหนังเรื่องนี้ ที่พระเจ้าทรงรักมากที่สุด ...คำตอบที่ทุกๆคนอย่างเราๆ จะนึกได้โดยพลัน ก็คงเป็น สาวหัวโล้น ที่ตอนต้นเรื่องเคยร้องไห้จะเป็นจะตายขอให้ใครสักคนพาเธอกลับบ้าน ...ในขณะคนรอบข้างต่างกลัวข้างนอกกันจะเป็นจะตาย เธอก็ยังเลือกจะตัดสินใจอย่าง เด็ดเดี่ยว เดินจากมา โดยไม่อาจทราบอีกเลยว่าเธอจะรอดจากมันได้หรือ? ... จนเมื่อมาถึงฉากสุดท้าย ที่ตัวละครของเธอได้ปรากฏอีกหนพร้อมกับคำตอบที่ได้รับทราบแล้วนั่นเอง เรากลับเห็นสีหน้าอันแช่มชื่นของเธอเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ พร้อมกับการมีคนที่เธอรักล้อมรอบอยู่เคียงข้าง และ(อาจจะสาแก่ใจ)ยังได้มาเห็นชะตากรรมของผู้ชายหนึ่งคนที่เธอเคยขอความช่วยเหลือไป หากสุดท้ายเขากลับเลือกจะช่วยตัวเองเป็นสำคัญ

ถ้าเปรียบ The Mist เป็นเหมือนเกมๆหนึ่ง ที่ประสงค์ของพระเจ้าต้องการใช้ไว้ทดสอบสัญชาตญาณการต่อสู้ของมนุษย์ ...สาวหัวโล้น ก็คือ คนๆเดียวเท่านั้นที่สอบผ่าน ...ในขณะที่คนที่สอบตกอย่างถึงที่สุดและไม่อาจให้โอกาสปรับปรุงได้อีก ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เดวิด เดรย์ตัน ...ตัวละครที่พระเจ้าทรงเกลียดมากกว่าทุกๆคนในหนังเรื่องนี้




สำหรับ The Mist เรื่องนี้แล้ว ...นี่ถือเป็นอีกหนที่ แฟรงค์ ดาราบอนต์ ได้ดัดแปลงเอาความเจ๋งฉบับนิยายจากปลายปากกาของ สตีเฟ่น คิง มาทำให้กลายเป็นหนังดีที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง ...ถ้ายกผลประโยชน์ให้ต้นตำหรับของคิง คืออะไรที่สุดยอดอยู่แล้ว คนที่กล้าเอาต้นตำหรับมายำใหม่ใส่ความคิดของตัวเองลงไป แล้วยังเจ๋งไม่ผิดเพี้ยน ก็ต้องได้เครดิตงามๆนี้รับไปโดยเสมอกัน ...ยิ่งเมื่อพูดถึงฉากจบที่ในฉบับหนัง กล้าเลือกจะใส่ความเพิ่ม ทำให้มีอะไรมากกว่าตัวนิยายแล้ว การไม่โดนดุด่าแถมยังได้รับคำชื่นชมจากเจ้าของบทประพันธ์ได้อีก จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า ดาราบอนต์ เหมาะควรแล้วที่จะเป็นตัวตายตัวแทนของ สตีเฟ่น คิง ประจำยุคกาลเวลานี้

ถ้ามองว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังระทึกขวัญสักเรื่องหนึ่ง ...โจทย์ที่ตอบกับอารมณ์เขย่าขวัญ สั่นประสาท สร้างความหวาดกลัว น่าระแวงไปทุกเมื่อ คือ สิ่งที่ผู้กำกับรู้จังหวะทีเล่นทีจริงเป็นอย่างดี ...แม้โดยตัวหนังอาจจะมีกลิ่นอายของทริลเลอร์เกรดบี เคลือบแฝงอยู่โดยตลอดฉากชวนระทึก แต่ด้วยเนื้องานที่ทำอย่างมีฝีมือในทุกหย่อมรายละเอียด จึงดูดีมีมิติ เหมือนเป็นหนังสยองงานเกรดเอ อย่างเนียนตา ...ส่วนความเป็นดรามา ที่เน้นย้ำเป็นสัดส่วนหลักใหญ่นั้น ก็ไม่มีอะไรตรงไหนที่ขัดซึ่งความรู้สึก ทุกๆฉากถูกทำให้ดำเนินเดินหน้า เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การสลับความสยองของเรื่องหมอก สัตว์ และความกลัวของมนุษย์ ล้วนแต่คาบเกี่ยวถึงกันอย่างกลมกลืน ลงตัว และมีพลัง



การแสดงของดาราบทบาทหลักๆนับสิบในหนัง ให้ความรู้สึกสะเทือนขวัญได้ในระดับที่คนดูเกิดความรู้สึกร่วมอินตาม ...แม้การแสดงเป็นพระเอกของ "โทมัส เจน" จะไม่ได้เยี่ยมอะไรนัก แต่เขาก็คือส่วนเมคอารมณ์สำคัญที่ทำให้ฉากจบ ออกมาทรงพลังอย่างถึงที่สุดได้อย่างนั้น ...ส่วน "มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน" ก็ไม่จำเป็นต้องหานิยามใดๆมาชื่นชมความเก่งกาจรางวัลออสการ์รับประกันอีกต่อไป นอกจากเจอตัวจริงจะขอด่าสาปแช่งตัวละครของเธอให้เสียผู้เสียคน(ทั้งๆที่แทบไม่มีความเป็นคนอยู่แล้ว)ยิ่งกว่าในหนังเสียอีก

สุดท้ายนี้ ถ้ามีใครมาถามผมว่า ผมคิดยังไงกับฉากจบของ The Mist ...สิ่งที่ผมจะพูดอย่างไม่ลังเล เรรวน และไม่ต้องหาเหตุผลความสมควรใดๆมากล่าวอ้าง ก็คือ "หดหู่กว่านี้...ยังมีอีกมั้ย?" ...ซึ่งถ้าไม่อุตริมีฉากจบอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่จบอย่างหมดสิ้นกำลังใจได้มากกว่านี้อีก ผมจะขอขอบคุณ แฟรงค์ ดาราบอนต์ เป็นอย่างมาก ที่ไม่ทรมานจิตใจมนุษย์ของผมให้แตกแหลกสลายละเอียดไปมากกว่านี้ได้อีก




"The Mist" ... ตอนแรก ก็คิดว่าหนังเรื่องนี้ คงจะเป็นหนังจากนิยายของ "สตีเฟ่น คิง" อีกเรื่องที่เน้นการสร้างความสยองอย่างบันเทิงเริงระทึก เฉกเช่นล่าสุดใน 1408 แต่เมื่อได้ดูกับตา พบว่านี่คือหนังที่แสนจะไม่บันเทิง (จะมีที่พอเรียกบันเทิงได้บ้างก็ช่วงต่อสู้กับสัตว์ประหลาดอันมีเล็กน้อย) และเน้นพูดถึงเรื่องของคน มากกว่าเรื่องของสัตว์ เช่นเดียวกับ Cloverfield ...จะแตกต่างกันก็ตรงที่หนังทำออกมาจริงจัง พูดแต่ประเด็นที่ซีเรียสเคร่งเครียด วิพากษ์สังคมและผู้คนที่ต้องมารวมตัว ก่อนจะสรุปเรื่องราวทั้งหมดด้วยฉากจบ 5 นาทีสุดท้าย (ที่ดูแวบแรกเหมือนจะเสี่ยว หาทางจบไม่ลง แต่...)ชวนให้อึ้งอย่างทรงพลัง

หลังจาก United 93 ...ก็เพิ่งมามี The Mist เรื่องนี้ ที่ทำให้ผมออกจากโรงพร้อมอาการปวดหัว ไมเกรนขึ้นได้ ...ไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าหนังสักเรื่องทำให้ผมต้องตรึงกับมันได้มากขนาดนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา


ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง...ครับ

เกรด A ... {}

ส่วนที่เป็นฟอนท์สี เขียว-แดง เพิ่มเข้ามา... ซึ่งที่เน้นนั้นจะเป็นที่ผมพูดถึง ส่วน ดูดี(เขียว)-ดูด้อย(แดง) ของหนังแต่ละเรื่องครับ ...สำหรับบางคนที่ยังไม่ได้ดูหนัง แล้วอยากจะรู้ว่าหนังมีอะไรดีอะไรด้อยบ้าง ก็อ่านเอาจากที่ผมทำไฮไลท์ไว้ก็ได้เลยครับ ตามแต่สะดวกละกัน

ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ




Create Date : 17 มีนาคม 2551
Last Update : 17 มีนาคม 2551 4:22:43 น. 10 comments
Counter : 2404 Pageviews.

 
พี่ว่า Marcia Gay Harden เธอเล่นได้แค่เสมอตัวนะ เพราะบทมันส่งให้คนรังเกียจตัวละครตัวนี้มากๆอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม

ในขณะที่ตัวละครที่น่าจะ "สอบตก" มากที่สุด ไม่น่าจะเป็นเดวิด เดรย์ตัน หากแต่เป็น คุณนายคาร์โมดี้และสมุน

เพราะคนพวกนั้นไม่เพียงแต่จะลงมือ "พยายาม"
หากแต่นั่งเฉยๆเพื่อรอการลงทัณฑ์ของพระเจ้าในมโนสำนึกที่อุปโลกน์ขึ้นมา


โดย: nanoguy IP: 125.24.67.60 วันที่: 17 มีนาคม 2551 เวลา:1:31:55 น.  

 
ชอบฉากที่ร้ายา
กับลงโทษนายทหารค่ะ ฉากนายทหารนี่รู้สึกหดหู่รองลงจากตอนจบเร้ย
ดูตอนจบแล้วอึ้งมาก สงสารพระเอกค่ะ
หนังดีค่ะ แต่ตอนต้นเรื่องน่าง่วงไปหน่อย
^^


โดย: Angle IP: 124.120.30.233 วันที่: 17 มีนาคม 2551 เวลา:19:19:48 น.  

 
เพิ่งได้ดูเรื่องนี้เมื่อคืนเองค่ะ เล่นเอาคนทั้งแลปถึงกับ ฮือ เลยทีเดียว รู้สึกนิด ๆ ว่าหนังทำร้ายจิตใจคนดูจัง เพราะคาดไม่ถึงกับตอนจบ แต่หมอกที่บุกเข้ามาในเมืองไม่ดำมืดเท่าหมอกในจิตใจคนนี่สิคะ ฮื้อ อีกทีค่ะ


โดย: aurora oui IP: 202.28.6.18 วันที่: 18 มีนาคม 2551 เวลา:13:47:03 น.  

 
+ อืม ... พี่เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมหนังถึงเลือกจบ 'แบบนั้น' มากขึ้น ตอนมาอ่านบล็อกนัทนี่แหละครับ เพราะเดิมก็แค่รู้สึกสงสัยเป็นเพราะพระเอกมี 'ศรัทธา' ที่สั่นคลอนรึเปล่า ถึงเจอชะตากรรมที่โหดร้ายเยี่ยงนั้น ... แต่พี่ก็เพิ่งสังเกตว่าตัวเองก็ถูกหนังหลอกเช่นกัน คือผลักให้อยู่ข้างฝ่ายพระเอก เอาใจช่วยฝ่ายนี้เต็มที่ และมองฝั่งมิสซิสคาร์โมดี้เป็นสีดำแบบเต็มเหนี่ยว (น่าจะรวมถึงคนดูส่วนใหญ่ด้วย เพราะฉาก '2 โป้ง' นั่น ก็คงน่าจะทำให้คนแทบทั้งโรงลุกขึ้นตบมือกระทืบเท้ากันเลยทีเดียว ก็ป้าเจือกคลั่งดีนักนี่ ) ... ทั้งๆ ที่ความจริง พระเอกเองก็มีจุดอ่อนในจิตใจอย่างที่นัทได้ชำแหละไว้ แต่ถ้าพี่เป็นพระเอก พี่ก็คงทำเช่นเดียวกับในหนัง ยกเว้นตอนจบ ที่ถึงแม้จะเหลือลูกปืน 4 ลูก ก็จะขอชวนกันออกมาเดินทั้ง 5 คน (ซึ่งก็จะรอดทั้งหมด) หรือไม่ก็นั่งรอในรถ (ก็รอดเช่นกัน) โดยเก็บลูกปืน 4 นัดนั้นไว้โซ้ยกับไอ้ตัวที่จะบุกเข้ามาอ่ะครับ เพราะในเมื่อ 'พยายาม' แล้ว ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด และยอมรับผลลัพธ์ (อันอาจเจ็บปวด) ที่จะตามมา (ซึ่งในที่นี้ กลับกลายเป็นผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามแทน) ... ไม่ได้มองว่าจะเอาชนะโชคชะตาของตัวละครในหนัง แต่มันน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่เดวิดได้เลือกทำลงไปอ่ะครับ

+ สตีเฟน คิง ฉลาดทีเดียวในการเลือกเอา 'เด็ก' (ลูกพระเอก) มาเป็นตัวทำให้เกิดความสะเทือนใจและหดหู่ในตอบจบได้อย่างถึงที่สุด (ทำนองเดียวกับ Pan's Labyrinth)

+ คิดๆ ไปการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย, การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อฉกฉวยฝูงชนมาเป็น 'พวก' ตน, การ 'คลั่ง' อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่คิดถึงเหตุผล ฯลฯ สถานการณ์เหล่านี้ช่างคล้ายกับสถานการณ์ของบ้านเมืองเราในตอนนี้ยิ่งนัก ... ก็ได้แต่หวังว่าตอนจบของเหตุการณ์วุ่นๆ ตัวละครทั้งหลายคงไม่ต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกับมิสซิสคาร์โมดี้ หรือเดวิดหรอกนะ หุๆ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 18 มีนาคม 2551 เวลา:20:16:06 น.  

 

สวัสดียามบ่ายค่ะ
วันนี้...อากาศร้อนจังนะคะ

คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

[รวมglitterเยอะมาก คลิกเลย!]




โดย: โสดในซอย วันที่: 19 มีนาคม 2551 เวลา:14:41:32 น.  

 
ผมชอบเรื่องนี้ครับ


โดย: 12 IP: 124.121.9.45 วันที่: 20 มีนาคม 2551 เวลา:1:44:04 น.  

 
ผมก็ชอบเรื่องนี้เช่นกันครับ


โดย: GunError IP: 58.10.87.155 วันที่: 23 มีนาคม 2551 เวลา:21:32:07 น.  

 
2 คำสั้นๆครับสำหรับเรื่องนี้ "มายก้อด"


โดย: YoiChi_KunG วันที่: 27 มีนาคม 2551 เวลา:16:24:19 น.  

 
เรื่องนี้ จบแบบเศร้ามากแต่สอนชีวิต
แต่ก้ออยู่ที่คนมอง

ถ้า.......คุนเป็นคนในเรื่อง คุน จะสู้ต่อ หรือ ฆ่าตัวตาย

ส่วนตัวผม ผมจะสู้


โดย: T_T IP: 58.8.164.217 วันที่: 6 พฤษภาคม 2551 เวลา:2:06:31 น.  

 
ตอบยากครับว่า หากเราอยู่ในเรื่องและจะสู้ต่อหรือฆ่าตัวตาย

เพราะเราไม่ได้ไปอยู่ในสถานะนั้น

เจออะไรที่ไม่เคยเจอ เจอสถานการณ์บีบคั้น

ยังไงก็คงต้องตาย สัตว์ประหลาดยั่วเยี่ย

ออกจากรถคงตายไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ไม่ขาขาด หัวหาย ลำตัวแยก ก็คงเนื้อเหวอ

แล้วจะทำยังไงล่ะครับ

ผมว่าไอ้ตัวประหลาดสูงกว่า 20 ชั้นนั้น นั้นแหละ เป็นเหตุที่บอกว่า

ไปดีกว่า โลกมนุษย์หมดสิ้นแล้ว

ตอบยากครับ จะอยู่หรือฆ่าตัวตาย


โดย: buffy IP: 58.8.59.231 วันที่: 9 พฤษภาคม 2551 เวลา:0:13:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
17 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.