+-+ OncE UPoN'-'a MaN +-+ รักนะ.. คนอ่าน เข้ามาดู.. โดนใจ ออกไป.. อย่าลืมกัน
Summary for Best of the Year 2012 ..Please CLICK!!
“นาคปรก” ... ภายใต้ผ้าเหลือง มีความแรง แฝงตัวอยู่ภายใน

ขณะนี้ OncE UPoN'-'a MaN มี "Facebook" แล้วนะครับ ..ขอชักชวนมาเป็น 'แฟน' กัน โดยคลิกมาที่... //www.facebook.com/pages/OncE-UPoN-a-MaN/362974106204

นี่คือ อีกทางที่จะติดตาม และติดต่อกับผมได้ นอกจากในบล็อกนี้(ที่บางทีอาจหายหน้าไปเลย) และใน Twitter (ที่หมั่นเข้าไปบอกกล่าวอะไรๆแทบทุกวัน)









ปกติแล้ว เมื่อหนังไทยของเรา เกิดความคิดจะข้องแวะเกาะเกี่ยวเรื่องศาสนาในเมื่อไร ..เมื่อนั้น เราก็จะเห็นกลุ่มคนบางกลุ่มร้องแรกแหกกระเชิง ออกมาฟ้องร้องเพรียกหาความเป็นธรรม

ก็ไม่รู้ว่า ที่ทำอยู่แทบทุกครั้งนี้ จะยังเรียกหาความเป็นธรรม ไปอีกทำไม ..ในเมื่อ หนังเรื่องนั้นๆที่เขาฟ้อง ก็มักจะให้ความเป็นธรรม กับศาสนา ที่เขาเอามาข้องแวะเกาะเกี่ยวกันแทบทั้งนั้น

ขอยกตัวอย่างขึ้นมาสัก 3 เรื่องละกัน เป็นสังเขป

1. “โอเคเบตง” ..หนังดรามาน้ำดี ของ “นนทรีย์ นิมิบุตร” ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชายแดนภาคใต้(ในวันที่ความสงบยังคงมีหลงเหลืออยู่ ..แล้วอีกไม่นานจากนั้น ก็บึ้ม! รายวัน) ..ซึ่งก็แน่นอน ถ้าพูดถึงแดนใต้ ย่อมมีเรื่องของ อิสลาม เข้ามาข้องเกี่ยว

แล้วก็แน่นอน ที่กลุ่มคนเคร่งศาสนาบางคน ย่อมมีเคือง ..เมื่อเรื่องของคน ในหนัง มีหนึ่งตัวละครที่รับบทเป็น ผู้แบ่งแยกดินแดน (บทของ “อรรถพร ธีมากร”) ซึ่งก็อาจคิดไปว่า กำลังใส่ร้าย คนที่เคร่งศาสนา ให้เป็น ผู้ก่อการร้าย

แล้วก็ไม่ได้จบความเคืองแค่เรื่องของอิสลาม ..หากแต่ พุทธศาสนิกชน ก็คงรู้สึกร้อนผ่าวๆ กับการที่หนังกำหนดให้พระเอก เคยบวชเป็นพระ แล้วสึกออกมาเผชิญทางโลก ..เพื่อพบเจอกับ อบายมุข นานา ให้ได้พิสูจน์ความเคร่งครัด

2. “หลวงพี่เท่ง” ..ชื่อ “โน้ต เชิญยิ้ม” รับประกัน(แน่ใจ?)อย่างงี้ มีหรือ ที่จะเป็นหนังซีเรียส

แต่ที่ไหนได้ ..จู่ๆก็ต้องเข้าโหมดซีเรียสขึ้นมาอย่างไม่ต้องพยายาม เพียงเพราะหนังเรื่องนี้ พยายามจะนำเสนอภาพของพระในแนวตลกโปกฮา เป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้ในทางสร้างเสียงหัวเราะให้

ก็ไม่ได้จะแก้ตัวว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่ดีอะไรหรอกนะ ..แต่ทว่า จำเป็นหรือที่พระสงฆ์องค์เจ้า จะต้องอยู่ในความสำรวมตลอดศก ...ผมว่า ผมเห็นหลายครั้งไป ที่พระจริงๆ เขาก็มักจะมีสาระขัน ช่วยผ่อนความทุกข์หนักอก ของชาวบ้าน ให้กลายเป็นความเบาใจ ชวนให้อมยิ้มได้ในบัดดล (สักท่านที่พบเห็นได้ง่าย ก็คือ “ท่านพระมหาสมปอง” ยังไงล่ะ)

3. “แสงศตวรรษ” ..เรื่องนี้ ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเจออะไรมาหนักขนาดไหน

แค่พระดีดกีตาร์ และแค่พระเล่นว่าว (ตัดอีกสองฉากที่ไม่เกี่ยวกับพระออกไปเลย) ก็เอาหนังทั้งเรื่องไปแบนแบบหมดจด งดฉายเต็มๆ (พี่เจ้ย ก็เลยเอาไม้ซีกงัดไม้ซุง ..ทำตามความพอใจท่านผู้สั่งแบน ด้วยการเซ็นเซอร์ตัวเอง เป็นหนังจอมืด!)




ใน 3 เรื่องที่ผมว่ามา ..ด้วยทุกเรื่องล้วนแล้ว แต่มีบทที่เหมือนจะใส่ร้าย วงการพระพุทธศาสนา ให้เสื่อมเสีย กันทั้งนั้น

แต่ถ้าบังเอิญว่าคนที่คิดใส่ร้ายหนังเรื่องนั้น ได้ลองดูหนังจริงๆ แล้วพินิจพิจารณาถึงความเป็นเหตุเป็นผล กับความเป็นคนที่พระก็มีเหมือนกับเรา ...ก็ขอให้ลองเปลี่ยนมุมมามองหนังเรื่องนั้นๆ ด้วยใจเป็นธรรมจริงๆสักหน่อย

สำหรับ โอเคเบตง ..จากที่เคยมองว่า คนเคยเป็นพระ เกิดความดีแตกเมื่อไหร่ ย่อมไม่น่าให้อภัยเมื่อนั้น ...ก็ขอให้มองในมุมเป็นธรรม ที่จะเห็นว่า หนังเรื่องนี้ พยายามจะทำให้พระเอก(ผู้ไม่รู้)ได้พบกับบททดสอบ ‘ศีลธรรม’ ในทางโลก ที่คนเรา(ที่อาจไม่เคยบวชพระ)ต่างก็ต้องเคยพบเจอแทบทั้งนั้น (แล้วสุดท้ายหนังก็ทำให้เห็นว่า พระเอกเกิดมาเพื่อเป็นพระ เท่านั้น)

สำหรับ หลวงพี่เท่ง ..จากที่เคยมองว่า คนบวชพระ จะต้องสำรวม ห้ามมีความเป็นตลกคาเฟ่ ...ก็ขอให้มองในมุมเป็นธรรม ที่จะเห็นว่า หนังเรื่องนี้ สร้างภาพให้คนเคยเป็นนักเลงหัวไม้ สามารถที่จะเรียนรู้เสพซึ้งใน ‘รสพระธรรม’ ได้ แล้วเปลี่ยนตัวเอง ให้กลายไปเป็นพระนักธรรมหัวแหลม ที่ช่วยสร้างสรรค์ความสนุก กับการฟังธรรมะให้ชาวบ้านที่กำลังเสื่อมศรัทธา ได้สนใจในศาสนาเป็นจริงเป็นจังอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับ แสงศตวรรษ ..จากที่เคยมองว่า คนเป็นพระ ไม่อาจสามารถข้องเกี่ยวกับสิ่งรูปธรรมทางโลกได้เลย ...ก็ขอให้มองในมุมเป็นธรรม ที่จะเห็นว่า หนังเรื่องนี้ กำลังสร้างสายใยความใกล้ชิดอันเป็น ‘ธรรมชาติ’ ระหว่างพระกับชาวบ้าน ให้เป็นเหมือนคนกันเอง ..ที่อาจไม่ได้หมายความให้ชาวบ้านตบไหล่พระเหมือนเพื่อน แต่ก็ทำให้พระ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล กลายเป็นที่พึ่งพิงทุกอย่างของชาวบ้านได้แบบไม่เสแสร้ง

คือ ที่พูดยกตัวอย่างมาอย่างนี้ ก็ไม่ใช่จะให้ลดระดับความเคารพในศาสนาใดๆหรอก ..เพียงแต่ ว่ากันตามความเป็นจริงของโลกแล้ว ...ถ้าทำอะไรเคร่งครัดจนเกินไป มันก็ใช่ว่าจะดีเสมอเสียที่ไหน




ไม่เชื่อก็ให้ลองนึกถึง “พระพุทธเจ้า” ดู ...การที่ท่านมีความเคร่งครัดในการนั่งสมาธิ เพื่อตรัสรู้ แบบไม่กินอะไรเลย ..แทนที่จะทำให้นึกตรึกตรองอะไรออกได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ละเอียดขึ้น ที่แท้ก็คือการทำร้ายตัวเองชัดๆ

แล้วสุดท้าย พระองค์ก็เหมือนคนทั่วไปฉะนี้แล ..ที่ต้องกินเพื่ออยู่ และอยู่เพื่อได้ตรัสรู้ จนที่สุดก็กลายเป็นอรหันต์ได้สำเร็จ

พระพุทธเจ้า ก็คน ..แล้วเรา ก็ยังเป็นคน ...ดังนั้น เราจะเดือดร้อนแทนพระพุทธองค์ไปไย ในเมื่อท่านก็เป็นคนที่สอนเองว่า “เดินทางสายกลาง ดีที่สุด” ..ไม่มากไป ไม่น้อยไป แต่ก็มีใจศรัทธาฝักใฝ่ได้แบบพอดีๆ

พูดแล้วก็เหมือนผมจะดูหมิ่นศาสนา ที่เรียกพระพุทธเจ้า ว่าเป็น คน เหมือนกับเรา (ทั้งที่บทพระธรรมในศาสนา พยายามสอนว่าพระองค์อยู่เหนือมนุษย์ทุกคนขึ้นไปอีก) ...แต่กรณีของผม ยังถือว่าเบาๆ ไม่หนักหนา หากต้องมาเทียบกับ หนังไทยอีกเรื่องหนึ่ง ที่พึ่งได้ผ่านตาใครต่อใครหลายคนไป ..แล้วล้วนแต่ออกมาบอกว่า นี่คือ หนังที่ทำขึ้นมาเพื่อเทิดทูนพระพุทธศาสนา จริงๆ

แต่ก็มิวาย มีคนเคร่งครัดมากไป บางคน ..ออกมาตัดสินทั้งๆที่ยังไม่ดู ว่านี่คือ หนังที่สร้างเพื่อหมายบ่อนทำลาย พระพุทธศาสนา อย่างยับเยิน ...อีกกระทั่งบางคนยิ่งกว่านั้น ก็ออกมาปล่าวประกาศดังๆเลยว่า แค่โดนแบน มันยังน้อยไป






จากความพยายามที่จะนำมาขึ้นจอให้ได้ ด้วยระยะเวลายาวนานถึง 3 ปี (ด้วยน้ำคำผู้สร้างที่บอกว่า ยอมนานเพื่อจะรอให้มีการจัดเรตติ้ง)... “นาคปรก” ก็ได้ออกสู่สายตาประชาชนไปนับเป็นเดือนๆแล้ว (และเท่าที่เช็คโปรแกรมดู ก็ออกจากโรงไปแล้วเรียบร้อย ..ว่าแต่ คนเขียนบล็อกนี้ มันหายไปไหนมาถึงพึ่งมาเขียน?)
..ให้ตัวหนังได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีความบริสุทธิ์จริงแท้ ที่จะช่วยผดุงรักษาศาสนาไว้ จริงหรือไม่?

คำตอบนี้ สำหรับผม คงไม่อาจจะผิดไปจากคำว่า “จริง”

เพียงแต่ในความจริงนั้น ...หนังเรื่องนี้ มันก็มีความแรง ในระดับที่เรียกได้ว่า ยังไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนกล้าที่จะแตะเอิ้อมไปถึงจุดเสี่ยงตาย ได้ไกลเช่นนี้มาก่อน

3 เรื่องที่ว่ามาในตัวอย่าง ก็เป็นเด็กๆไปเสียสิ้น.. เมื่อเทียบกับบทที่หนังเรื่องนี้ ได้ใส่ภาพความร้ายกาจของพระสงฆ์ในคราบของโจร เอาไว้อย่างชัดเจน

ความชัดเจนตรงนี้ ไม่ต้องไปดูถึงตัวอย่างหนังก็ยังได้ ..เอาแค่ได้เห็นภาพโปสเตอร์ ที่มีชายหัวล้าน ถือปืน สวมผ้าเหลืองคาดเอว พร้อมด้วยสโลแกน “ปล้นผ้าเหลืองอำพรางตัว ซ่อนความชั่วใต้ความดี” ก็ไม่ต้องคิดสะระตะเป็นอื่นไกล ได้ว่า หนังเรื่องนี้คงเกิดมาเพื่อหมาย จะทำให้พระได้แปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เสียบ้าง!

แล้วสิ่งที่ นาคปรก นำเสนอออกมา ก็ไม่ได้ผิดไปจากนั้น ..ใช่แล้ว พระเป็นโจร และเมื่อในมือถือปืน ก็พร้อมจะลั่นไกฆ่าใครตายได้ทุกเมื่อ

แต่เชื่อสิ ..ถ้าเราพิจารณาเพียงแค่ภาพตรงหน้า โดยขาดความใส่ใจในรายละเอียด ก็เท่ากับเราดูถูกหนังเรื่องนี้ไปเสียแล้ว






ผู้กำกับ “ภวัต พนังคศิริ” ไม่ได้มีเจตนาหมายดูถูก พระพุทธศาสนา หรืออย่างใดอะไรเลย ..เพราะจากการที่ผมทำความเข้าใจไปกับ นาคปรก แล้ว เขาไม่ได้คิดใส่ร้ายให้เราเข้าใจว่า ในวันนี้ โจรชั่วๆ สามารถบวชเป็นพระได้สบายแฮ ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดในหนัง มันล้วนมีเหตุมีผลในตัวของมัน แล้วก็ยังเป็นเหตุเป็นผลเดียวกันที่น่าตกใจซะจริงๆ

แม้ด้วยตัวอารมณ์ของหนัง จะทำให้ออกมาดูเป็นดรามามากกว่า ไม่ใช่แนวอื่นใด ..แต่โดยการเล่าเรื่องของ นาคปรก กลับเลือกที่จะมาในแนวทางแบบฉบับหนังทริลเลอร์ ที่มีเงื่อนงำ มีการซ่อนเร้น และที่สำคัญ ก็คือ มีการหักมุม ในมุมที่คนดู อาจไม่ได้เอะคิดก่อนหน้า ..ถึงแม้ว่าการคาดเดาต่างๆนานา มันก็น่าจะมีอยู่ทางเดียวที่ลงเอยได้ในตอนจบ คือ โจรได้รับผลกรรม

แต่มันกลับไม่ใช่เพียงแค่ โจร ฝ่ายเดียวที่ต้องประสบผลร้ายกับสิ่งที่ทำไว้แต่ต้น ..หากมีอีกคนที่หนักยิ่งกว่านั้น และอาจเลวร้ายถึงขั้นทำลายพระพุทธศาสนาได้ตรงๆโต้งๆ โดยไม่มีประนีประนอม

ใครได้ดูแล้ว คงนึกออกว่าผมหมายถึงผู้ใด






มาถึงจุดนี้ นาคปรก จึงไม่ได้กล้าเพียงแค่ สร้างคาแรกเตอร์พระให้แปดเปื้อนด้วยเลือดมนุษย์ด้วยกัน ..แต่ยังลงแตะประเด็นที่ลึกลงไปถึงก้นบึ้งของศาสนา ก้นบึ้งของความเสื่อมทราม ที่เป็นที่เดียวกันกับก้นบึ้งของสระบัว (จากคำสอนที่ว่าด้วย เรื่อง บัวสี่เหล่า)

จากที่เคยสอนมนุษย์ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ประพฤติตัวและจิตใจให้บริสุทธิ์ ..ต่อไปนี้ ก็น่าจะเพิ่มอีกวรรคหนึ่งลงไปด้วย คือ “ถ้าทำผิด จงรีบฉุดตัวขึ้นมา”

เพราะหากเผลอถลำลึกไปยิ่งกว่านั้น ..ระวัง จะไม่สามารถกลับมาเป็นผู้เป็นคนเหมือนเดิมได้

เช่นเดียวกันกับที่ตัวละครตัวนั้นที่ผมเว้นไว้ในฐานที่เข้าใจ ...เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เขาก็คือคนที่ผิดพลาดที่สุดในหนังเรื่องนี้ ..เพราะถ้าเขาเลือกจะทำสิ่งที่ถูกต้อง มันจะไม่มีผลร้ายใดๆเกิดขึ้นกับใครเลยในที่นี้

หากเมื่อเลือกจะทำไปแล้ว ..ก็มีแต่ต้องเนียนไปเรื่อยๆ ให้เหนื่อยเสียเปล่า เพื่อจะได้เตรียมตัวรับผลกรรมที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าเท่านั้นเอง






ความสะใจของผม ที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ในตอนที่โจรได้รับผลกรรมแต่อย่างใด (มิหนำซ้ำ ยังสงสารในโชคชะตาที่นำพามาสู่วัด ขึ้นมาเสียงั้น) ..แต่เป็นตอนที่ ตัวละครที่ผิดพลาดที่สุด ได้กลับมาพบเจอกับคนที่เขาเคยคิดว่า ผิด ในมุมที่กลับกัน ...การพูดคำทางพระของหนึ่งในนั้น มันช่างทำให้ผมรู้สึกพีคกับหนังขึ้นมา ทั้งๆที่นี่ไม่ใช่ฉากไคลแมกซ์ เสียซะหน่อย!

คือ ปกติ ถ้าบทจะโดนด่า มักจะต้องหยาบคายเข้าว่า ..แต่ใน นาคปรก ไม่ใช่อย่างนั้น กลับพูดคำนั้นออกมาด้วยเสียงเบาๆ แต่หนักแน่นไปด้วยความศรัทธา ที่เหมือนตบหน้าใครคนนั้นที่ได้ฟังแล้วเข้าใจ แต่ไม่อาจมีอารมณ์จะคิดถึงความถูกความควรอะไรได้อีกต่อไปแล้ว

เพราะตำแหน่งที่เขายืนอยู่ตอนนั้น.. มันก็คือตำแหน่งเดียวกับที่เรากำลังยืนอยู่ตอนนี้ นี่เองแหละหนา






นาคปรก อาจจะดูโหดร้ายที่กล้าตบหน้าคน ให้เจ็บไปพร้อมๆกับการเห็นความศรัทธาล่มสลายไป ภายใต้ผ้าเหลืองที่น่าเลื่อมใส ..แต่นั่นก็แค่ตัวอย่างหนึ่งของคนบนโลกนี้ ที่เข้าใจว่าตัวเอง รู้ลึกซึ้งในศาสนาดีแล้ว แต่ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ มันดีต่อศาสนา จริงๆแล้วเหรอ?

ซึ่งมันก็ย้อนกลับมาว่าที่ คนที่ต่อต้านหนังเรื่องนี้ ได้เสียอยู่ดี ..ที่คงคิดถึงแต่เพียงความดีงามของพระธรรมคำสอน หากแต่ลืมรากเหง้า ที่ทำให้เกิดศาสนาขึ้นมาไปเสียง่ายดาย ไม่ทันได้คิดถึงความเป็นเหตุเป็นผล ที่พระพุทธเจ้าเพียรใส่เนื้อหาคำสอน ..เพียรบอก(ประมาณ)ว่า “ก่อนจะทำสิ่งใด ต้องคิดไตร่ตรองให้สมควร” ให้เหมือนเช่นเดียวกับที่ท่าน ต้องได้ตรัสรู้ก่อน ถึงจะกล้าปล่าวประกาศว่ามีศาสนาใหม่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ นั่นแล

ทุกสิ่งที่สมควร เกิดขึ้นได้ด้วยความเข้าใจ ..ผมคิดว่า นี่คือ สิ่งเดียวกันที่ พระพุทธเจ้า และหนังเรื่อง นาคปรก ได้เพียรเสนอออกมาแก่ชาวเรา

ความเข้าใจ ของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรน่าเคลือบแคลง ..แต่สำหรับคนที่ออกมาต่อต้าน นาคปรก เพราะเข้าใจว่านี่คือหนังทำลายศาสนา ...ไม่ใช่แค่เป็นคนที่ดูน่าเคลือบแคลง(เหมือนมีองค์อะไรบางอย่าง ที่เรียกว่า อคติ สิงสถิตอยู่) แต่ยังแฝงเร้นด้วยความริษยา อยู่ในท่าที






ในแง่ความเป็นหนัง นาคปรก ตอบโจทย์คนดูได้ทั้ง ความมีสาระ ความไร้สาระ(อันเกิดขึ้นจากความคิดและการกระทำของกลุ่มโจร) และอาจรวมถึง ความบันเทิง ..ที่แม้อันหลังจะมีก็เหมือนไม่มี แต่ถ้าหากความบันเทิงนั้น มาเทียบเท่ากับ ความรู้สึกอิน และเชื่อในเรื่องราว ...ผมก็มองว่ามัน มีอยู่

ซึ่งตรงนี้ ก็คงต้องยกเครดิตให้กับทีมนักแสดง ..ซึ่งสวมบทบาทได้น่าเชื่อ เป็นคนๆนั้นได้ด้วยศรัทธา และก้าวผ่านความเชื่อที่ว่า เล่นหนังศาสนา ต้องนอบน้อม นั้นไป เพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่แข็ง และแรง ออกมาสมกับบทนำพา

เรย์ ..กะเลวกะราดจนควรค่าแห่งการเกลียด / เต๋า ..ภาพเบื้องหน้าที่(เคย)เป็นก็ชัดอยู่ แต่ดูที่ภายในแล้ว เขาก็ยังหลงเหลือความดี (และนำพาฉากซึ้งน้ำตาไหลให้เกิดขึ้น) / เต้ ..บทไอ้หนุ่มคนซื่อ ช่างเหมาะกับเขามาแต่ไหนแต่ไร (และเป็นอีกคนที่นำพาฉากซึ้งอีกหนึ่งให้เกิด) / ทราย ..ดูแรงกว่าที่เคยเป็น และ(สร้างคาแรกเตอร์)คู่ควรกับการเป็นเมียของเรย์ / ลุง สะอาด ..เมื่อลุงถูกปกคลุมด้วยผ้าเหลือง ความเชื่อก็ห่อหุ้มอย่างหมดใจ / ป้า รัชนู ..สะเทือนใจกับความรักที่มีให้ลูก (แน่นอน ที่คนนี้ คือตัวการที่ทำให้ซึ้ง)

ส่วนกับตัวผู้กำกับ คุณภวัต ..นี่เป็นงานที่ไม่ได้พิสูจน์แค่ความศรัทธาในศาสนาพุทธ แต่เขายังได้พิสูจน์ว่า เขาคือคนที่มีของ และใช้ของเหล่านั้นออกมาได้อย่างเป็นประโยชน์

แม้ นาคปรก อาจจะยังมีปัญหาขัดใจพอควร ตรงที่ การตัดต่อของหนัง มันดูไม่ลื่น สะดุดเป็นห้วงๆ ..อีกเรื่องของเสียง (ทั้งบันทึกและตัดต่อ) มีปัญหาต่อการฟังรับไดอะล็อกของตัวละคร ที่บางทีก็เบา บางทีก็ไปเร็ว

แต่เนื้องานที่มีตำหนิเหล่านี้ กลับไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้อะไรเลย ..เพราะถ้าว่า กันด้วยความกล้าคิด กล้าทำ แล้วทำออกมาได้อย่างน่าให้ตระหนักในคุณค่าแล้วละก็ ...นาคปรก ย่อมคือ หนังไทยที่มีของดี และของดีที่ว่า มันได้แสดงออกมาให้เห็นประจักษ์ชัดแจ้งได้จริง ว่าที่ทำออกมา ก็เพื่อจะเคารพในศาสนา ไม่หมายคิดดูหมิ่น แล้วยังคิดจะช่วยยกระดับจิตใจคน ให้กลับมาคิดถึงศาสนาในทางที่ดี มากกว่าจะมัวพะว้าพะวัง เชื่อแต่กับข่าวรายวัน มองว่าพระ เป็นตัวแทนของความฉาวโฉ่ ไปเสียหมด






เพราะ พระก็แค่คนๆหนึ่ง ที่ได้รับบทบาทหน้าที่ให้เป็นผู้เผยแพร่คำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ..นอกเหนือไปจากนั้น ท่านก็ยังเป็นคนเหมือนกับเราทุกอย่าง ที่แค่อยู่ในสมณะเพศ และถือศีลเหนือกว่าเราหลายร้อยข้อ ..หากยิ่งมากข้อ มันก็ไม่แปลกที่ความผิดพลาดอาจจะมีให้เห็น (มาก หรือน้อย ก็ล้วนขึ้นอยู่กับคนๆนั้น เลือกจะทำ)

แต่เอาเข้าจริงแล้ว คนที่จะสืบทอดศาสนาให้มีสืบไป กลับไม่ใช่พระสงฆ์องค์เจ้า ..หากคือ คนธรรมดาๆอย่างเรา ที่เรียกตัวเองว่า ศาสนิกชน ผู้ที่สามารถเลือกได้ว่า เราจะเสพ เราจะซึ้ง หรือว่าเราจะหมางเมิน ในพระธรรมคำสอนแล้วปล่อยไปตามเวรตามกรรมของชีวิตตัวเองจะถูกนำพา

ถ้าหากไม่มีใครสืบทอด ไม่มีใครให้ความนับถืออะไรต่อไปอีกแล้ว ..นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่า จุดจบของ คำว่า ศาสนา โดยแท้จริง

ศาสนา เกิดขึ้นได้เพราะคน และจะจบลงก็เพราะคน ด้วยประการฉะนี้






เท่าที่ดูหนังไทยมาปีนี้ ก็ได้เจอทั้งหนัง ครอบครัว Feel Good, ตลกส่ายหน้า, ตลกออนเดอะโรด, รักเพราะบังเอิญ รวมถึง สยองเพราะซีจี ...แต่ถ้าว่ากันด้วยหนังที่ดีในระดับที่สุด แล้วละก็ เรื่องเดียวในหัวที่มีอยู่ตอนนี้ คงไม่พ้น “นาคปรก” เป็นแน่

ถึงจะพูดตอนนี้ คงไม่ทันไปดูในโรง (ถ้าจะมีก็คงโรงฉายควบ กับกลางแปลง) ..แต่ถ้าอยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้ มันต้องแรง เพราะตั้งใจให้เป็น หรือใส่ไปเพราะมีเจตนา ก็อย่าได้พลาด

แล้วเมื่อดูจบ อย่างเข้าใจ ..ก็เชื่อผมได้เลยว่า คุณจะเห็นด้วยกับ ความมีเจตนา..ที่ดี




ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง...ครับ

เกรด A ... {}







ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ




Create Date : 19 เมษายน 2553
Last Update : 19 เมษายน 2553 0:22:05 น. 4 comments
Counter : 3178 Pageviews.

 
เจิมๆๆๆเจิมๆๆๆ
รู้สึกจะ add กันใน facebook เรียบร้อยแล้วค่ะ
twitterยัง
เพราะเราไม่ค่อยได้เข้าไปซักเท่าไหร๋
"นาคปรก"อยากดูมากๆเลย
เสียดายออกโรงไปแล้ว
อย่างไรก็ตามจะรอดูตอนออกเป็นหนังแผ่นลิขสิทธิ์ต่อไป



แชมป์ 6 สมัย เทนนิสบนคอร์ทดิน
รายการ Monte Carlo Masters



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:9:14:52 น.  

 


โดย: thanitsita วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:10:44:52 น.  

 


โดย: zyberbeing วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:19:23:25 น.  

 
เพิ่งดูจบ
ยอดเยี่ยมครับ


โดย: คนขับช้า วันที่: 25 กรกฎาคม 2553 เวลา:23:52:57 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

OncE UPoN'-'a MaN
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




สวัสดีครับ ...บล็อคแก๊งค์

คิดไม่ออก จะพูดอะไรดี
พูดถึงประวัติตัวเอง... ก็ดูไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ
พูดถึงนิสัยตัวเอง... ก็มีทั้งดีทั้งร้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป เฉกเช่นคนธรรมดา
พูดถึงหน้าตา... ก็บ้านๆแบบพื้นๆ น้องๆ แบรด พิตต์ หลานๆ ทอม ครูซ เท่านั้นเอง (แหวะ!!!)

ตอนนี้ อาจยังคิดไม่ออก แต่ถ้าตอนไหน คุณชวนผมคุย ตอนนั้นผมก็พร้อมจะคุยกับคุณ ในทุกเรื่อง ได้ทุกแนว เพียงแต่ขอยกเว้น ...เรื่องส่วนตั้ว ส่วนตัว

ขอขอบคุณ ในมิตรภาพของทุกท่าน ความรู้จักที่คุณมีให้ผม ...ผมขอน้อมรับ ในทุกสิ่ง ที่ท่านมีต่อผม ไม่ว่าจะด้วยภาษา หรือว่าความรู้สึก

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ...แต่ถ้านี่ยังน้อยไป ก็อย่าลืม ...เมล์ของผม แอดกันได้นะ

once_upon.a.man@hotmail.com


My @ http://twitter.com/once_upon_a_man

ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ ...รักนะ คนอ่าน

ผลงานบทความที่อยู่ใน Blog นี้ สามารถให้คนอื่นนำไปเผยแพร่ในที่อื่นๆได้ แต่ต้องขอให้แจ้งทางเจ้าของ Blog ก่อน ว่าจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางที่ถูก พร้อมทั้งให้เครดิตของเจ้าของผลงานตัวจริงด้วย โดยห้ามทำการดัดแปลงแก้ไข ด้วยภาษาของตัวคุณเอง เพื่อทำให้เจ้าของ Blog เสียหาย

ขอความกรุณา อย่าละเมิดสิทธิ์กันเลยครับ เพราะกว่าจะเป็น กว่าจะเกิดผลงานขึ้นมาแต่ละชิ้นได้ อาจคิดขึ้นมาได้ไม่ยาก แต่มันก็ลงมือทำไม่ง่ายเช่นเดียวกัน

ถ้าท่านผู้ใดไปพบว่า มีคนนำผลงานของเจ้าของ Blog ไปเผยแพร่ นำเสนอ ในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเจ้าของ Blog กับคนอื่นๆ หรือว่าสังคม ..ขอให้แจ้งมาทาง "หลังไมค์" ของเจ้าของ Blog เลยทันที ขอบคุณมากๆครับ

OncE UPoN'-'a MaN on Facebook
Blog ใหม่ล่าสด..สด
"VieTrio & Friends" ... เพื่อนร้อง พี่น้องเล่น เป็นเพลงเพราะเสนาะหู
"Lady Antebellum : Need You Now" ... ลูกทุ่งแบบมะกัน แต่สีสันระดับโลก
"The Social Network" ... วันนี้ คุณรู้จัก Facebook ดีพอแล้วหรือยัง?
"Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I" ... ฉันต้องเปิด เพื่อจะปิด!
"Scrubb : Kid" ... คำตอบของเพลงอินดี้ที่ฟังง่าย อยู่ในอัลบั้มนี้แล้ว
"Due Date" ... รวมกันเราต้องอยู่ (กรุณา)อย่าทิ้งตูเป็นอันขาด!!?
"B.o.B. Presents: The Adventures of Bobby Ray" ... อาจเป็นฮิปฮอปหน้าใหม่ แต่ไม่ขอยึดติดความฮิป
"RED" ... โตอย่างสมวัย แก่อย่างมีคุณภาพ และจงระห่ำอย่างไม่เหลืออะไรจะเสีย!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... (หนังสั้น)แบบตัวเต็ม ที่ไม่มีอะไรมากมาย แต่ก็ยังมีความจริงใจ!
"ห้องตรงข้าม หัวใจตรงกัน" ... กับตัวอย่างน้ำจิ้ม ของหนังสั้นที่คงจะมีอะไรๆอยู่ในนั้น
"อินทรีแดง" ... สมศักดิ์ศรีที่ได้กลับมา ..วีรบุรุษที่หนังไทยต้องการ!
"ชั่วฟ้าดินสลาย" ... เมื่อคำ “รัก” มีค่าเท่าคำว่า “ร้าย” คงทำลายคนทั้งหลายให้วายวอด
"Resident Evil : Afterlife" ... สงครามยังไม่จบ ยังต้องนับศพซอมบี้จนเบื่อกันไปข้าง!!
"Lula : Twist" ... เพลงฟังชวนเพลิน จากคนเพลินๆ ที่ชื่อ 'ลุลา'
"Piranha 3D" ... กัดกระจุย เลือดกระจาย สามมิติกระเจิง!!!
"CHARICE" ... เพชรน้ำงามเม็ดเล็กแห่ง ‘เอเชีย’ ที่คู่ควรกับการเจียระไนโดย ‘อเมริกา’
"กวน มึน โฮ" ... ความรัก อาจแพ้บ้างอะไรบ้าง แต่ ความ ‘เห็นแก่ตัว’ เอาชนะได้ทุกสิ่ง!
Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
19 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add OncE UPoN'-'a MaN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.