+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
"Click" ... 'การงาน' หรือ 'การบ้าน' ได้อย่างต้องเสียอย่าง



"ไมเคิล นิวแมน" ...เขา คือ สถาปนิกหนุ่มที่หมายมั่นปั้นมือจะเป็นคนที่ต้องประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน กับความต้องการสูงสุดที่เขามีอยู่ก็คือ การได้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทที่เขารับบทเป็นลูกจ้างนี้อยู่ มิเช่นนั้นแล้วเพื่อความก้าวหน้าของชีวิต ไมเคิลจึงลิขิตตัวเขาเองให้เป็นมนุษย์เงินเดือนบ้าระห่ำ ในทุกคำสั่งที่นายใหญ่เขาส่งมอบมา ไม่เคยมีคำสั่งไหนที่ไมเคิลจะปฏิเสธได้ลง ก็เพียงเพราะเขานั้นหวังแต่จะให้เจ้านายหันมามองเขาอย่างจริงจังสักที



"ไมเคิล นิวแมน" ...เขา คือ คุณพ่อลูกสองที่ไม่เคยคิดถึงคำว่า "ครอบครัว" อย่างจริงๆจังๆ ในทุกๆวันเขาหวังแค่จะทำหน้าที่ของคนรักที่คิดว่าดีพอสำหรับภรรยาคนสวยของเขา และเขาก็นึกว่าความพยายามทุกอย่างที่เขามีให้ต่อลูกๆนั้น ล้วนแต่คือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดแล้ว ...ไมเคิลไม่ค่อยจะใส่ใจในคำสั่งที่ภรรยาส่งมอบให้เขารู้ แม้ว่าเรื่องบางเรื่องเขาจะไม่ลืม แต่ตัวไมเคิลเองก็มักจะทำอะไรให้เป็นข้อผิดพลาดอยู่ได้ทุกที

ชีวิตที่ทำงานของไมเคิลนั้น ทำให้เขาคือผู้ชายที่มีชีวิตชีวา สนุกสนาน ในเวลาต่อหน้าเจ้านายเขาสามารถประคองตัวเองให้ดูเป็นคนขยันขันแข็งบากบั่นในหน้าที่ได้ ขณะที่อยู่ต่อหน้าลูกค้าเขาก็ทำให้ช่วงเวลาแห่งการเสนองานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ...แต่กับการใช้ชีวิตที่บ้าน ไมเคิลเหมือนจะเป็นคนละคนที่เคยเป็นในตอนทำงาน เขากลายเป็นคุณพ่อจอมซีเรียส ที่หวังอยากจะได้เวลานั่งทำงานอยู่เงียบๆคนเดียวซะมากกว่า การนั่งกินข้าวกินปลาพร้อมกันกับทุกคนในครอบครัว และ เขาคือสามีผู้เห็นแก่ตัว ที่คิดถึงแต่รายการทีวีที่เขาชอบดู มากกว่าผู้หญิงคนข้างๆที่เขาเคยชอบพอ

ชีวิตทั้งสองด้านของไมเคิล ต่างก็เป็นเส้นขนาน ที่ไม่มีจุดตัด และไม่มีวันจะมาบรรจบกันพอดีได้ ...หมายความว่า ถ้าเขาทุ่มเทให้กับชีวิตด้านใดด้านหนึ่งไปมากกว่า อีกด้านที่เหลือซึ่งไม่ใส่ใจจะส่งผลร้ายต่อชีวิตของเขาในทันที

ถ้าไมเคิล เลือกที่จะก้าวหน้าไปกับการงานที่เขาทุ่มเท ...เขาจำเป็นต้องสูญความเป็นอยู่ที่มีสุขกับครอบครัวที่เขารัก ต้องเสียช่วงเวลาดีๆที่ครอบครัวมีให้กับเขาได้

ถ้าไมเคิล เลือกที่จะใช้เวลาหมดไปกับการดูการ์ตูน สร้างบ้านต้นไม้ให้ลูกๆ หรือประคบประหงมคนรักด้วยการนวดเนื้อนวดตัว ...เขาคงจะเป็นได้แค่ สถาปนิก ต๊อกต่อย เงินเดือนน้อย ที่ต้องนั่งมองคนอื่นก้าวหน้าด้วยสายตาที่ปลิบๆ



ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน มันก็ย่อมต้องมีทั้งได้และเสีย ในทั้งสองทาง ...

คนเราในโลกปัจจุบัน แทบทุกคน ล้วนมีชีวิตที่ไม่แตกต่างจาก ไมเคิล ...ความเป็นอยู่ของเราๆในตอนนี้ ต่างก็ต้องประสบพบกับทางสองแพร่ง ที่จำต้องเลือกไปสักทางเพื่อชีวิตที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

แล้วกับคนที่มีคำว่า "ครอบครัว" เป็นตัวผูกมัดแล้ว ยิ่งใช้ชีวิตได้ลำบากยิ่งกว่าการไม่มี "ครอบครัว" เสียอีก ...เพราะทางสองแพร่งที่มีให้เลือก ระหว่าง "การงาน" และ "การบ้าน" ทั้งสองทางล้วนแต่สำคัญสำหรับเขาทั้งคู่

"แล้วทางสายกลางล่ะ ไม่เคยคิดถึงกันบ้างเลยหรือว่ายังมีทางนี้"... มันก็จริงอยู่หรอกที่การเลือกเดินในทางสายนี้ จะให้ผลควบคู่ไปด้วยกันได้ดี แล้วกับคนที่เดินสายกลางแล้วประสบความสำเร็จก็มีอยู่ถมเถหรอก เพียงแต่ถ้าเขาเหล่านั้นจะไม่มี ข้อบังคับใดๆ ไม่มีระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัดให้ต้องทำไปซะทุกอย่างเหมือนเราๆ

เพราะ คำว่า "บังคับ" เป็นข้อสำคัญนั่นเอง ถึงทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ยุคนี้ ไม่สามารถเป็นไปตามใจได้ทุกอย่าง ... เราจะไม่มีปัญหากับการเดินทางสายกลางเลย เพียงถ้าไม่มีโซ่ตรวนพันธนาการลากจูงเป็นคันบังคับชีวิตเราอยู่

โซ่ตรวนนี้ หมายถึง ข้อบังคับ หรือ คำสั่ง ที่คนถูกตรวนอย่างเราต้องยอมรับทำตามคนลากจูง ...

"การงาน" มีโซ่ตรวน คือ เงินทอง ตำแหน่ง ความมีอำนาจมักใหญ่ใฝ่สูง เป็นตัวล่อลวง / ข้อบังคับ คือ การยินยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างที่คนลากจูง หรือ "เจ้านาย" เลือกให้ปฏิบัติ
"การบ้าน" มีโซ่ตรวน คือ ความสุขของครอบครัว เป็นตัวดึงดูด / ข้อบังคับ คือ การพาไปเที่ยว การนั่งกินข้าว การได้ดูหนังด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ฯลฯ

เราไม่สามารถสะบัดหลุดออกจากโซ่ตรวนที่ถ่วงตัวเรานี้ไปได้ ตราบใดที่เรายังคงเดินทางอยู่บนทางสายนั้น คนลากจูงตัวเราไม่มีวันที่จะปล่อยเราให้หลุดจากข้อบังคับของเขาได้ ... ถ้าเราเลือกจะเป็นคนบ้างาน เราก็จำเป็นต้องบ้าตามคำสั่งคำขาดของเจ้านายให้ได้ แต่ถ้าเราเลือกจะเป็นคนบ้าบ้านแล้ว เราต้องยอมทุกสิ่งทุกอย่างที่คนในครอบครัวอยากให้เราบ้าทำให้

"ระหว่าง ที่คุณได้เงินทองจำนวนมหาศาลประมาณค่าไม่ได้ กับได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่คุณรักที่สุดอย่างเป็นอมตะ เป็นคุณ คุณจะเลือกข้อไหน ?" ...นี่มันคือคำถามที่คนถามอย่างผมสามารถนึกขึ้นมาได้ง่ายๆ แต่กับคำตอบที่คนตอบต้องพูดออกไปมันกลายเป็นอะไรที่ยาก ...อาจจะเป็นแวบแรกที่เราได้ฟังคำว่า เงินทอง อาจจะรู้สึกขนพองขึ้น
มาในทันที (ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนสำหรับคนทุกคนที่ต้องหวังรวยไว้ก่อน) แต่เมื่อคุณได้ฟังช้อยส์ข้อต่อมา ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ต้องฉุกคิดในคำตอบนี้ ...

'การได้อยู่กับคนรัก' มันจะมีค่ามากแค่ไหนสำหรับคุณเชียว ลองเอาไปเปรียบเป็นเงินทอง คุณจะตีตราค่าราคามันสักกี่บาทดี ...การประเมินค่าความรักที่เป็นอมตะมันจะสูงกว่าจำนวนแบงค์หลายๆล้านใบได้เลยอย่างงั้นหรือ ?

ผมเชื่อว่า เมื่อคนส่วนใหญ่ฟังคำถามนี้จนจบครบถ้วนกระบวนความ คำตอบที่เขาจะนึกออกขึ้นมาในใจทันที ล้วนแต่ เป็นข้อ 2 ...เพราะคุณย่อมรู้ดีว่า ถ้าคุณเลือกข้อแรกไป คุณคงไม่สามารถจะทำใจทนอยู่กับเงินทองกองมหาศาลนี้ เพียงแต่ไม่มีคนที่รักคอยอยู่เคียงข้างนับเงินนับทอง ...แล้วกับสินทรัพย์ที่คุณได้มานี้อีก มันย่อมไม่สามารถซื้อชีวิตที่เป็นอมตะที่ไม่มีขายที่ไหนได้เป็นอย่างแน่

ไม่ว่าเป็นใคร ย่อมต้องเลือกจะมีความสุขกับสิ่งที่จีรังยั่งยืน ซะมากกว่าสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ...ก็เป็นเพราะ เงินทองนั้น ไม่มีใช้ย่อมไม่มีวันตาย แต่ถ้าขาดคนรักไปนี่สิ เหมือนกับจะตายทั้งเป็น

ในชีวิตจริง คำถามที่ผมถามมานั้น ไม่มีความหมายอะไรเลย ก็เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ ...แต่กับการยังคงอยู่ของเราในวันนี้ มันจำเป็นด้วยเหรอที่ชีวิตเราจะดำเนินต่อไปได้โดยการหายใจเข้าด้วยเงิน และหายใจออกเป็นทอง

"งาน" ไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิตเรา ...แม้ว่ามันจำเป็นต้องทำ จำเป็นต้องมีเป็นอาชีพไว้เพื่อใช้เลี้ยงปากท้องก็ตามที แต่มันเป็นแค่บางสิ่งที่เรายึดปฏิบัติเป็นกิจกรรมประจำวันเพียงเท่านั้น (สมมติว่าถ้ามันเป็นทุกสิ่งจริงๆ แล้วกับคนตกงานที่เดินเตะฝุ่นไปวันๆนั้น ...เคยมีคนไหนต้องขาดใจตายขณะเดินหางานบ้าง)



ผมกล้าพูดได้เลยว่า "บ้าน" คือทุกสิ่งที่ชีวิตของเราปรารถนา ...ไม่ว่าคุณจะเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่ายกับงานการมาหนักหนาขนาดไหน เมื่อคุณได้เอียนตัวลงบนโซฟา นอนหลับใหลในสภาพที่เมื่อยล้า อีกไม่กี่นาทีต่อมา คนที่คุณรักทั้งหลายแหล่จะพากันมาร่วมด้วยช่วยประคบประหงมคุณอย่างเต็มใจ ก็เพราะเขารู้ว่าคุณเองนั้นกำลังปรารถนาที่จะได้พักผ่อนหย่อนใจไปพร้อมกับการดูแลของคนที่คุณรักเป็นอย่างมากที่สุด

ไมเคิล นิวแมน อาจจะเป็นต่อพวกเราอยู่หลายช่วง ที่ได้ลองใช้งานรีโมทครอบจักรวาล เพื่อเรียนรู้ความผิดพลาดอันรุนแรงของเขา และทันที่จะปลดโซ่ตรวนความร้ายกาจของ "การงาน" ได้สำเร็จ ...แต่แล้วกับชีวิตของพวกเราที่ไม่ได้ มีรีโมทชีวิตเอาไว้ช่วยสอนควบคุมหัวใจแต่อย่างใดนั้น มันคงยากลำบากยิ่งกว่าในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับโซ่ตรวนได้โดยไม่ต้องเจ็บตัว

ในขณะที่ 'รีโมทโดยทั่วไป' ย่อมสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างตามที่สมองและมือเรากดปุ่มสั่งการได้ (ตราบใดที่ถ่านยังไม่หมด) ...แต่กับ 'รีโมทชีวิต' ของเรานั้น กลับไม่สามารถจะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ใจของเราต้องการไปได้เสียหมด

และอันเนื่องจากว่า เครื่องออกคำสั่งที่เรียกว่า รีโมทชีวิต อันนั้น มันยังไม่มีผู้ผลิตใครผู้ไหนกล้าที่คิดจะเพิ่มปุ่มบังคับ เพียงสามารถทำการรับสั่ง ปลดแอกโซ่ตรวนที่พันธนาการออกมาให้เราเองได้โดยอัตโนมัติ ... ถ้าไม่เป็นที่ตัวเราได้ทำลายมันด้วยความคิด ของตัวเราเองแล้ว มันก็ยากที่จะต่อสู้กับโซ่ตรวนที่ยังคงจะล่ามเราต่อไป ไม่มีวันยอมหลุดพ้นสักที



Click ... ดูจากหน้าหนังก็รู้ทันที ไม่ต้องสงสัยว่านี่คือหนังตลกของตาย ที่ขายนักแสดงนำ ชื่อว่า อดัม แซนด์เลอร์ และไม่ต้องบอกก็รู้ว่า หนังเรื่องนี้คงจะเน้นบันเทิงเฮฮาเป็นแน่แท้

ตัวเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการได้ของวิเศษมาใช้ แล้วนำมาสร้างวีรกรรมความสนุกนั้น ถ้าเป็นคนอเมริกาดูก็เห็นจะเป็นที่ไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่ แต่กับคนไทยอย่างเราๆ ที่เฝ้าติดตาม "โดเรมอน" ทุกเช้าเสาร์อาทิตย์ กันมาแต่อ้อนแต่ออก คงจะเห็นเป็นความเดิมๆ ที่เคยตัว ...ตัวละคร ไมเคิล ก็คือ โนบิตะที่ได้รับรีโมทครอบจักรวาลให้สามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ตามอำเภอใจ เป็นความสนุกของชีวิต ที่สุดท้ายมันมักจะมาพร้อมโทษมหันต์เป็นบทเรียนสอนใจ

ผมคาดหวังกับ Click ก็เพียงแค่ความสนุกอันเกิดขึ้นมาจากการใช้รีโมทครอบจักรวาลก็แค่นั้น อยากจะฮากับตัวหนัง อยากจะขำอดัม แซนด์เลอร์ อยากจะเสียตังค์เพื่อดูหนังที่เน้นความเพลินในตัวซะมากกว่าอะไร ...ส่วนของบทเรียนสอนใจ ผมไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะให้อะไรได้มากนักหรอก คงได้แค่แตะๆแล้วปล่อยผ่านไม่เหลือความคมคายอะไรให้ค้างคา คิดจะเสียเวลาแล้ว อย่าลืมไปว่า นี่มันหนังตลก ให้หวังอะไรมากไปกว่านั้น มันจะไม่ดีต่อ'รมณ์เปล่าๆ



เวลาครึ่งแรก ของ Click เน้นความตลกขบขันเอาเข้าว่า ตามความปรารถนาของคนดู ความบันเทิงที่มาในรูปของเสียงหัวเราะทั้งขำก๊าก ฮาฮึๆ และยิ้มเย๊าะๆ มีกระจายให้เห็นเป็นหย่อมๆในหนังเรื่องนี้ ...การได้สนุกกับมุขตลกของมัน ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีต่อการช่วยจี้จุดเส้นตื้นของผมจนสั่นสะเทือน (ขอยกตัวอย่างการบริหารต่อมขำที่ได้ผลดี มาสักสองท่า เป็นอาทิ คือ หนึ่ง ...การปรากฏตัวแบบแทบจำไม่ได้ของรับเชิญ 'ร็อบ ชไนเดอร์' ที่สั้นๆแต่ได้ใจความมันส์ฮานันสต็อป สอง... หมาขย้ำน้องเป็ด เล่นบ่อยเหลือเกิน แต่มันก็ทำให้หัวร่อได้ตลอดซะเหลือเกิน)



ด้วยความที่หนังมันพาเพลิน ดูสนุกจนไม่ต้องก้มหัวมองดูนาฬิกาเลย ทำให้ Click ในช่วงเวลาครึ่งแรกนั้น เป็นอย่างที่ผมตั้งใจอยากจะให้เป็น หน้าที่ผู้กำกับ ของ แฟรงค์ โคราชิ คือการคุมโทนความขำขันได้อย่างสมดุล ลงตัว ถูกจังหวะ หนังเลือกใส่มุขเข้ามาได้ไม่ล้น และแต่ละมุขก็ดูจะไม่สิ้นสติสิ้นคิดจนเกินไป อาจมีบ้างเป็นบางมุขที่ผมไม่ใคร่จะอยากขำ (มุขตดใส่หน้า อันนี้ รับไม่ได้เลยจริงๆ) ...เท่าที่ผมเห็นในตอนชั่วโมงแรกนี้ Click สามารถตอบโจทย์ความเป็นคอมเมดี้ได้อย่างไม่ไขว้เขว้

และแล้ว เวลาครึ่งหลัง ของ Click ก็ทำให้ผมได้รู้ตัวกันเสียที ว่าผมคิดประมาทกับหนังเรื่องนี้ไปซะแล้ว ...ไม่คิดเลยว่า หนังจะกล้าสะบัดความตลกขบขันทิ้งออกไป (ก็ยังพอมีไว้เป็นกระษัยแก้ขมอมหวานกันเล็กน้อยในบางเวลา) แล้วใส่หัวใจในความเป็นดรามาเข้าไปแทนที่ หนังเดินหน้าไปสู่วันเวลาอนาคตของตัวละครทุกตัว ด้วยเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นมาอันเนื่องจากผลร้ายของรีโมทที่ ไมเคิล ใช้จนลืมตัว ...

วันเวลาในหนังที่ล่วงเลยพ้นไปจากเดือนเป็นปี จากวัยละอ่อนไปสู่วัยแก่ สถานการณ์ที่ตัวละครต้องพบเจอ กับผลกรรมที่ย้อนมาทำร้ายชีวิตไมเคิลเป็นลูกโซ่นั้น บังเกิดให้ความอินอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้เกาะกินหัวใจคนดูเข้าไปทีละนิดๆอย่างแนบเนียน ...ผลกระทบต่อชีวิตที่แย่ลงเรื่อยๆของไมเคิล สร้างความซึมและซับลงไปในความรู้สึกของเราให้คล้อยตามไปอย่างไม่รู้สึกว่าหนังกำลังยัดเยียดความเศร้า ความซึ้ง จนฟูมฟาย ...Click เลือกที่จะเร่งปฏิกิริยาทางอารมณ์ของคนดูอย่างค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะกระตุ้นให้คนดูช็อคเป็นช็อตๆ

ผลดีของการใช้เทคนิคชวนซึ้งที่ค่อยเป็นค่อยไป ในหนังเรื่องนี้นั้น ...ได้มาเห็นผลกันกับตา ก็ในสองฉากไคลแม็กซ์สำคัญ ที่เป็นการสรุปอย่างกลายๆ ถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการใช้รีโมทที่ผิดวิธี

ทั้งสองฉากนี้ ต่างก็สามารถกระชากน้ำตาลูกผู้ชายของผมออกมาได้อย่างจริงจัง และจริงใจ ...นี่เป็นการดูหนัง อดัม แซนด์เลอร์ ครั้งต่อมา หลังจากมี 50 First Dates เพียงเรื่องเดียวที่ทำกับผมได้(ลงคอ)



ผกก. แฟรงค์ โคราชิ สร้างครึ่งหลังออกมาได้อย่างแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก ...แม้อารมณ์จะเปลี่ยนรูปสิ้นเชิง แต่กับความรู้สึกคนดูก็ยังคงติดตรึงต่อเนื่องมาจากครึ่งแรกอย่างไม่ขัดหูขัดตา หนังกลืนช่วงเวลาทั้งสองส่วนลงไปได้กลมเป็นเนื้อเดียวกัน

อดัม แซนด์เลอร์ ทำได้ดี ในมาดของไมเคิล ตัวละครที่บทจะให้ตลกก็ตลกอย่างครื้นเครงใจ พอจะให้เศร้าก็ทำได้รัญจวนจิต ...อาจมีที่ผมแอบขัดใจอยู่หน่อยนึง ตรงที่การกระทำของตัวละครนี้ในหลายที ที่ดูห่ามเกินยากจะรักษา บทใส่ให้กลายเป็นตัวละครที่สัปดลมากเกิน ขาดซึ่งความพอดี และด้วยความที่เล่นกันไม่พอดีนี่เอง ทำให้มุขตลกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพรรค์นี้ เป็นมุขที่แป้ก และ ดันคิดใส่เข้ามาเพียงเพื่อลดระดับความดีของหนังเรื่องนี้ลงไปง่ายๆกันซะอย่างงั้น



เคต เบคคินเซล สวมบทเป็น ดอนน่า ดอกฟ้าที่ยอมโน้มตัวมารับรักจากหมาวัด ไปถึงวันพรุ่งนี้เช้า... อาจไม่ได้โชว์ฝีมืออะไรมากนัก (เพราะบทของเธอมีค่าความหมายแค่การเป็นตัวประกอบ) แต่ก็ยังดีที่ความสวยหยาดเยิ้มของเธออันทวีงามอย่างโดดบนจอหนังนั้น มีส่วนช่วยตรึงความน่าติดตามของหนังเรื่องนี้ไปของมันได้ ผมเองยังไม่เคยได้ดูหนังเรื่องไหนที่ เบคคินเซล สวยเด่นเย็นตาชายได้เท่าเรื่องนี้มาก่อนเลย(จริงๆ) , คริสโตเฟอร์ วอลเคน ยังคงมีลีลาการแสดงที่สนุกสนาน และสร้างความขบขันผ่อนคลายได้เข้าที , สองตัวละครพ่อแม่ของพระเอก (เฮนรี่ วิงค์เลอร์ และ จูลี่ แคฟเนอร์) ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่เขาและเธอมีให้ต่อ ไมเคิล ผู้ไม่เอาไหนคนนี้ เฉพาะอย่างยิ่งกับบทพ่อที่อยู่ในฉากไคลแม็กซ์นั้น เป็นความรู้สึกเศร้าที่ทำให้ผมหมดซึ่งความอดทนที่จะอัดอั้นน้ำตาอีกต่อไป , สองตัวละครลูกชายลูกสาวของพระเอก ทำหน้าที่ได้น่ารัก แข่งแย่งความแก่นชวนให้อยากหยิกเนื้อหยิกตัว

บทหนัง อาจจะเสียหายเป็นจุดใหญ่ก็ตรงในส่วนของรายละเอียดที่ดูจะขาดเหตุผลพื้นการรองรับที่ควรมี แต่กับโดยภาพรวมที่มีให้เห็นอยู่ในหนังความยาว 100 กว่านาทีนี้ ...ได้เท่าที่เป็นอยู่ก็นับว่าดูดีแล้ว

Click ... ไม่ใช่แค่โชว์ตลกดาษๆ ที่หาได้ตามตลาดทั่วไป หนังเรื่องนี้ยังมีอะไรแอบซ่อนอยู่ ที่มากคุณค่าเกินไปกว่าความเพลิดเพลิน ...ถ้าคุณต้องการจะบันเทิงอย่างมีสาระกับชีวิต นี่คือโปรแกรมที่เหมาะกับคุณจริงๆครับ

ดู{ดี} วิธ มายเซลฟ์ :
1. เข็มขัดสั้นเกินความคาดหมาย ...หนังตลกพันธุ์แท้เรื่องนี้ทำให้ผมเสียน้ำตาได้
2. แฟรงก์ โคราชิ ...คุมทุกอย่างได้ราบรื่น ในหน้าที่เสมือนเป็นรีโมทสั่งการของหนัง
3. มุขตลก ที่ไม่ห่าม ...ชวนให้คนเส้นตื้นอย่างผมขำได้ตลอด
4. การแสดงของทุกตัวละครในครอบครัว นิวแมน
* เคท เบคคินเซล เรื่องนี้สวยสุดๆ

ดู {ด้อย} วิธ มายเซลฟ์ :
1. บทหนังที่ขาดพื้นมารองรับ ยังใส่รายละเอียดได้ไม่แน่นดี
2. มุขตลก ที่ห่าม ...แป้ก และไม่น่าใส่เข้ามาเลย


เกรด B+

ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ




"Linger" ของ วง "Cranberries"
เพลงประกอบฉากเดทแรกของคู่พระนางครับ




Create Date : 18 กันยายน 2549
Last Update : 1 ตุลาคม 2549 11:58:38 น. 5 comments
Counter : 3038 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ ...

เวลาดูหนัง ชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นหนังเหมือนกัน
แต่ไม่เคยเขียนได้ยาวขนาดนี้เลย

ถ้าจะให้เลือกระหว่างการงานกับการบ้าน เลือกการบ้านมาก่อนค่ะ การงานเป็นเรื่องรอง

คนในบ้าน สูญเสียไป หาใหม่มาแทนที่ไม่ได้
การงาน ล้มบ้าง เดี๋ยวก็ลุกได้


โดย: Mutation วันที่: 18 กันยายน 2549 เวลา:7:33:46 น.  

 
แวะมาเยี่ยมชมครับ


โดย: ป้อ IP: 58.8.5.242 วันที่: 23 กันยายน 2549 เวลา:18:35:57 น.  

 
เหมือนเจ้าของกระทู้เลย...
ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าหนังเรื่องนี้จะเรียกน้ำตาได้...
คือกะมาฮาอย่างเดียวเลย

และเห็นด้วยอย่างยิ่งอีกอย่าง เคท สวยจริงๆ ... แถมตัวลูกพระเอกไปด้วยคนได้ป่ะ ... น่ารักๆ ^^


โดย: SnowBelL.. ^^ IP: 58.136.73.61 วันที่: 7 ตุลาคม 2549 เวลา:3:10:58 น.  

 
เคท ลองหาเรื่อง serendipity มาดูสิครับ เธอสวยน่ารักมากมากเลยครับ

ส่วนเรื่องนี้ ผมน้ำตาไหลพลั๊กๆเลยครับ

ผมชอบคำพูดที่คุณพูดว่า

[b]เป็นความรู้สึกเศร้าที่ทำให้ผมหมดซึ่งความอดทนที่จะอัดอั้นน้ำตาอีกต่อไป [/b]

แบบเดียวกันเลยครับ

ปล. มุขตลก ที่ห่าม ...แป้ก และไม่น่าใส่เข้ามาเลย
อันนี้ผมว่า อาจเป็นเพราะคนไทยไม่ เก็ท ในมุขตลกฝรั่งครับ


โดย: Buffy IP: 58.8.60.51 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2549 เวลา:23:44:32 น.  

 
น่ารักมากเลยฮะ


โดย: อึมฮวน IP: 222.123.139.14 วันที่: 17 กรกฎาคม 2550 เวลา:18:52:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
กันยายน 2549
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
18 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.