+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
“Iron Man 2” ... การกลับมาที่ไม่ค่อยจะกวน ของคน(เกราะ)เหล็กมหาประลัย

นอกจากติดตามตัวผมในบล็อกนี้แล้ว ก็ขอชวนไปสนุกกันในอีกช่องทางกับ "Facebook" และ "Twitter" ด้วยครับ

Like Me @ //www.facebook.com/pages/OncE-UPoN-a-MaN/362974106204

และ Follow Me @ //twitter.com/once_upon_a_man





ก่อนจะว่าที่ภาคใหม่ ..ก็เชิญคลิกอ่านรีวิวของภาคแรก เรียกคืนความทรงจำ กันก่อนได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ
"Iron Man" ... อาร์โนลด์ เกษียณไป คน(เกราะ)เหล็กมหาประลัย พร้อมประจำกวน







ครั้นปี 2008 ที่เคยรีวิวไปถึง “Iron Man” เมื่อครั้งเป็นภาคแรก.. ผมได้เคยบอกไว้ว่า ไม่ได้รอคอยหนังเรื่องนั้นสักเท่าไหร่ ในนามของหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องหนึ่ง

แต่เมื่อมาถึงปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ ซูเปอร์ฮีโร่ แทบจะไม่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโรงหนังได้อย่างรุนแรงสักเท่าไหร่ ..ก็เป็นทีของ พี่มนุษย์เตารีด นี่แหละหนา ที่จะได้ประกาศศักดาความใหญ่ยิ่งให้เกรียวกราวอึกทึกไปทั้งแผ่นผืนพสุธาแห่งโลกใบนี้ เพราะแทบจะเป็นเรื่องเดียวเลยละมั้ง (พยายามนึกแล้ว) ที่เป็นหนังภาคต่อที่ว่าด้วยเรื่องของ ฮีโร่ที่ถือกำเนิดมาจากการ์ตูนคอมมิค (จะเถียงว่า “Kick-Ass” ก็ใช่ ก็ไม่ได้อีก ..เพราะดันเป็นภาคแรก แถมตัวหนังก็เอาตัวคนธรรมดาๆมาล้อเลียนขนบซูเปอร์ฮีโร่เสียมากกว่า)

ด้วยความที่ภาคแรก ทำเครดิตเอาไว้ดีมากๆ นักวิจารณ์ชมหรูเลิศ(แม้ไม่เพอร์เฟกต์เท่าพี่มนุษย์ค้างคาว) คนดูก็ชื่นชอบ เลยมิอาจปฏิเสธการมีภาคต่อได้เลย ไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม ...แล้วมันก็ดันน่าจะสนุกด้วย ตรงที่ภาคก่อนดันทิ้งท้ายให้ คธาชายนายเศรษฐี “โทนี่ สตาร์ก” กล้าเผยตัวเองว่าเป็น ยอดมนุษย์เตารีด ..ซึ่งเป็นกลวิธีที่แหวกกฎซูเปอร์ฮีโร่ที่เคยมีมา อย่างท้าทาย

การเล่าเรื่องปิดท้าย โดยให้มีปลายเปิด เช่นนี้ ..มันก็เท่ากับ คนทำหนังมั่นใจ 100% ที่จะต้องกลับมาอีกทีให้ได้ เพื่อสานต่อภารกิจที่ติดค้างไว้อย่างเจตนานี้






“Iron Man 2” ...กลับมาเริ่มต้น สะสางความเดิม กับผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำอันหาญกล้าของพระเอก ที่เลือกจะเปิดเผยความจริงต่อหน้าสาธารณชนอย่างชวนตื่นตะลึง ..แล้วก็ด้วยความที่บ้านเกิดเมืองนอนที่เหยียบอาศัยอยู่ของ นายสตาร์ก ดันเป็น สหรัฐอเมริกา นี่แหละหนา มันจึงมีใครที่หวังจะฮุบเอาเทคโนโลยีสุดล้ำมาใช้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพโลก (ต้องบอกว่าโลกจริงๆ ..ไม่เชื่อก็ดูความจริงได้จาก หนังออสการ์เรื่องล่าสุด “The Hurt Locker”) ..ที่ไม่รู้จะไปสิ้นสุดความแกร่งเอาตรงไหนถึงเรียกว่า พอดี!

แต่นั่น ไม่ใช่จุดประสงค์การกลับมาโดยหลักๆของหนัง ..เพราะอันที่จริงแล้ว ขึ้นชื่อว่าเป็น หนังซูเปอร์ฮีโร่ จะให้วกเข้าเล่าการเมืองเน้นๆไปตั้งสองชั่วโมง มันก็ดูจะซีเรียสไปม้าง? (หนังซัมเมอร์นะคุณ ..อย่าคิดหวัง ความเข้มข้น เป็นหนักหนาสิ) ...หากหน้าที่ ที่ต้องทำเป็นสำคัญ ก็คือ สร้างความบันเทิงเริงใจ โดยหา ศัตรูรายใหม่ มาให้พี่มนุษย์เตารีดได้ฝึกปรือทักษะการปราบปรามซะมากกว่า

และครานี้ ก็เป็นทีของ “อีวาน แวนโก้” หรือในชื่อที่คอการ์ตูนรู้จักกันว่า “Wisslap”

ภาคสองนี้ จะว่ากันถึงเรื่องราว การล้างแค้นแทนรุ่นพ่อของตัวร้ายผู้มาใหม่ ..ที่อยากจะตอบแทนบุญคุณเคยช่วยชุบเลี้ยงให้เติบโต ด้วยการฆ่าคนให้ และคนๆนั้น จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้หรอก ถ้าหากไม่ใช่ พระเอกของเรื่อง






พลอตโดยคร่าวๆของ Iron Man 2 ช่างดูธรรมดาสามัญเสียเหลือเกิน.. ถ้าไม่ดูว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ของพี่มะกัน มันก็คงคล้ายคลึงกับอารมณ์ละครน้ำเน่าของประเทศบางประเทศในแถบนี้ ที่แค้นเคืองกันมาแต่ศักราชไหนไม่อาจรู้ รู้แต่ว่า “กรูอยากเอาเลือดหัวเมิงออก” เท่านั้นเอง (เฮ้ย! มันคุ้นๆกับเรื่องจริงแถวๆนี้ เหมือนกันนะ เอิ้กๆ)

แต่เอาเหอะ มันไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องเอามาถกให้ชวนคอขาดบาดตาย.. เพราะสาระที่คนอยากได้จากการกลับมาของพี่มนุษย์เตารีด ก็คือ ความบันเทิง

ซึ่ง Iron Man 2 ก็ไม่ได้ทำผลลัพธ์แห่งความคาดหมาย ให้ออกมาน่าผิดหวังอะไรเลยจริงๆ ..เพราะถ้าดูเอาความสนุก ก็จัดว่าภาคนี้ ยังมีให้เห็นอยู่

เพียงแต่ ไอ้ที่เห็นอยู่เนี้ย ดีกรีความผ่อนคลาย มันได้ผ่อนลงหายสลายไป ..หากเลือกจะใส่ความเครียดเข้ามาเพิ่ม เพื่อให้หนังดูตึงๆ มีท่าทีที่จริงจังขึ้นมาสักหน่อย

ฉะนั้นแล้ว ถ้าใครดูภาคแรกมา แล้วเคยเข้าใจว่า Iron Man เกิดมาเป็นหนังตลกพกพาความกวนโอ้ย มากกว่าจะมาเป็นหนังดรามาชีวิตต้องสู้ชวนรันทด.. ก็จงรีบปรับระดับสารเคมีทางความรู้สึกนั่นเสีย ก่อนที่จะเข้าโรงไป พบความมึนตึง เนื่องเพราะสารเคมีในสมองมันเสียสมดุล

ทำพูดขนาดนี้ กะคิดว่าคงดักไม่ให้คนที่เคยดูภาคแรก ไม่ต้องไปดูภาคสองละสิ ..ก็เลยต้องบอกว่า เปล่านะ แต่ก็คงต้องเอ่ยอ้างไว้ก่อน เพราะตอนนี้ ได้มีหลายรายแล้ว ที่สารเคมีดันตีรวนจนเกิดปัญหา ทำลายทำร้ายความสนุกของหนังไปเยอะพอดู

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ที่พูดว่า ดูเครียดขึ้น ..ที่แท้ มันก็แค่สอดรับกับการที่หนังมีปมประเด็น ความแค้น อาฆาต และการแก่งแย่งชิงดี ...แต่โดยเนื้อแท้ของ Iron Man 2 มันก็ยังคือหนังซัมเมอร์ ระดับบล็อกบัสเตอร์ ที่มาพร้อม ความใหญ่ได้อีก






“จอน แฟฟโรว์” กลับมาสานต่อภาคสอง ในหน้าที่เดิม ด้วยบทบาทผู้กำกับหนัง (และหลายคนก็คงพอรู้ว่าพี่ท่านมีบทบาทเป็นคาแรกเตอร์สมทบตัวหนึ่งในหนังเสียด้วย ..กลายเป็นการกำกับตัวเองไปในตัว เพื่อประหยัดค่าจ้างนักแสดงชื่อดังไว้สักคน ) ..ที่ยังคงความไหลลื่นของจังหวะหนังเอาไว้ได้ ในระดับที่ดูใกล้เคียงกับภาคก่อน ...เพียงแต่ ถ้าว่ากันที่ การทำให้คนดูรู้สึกคล้อยตามแล้ว กับภาคใหม่ภาคนี้ เป็นสิ่งที่ดูจะมีปัญหามากที่สุด

ซึ่งหากโฟกัสเอาเฉพาะกับเหล่าตัวละครที่แทบยกกะบิจากภาคแรกแล้วละก็ ..ผู้คนเหล่านี้ ไม่มีอะไรให้น่าคลางแคลงใจนักหรอก (เพียงแต่ก็น่าเสียดาย ที่หนังเลือกจะไม่เจาะระดับความสัมพันธ์ลงไปให้ลึกมากกว่าเดิมได้อีก ..มีปัญหาเล็กๆน้อยๆก็ตรงนี้)

แต่กับคนที่มาทีหลังนี่สิ มันน่าน้อยใจนัก ..เพราะเราดันไร้ความรู้สึกจะคล้อยตามในเหตุผล และการกระทำของพวกเขากันเหลือเกิน

นับเฉพาะ หนึ่งตัวร้าย กับหนึ่งตัวอิจฉา... เอาแค่สองคนนี้ ที่จะเข้ามาเพื่อสร้าง Conflict แต่ไฉนบทดันดึงเลือกจะทำให้ดูเป็น Confuse ไปได้เสียนี่

บวกด้วยอีกหนึ่งผู้ช่วยคนใหม่ กับหนึ่งผู้นำคนใหม่.. กับสองคนนี้ ก็ต่างเข้ามาแบบเลื่อนลอยชอบกล (ถึงอาจจะพอเข้าใจได้ว่า บทบาทความสำคัญมันจะมีอยู่ในหนังที่กำลังจะตามมาในอนาคตอีกก็ตามที)

ฉะนั้น ปัญหาสำคัญของภาคนี้ จึงอยู่ที่ บทหนัง ..ที่ขาดซึ่งความใส่ใจในรายละเอียด อันดูเป็นสิ่งที่ลดลงอย่างชัดเจน หลังจากที่ภาคแรกเคยทำไว้ได้ แล้วเราก็เข้าใจในความเป็นมาเป็นไปของตัวละครตามที่สมควร ...ซึ่งแม้จะไม่ได้ลึกซึ้งอะไรนัก แต่ก็ทำให้ความรู้สึกที่เห็นตามด้วย มันราบรื่นมากกว่า

ถึงแม้ว่า Iron Man 2 จะไม่ได้ไร้เหตุไร้ผลจนดูหน้ามึนเหมือนหนังซูเปอร์ฮีโร่บางเรื่อง ..แต่ความลงตัวในการทำให้คนเชื่อ มันก็ยังน้อยกว่า ที่ภาคแรกเคยเป็นมาก่อนอยู่ดี






แต่ถ้าเว้นไว้ซึ่งปัญหาเรื่อง บท หากทำใจคิดว่านี่คือหนังภาคต่อ (ซึ่งโดยมาตรฐานส่วนใหญ่ หนังภาคสอง จะมีอะไรด้อยกว่าภาคหนึ่ง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง) แล้วมองเอาเฉพาะ ความบันเทิง ...ผมกลับคิดว่า Iron Man 2 ดูสนุกกว่า มีอะไรน่าดึงดูดมากกว่า และที่สำคัญ ฉากแอ๊คชั่นของภาคนี้ (ทั้งที่มีแบบนับจำนวนได้ค่าน้อยอีกแล้ว!) มันดูสมฐานะกับการเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้เสียที

เพราะภาคก่อน ปัญหาหลักที่ผมรู้สึก ก็คือ ความมันส์ มันน้อยเกินไป ...แต่มาภาคนี้ ที่น่าอวดอ้าง ก็คือ การทำให้เรารู้สึกคุ้มค่า กับการรอคอยได้เห็นพัฒนาการของการเป็นพระเอกที่เข้มข้นยิ่งขึ้นของ มนุษย์เตารีด

ภาคแรก ผมอาจขนานนามเขาว่า 'ไอ้อ่อนแมน' ..แต่ในภาคใหม่ ผมคงจะเรียกฉายาเก่า ไม่ได้อีกต่อไปแล้วจริงๆ

ช่วงเวลาราวๆ 20 นาทีสุดท้าย จัดว่า มันส์หนักๆพอตัวเลยทีเดียว สำหรับฉากไคลแม๊กซ์ ซึ่งเป็นได้ทั้งการโชว์ความเชี่ยวชาญของ พี่พระเอกในเวอร์ชั่นอัพเกรด อีกพร้อมๆกับการเปิดตัว “War Machine” ที่จะมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคอยช่วยเหลือยอดมนุษย์เตารีด ในคราต่อไป (หากมีภาคสาม ก็ต้องกลับมาแหงม)

แต่เมื่อพอถึงจุดสุดท้าย ที่ตัวหัวหน้า หรือบอสของภาคปรากฏตัว(แบบเต็มยศ) ..กับหลายๆคนที่ดูแล้วก็คงคิดไปในแนวทางเดียวกันคือ “ง่ายว่ะ” แล้วผมก็เห็นด้วย

แต่กระนั้น หากผมอยากจะแก้ต่างให้สักเล็กน้อย ..ผมก็คงต้องบอกว่า “มันคือ วิธีการจบที่เข้าท่าที่สุดแล้วล่ะ”

เพราะอะไรน่ะหรือ? ..ก็อยากให้ลองย้อนไปคิดถึงฉากที่พระเอกกับเพื่อนพระเอกเปิดศึกใส่กันดูอีกที ...หลายคนคงจะนึกออกกันได้ ว่ามุขที่อยู่ในตอนจบนี้ มันมีที่มาก็จากฉากๆนี้นี่แหละ

แล้วให้ลองย้อนไปคิดถึงภาคแรกดูอีกสักหน ..ในฉากที่พระเอกเหาะขึ้นฟ้า สองหนสองครา กับการได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ...หลายคนก็คงนึกออกอีกเช่นกัน ว่านี่มันคงต้องการจะแสดงออกถึงความเป็นมุขเฉพาะตัว ที่จะมีให้เห็นได้ โดยเฉพาะกับซูเปอร์ฮีโร่ผู้แอบฉลาดอย่าง Iron Man

เอาเหอะ ไม่ได้อยากแก้ต่างให้หายจากความผิดหวัง.. แต่ประเด็นสำคัญ มันก็คือ มุขตลกร้าย ที่แยบยล เป็นที่สุด

คิดซะว่า เรื่องบางเรื่อง บทจะง่ายก็ง่ายอย่างนั้นแหละ ..ชีวิตจริงคนเรา ก็เคยเจอทางออกที่คาดไม่ถึงอยู่บ้าง ไม่ใช่หรอกเหรอ?






ว่าด้วยการแสดง.. ในภาคนี้ คนเก่าๆ ก็ยังคงเก็บรักษาเสน่ห์ทางคาแรกเตอร์ของตัวเองเอาไว้ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น “โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์” (ที่ต้องรักหนังเรื่องนี้มากกว่าใครๆ ..และพร้อมจะตายไปกับภาพลักษณ์มนุษย์เตารีดติดตาตรึงใจไว้ได้เลย) “กวินเนธ พัลโทรว์” หรือกระทั่งกับคนที่ดูสำคัญกว่าเดิมขึ้นมาอีกนิด อย่าง ตัวนักแสดงที่เป็นคนๆเดียวกันกับผู้กำกับหนัง



หากแต่กับคนใหม่ๆ แล้ว ..ถ้าให้เลือกเอาเฉพาะคนที่นับว่าดีได้ ก็คงจะเหลือเพียงแต่ คนที่มาสวมบทหญิงนักสู้ผู้พลิ้วไหว นามฉายา “Black Widow” ...ซึ่ง “สการ์เล็ต โจแฮนสัน” ต้องถือเป็นคำตอบที่ใช่เลยจริงๆ แม้ถึงก่อนหน้าไม่อาจเชื่อได้ว่า เธอจะบู๊กับใครเขาเป็น (ก็เล่นเป็นแต่หนังดรามา สลับคอมเมดี้ มาตล้อด ตลอด นี่หว่า!)



ส่วน “มิกกี้ โร้ค” กับ “แซม ร็อคเวลล์” อีกสอง ..ก็ไม่รู้ว่า ควรจะโทษที่บทหนัง หรือว่าโทษที่พวกเขาเหล่านี้ ไม่เข้าถึงความร้ายกาจอย่างที่น่าจะเป็นดีหว่า

คือถ้าว่ากันเฉพาะการสร้างภาพคาแรกเตอร์ ย่อมต้องถือว่า ลุงมิกกี้ เป็นต่อเหลือเกินกับการสามารถทำให้คนพร้อมจะยอมรับในความน่ากลัวเกรงต่อการปรากฏตัวของ วิชแลป ในคราแรก ..แต่เมื่อหนังเล่าเรื่องความพยายามกลับมา หลังจากครานั้นไปแล้ว วิชแลป กลับกลายเป็นตัวสมทบที่สุดแสนอ่อนแอ เกินกว่าที่จะสามารถล้มศัตรูผู้เป็นพระเอกของหนังได้ ...หากไม่มีแส้ไฟฟ้าช่วยสร้างภาพ เขาก็คล้ายเป็นคนที่อัมพาตไปครึ่งตัวเสียเลยทีเดียว

ว่ากันถึงตรงนี้ คงไม่จำเป็นต้องเอาไปเทียบกับภาพของลุงมิกกี้ เมื่อครั้งเป็น “The Wrestler” เลยเชียว ..เพราะถ้าเปรียบไปแล้ว มันอาจมีความหมายคล้ายกับคนที่ได้ออสการ์ แล้วจู่ๆก็มีราซซี่ประเคนตามหลังมาในเวลาไม่ช้านาน

แต่อีกคนที่ดูจะน่าผิดหวังมากกว่า ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ดอน เชียเดิล” ..เขาไม่ใช่ “เจมส์ โรดี้ส์” ไม่ทำให้เราเชื่อว่าเขาคือตัวแทนที่เหมาะสม และเขาก็ดูจะเล่นเป็นตัวของตัวเอง อย่างที่เราเคยเห็นจากหนังซีเรียสๆที่เขานิยมรับบทเด่น เสียมากกว่า ...แถมที่น่าเศร้าใจ(แทนคนที่มาแทนที่) ก็คือ ผมอดคิดถึง “เทอเรนซ์ ฮาวเวิร์ด” ไม่ได้จริงๆ






นอกเหนือไปจาก ความสนุกที่มีต่อเนื่อง (แม้จะขาดความลงตัว ในส่วนของบท) ความมันส์ที่มีมากขึ้น ความฮาที่ลดลง (แต่เมื่อได้ทีปล่อย ต่างก็ล้วนแต่ได้ผลในทางที่เรียกรอยยิ้ม หรือหัวเราะได้จริง) และการแสดงของคนบางคนที่ทำให้หนังเพลิดเพลิน.. อีกอย่างที่ยังต้องยอมรับว่า ทำให้หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจยิ่งๆ ก็คือ การปล่อยมุขเรียกเสียงวิ้ดวิ้วจากแฟนๆซูเปอร์ฮีโร่ในโลกมาร์เวล

หลายๆคน คงรู้กันแล้วว่า อนาคตจะมีหนังที่ชื่อ “The Avengers” เกิดขึ้นมา ..และห้วงเวลานี้ สิ่งที่มาร์เวล กำลังจะทำเพื่อเป็นการ Cheer Up หนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็คงจะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับในหนังฉายเดี่ยวที่มีซูเปอร์ฮีโร่ในทีม The Avengers ต่างเป็นเจ้าของนี่แหละ

แม้ใครบางคน จะไม่เก็ท ..ใครบางคน จะไม่อึ้ง ..และใครบางคน อาจจะงงงวย ถึงกับออกปากว่า “นี่ ให้ตูรอดูอะไรวะเนี่ย?” ในฉากจบ(จริงๆ)หลังเครดิต ..แต่โดยส่วนตัวผมที่แอบรอคอยการมาถึงของหนังเรื่องดังกล่าว ถือว่า นี่เป็นการเรียกน้ำย่อยคำโตๆ ที่ได้ผลดีไม่ใช่น้อยๆ ...เพราะเอาแค่อย่างน้อยๆแล้ว มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า “เราคงปฏิเสธการต้องมีของมันไม่ลงจริงๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใด”






ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว Iron Man ก็คงไม่อาจจัดให้เข้าข่ายเดียวกับ “Spider-Man”, “X-Men” และ “Batman” (ฉบับโนแลน) ที่ภาคสอง ทำดูดียิ่งกว่าภาคแรก โดยเห็นซึ่งๆหน้าได้ชัดเจน และไม่ว่าจะเป็นใครก็ล้วนคิดเช่นนั้น

แต่ถ้าดูเอาสนุก (โดยลดระดับความคาดหวังลงบ้าง) “Iron Man 2” ก็ถือเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ภาคต่อที่มาได้คุ้มค่ากับการรอดู สำหรับผมเลยจริงๆ

และที่พิเศษไปยิ่งกว่านั้น ..ผมดันชอบภาคสอง มากกว่าภาคแรก ได้เสียนี่!!!




ขอแนะนำ...ครับ

เกรด A- ... {}







ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ



Create Date : 07 พฤษภาคม 2553
Last Update : 7 พฤษภาคม 2553 22:36:03 น. 6 comments
Counter : 4704 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 7 พฤษภาคม 2553 เวลา:1:07:52 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

ว่าจะดูอยู่เนี่ย 55


โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 7 พฤษภาคม 2553 เวลา:1:22:14 น.  

 
ชอบครับ หนังสนุก

มาเยี่ยมตอนตึกๆ อย่าตกใจนะ


โดย: panwat วันที่: 7 พฤษภาคม 2553 เวลา:1:35:41 น.  

 
อยากดูครับ แต่ไม่รู้จะมีโอกาสมั้ย เพราะตอนนี้อยู่ต่างประเทศ (ที่ไม่ใช่อเมริกาด้วย)


โดย: ลูกทุ่งคนยาก วันที่: 7 พฤษภาคม 2553 เวลา:4:47:24 น.  

 
ผิดหวังนิดหน่อย แต่ชอบช่วงที่ โทนี่ สตาร์ก เสียสูญบ้าๆบอๆมาก เพราะมันทำให้รู้สึกว่าเขายังคงเป็นมนุษย์จริงๆที่มีข้อบกพร่อง หาได้เป็นคนเพอร์เพคไม่


โดย: komyooth วันที่: 10 พฤษภาคม 2553 เวลา:15:03:07 น.  

 
.....................999999.................................................................99999999...............................................................9999999999...........................................................999999999999........................................................99999999999999....................................................9999999999999999.................................................999999999999999999........................................................................................................................................................................................................................................................................


โดย: uoi_tuy IP: 118.172.246.224 วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:18:03:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
7 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.