น่ากลัวมากก ... เราเป็นไข้หวัด หรือ ติดเชื้อโควิด 19 หรือเปล่า?

 

น่ากลัวมากก ...
เราเป็นไข้หวัด หรือ ติดเชื้อ โควิด 19 หรือเปล่า?

บล็อกนี้ยาวค่ะ
นำเรื่องที่คนเป็นแล้วหาย
มาเก็บไว้สำหรับผู้สนใจค่ะ
 
 


เมื่อสิบกว่าวันมานี้ จขบ.มีอาการหนาวๆร้อนๆ
ครั่นเนื่อครั่นตั่ว คืนวันที่ 31 มีนาคม เริ่มใจไม่ดี
มาทบทวนว่าเราไปไหนมาบ้าง ?
เราก็ไม่ได้ออกจากบ้านมาตั้งอาทิตย์กว่าแล้วแต่
วันพฤหัส ที่ 26 ไปซื้อของที่ซุบเป้อร์มาร์เกต Shoprite
ระวังอย่างดี มีเราและฝรั่งอีกคนใส่หน้ากาก และทางร้าน
จำกัดคนเข้าร้าน นับคนเข้าออก คนออก 15 คน ให้เข้า
15 คน แต่ตอนแรกคงให้คนเข้าไปตามจำนวน (ไม่แน่ใจ)
เวลาเข้าไปทางร้านประกาศเป็นระยะๆให้เดินห่างกัน 6 ฟุต
เวลาจ่ายเงิน ก็ให้ยืนห่างกัน 6 ฟุต.
เราก็ทำนี่น่าจะติดเชื้อหรือเปล่า?

วันศุกร์ที่ 27 ต้องออกไปรับยาที่ร้านขายยาแบบ CVS Pharmacy
แบบ( Drive Thru )ขับรถผ่าน และไปแวะ Mc Donald
ซื้อของแบบ( Drive Thru )ขับรถผ่าน รับที่หน้าต่าง และเราก็ใส่
หน้ากากด้วย ไม่น่าจะรับเชื้อ หรืออยู่ที่ถุงกระดาษ

******

คืนวันอังคาร ที่ 31 มีนาคม ปวดหัวนิดหน่อยครั่นเนื้อครั้่นตัว
วัดไข้ 36.2 C ไม่มีไข้ แต่อาการหนาวๆร้อนๆ ตัดสินใจกินยา
Tylenol 500 mg แปดโมงเช้าก็รู้สึกไม่สบายตัว ไม่เป็นอะไรมาก
ถ้าไม่มีโรคไวรัส โควิค ก็คิดว่าเป็นไข้หวัดแน่ๆ พอมีโรคระบาด
ใจก็ไม่ดี รีบไปดูข้อมูลต่างๆ ของ สธ.บอกเป็นวันๆว่าจะมีอาการ
อะไรบ้าง จะได้จดไว้

สายๆโทรไปนัดหมอ เดี๊ยวนี้หมอจะพบคนไข้ทาง
Virtual office callไม่ต้องไปที่คลินิค เลขานัด 11 โมงเช้า
คุณหมอโทรมา เราก็เล่าอาการให้คุณหมอฟัง
คุณหมอบอกว่่า ฟังแล้วน่าจะเป็นไข้หวัดน่าจะหายภายในสามวัน
ให้ทานยา Tylenol แก้ปวดเมื่อยทุก 6 ชม เมื่อจำเป็นดื่มน้ำมากๆ
คุณหมอแนะนำให้แยกตัว ทำความสะอาดแถวครัววันละสามครั้ง
ใช้น้ำสบูก็ได้ หรือนำ้ยาฆ่าเชื้อ ถ้าหายแล้ว ต้องอยู่บ้านสามวัน
ก่อนออกไปซ่ี้อของ

ฟังตามหมอ แยกห้อง แยกห้องน้ำเข้าครัวคนละเวลา
สวมหน้ากากด้วยดื่มน้ำบ่อยๆ ใส่มะนาว น้ำขิง น้ำชา

วันพุธที่ 1 เมษายน ตื่นมา อาการเหมือนเดิม หนาวๆร้อนๆ ไม่มีไข้
ปวดเมื่อยตัว กินยา Tylenol 500 mg เวลา สิบโมงเช้า

วันพฤหัสที่ 2 เมษายน ตื่นมาอาการปวดเมื่อยตอนกลางคืน ไม่มีไข้
ไม่ไอ อ่านตามอาการที่เขาเขียนไว้ เรามีปวดเหมื่อยไม่มี ไอ
ที่คอเหมือนมีอะไรติดคอ แต่ไม่ท้องเสีย

นับวันว่าเราตรงกับวันไหน วันที่ 4-5 ? อ่านดูว่าต้องมี ปวดในคอ
ปวดข้อ มีไข้ อาการเราไม่เหมือน แต่ก็เตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อให้
ลูกๆ เกิดเป็นอะไรจะได้รู้ว่าเรามีอะไรอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังไม่ได้บอกลูก
ไม่อยากให้ตกใจ ไข้ก็ไม่ถึง 37 C แต่เตรียมพร้อม บอกลูกว่า
ไม่ต้องเสียใจ ถ้าแม่ต้องไปก็พร้อม แม่ไม่มีห่วงแล้ว และเตรียมเก็บ
เสื้อผ้าใส่ถุงไว้ พร้อมสายชาชต์แบตเตอรี่ คิดว่าถ้ามีอาการอะไร
ก็เรียกรถ Ambulance แล้วไปคนเดียว ใช้ติดต่อกันทางโทรศัพท์
ไม่ต้องไปเยียม (กล้วขนาดนี้เลยแหละ)





วันศุกร์ที่ 3 เมษายน ตื่นมาจิตใจ กลัวมาก ว่าใช่หรือเปล่าเนี่ย
กลางคืนวันพฤหัสปวดเข่าซ้ายแรงมาก แล้วย้ายมาเข่าขวา สักพัก
ย้ายมาที่ต้นขาขวาตีหนี่งลุกมากินยา Tylenol 500 mg ใจไม่ดีเลย
เช้าโทรนัดคุยกับหมออีก คิดว่าควรคุยกับคุณหมอก่อนวันเสาร์อาทิตย์
อาจจะติดต่อยาก คุณหมอแนะนำให้กินยาและดื่มน้ำมากๆ ดูอาการ
อาการก็ไม่มาก แต่กลัวมากกว่า เพราะยังหายใจดี พยายามหายใจ
แล้วกลั้นใจ นับหนี่งถึงสิบ ก็ทำได้ ไม่มีไอ

วันนี้เริ่มบอกลูก ลูกบอกหลายวันแบบนี้ คงเป็นไข้หวัดใหญ่
ให้ดื่มน้ำเยอะๆ  กังวลมากทีเดียว 

ลูกคนเล็ก เอาเครื่องดูระดับออกซิเจนมาให้บอกว่าให้ถ้าระดับ
ออกซิเจนต่ำถึง 93% ก็ต้องระวัง ดูการหายใจด้วย
ตกลงวัดแล้วระดับออกซิเจน 97 % ชีพจร 88  







วันเสาร์ที่ 4 เมษายน ตื่นมายังปวดเมื่อยตามตัว มีนหัวนิดๆ
แต่ไม่มีไข้ ระดับออกซิเจน 96-97%ไม่มีไอ ไม่หอบ  แต่ก็ยังกังวล
กลัวอยู่ เตรียมพร้อมเหมือนกัน คิดว่าไปรพ.ก็พร้อม
บอกลูกๆไปแล้ว ก็ไม่ห่วงอะไร.
ที่สบายใจคือไม่ไอ ไม่หอบ แต่เหมือนมีเสมหะติดคอ
บ้วนปากด้วยนำ้เกลือบ่อยๆดื่มน้ำอุ่น บ่อยๆ

วันอาทิตย์ที่  5 เมษายน ตื่นมารู้สีกดีพอสมควร นับแล้ว
เป็นวันที่ 6-7 ของอาการของโรค

สรุปก็มีอาการปวดข้อเยอะๆ คืนวันศุกร์ ตอนนี้ไม่ปวด
อาการดีขี้นหรือไง แต่ใจไม่ค่อยดียังกลัว
ว่าอาการที่จะเป็นมากจะตามมาหรือเปล่า?

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน ตื่นมารู้สีกดี เหมือนจะหายเป็นปกติ
ปวดตัวนิดหน่อย ปวดหัวนิดหน่อย ปวดเมื่อยตัว

พอดีเพื่อนส่ง วีดีโอ ของ  ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์  สองนาที ดูแล้วสบายใจขี้นเยอะ
เพราะอาการที่เราเป็นน่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ถ้าเห็นคลิปนี้ก่อนเราจะสบายใจกว่านี้เยอะ

วันอังคารที 7เมษายน กลางคืนนอนหลับได้ ตื่นมารู้สีกสบาย
เกือบเหมือนปกติ คิดว่าคงหายแล้ว ดีใจมาก ที่เราไม่ติดเชื้อ

วัน พุธ พฤห้ส ศุกร์ 8-9 -10 เมษายน อาการทั่วไป ไม่มีไข้ กลางคืน
มีปวดเมื่อยบ้าง ไม่ได้กินยาอะไร ระดับออกซิเจน 97% ชีพจร 78-84
ไม่มีไอ คิดว่าน่าจะไม่เป็น แต่ก็ยังกังวล เพราะที่คอเหมือนมี
เสมหะติดต่อ ดื่มน้ำมากๆ ไม่แน่ใจว่าแพ้เกสรดอกไม้หรือเปล่า
มีแน่นๆหน้าอกนิดๆ. .....​ยังกลัวนิดๆ นับวันให้ครบสามอาทิตย์
นี่ก็ราวๆ 12 วันจากทีเริ่มวันที่ 30 เมษายน ทำกิจกรรมปกติในบ้าน
ไม่ได้ออกไปไหน นอกจากไปชมดอกไม้ ถ่ายรูปไม่นาน

วันเสาร์ 11 เมษายน เป็นวันที่ 12 - 13 นับจากวันที่เริ่มรู้สีกไม่สบาย
เช้านี้ตื่นมารู้สีกสบายดี เมื่อคืนก็นอนหลับสบายดี คงหายจาก
อาการหวัดแล้ว ... รู้สีกกังวลมาตลอด วันค่อยสบายใจหน่อย

วันอังคาร 14 เมษายน ครบสามสัปดาห์ วันนี้อาการปกติ หายหวัด
หรือ เราติดเชื้อนิดหน่อยหรือเปล่า แต่อาการก็ไม่เหมือน มี
แต่ครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อย ไม่ไอ หายใจไม่ขัด แต่ปวดเมื่อยตัว
ตอนนี้ก็หายปกติแล้ว

เขาว่าถ้าเราเคยฉีด BCG ที่รุ่นสว.ที่ไหล่ตอนเราเด็กๆกัน
ถ้าติดเชื้อก็จะเป็นมาก ก็ไม่แน่ว่าจริงหรือเปล่า
ข่าวเยอะมาก ต้องระวัง มีทั้งข่าวจริงข่าวปลอม

ตอนนี้ไม่กล้าไปไหนแล้ว ใช้สั่งซื้อผักผลไม้ให้เขามาส่งที่บ้าน
เพราะพอมีอาการไม่ดี เราก็มาทบทวนว่าไปไหนมาบ้าง ติดจาก
ที่ไหนหรือเปล่า น่ากลัวจริงๆ

ขอบอกเลย รักษาสุภาพกัน อย่าออกไปนอกบ้านที่ไม่จำเป็น
และเวลาออกนอกบ้านก็ต้องสวมหน้ากาก กลับบ้านต้อง
ทำความสะอาดรองเท้า เสื้อผ้าแยกไว้ ไม่เอาเข้าบ้าน
ซื้อของกลับมา ต้องล้างน้ำ ก่อนเข้าตู้เย็น
ล้างมือ กินร้อน ช้อนแยก อยู่ห่างกันไว้ 

อย่าให้ติดเชื้อโควิด 
บอกจริงๆ เป็นความรู้สีกน่ากลัวมากก
ถ้าเราเกิดมีอาการไม่ปกติ แล้วนับวัน
แต่ละวัน ว่าเราเป็นหรือเปล่า?


ชื่นชมเมืองไทย ระยนี้ก็ไม่มีคนติดมาก ที่เป็นก็รักษาหายกัน
รพ.ก็มีที่สำหรับคนที่เป็น เพราะคนเป็นไม่มาก แต่ก็ไม่ควรชล่า
ใจ ถ้าไม่ระวัง ปล่อยให้ติดเชื้อกันมากๆ เหมือนนิวยอร์ก
คนเป็นต้องดูแลตัวเองที่บ้าน คนเป็นมากๆ รพ.ก็ไม่มีเตียง
แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ก็ไม่พอ ไปรพ.ก็ไม่มีเครื่อง
หายใจด้วย ควรระวังกันมากๆ อย่าให้โรคระบาดมากมาย
เหมือนนิวยอร์ก คนที่อยู่นิวยอร์ก ถ้าเป็นก็มีสองทาง ร่าง
กายแข็งแรง ดูแลกินยา ดื่มนำ้ ทำตามหมอสั่ง ก็อาจจะหาย
แต่ถ้าเป็นมากไปรพ.รอดยาก ก็อาจจะไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ...
หรือมีก็รักษารอดยาก และตอนนี้เขาก็ยังไม่ใช้ยาที่เมืองไทย
กันด้วย

******



ลดกังวลใน 2 นาที กับ ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์
นายกสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย

 

นำข้อมูล
คนเคยเป็นดูแลตัวเองจนหายแล้ว
และข้อมูลว่าเวลาไปรพ.จะเป็นไง
ฉนั้นต้องระวังอย่าให้ติดโรคเป็นดีที่สุด

ถ้ามีเวลาอ่านหวังว่าจะมีประโยชน์บ้าง
เวลากลัวว่าเป็นหรือไม่เป็น หรือเริ่มเป็น
จะทำอย่างไร



*******

การดูแลรักษาคนไข้โควิคที่รพ.รามาธิบดี น่าชื่นชมจริง

https://m.facebook.com/100001841227839/posts/3691127370958601/?sfnsn=mo

อยากให้เพื่อนๆๆได้อ่านเรื่องของคนไข้ เพื่อนสมาชิกโรตารีส่งมา.
เป็นความน่าภาคภูมิใจของชาวรามา..
ชีวิตของผู้ป่วย Covid19 ของ รพ รามา..
ดูแลตัวเองกันนะคะเพื่อน..

https://m.facebook.com/100001841227839/posts/3691127370958601/?sfnsn=mo


Image may contain: one or more people
Image may contain: 1 person, indoor
Image may contain: 1 person
Image may contain: 1 person
Image may contain: 1 person, plant, outdoor and nature
+3
Pitsanu Nilklad
April 11 at 2:54 AM

เรื่องที่นำมาให้อ่านวันนี้ เป็นบันทึกของผู้ป่วยโควิด-19ที่เพื่อนผมส่งมาให้เช้าวันนี้ 

เขา-ซึ่งเป็นทั้งนักการทูตและนักเขียนบอกว่าเป็นบันทึกของคนสู้กับโควิด-19ที่รายงานครบถ้วนที่สุดเท่าที่เคยอ่าน 

ครบถ้วนทั้งในมุมของผู้ป่วย มุมของหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันตรายอย่างที่เราคิดไม่ถึง

บันทึกชิ้นนี้ค่อนข้างยาว แต่ด้วยความที่เป็นอันตรายใกล้ตัวเราและคนที่เรารักเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับผู้ป่วยเก็บรายละเอียดของอาการป่วย
กระบวนการรักษา ได้น่าติดตาม จึงทำให้อ่านจบโดยไม่รู้ตัว

อ่านบันทึกจบ ผมเข้ากูเกิลทันที อยากทราบว่าผู้ป่วยเป็นใคร……

ได้ข้อมูลพอสังเขปว่าเป็นคุณพ่อลูกสาม อายุย่าง60 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายแข็งแรง เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ดวงกมลสมัย จำกัด ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากร้านหนังสือดวงกมล( D K Book House )
ของคุณสุข สูงสว่าง ร้านขายหนังสือทั้งไทยและอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยสมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย จำได้ว่าหนังสือพ็อกเก็ต บุ๊คของค่ายดวงกมลคุณภาพสูงทุกเล่ม จัดหน้าสวย เลือกตัวอักษรสวย และผมไม่เคยเจอคำพิมพ์ผิด

คุณธเรศ คีรี เขียนเล่าเรื่องความทุกข์ความป่วยไข้ของตัวเองได้น่าอ่าน
เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งโลก(มีเวอร์ชั่นเขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย)ครับ

@@@@@@@@@

มีเพื่อน ๆ หลายคนอยากให้ผมเล่าเรื่องเป็นภาษาไทย 
ดังนั้นขอเรียบเรียงประสบการณ์ดังนี้ครับ

ถึงเพื่อนที่รัก ทุกคน,

ผมได้โพสต์ข้อความครั้งสุดท้ายเมื่อเดินทางกลับจากอังกฤษวันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมา และไม่ได้โพสต์อะไรเพิ่มเติมจนถึงวันนี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ผมขอรอแจ้งให้เพื่อนๆ ทราบเมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี (ถึงแม้จะเป็นความโชคร้าย แต่จริงๆมันคือความประทับใจที่ไม่มีวันลืมครับ)

ผมกลับจากอังกฤษถึงกทม.เย็นวันอังคารที่ 17 มีนาคม กักตัวเองที่ห้องเป็นเวลา 14 วัน ครั้งแรกรู้สึกอึดอัดที่ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว รู้สึกสับสนว่าเราต้องระวังตัวมากขนาดนี้ด้วย 

อย่างไรก็ตาม ผมเริ่มรู้สึกเจ็บคอและมีไข้เล็กน้อยเมื่อถึงวันศุกร์เช้า เข้าใจว่าเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนและผมไม่ได้เป็นหวัดมาเกือบปีแล้ว แต่ภรรยาและพี่สาวยืนยันว่าผมควรไปตรวจคัดกรอง #COVID#-19 

ดังนั้น ผมจึงติดต่อไปที่โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง แต่ไม่สามารถตรวจได้ทันที จนสามารถติดต่อที่ รพ.บำรุงราษฏร์ได้ และเตรียมจะไปตรวจในเช้าวันอาทิตย์ 

แต่ด้วยความเป็นห่วงของ พิณ ภรรยาสุดที่รัก ได้พยายามประสานงานและสามารถติดต่อให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดีแทน โดยได้ขับรถไปส่งและนั่งรออยู่ 

เราไปถึงรามาฯ ประมาณ 9.00 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองไข้ทุกคน ซึ่งผมไม่มีไข้ด้วยซ้ำเมื่อผ่านเข้ารพ. 

ผมต้องไปอยู่ในมุมพิเศษสำหรับคนที่มาตรวจหาเชื้อ ซึ่งมีคนรอประมาณ 100 กว่าคน เจ้าหน้าที่ได้ซักถามผมถึง 2 รอบเนื่องจากต้องการเช็คคนที่มีโอกาสเสี่ยง เพราะน้ำยาสำหรับตรวจมีจำนวนจำกัด และถ้ามาตรวจเฉยๆ จะมีค่าใช้จ่ายถึงคนละ 5,000 บาท แต่เมื่อทราบว่าผมเพิ่งกลับจากอังกฤษ ก็ได้รับการยกเว้น 

อย่างไรก็ตามผมนั่งรอเกือบ 3 ชั่วโมงจึงได้รับการตรวจ โดยหมอให้ผมโทรศัพท์เข้าไปเพื่อแจ้งอาการ เนื่องจากหมอจะไม่เข้ามาแตะต้องตัวเรา นอกจากเจ้าหน้าที่ซึ่งทำการตรวจที่ใส่ชุดป้องกันทั้งตัว ได้เอาหลอดเล็กๆมาแหย่ที่จมูกและลำคอเพื่อเอาสารคัดหลั่งไปตรวจ ซึ่งรู้สึกเจ็บเล็กน้อย 

จากนั้นพยาบาลให้นั่งรออีกเกือบชั่วโมงเพื่อรอรับยา พยาบาลบอกว่าจะโทรแจ้งให้ทราบผลอีกครั้งในวันจันทร์ จากนั้นผมก็ได้รับยาลดไข้ และยาแก้หวัด Chlorpheniramine พร้อมยาน้ำแก้ไอ โดยไม่ได้เสียเงินแม้แต่บาทเดียว พิณได้นั่งรออยู่ตลอดเวลา 5 ชั่วโมง จากนั้นก็ขับรถพาผมกลับบ้าน โดยพวกเราได้ใส่หน้ากากตลอดเวลา

เมื่อกลับถึงบ้านผมรู้สึกมีไข้และเริ่มทานยาที่หมอให้มา และมีอาการดีขึ้นจึงมีความรู้สึกว่าเราคงเป็นหวัดธรรมดา

แต่แล้วเมื่อถึงวันจันทร์ตอนเที่ยง ผมก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า “ผมติดเชื้อ #โควิด#-19 ทางโรงพยาบาลจะจัดรถพยาบาลมารับที่บ้านในวันอังคาร” 

ผมตะลึงกับข่าวและพยายามคิดว่าเป็นฝันร้ายหรือไม่ ทันใดนั้นอาการไข้และไอก็เหมือนสลายหายไปคล้ายว่าจะค้านกับข่าวที่ได้รับ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง 

จากนั้นผมเริ่มลำดับ timeline ผมตั้งแต่การเดินทางไปอังกฤษ และส่งอีเมลกับข้อความถึงทุกคนที่ผมพบใน London, Oxford และที่ Cambridge ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าทุกคนมีอาการปกติ ยกเว้นคนที่สำนักพิมพ์ Cambridge ที่มีไข้เล็กน้อย เพราะทุกคนที่ผมได้พบนั้น ผมไม่ได้มีการสัมผัสแต่ละคนหรือจับมือแต่อย่างใด 

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ คุณหมอ James ชาวมาเลเซียที่ผมได้พบเขาโดยบังเอิญเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 15 ตอนที่ไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าริมแม่น้ำThamesในOxford ผมได้พบเขาและครอบครัวอีกครั้งที่ร้านอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก และด้วยความเผลอผมได้จับมือทักทายกับเขาเป็นคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเขาได้แจ้งกลับมาว่าเขามีอาการไข้สูงในวันศุกร์วันเดียวกับที่ผมเริ่มมีอาการไข้เช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถไปโรงพยาบาลไ้ด้ ต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

คืนนั้น ผมนอนไม่หลับ ก่อนนอนได้โทรแจ้งเพื่อนหลายคน รวมถึงคุณพ่อมิเกลที่วัดบ้านเซเวียร์ ท่านเป็นบาทหลวงที่เหมือนคุณพ่อวิญญาณของผมที่ให้แนวทางในการไตร่ตรองชีวิตตามแบบนักบุญอิกญาซิโอ เพราะผมรู้สึกหดหู่ใจ แต่ก็ได้ภาวนาขอพรให้ผู้ป่วยคนอื่นๆและทุกคนที่กำลังเพื่อต่อสู้กับไวรัสนี้ให้มีความปลอดภัยและแข็งแรง

วันที่อังคาร 24 มีนาคม 2020 เวลา 8.00 รถพยาบาลโทรมานัดหมายว่าจะมารับผมเป็นคนแรกประมาณ 9.00 ก็เลยรีบกินข้าว แต่ตอนหลังแจ้งมาว่าไปรับคนที่ลาดพร้าวก่อน ดังนั้นจึงนั่งรอจนถึง 9.52 รถพยา
บาลพร้อมเจ้าหน้าที่ 2 คน ก็โทรมาและให้สัญญาณเตรียมตัวขึ้นรถ เพราะเขาไม่ให้ผมแตะอะไรที่ตัวรถเลย 

ได้ฤกษ์ขึ้นรถเวลา 10.00 พอดี รถพยาบาลมีเก้าอี้ 4 ตัว โชคดีที่ได้นั่ง เก้าอี้หันหลังให้คนขับซึ่งเป็น 2 ตัวติดกัน รถไม่มีแอร์ นอกจากมีหน้าต่างบานเล็กๆแค่ 2 บาน ร้อนมาก เก้าอี้ทุกตัวถูกบุไว้ด้วยพลาสติก (ซึ่งทราบภายหลังว่าหลังจากส่งคนไข้เสร็จแล้ว เขาจะเอารถไปบุพลาสติกใหม่และฆ่าเชื้อก่อนที่จะไปรับคนป่วยรอบต่อไป) 

รถพยาบาลวิ่งตะลอนไปรับคนป่วยคนที่ 3 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ซอยสมาหาร (สุขุมวิทซอย 4 นานาใต้) ถึงรู้ว่าคนป่วยคนแรก และคนที่ 3 ทำงานที่เดียวกันคือที่ Hilary Bar ในซอยนานา และจัดเลี้ยงวันเกิดพนักงาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม และติดโควิดที่เดียวกันเกือบ 20 คน 

จากนั้นรถพยาบาลก็มุ่งหน้าไปขึ้นทางด่วน โดยไม่ได้เปิดไซเรนแต่อย่างใด รถติดพอสมควร ถือว่าเป็นการใช้โทษบาปในเตาอบได้เลยครับ

11.08 น. รถเลี้ยวเข้าเขตโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ซึ่งถนนที่จะเข้ายังไปมาลำบากมาก โรงพยาบาลนี้สร้างบนบ่อปลา 3 บ่อใหญ่ และ ยังไม่ได้เปิดใช้หอผู้ป่วยอย่างทางการ ผมและภรรยาได้สนับสนุนบริจาคเพื่อร่วมสร้างโครงการนี้ทุกปี และแทบไม่เชื่อว่าผมจะได้มารักษาตัวที่นี่

11.15 รถมาจอดอยู่หน้าหอผู้ป่วยพรีเมียม และคนไข้ทั้ง 3 คน ยังต้องนั่งรออยู่เจ้าหน้าที่ประสานงาน กับพยาบาลบนตึก ในระหว่างรอบุรุษพยา
บาลที่ใส่ชุดคลุมทั้งตัว รวมทั้งมีหน้ากากพลาสติกปิดด้านหน้า ก็มาวัดไข้,ออกซิเจน แต่ละคน และรายงานโดยวิทยุสื่อสารให้พยาบาลทราบ เพราะเขาไม่ต้องการให้เข้าใกล้พยาบาลหรือหมอเลย ผมวัดได้ Oxygen 97 และหัวใจเต้น 72 ยังปกติดี

11.25 บุรุษพยาบาลได้พาเดินเข้าไปในตึก โดยมีลิฟท์เฉพาะคนป่วย และพวกเราต้องเดินตามเส้นสีแดงห้ามเดินออกจากเส้น 

ผมได้ไปนอนห้องรวมกับหนุ่ม(อายุ 31 ปี) ที่มาด้วยกัน แต่ด้วยพระอวย
พร ผมได้นอนเตียงคนป่วย ขณะที่อีกคนนอนเตียงโซฟา 

พยาบาลแนะนำว่าไม่ให้ออกจากห้อง ห้ามจับลูกบิดประตูทางเข้าโดยเด็ดขาดด้วย 

ภายในห้องมีจอพร้อมระบบวีดีโอคอล เพราะคุณหมอจะคุยกับคนไข้ผ่านทางนี้เท่านั้น นอกจากนี้คนไข้จะต้องวัดความดัน, ชีพจร, ระดับออกซิเจน และอุณหภูมิ (แบบหนีบรักแร้)เอง และให้จดเพื่อรายงานให้พยาบาลทราบ โดยพยาบาลจะโทรมาถามเป็นระยะ 

ภายในห้องมีเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัว, หน้ากากให้คนละ 5 ชุด พร้อมน้ำดื่ม 6 ลิตร (6 ขวด) ซึ่งสามารถขอเพิ่มได้ตลอดเวลา ใช้ห้องน้ำร่วมกัน แต่มีอ่างล้างหน้าอยู่ข้างนอกคนละมุมห้อง ถือว่าเป็นห้องพักที่ใหม่มาก ซึ่งพยาบาลบอกว่าเป็นห้องพักแบบ premium ที่ถูกนำมาใช้เป็นการเฉพาะกิจสำหรับ COVID-19 และเปิดอยู่ 3 ชั้น (4-6) เราอยู่ชั้น 5 ห้องหมายเลข 7

12.00 เจ้าหน้าที่ได้เข็นเครื่อง X-Ray เพื่อมา X-Ray ปอดที่เตียงคนไข้เลย จากนั้นพยาบาลก็มาเจาะเลือด (การเจาะเลือดและ X-Ray มีทุก 2 วัน) ทางแขนด้านขวา (และภายหลังผมให้เจาะแขนซ้ายเพราะเห็นเส้นเลือดใหญ่ชัดเจนกว่า) ในเวลาเดียวกัน คุณหมอ ได้ Video Call เข้ามา ถามเรื่องประวัติการเดินทางและรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งหมอบอกผมว่า อาจต้องอยู่ถึง 8 วัน และจะมีการให้ยาต้านไวรัส เป็นระยะ โดยหมอบอกว่า อาการที่จะรุนแรงของผมน่าจะเป็นวันพฤหัส หรือวันศุกร์นี้ เพราะครบ 1 อาทิตย์ที่เริ่มมีไข้

13.00 เจ้าหน้าที่ได้ส่งอาหารเที่ยงมื้อแรก โดยใส่เป็นภาชนะกล่องแบบย่อยสยาย แยกเป็นคนละถุง ผมเสนอให้คนไข้อีกคนกินก่อน จะได้ไม่ติดกัน เพราะอีกคนยังใส่หน้ากากอยู่ 

14.00 รู้สึกง่วงนิดหน่อยก็เลยนอนไปประมาณ 20 นาที และถูกปลุก เพราะพยาบาลโทรมาให้ใส่ หน้ากาก (พยาบาลที่นี่จะเคร่งครัดเรื่องกลัวติดเชื้อมาก) เพราะจะมีพยาบาลจะเข้าไปดูเพื่อนร่วมห้องซึ่งต้องให้ออกซิเจนถังอยู่ตลอด น่าสงสารเขามากเพราะอาการน่าจะหนักกว่าผมมาก

15.00 ตื่นขึ้นมานั่งทำงานต่อ ภายในห้องไม่มีอะไรให้ดูหรือฟังเลย คนไข้จะรู้ข่าวสารผ่านมือถือของตัวเองเท่านั้น นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลยังไม่อนุญาตให้นำมีดทุกชนิดเข้ามาด้วย คงเกรงว่าคนไข้อาจเกิดอาการเครียด

17.00 หยุดทำงาน นั่งดูมือถือ และขณะเดียวกันก็ฟังเสียงโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเป็นระยะเพื่อช่วยรายงานอาการของคนไข้อีกคน ซึ่งอาการไม่ดีขึ้นเลย เขาแค่ขยับตัวก็เหนื่อยแล้ว

17.30 ทางโรงพยาบาลต้องเอาเพื่อนร่วมห้องมาใกล้หัวเตียงผม เนื่องจากถังOxygenหมด ผมเลยขยับออกไปนั่งที่มุมห้องเพื่อนั่งห่างกัน

18.00 อาหารเย็นมาส่ง ผมให้เขาทานข้าวก่อน จะได้ไม่ขาด Oxygen ส่วนผมก็นั่งไตร่ตรองและคิดถึงพระ พรต่าง ๆ ที่พระเจ้ามอบให้ รวมถึง การมีวินัยที่เราออกกำลังกายทุกวันตลอดเวลา 20 ปี ที่ผ่านมาทำให้เราแข็งแรงเมื่อเทียบกับคนอื่น เพราะปกติอาการคนไข้ทั่วไปแค่ขยับตัวก็จะหัวใจเต้นเร็วและเหนื่อยหอบ

19.00 หมอและพยาบาลลงความเห็นว่าต้องนำคนไข้ร่วมห้องออกไปอยู่ห้องผู้ป่วย Negative ผมบอกเขาว่าจะภาวนาให้ และขอให้มีสติ อย่าท้อแท้

19.15 ผมเริ่มทานข้าวเย็น (เย็นจริง) เพราะรอนาน และทานยาต้านไวรัสครั้งแรก มี 4 เม็ด แต่ก็ขอบคุณพระที่ ให้ลูกได้มีโอกาสอยู่ห้องพักผู้ป่วยเพียงคนเดียว 

20.45 เข้าห้องน้ำถ่ายเหลว และก็อาบน้ำ จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ใส่ชุดป้องกันอย่างมิดชิดมาเก็บขยะและเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว (เก็บวันละครั้งหลังเวลา 20.00)

21.00 นั่งดูไลน์ และโทรไปแจ้งพยาบาลว่าต้องการพรมเช็ดเท้า ซึ่งคำตอบคือไม่มี เพราะเขาพยายามไม่ให้มีอะไรอยู่บนพื้น แต่สามารถเอามาเองได้ แต่จากนั้นต้องทิ้ง ก็เลยโทรบอกที่บ้านช่วยเตรียมกาต้มน้ำไฟฟ้า, พรมเช็ดเท้า, ไม้แขวนเสื้อ 2 อัน, ถุงพลาสติกสำหรับใส่เสื้อผ้าที่จะซัก

21.15 สวดสายประคำ 1 สาย โดยระลึกถึงคนป่วยทั้งหมด รวมถึงคนที่ผมได้พบเห็นในวันนี้ และขอขอบพระคุณที่ให้ลูกได้ประสบกับความลำบากครั้งนี้เพื่อให้การเจ็บป่วยครั้งนี้ เป็นเหมือนการเตือนให้คนอื่นระวังตัว และไม่ประมาท

คืนนั้นผมนอนหลับอย่างสบายเนื่องจากเหนื่อยจากคืนวันจันทร์ที่นอนไม่หลับ และก็ได้ตื่นขึ้นเช้าวันพุธตอนเวลา 05.30 เพราะพยาบาลโทรปลุกคนไข้ทุกห้องให้วัดไข้, ความดันและระดับ Oxygen ในตอนเช้าและตอนค่ำทุกวัน 

ผมรู้สึกสดชื่นเหมือนไม่ป่วยและคิดว่าคงรักษาตัวไม่กี่วันก็น่าจะกลับบ้านได้ เมื่อทานอาหารเช้า (ข้าวต้ม, ผลไม้ และน้ำผลไม้) แล้ว ก็นั่งทำงานจากคอมพิวเตอร์ laptop ที่เอามาด้วย เนื่องจากต้องประสานงานกับพนักงานที่กรุงเทพฯ, ย่างกุ้ง และเวียงจันทน์ เพราะเป็นช่วงที่ต้องติดตามโรงเรียนที่จะสั่งหนังสือเรียนสำหรับเทอมต่อไป

อย่างไรก็ตามผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยและเมื่อยสายตามาก และไม่สามารถทำงานต่อได้ จากนั้นคุณหมอดารารัตน์ เจ้าของไข้ได้โทรเข้ามาถามอาการ และแจ้งเตือนว่าผมจะเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อถึงวันที่ 7 ของการมีอาการไข้ ซึ่งจะเป็นในวันพรุ่งนี้ (พฤหัสบดี) จากนั้นในตอนเที่ยง พิณ (ภรรยาผม) ก็ได้ขับรถเอากาต้มน้ำไฟฟ้าและของใช้เพิ่มเติมใส่เป้มาให้ 

พิณ ไม่สามารถเข้ามาใกล้ตัวตึกผู้ป่วย ต้องฝากของไว้ ผมได้บอกดูพิณที่อยู่ถนนด้านล่างจากชั้น 5 ซึ่งตอนหลังเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะไม่มีการอนุญาตให้นำของจากภายนอกมาอีก รวมถึงการสั่งอาหารจากข้างนอกก็ไม่อนุญาตเช่นเดียวกัน

ผมนอนอยู่ในห้องคนเดียวจนถึงเวลา 15.00 ทางพยาบาลได้แจ้งให้ผมใส่หน้ากากให้เรียบร้อยเพราะจะมีคนไข้อีกคน (อายุ 44 ปี) ซึ่งเป็นนักดนตรีที่ Hilary Bar และเป็นไข้มาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมแต่ไม่ได้ไปตรวจเพราะเพิ่งตกงานและไม่มีเงินไปรักษา 

เขามีอาการหนักกว่าเพื่อนเขาที่อยู่กับผมเมื่อวาน เพราะระดับ Oxygen ต่ำกว่า 90% ต้องสวมเป็นหน้ากากช่วยหายใจเนื่องจากแค่ขยับตัวก็เหนื่อยหอบแล้ว ผมต้องช่วยคุยโทรศัพท์กับคุณหมอแทนเนื่องจากไม่สามารถขยับตัวได้ และภายหลังคุณหมอดารารัตน์ต้องใส่ชุดป้องกันและเข้ามาดูแลเขาที่ห้องโดยตรง 

18.00 ผมเตรียมทานข้าวเย็น (เย็นจริง ๆ) เพราะพอจะเริ่มทาน พยาบาลก็เข้ามาเจาะเลือดเพื่อนร่วมห้องผม ผมต้องหยุดทานและใส่หน้ากากขณะที่พยาบาลพยายามหาเส้นเลือดของเขา เพราะสภาพเส้นเลือดหดตัว ทำให้การเจาะเลือดใช้เวลามากกว่า 50 นาที ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เครียดมาก

19.00 พยาบาล 2คน ได้มานำตัวเพื่อนร่วมห้องผมใส่เตียงเข็นไปห้องผู้ป่วยวิกฤติ ซึ่งผมได้แต่ภาวนาขอให้เขาฟื้นตัวได้เร็ว (แต่จากนั้นผมก็ไม่ทราบข่าวของเขาอีกเลย)

19.26 ผมเริ่มมีอาการไข้ขึ้นสูง จึงทานยาลดไข้ และรู้สึกเครียดและนอนไม่หลับ ผมได้สวดภาวนาขอพรของพระสำหรับพระเมตตาเพื่อผู้ป่วยทุกคน จากนั้นก็หลับไปและตื่นขึ้นมาเวลา 03.25 เพื่อทานยาลดไข้เม็ดที่ 2 ผมพยายามทานยาให้ทิ้งช่วงเพราะนึกถึงตับตัวเองที่ต้องทำงานหนักกับยาที่ต้องทานหลายขนาน

เช้าวันพฤหัสบดี ผมบอกหมอถึงอาการไข้และความเครียด ซี่งหมอได้เริ่มสั่งยานอนหลับให้ผมทานทุกคืนตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี. ผมได้แต่นอนบนเตียงและเริ่มรู้สึกเบื่ออาหาร แต่ก็พยายามทานให้มากที่สุดเพราะรู้ว่าร่างกายต้องการสารอาหารไปต่อสู้กับไวรัส COVID-19. 

ผมได้ทานยาลดไข้เม็ดที่ 3 เวลาเที่ยง จากนั้นก็หลังอาหารเย็นอีก 1 เม็ด เพราะผมรู้สึกหนาวสั่นขณะที่อุณหภูมิไข้ขึ้นถึง 38.7 ผมรอและทานยาลดไข้เม็ดถัดไปเวลา 03.30 ในเวลาแห่งความทรมานนั้น ผมรู้สึกว่าพระเจ้าได้โอบกอดผมอยู่ และอาการไข้สูงได้หายไปเมื่อตื่นขึ้น อย่างไรก็ตาม พอถึงบ่ายวันศุกร์ ไข้ก็กลับสูงอีกถึง 38.2 และเริ่มไอมากขึ้น แต่ยังไม่เหนื่อยหอบ ผมรู้ว่าอาการเริ่มแย่ลงแต่ก็พยายามไม่ทานยาลดไข้จนถึงเวลา 21.00 และเย็นนั้นคุณหมอได้เพิ่มยาต้านไวรัสอีก 1 ชนิด Favipiravir (Avigan 200mg) ให้ทานทันทีพร้อมอาหาร 8 เม็ด ซึ่งยานี้เป็นยาตัวใหม่ที่เพิ่งผลิตมาเพื่อใช้ต้านไวรัส COVID-19 โดยตรง และเมื่อผมศึกษารายละเอียดว่า คนไข้ต้องทานไม่ต่ำกว่า 40 เม็ดอย่างต่อเนื่องทุก 12 ชั่วโมง ซึ่งหมอต้องให้ยา Mirax-M ให้ผมทานก่อนอาหารเพื่อป้องกันการอาเจียนระหว่างทานข้าว และในวันเสาร์เช้าผมก็ทานยานี้อีก 8 เม็ด จากนั้นก็ได้ลดลงเหลือ 3 เม็ดในมื้อที่ 3 และต่อไป……
ผมเริ่มรู้สึกว่าวันเวลาในแต่ละวันผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้ามาก

เช้าวันอาทิตย์ คุณหมอดารารัตน์ ได้โทรมาสอบถามอาการและแจ้งว่า คุณหมอธนาดล จะเป็นผู้ดูแลผมต่อ เพราะคุณหมอแต่ละท่านจะมีเวรดูแลรักษา 7 วัน และจะย้ายไปดูแลส่วนอื่นต่อ ซึ่งเป็นเหมือนการสับเปลี่ยนเพื่อให้คุณหมอทุกท่านได้มีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้มากขึ้น 

คุณหมอธนาดลได้ประเมินระดับ Oxygen ของผมซึ่งตกเหลือ 95% ซึ่งเกิดจากเชื้อลงปอด หมอได้นำท่อ Oxygen มาต่อให้ผมใช้ (เป็นครั้งแรกในชีวิต)ตั้งแต่เที่ยงวันอาทิตย์ และบอกให้ผมเดินออกกำลังกายในห้องให้ได้ 12 นาทีเพื่อสังเกตว่าผมจะมีอาการเหนื่อยหอบหรืOxygenลดลงหรือไม่ โชคดีที่ผมไม่มีอาการเหนื่อยหอบแต่อย่างใด และพบว่า ระดับ Oxygen ดีขึ้น และหมอให้หยุดใช้ได้หลังใช้ไป 48 ชั่วโมง

ผมยังอยู่ห้องที่ 7 จนถึงเช้าวันพุธ พยาบาลได้โทรมาให้ผมเตรียมย้ายห้องไปห้องหมายเลข 8 เนื่องจากห้องผมต้องมีการบำรุงรักษา ดังนั้นจึงเป็นการย้ายออกจากห้องคนไข้หลังจากที่พักมา 9 วัน ซึ่งห้องที่ย้ายไปอยู่นั้นมีคนไข้อายุ 28 ปีอยู่มาแล้ว 6 วัน เพราะเพื่อนร่วมห้อง (ที่ทำงานเดียวกันคือ Hilary Bar) เพิ่งย้ายออกไปกักตัวที่ ม. ธรรมศาสตร์ รังสิตต่ออีก 14 วัน 

สำหรับคนไข้หนุ่มรุ่นลูกผมนี้ อาการไม่หนักมาก และกำลังรอว่าจะย้ายออกเมื่อไร จากนั้นตอนเที่ยง พยาบาลได้โทรมาสอบถามเรื่องการกินอาหารประจำวันก่อนผมป่วย เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายว่าได้สารอาการครบหรือไม่ และขอให้ผมทานอาหารโรงพยาบาลให้ได้มากที่สุด 

อาหารของโรงพยาบาลเป็นอาหารรสจืดไม่มีเครื่องปรุง จะมีแกงจืดพร้อมไก่หรือหมู และผัดผัก 1 อย่าง ทานพร้อมข้าวสวยและผลไม้ รวมถึงน้ำผลไม้ (น้ำส้ม, น้ำฝรั่ง หรือน้ำแอปเปิล) ซึ่งโดยความเป็นจริงคนไข้จะเบื่ออาหารและอยากทานอาหารรสจัด หรือก๋วยเตี๋ยว ซึ่งไม่สามารถจัดหาได้

คุณหมอได้แจ้งว่า เมื่อคนไข้หายดี จะต้องไปกักตัวเองอย่างน้อย 14 วัน หากไม่สามารถหาที่กักตัวได้ก็สามารถไปพักที่โรงแรม Princeton แถวสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง หรือที่ ธรรมศาสตร์รังสิต ซึ่งผมได้บอกหมอว่าผมสามารถกลับมากักตัวเองที่บ้านและไม่ปะปนกับสมาชิกครอบครัวคนอื่น ซึ่งหมอยังแนะนำว่ารถที่มา
รับก็ต้องมีการคลุมที่นั่งพลาสติกและแยกคนขับให้ห่างจากคนไข้อย่างชัดเจน ผมได้บอกภรรยาให้เตรียมรถตู้ Hyundai ซึ่งผมสามารถนั่งหลังสุดแยกห่างจากภรรยาได้

ผมได้อยู่กับเพื่อนร่วมห้องตั้งแต่คืนวันพุธ จนถึงเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเขาสามารถย้ายไปกักตัวต่อที่โรงแรม Princeton ขณะที่คุณหมอปองกาณจน์ (คุณหมอคนที่ 3) ซึ่งเพิ่งมาดูแลผม แจ้งว่าปอดผมยังไม่ฟื้นฟูได้ดีและยังต้องอยู่ต่อ แต่อาจได้ออกในวันอังคาร ทำให้ผมต้องอยู่ในห้องหมายเลข 8 ต่ออีก 2 คืน และคุณหมอก็อนุญาตให้กลับได้ในบ่ายวันอังคารที่ 7 เมษายน 

ผมดีใจมากที่จะได้กลับบ้านหลังจากอยู่ในการดูแลรักษาอย่างดีของหมอ, พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ซึ่งเหมือนได้อยู่ในโรงพยาบาลเอกชน โดยที่ไม่ได้มีการจ่ายเงินค่ารักษาแม้แต่บาทเดียว

ผมจะไม่มีวันลืมประสบการณ์ครั้งนี้ อันเหมือนความชะล่าใจที่ผมควรตำหนิตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมยินดีที่เกิดขึ้นกับตัวผม มากกว่าจะเป็นสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ โดยเฉพาะคุณพ่อ (อายุ 92 ปี) และคุณแม่ (อายุ 88 ปี) มันเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนในครอบครัว, แต่ลูกน้องและเพี่อนร่วมงาน กับเพื่อนทุกคน ให้ “ตระหนักแต่ไม่ต้องตระหนก” 

ผมรู้ซึ้งถึงความผูกพันของภรรยา (พิณ) และลูกๆ ทุกคน (ลิน, เจ, ปิ๊ก) พี่สาวทั้งสาม และลูกพี่ลูกน้องที่อยู่เชียงใหม่ และเพื่อน ๆ ทั้งทุกภาคและต่างประเทศ ที่ให้กำลังใจและภาวนาให้ผม วันที่ผมประทับใจมากคือวันเสาร์ที่ 5 เมษายน ซึ่งเพื่อนสมาชิกเยสุอิตที่ในกลุ่ม Spiritual นำโดยคุณพ่อวิชัย และเพื่อน ๆ ได้ร่วมกันภาวนาผ่านกลุ่มไลน์ เพื่อขอพระพรจากพระเจ้า สำหรับผู้ป่วย, หมอ, พยาบาล, เจ้าหน้าที่ รวมถึงทุกคนที่กำลังประสบกับเหตุการณ์ COVID-19 

และสิ่งสำคัญที่ผมขอยืนยันว่า ทุกภาคส่วนของรัฐได้ถือเป็นความสำคัญในการดูแลประชาชนทุกคนไม่ว่าเป็นเชื้อชาติใด หากคุณอยู่ในประเทศไทยแล้ว #เราไม่ทอดทิ้งกัน ผมภูมิใจมากที่เกิดเป็น#คนไทย ในแผ่นดินที่สมบูรณ์ด้วยความรักและห่วงใยกัน ซึ่งคุณไม่สามารถหาได้ในประเทศอื่น ๆ 

ผมขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าในพระพรต่าง ๆ ที่ผมได้รับ มันเป็นโอกาสดีที่ผมได้มีเวลาไตร่ตรองก่อนวัน Easter ที่มาถึงนี้ และผมระลึกถึงนักบุญอิกญาซิโอแห่งโลโยลา ในช่วงที่ท่านได้รับบาดเจ็บและพักรักษาตัวและมีประสบการณ์กับความใกล้ชิดกับพระ

ผมได้เห็นถึง “การให้ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด” ของคนที่ทำงานหนักในภาครัฐและเอกชน ผมขอสนับสนุนโรงพยาบาลรัฐบาลที่เป็นที่พักพิงของผู้เดือนร้อน ด้วยกำลังทรัพย์และกำลังใจต่อไป

@@@@@@@@@

สรุปข้อมูลต่าง ๆ ในประสบการณ์ COVID-19 ของผม

กักกันตัวเองที่บ้านหลังจากกลับจากอังกฤษ ตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 31 มีนาคม แต่....
เริ่มมีอาการไข้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม
ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ COVID-19 ในวันที่ 23 มีนาคม 
เป็นคนไข้รายที่ 848
ได้รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ บางพลี (ห่างจากบ้าน 54 กม.) ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2563 เป็นคนไข้ที่หายป่วยคนที่ 888 ขณะที่ยังมีคนไข้รักษาตัวอยู่ 1,451 คนในโรงพยาบาลทั่วประเทศ
กลับมากักตัวเองที่บ้านโดยไม่สัมผัสคนในครอบครัวตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน จนถึง วันที่ 23 เมษายน
ได้รับยาระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 7 เมษายน ดังนี้
ก่อนอาหาร ยาMirax-M รวม 33 เม็ด
ก่อนอาหาร ยา Azycin รวม 3 เม็ด
ยาทานพร้อมอาหาร ยาต้านไวรัส Hydroxychloroquine Sulfate (Quinnel 200 mg) รวม 29 เม็ด
ยาทานพร้อมอาหาร ยาต้านไวรัส ตัวใหม่ล่าสุด Favipiravir (Avigan 200 mg) รวม 70 เม็ด
ยาทานพร้อมอาหาร ยาต้านไวรัส Prezista 600 mg รวม 26 เม็ด
ยาทานพร้อมอาหาร ยาต้านไวรัส Norvia 100 mg รวม 26 เม็ด
ยาหลังอาหาร ยาแก้ไอ Ropect รวม 27 เม็ด (และกลับมาทานต่อที่บ้านอีก 20 เม็ด)
ยาหลังอาหาร ยาละลายพร้อมน้ำ Nac Long รวม 9 เม็ด
ยานอนหลับ Ativan รวม12 เม็ด
ยาลดไข้ Sara รวม12 เม็ด
เช็คเลือดรวม 7 ครั้ง
X-Ray ปอด รวม 6 ครั้ง
ใส่สาย Oxygen รวม 48 ชั่วโมง
ทานอาหารครบ 5 หมู่จากโรงพยาบาล 43 มื้อ

ขอให้เพื่อนและครอบครัวทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยดีครับ


ข้อมูลจาก
https://www.facebook.com/100003340895664/posts/2777805099007493/?d=n


******

นำเรื่องการรักษาพยาบาลที่นิวยอร์กมาให้อ่านกันไม่ได้แปล
สรุปว่าถ้าไม่เป็นหนักไ่ม่ได้ไปรพ. คุยกับหมอทางหมอสั่งยาให้ และเราต้องดูแล
ตัวเอง ดืมน้ำเยอะๆ คนนี้เป็นครูสอนโยคะ
สามารถผ่านนวิกฤติไปได้


ปลา ขอแชร์ประสบการณ์ของตัวเองกับการสู้กับไวรัส Covid-19 เป็นเวลาเกือบ 1เดือนที่บ้าน ขอเอาใจช่วยเพื่อนๆ ชาวนิวยอร์ก รวมถึงคนไทยในอเมริกาทุกคนค่ะ หากอ่านแล้วคิดว่าเป็นประโยชน์แชร์ได้เลยนะคะ
ขอให้บุญรักษาทุกคน


I always keep my Facebook page light and positive, but I’m sharing this horrendous Covid19 experience hoping that it might be helpful somehow, especially for ppl who live in NYC where getting treat in the hospital seems impossible unless you are in life threatening conditions. For those who think it’s just a flu or think that a lot of people died from flu every year anyway, think again after you finish reading this post. If you find it helpful, feel free to share.

A bit about myself:
I’m a healthy 40 year old yoga teacher. In the past 10 years, I practice yoga 3-5 times a week. I don’t have any chronic diseases or medical conditions. I have a cold once a year never have fever, sometimes when I catch a flu it’s gone by a week with low fever and aches for a day or two. I never have to see doctors except for my annual checkup which comes out perfect every year.

I don’t know where I caught the virus. Up to this point none of my close contacts have symptoms or test positive. I used NYC subway almost everyday until the city closed all public schools. I didn’t wear mask because no one in the city does and the government said not to wear it if you are not sick.

I recently switched my health insurance so I had to change my primary doctor. Unfortunately I was in the process of choosing a new one before I got sick, another word, I don’t have primary doctor at the moment. So I have been talking/seeing six different doctors in this past month.

I still can not get the test but, from the symptoms, four doctors have confirmed that I have Coronavirus!

Timeline :
Day 1-3 , March 15th-17th: massive body aches to the bone along my spine( flu like), no to low fever. From the first day, I started taking 2,000-3,000 mg of vitaminC and Zinc.

Day 4-5, March 17th-18th : feel totally fine (I thought I killed it). Tho, the old bug bite on my foot I got a month and a half ago got inflamed, and very itchy for no reason.

Day 6, after dinner I felt dizziness and nausea.

Day 7-8: fever 102f (my regular body temp is lower than average) and 101f the next day. I feel very fatigue no energy. I waked like cooked shrimp, can’t stand up straight coz the upset stomach and the nausea.. I was in bed all day.
March 22nd: I called NYU virtual urgent care: doctor told me to take Tylenol and check back if I don’t feel better in a few days

Day 9-10: fever100.2f I felt chest stiffness, when I took a deep breath I felt soreness in the right side lung and ribs. I told myself it’s an anxiety nothing really hurts there. My throat was really dry especially at night.

Day 11, March 25th : 99.4f fever, I feel more energy/ less dizziness but breathing is getting weird so I called NYU Virtual urgent care for 2nd time. Doctor said I most likely have the Covid19 but only on my upper respiratory part. She said the nausea, dizziness and dry throat might be from dehydration. Suggest to drink 1-2 liters of water a day. She said “You are on day 11th now you should start to get better”. No medicine was prescribed. Since then I have been drinking warm and room temp water 2-3 liters/day (adding ginger and lime in the water) I had been taking Tylenol none stop for 5 days straight, the fever and body aches I could handle, but the headache was a madness.
I was hopeful....

Day 12 : today my temperature seemed normal 98.5-98.9f however, breathing is getting worse.

Day 13, March 27th : low fever is back 99.6f. I felt: heaviness on chest/ can’t take a deep breath/ can’t lie down flat/ felt like someone is sitting on my lungs/ I’m drowning. By then I got a finger/pulse oximeter from a friend. My oxygen level was 97-98 (it has been that way through out this sickness and never come down)
I got panic and called NYC virtual urgent care for a 3rd time. Again, doctor said I have the virus but even if I go to the hospital, they won’t test me unless I’m an admitted patient.
From this call, I got an inhaler to aid my breathing. From that night I had to go to sleep half sit up half lie down so that I could breath.

As I was in the 2nd week of this sickness, I was freaking out. I got on a coronavirus-hotline try to get the test, each time I was waiting on the phone over an hour. I got approved for the test twice, both times they said someone will call me in a few days to assign me where to go. No one has never called me back. I called for the follow up, still they said I have to wait. It was never happened.

Day 14-15 : low fever , shortness of breath and very tired, headache, dizziness. When walking slow, my pulse was 120 times per minute. When walking up the stairs (slowly), my pulse went up to 133. My body was really weak, too tired to talk. I didn’t have appetite, I could only eat a few bites at a time/hour because I got too tired. (actually I didn’t have appetite at all for three weeks)

On March 29th I felt really bad so I had a virtual call for the 4th time. Dr. said “if you don’t feel better go to ER because you have been talking to us four times already”. He couldn’t guarantee that I would get the chest X-ray at the ER, it depends on the person who treats me to decide, and since my oxygen level wasn’t bad they won’t admit me or may not even give me the chest X-ray.
From this day I stopped watching, reading news or articles that were sent from friends, anything about this virus I couldn’t take it anymore, I got anxious and it effected my breathing real bad.

Day 16, March 30th : low fever 99.6f. A friend told me City MD (urgent care) has X-ray machines, so I went there.
Result: I have pneumonia on lower right lung. Now it’s official that the virus have made their way into my lungs. Again, I asked for the test and here is what the doctor told me, and I quote “now it’s obvious that you have the coronavirus so there is no difference if you get the test or not... and we’ve been told to save the test for ppl”.
I asked myself what country I am in right now? How can we get to this point?

From this visit, I got two antibiotics, Azithromycin and Cefdinir.

Day 17, March 31st : low fever I got Hydroxychloroquine (use for treating Malaria) from a friend you tests positive. She finished the course and had a leftover so I took it. It was a 6 days course (800 mg first 24 hour , then 400 mg for 5 more days)
I was debating whether or not I should take it. This drug has a lot of side effects and is still in clinical trial. I had to try, I had no choice.

Day 18, April 1st : still shortest of breath., chest pain here and there, tired. I had headache + migraine + vertigo which I think it’s the side effects of Hydroxychloroquine.

Day 19, April 2nd : Breathing stable if not a bit better, I couldn’t really tell because it’s up and down. Since I took the Hydroxychloroquine my sleeping had been so terrible, massive headache. Woke up and felt like my eyes were about to pop out of the sockets. I didn’t take any painkiller during these six day course coz I didn’t want to damage my liver even more.

Day 20-22 : Low fever and all the side effects from Hydroxychloroquine were the same. Breathing gets a bit better if not the same. Kind of hard to tell since I was struggling with the epic headache.

Day 23, April 6 : Finished all the meds. Got my 2 nd chest X-ray today at City MD. (A week apart from the 1st X-ray) They said my lungs are clearing up so my pneumonia condition has improved. I urge to ask doctor again for the test. She said I don’t meet the criteria. I said I had the hight fever before and I still have pneumonia and shortness of breath. She said my oxygen level is good which doesn’t meet the criteria for the test. Then I said I need it for my work. She said no one needs it for their work, let’s just focus on getting this virus out of you.I went home without testing.

Day 24 -25, April 7th -8th : day 24 and I just started to feel I’m on the other side of it! Tho I still have low fever and dizziness (I took Tylenol when it gets too crazy, not too worried about liver and kidney failure anymore now that I’m done with other drugs) but my breathing had gotten better, tho felt chest pain sometimes. Since day 1, I have the spine and neck pain and after my lungs got infected, chest, ribs, lungs are in pain (for the record, I don’t cough at all from day1 until now).... these few days the pain started to vanish. It took me over three weeks to feel better !!!!

Day 26, As I’m writing this memo, today, April 9th. I still have low fever and dizziness on and off through out the day, still have to move slowly and rest most of the time, talking Tylenol if I needed, but it’s the first time in three weeks I can get up and make breakfast.

I’m graceful to get a second chance and hope I can get rid of this virus in no time.

I hope no one experience this but unfortunately I know many people, friends, friends of friends, who experience it now. Imagine how many people in the States who get sick like me and can not get the test. So the 468,000 infected cases is definitely not a real number. Most of us have to be home at this point. If you are healthy, stay home, if you are sick, stay home, if you are getting better, stay home. You can stay home even you feel so bored and you may safe many life around you without knowing it.

********

ยาวหน่อย
ประสบการณ์ของคนไทย ในนิวยอร์ค ที่เอาชนะ โควิด ด้วยตนเอง
ถ้าเราไม่แน่ใจว่า เราติดเชื้อหรือไม่ เราก็น่าจะเอาวิธีของเขามาปฏิบัติตัวในช่วงนี้

4/4/2020
วันนี้ ขอแชร์ ให้คนที่ติดเชื้อ covid-19

เล็กอยู่NewYork....
Manhattan lในเมืองหลวง ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของผู้คนมากมาย
นิสัยเป็นคนติดตามข่าวสารประจำ
ข่าวใหญ่ทั่วโลก อาจไม่ละเอียดมาก แต่ข่าวเกี่ยวกับ
เชื้อโรคไวรัสตัวนี้ มันไม่ใช่เป็นตัวแรก ที่เอาชีวิตคนมากมาย
มันเป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเราสรุปไม่ได้ว่ามันมาจากไหน
เพราะว่า การยืนยัน
เเหล่งที่เกิด ยังเอาแน่ไม่ได้

เอาละ...เริ่มเรื่องตัวเอง
การเตรียมตัวต้องบอกเลยว่า ได้ข่าวคนติดเชื้อมาจากอิตาลี
แค่คนเดียวและเขามีบ้านพักอยู่ใน
Manhattan
เราจึงเริ่มเตรียมตัวหาซื้ออาหารเก็บๆไว้ในตู้ freezers
ในช่วงเวลานั้น คนใน super market ไม่มีมากมาย สบายๆ
และยังไปทำงานปกติ จันทร์-ศุกร์
หยุดงานเสาร์-อาทิตย์

วันศุกร์ที่ Mar 13,2020
วันสุดท้ายของการงาน ตามตาราง

วันเสาร์ Mar14 2020..
เริ่มปวดมากต้นคอท้ายทอย

วันอาทิตย์ Mar 15 2020
คิดว่าเป็นการอับเสบจากกล้ามเนื้อ เพราะประวัติการเจ็บ
แบบนี้มีมาก่อนเลยกินยาแก้อักเสบ moxilin โดยไม่ไปพบแพทย์
เหตุผลคือกลัวโรคระบาดที่ ร พ และซื้อยากินเองเพราะ
อาการไข้เริ่มด้วย Tylenolคือยาแก้ไข้

วันจันทร์ Mar 16 2020
เป็นไข้ ตัวร้อนไข้สูง 102.9 กินยาTylenol 500 mg 2 เม็ดทุกๆ4ช.ม.
ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รสอาหาร ปวดตามเนื้อตัว ไม่หิว กระวนกระวาย
กินข้าวต้มรัอนใส่เกลือถ้วยเล็กๆแค่ถ้วยเดียว

วันอังคารที่17
อาการไข้สุงอีก 101.7ก็กินยาตามเวลาไม่มีหยุด ตรงเวลา
ทุกๆ4ชมยังไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ แต่คิดว่ามาเป็นอะไรตอนนี้วะ....
โทรหา 311 city of NY ให้รายละเอียดกับตัวเรา เร็วในการบริการ
ในขณะนั้นเพราะคนยังไม่ค่อยรู้ตัวกัน
เขาจะนัดหมอให้ ให้รอก่อนนะ กินยาไป

วันพฤหัส18ไข้ลด แต่ยังปวดเนื้อตัว มือเริ่มออกเป็นสีครำๆเท้า
ก็เหมือนกัน ใจไม่ดีเหนือยมากๆ

วันศุกร์ที่19...... ไข้ขึ้นสูงอีก101.9 ทางโรงพยาบาลโทรมา
ให้ไปตรวจเวลาเที่ยงครึ่งตรวจเสร็จให้กลับบ้านไม่ให้ออกไปไหน

วันเสาร์ที่20....เหนื่อยมากต้องกินยา ทุกสี่ชมอยู่แล้ว แต่การ
ปวดเมื่อยตามร่างกายก็ยังเหมือนเดิม

วันอาทิตย์21... เก็บตัวอยู่บ้านห้ามออกไปข้างนอกก่อนหน้านั้น
ก็ไม่ออกไปข้างนอกแล้วก็ยังเป็นไข้สูงอยู่เหมือนเดิมเดี๋ยว
ไข้สูงเดี๋ยวลดจะเป็นแบบนี้ไม่หิวไม่กินร่างกายเริ่มแย่ลงทุกวัน

วันจันทร์ที่ 22...
หมอที่โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าเราติดเชื้อpositive ให้อยู่บ้าน
ไม่ให้ออกไปไหนให้กินยาที่เรากินประจำลดไข้

วันอังคารที่23 อยู่บ้านรักษาตามอาการไม่มีอะไรดีขึ้น
เหนื่อยมากทรมาน ไม่มีแรงหน้ามืดตามัว
โทรเรียกรถฉุกเฉิน emergency ไปที่โรงพยาบาลหมอ
เช็คทุกอย่างบอกว่าปอด 99% มีออกซิเจนในปอดดีและ
ให้กลับบ้านไม่ได้ให้ยาอะไรเลยเพราะเขาไม่มียา
ให้กลับบ้านรักษาตามอาการ

วันที่ 24 อยู่บ้านกินยาคิดว่ายังไงต้องไม่รอดแน่แน่
เริ่มใจเสีย แต่ว่าต้องขอบคุณพี่พี่น้องน้องเพื่อนเพื่อนกำลังใจดีมาก
ทำให้ตนเองตั้งสตินั่งคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้เราสู้กับไอ้ตัวนี้ได้
เราเริ่มปวดท้องมาก ท้องแข็งเหมือนกับจะหยุดทำงาน ต้อง
ใช้มือกดนวดบีบท้องของตัวเองจนมีความรู้สึกว่าท้องเรามันนิ่ม
การเข้าห้องน้ำจะท้องเสียตลอด นี่คืออาการ

วันที่ 25 การหายใจเริ่มไม่สะดวกกลัวมากถ้าจะไปหาหมอก็
คงต้องกลับมาบ้านเหมือนเดิมเลยตัดสินใจลุกขึ้นมาคิด
เราจะต้องกินเพราะถ้าไม่กินจะไม่มีแรงต่อต้านกับมัน
การหาข้อมูลแล้วเอามาประยุกต์ใช้กับตัวเองก็คือต้มน้ำร้อน
เดือดเดือดใส่พิมเสนใส่เปลือกส้ม/ขิงแล้ว เอาผ้าคลุมหัว
สูดลมเข้าปอดความร้อนช่วยได้มากทำแบบนี้บ่อยบ่อย
ดูอาการเราเองมันช่วยได้มาก ดีขึ้น ดีขึ้น จริงๆ
ไม่ตายแล้วเรา
เวลากลางวันหรือกลางคืนคอแห้งหั่นมะนาวกินแล้วเอาเปลือกทิ้ง.
เวลาเราคอแห้ง เราจะ กินมะนาวตลอดบางทีก็บีบมะนาวแล้ว
ใส่เกลือแล้วก็ดื่มอาการดีเป็นลำดับ

วันที่ 26 ถึงไม่มีไข้ก็กินยาตลอดแต่ลดเหลือหนึ่งเม็ดวันนี้อาการดีขึ้น
วันที่ 29 เริ่มได้กลิ่นและรส หันมากินอาหารเราไม่หิว แต่ต้องบังคับตัวเองกินสามมื้อ
วันที่ 30 31 เริ่มดีขึ้นเรื่อยเรื่อยแต่ในระยะที่ผ่านมาการรักษาปาก
แปรงฟัน ขุดลิ้นทำความสะอาด ตื่นอน ก่อนนอน.
หลังกินอาหารต้องดูแลตรงนี้ให้มาก เพราะเชื้อที่มันอยู่
ในลำคอ มันจะไม่เข้าไปในปอด

เริ่มขึ้นเดือนใหม่
วันนี้เป็นวันดีวันเปิดฟ้าวันฟ้าเปิด
4/1/2020
ตื่นขึ้นมามีแดดตากแดดให้แสงอาทิตย์ส่องมาตรงหน้าอก
เพราะได้อ่านเจอว่าเชื้อไวรัสตัวนี้มันกลัวแสง UV ในความร้อน
132 องศาฟาเรนไฮต์สามารถฆ่าเชื้อได้ภายในครึ่งชั่วโมง
ก็ประมาณ 56 องศาเซนต์เซส

4/2/2020
ยังต้องกินยาอยู่วันละเม็ดเพื่อป้องกันการ
กลับมาของมันวันนี้แดดดีก็ตากแดดเหมือนเดิม
ประมาณครึ่งชั่วโมงกว่ากว่าอาการดีขึ้นเป็นลำดับ
ดีมากด้วยกินข้าวได้ มีแรงแต่ก็ต้องคอยระวังไม่ประมาท

4/3/2020
อาการดีขึ้นมาก
การปฎิบัติตัวเรื่องความสะอาดที่ผ่านมาต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ
หลังจากที่เราใช้ไม่ว่าจะเป็นอ่างล้างหน้าอ่างล้างจานโต๊ะกิน
ข้าวผ้าห่มหมอนต้องเข้าเครื่องซักฆ่าเชื้อรองเท้าต้องฉีดยา
ฆ่าเชื้อลูกบิดประตูหน้าต่างเช็ดให้หมดใช้น้ำยาที่เราซักผ้า
คนไทยเรียกว่าไฮเตอร์ผสมกับน้ำแล้วก็เช็ดแต่เราเอง
ใช้colrox ถูพื้นเช็ดทุกอย่างเพราะเชื่อไวรัสตัวนี้มันชอบเกาะ
และมันก็จะตายถ้าเราทำมันแบบนั้น
ในร่างกายของเราเวลาเรานอนคอเราแห้งถ้าเป็นไปได้เรา
บีบน้ำมะนาวหนึ่งลูกแล้วใส่เกลือไปแล้วก็ดื่มหนึ่งลูกสองลูกแล้ว
แต่เห็นว่าตัวเองทำได้...เราจะรุ้สึกดีทุกครั้งที่ทำ....
เราไม่ชอบดื่มน้ำร้อน...แต่จะบอก จะต้องดื่มนำ้ต้มร้อนๆ
น้ำขิง ข่า ตะไคร้ที่เราหาได้
เราจะต้องฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเรา...
ก็ได้แต่หวังว่าคนที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ จะมีชีวิตรอด
ถ้าตั้งใจดูแลตัวเองให้มากๆสุ้ๆกับมัน

เราได้ยินคำว่าสุ้ๆจากหลายๆคน
เวลาเราป่วย คำนึ้คือการให้กำลังใจทีดีต่อเรา.
เราจะไม่เข้าใจว่าคำว่าสุ้ๆคืออะไร อะไรคือสุ้ๆๆๆๆ
ผลสุดท้าย

คำว่าสู้ๆ ก็คือตัวเราเอง ต้อง ปฎิบัติตัวในขณะที่เราป่วยเรา
รู้ว่าเราควรจะทำอย่างไรเราต้องคิด....ทำอย่างไรเรา
ถึงจะดีขึ้นต้องหาข้อมูล...ไม่มีใครช่วยเราได้เลยนอกจาก
ตัวของเราในการเก็บตัวของคนป่วยด้วยเชื้อตัวนี้มันไม่ธรรมดา
เพื่อนรอบรอบข้างที่รักเราเค้าจะช่วยแนะนำให้เราทำนุ่น
ทำนี่ซึ่งคำแนะนำต่างๆมันได้ประโยชน์มาก

ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ
จาก บัวลอย เล็ก นิวยอร์ก

Sent from my iPad

 

“คนที่ไม่ยอมอยู่บ้าน อ่านหน่อยว่า
เกิดติดโรคจะเป็นอย่างไร?”


(สถานการณ์จริงจากคนทำงานที่โรงพยาบาลในนิวยอร์ค
ขอบคุณบี Bebe Patumanon ที่สละเวลาเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
ให้คนไทยได้อ่าน หากคุณยังไม่รู้ว่าโรคนี้มันอันตรายแค่ไหน
ก็จงสละเวลาอ่านให้จบ)

จริงๆแล้วไม่อยากเกาะกระแส Covid 19 แต่อยากให้ทุกคน
ได้เข้าใจว่าโรคนี้น่ากลัวและใกล้ตัวกว่าที่คิด
เราทำงานที่โรงพยาบาล
ตำแหน่งคือ Physician Assistant (PA)
ตำแหน่งนี้ที่บ้านเรายังไม่มี งานก็คล้ายกับมือขวาของหมอ
การเทรนนั้นเหมือนหมอทุกอย่าง
แต่ใช้เวลาเรียนน้อยกว่า คือจะสั่งยาได้สั่งเล็ป ใส่ท่อ
ใส่สายต่างๆใส่เฝือก เย็บแผล ปั้มหัวใจ ...
จะเป็นตำแหน่งระหว่างหมอกับพยาบาล
แต่เราจะเจอและใช้เวลากับคนไข้มากกว่าหมอเพราะ
หมอ 1 คน คุมคนไข้30 คน ก็จะมี PA 2 คน ช่วยหมอดู
คนไข้คนละ 15 คน ทำงานอยู่ที่ Bronx, NY สองสาม
อาทิตย์ที่ผ่านมามีแต่คนไข้ Covid 19
อยากให้ทุกคนที่บ่นว่าเบื่ออยู่บ้าน รัฐบาลเส็งเครง
เลิกบ่นเถอะ เพราะเบื่ออยู่บ้านนั้นก็ยังดีกว่าออกมาทำงาน
ด้วยความกลัว ... กลัวตาย
ตอนนี้พวกพนักงานโรงพยาบาลอย่างพวกเราต้อง
สวดมนต์ขอให้พระคุ้มครอง มองหน้าพ่อ แม่, ลูกน้อย
และสามี สั่งเสียกันว่า ไปแล้วอาจจะติดเชื้ออาจจะไม่ได้
กลับบ้านนะ รักทุกคนนะ
กอดลากันแบบแนบแน่นเหมือนไม่รู้ว่าเราจะได้อยู่กัน
พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้อีกไหม ไม่คิดเลยว่างาน
ผู้ช่วยหมอต็อกต๋อยอย่างเรามันจะเสี่ยงขนาดนี้
อยากจะบอกว่า ตอนนี้คนไข้ล้นโรงพยาบาล PPE
ไม่พอ อันนี้ทุกคนรู้
แต่ที่คุณๆไม่รู้คือ การตายด้วยโรคนี้ เป็นการตายที่โดดเดี่ยว
และทรมาน คนไข้พอ admitted แล้ว ครอบครัว ลูก ผัว พ่อ แม่
พี่น้อง ห้ามเยี่ยมเด็ดขาด ตอนแรกอาการอาจจะไม่หนัก
แต่พอมารวมแออัดกันกับคนไข้อื่นๆก็เกิดอาการ
แบ่งเชื้อกันไปมา cross contaminated ที่ไม่หนัก
ก็อาจจะเกิดเป็นอาการหนักขึ้น

พยาบาลนั้นน่าสงสารที่สุด หมอ กับ PA ก็จะวิ่งเข้าแล้วก็
รีบวิ่งออกจากห้องคนไข้เพราะเราพยายามเซฟตัวเอง
ให้สัมผัสกับเชื้อโรคให้น้อยที่สุด แต่พยาบาลต้องเข้าไป
ตรวจความดัน ให้ยา โดยมากคนไข้ไม่ได้เป็นแค่ Covid
แต่มีโรคประจำตัวจิปาถะ ยาก็เยอะ พยาบาลก็ต้องเข้าๆออกๆ
เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ แต่คุณอย่าลืมว่าคนไข้ทุกคนติดเชื้อ
ลองคิดดู 12 ชั่วโมงขลุกอยู่กับเชื้อ Corona แบบไม่ได้พักเพราะ
คนใข้หลายคนอาการหนัก พอ อ๊อกซิเจนตกก็ต้องรีบเข้าไปดู
เพราะห่วงคนไข้เพราะเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน

ที่จะบอกว่ากลัวก็เพราะว่า Covid 19 ไปทำลายเนื้อเยื่อปอด
โดยตรง ถ้าโชคดีก็ไม่มีอาการ หรือมีบ้างเล็กน้อย แต่คนไข้
ที่อาการเริ่มหนักขึ้นก็จะเริ่มหายใจไม่ออก ปอดเร่ิมชื้นมีน้ำท่วม
ถ้าคิดไม่ออกก็ลองหลับตาแล้วคิดถึงภาพเรากำลังจมน้ำ
แล้วหายใจไม่ออก น้ำเต็มจมูกเต็มปาก หรือตอนไปทำฟันแล้ว
น้ำลายเต็มคอ กลืนไม่ได้ หายใจไม่ออก (จนหมอดูดน้ำออก
จากปากเรา เราก็หายใจเฮือกใหญ่แบบรอดตายแล้วกู)
มันทรมานขนาดไหน โรคนี้ก็เช่นกัน ทางช่วยอย่างเดียวคือ
เครื่องช่วยหายใจซึ่งตอนนี้เป็นของล้ำค่า ตกหนักที่หมอต้อง
เลือกว่าใครจะมีค่าควรกับเครื่องนี้มากกว่ากัน ไม่มีหมอ
คนไหนอยากทำหน้าที่นี้หรอกนะคุณ มันไม่ใช่หน้าที่ของหมอเลย
คืนก่อนมีคนไข้หนัก สอง สามคน ทุกคนนอนทรมาน พยายาม
หายใจเข้าออก ทุรนทุรายเพราะปอดไม่ทำงาน พยาบาล
โทรมาตาม เข้าไปดูอาการ ก็ต้องเรียก code team
ซึ่งปกติจะเป็นทีมฮีโร่ถ้าทีมนี้มาคนไข้เรารอดแน่ แต่ไม่ใช่กับ
Covid19 สุดท้ายทีมก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทางออกเดียวคือ
ใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าคนไข้บอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องการ
ใส่ท่อหรือปั๊มหัวใจ เราก็ได้แต่ให้ยามอร์ฟีนเพื่อให้คนไข้
ไม่ทรมาน แต่ถ้าคนไข้ full code ก็ต้องใส่ท่อ ปั๊มหัวใจ
ทีนี้virusก็จะฟุ้งกระจาย เครื่องป้องกันก็เป็นเศษผ้าบางๆ
กับหน้ากากกะโหลกกะลา ทีนี้ก็งานเข้ากันทั้งทีม ชุด PPE
ตอนใส่นั้นง่าย แต่ตอนถอดแบบจะให้เชื้อไม่ติดมือ
เสื้อผ้าหน้าผมนี่เป็นเรื่องยาก
ถึงกับต้องมี class อบรมกันเลยทีเดียว
Process of dying นี่แหละคือความน่ากลัว
ไม่มียาฆ่าไวรัส ไม่มียารักษา รักษาตามอาการ
ยาที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เหมือนเสี่ยงดวง
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวง!!

คือทั้งทีมได้แต่ยืนมองคนไข้นอนทุรนทุรายกระเสือกกระสน
ต่อสู้เพื่อลมหายใจแต่ละเฮือก แต่ละเฮือกนั่นเป็นสิ่งที่แสนทรมาน
สายตาที่มองมาทางพวกเราวิงวอนว่าหมอช่วยด้วย แต่เรา
ก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะเราก็ทำกันสุดความสามารถที่มีแล้ว
ญาติพี่น้อง ลูก หลาน ผัว เมีย ก็ไม่ได้ล่ำลา เป็นการตาย
ที่โดดเดี่ยวและทรมาน บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าคนไข้เหล่านี้
จะกลัวและโดดเดี่ยว ขนาดไหนในช่วงเวลาสุดท้ายและ
ลมหายใจสุดท้ายของชีวิต คนรักษาก็ได้แต่ยืนมองแล้ว
ก็ได้แต่คิดว่าวันนี้เราจะดวงดีเหมือนเมื่อวานไหม แล้วพรุ่งนี้ล่ะ

เรายืนมองคนไข้ที่รู้หละว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงเวลาที่เราจะ
ออกกะคือ 12 ชั่วโมง แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ยากด
ประสาทเพื่อคนไข้ของเราจะได้ทรมานน้อยลงและหวังว่า
จะจากไปอย่างสงบ เหมือนเราไร้ค่าและไม่มีประโยชน์
อะไรเลย ที่ร่ำเรียน ฝึกฝนมาไม่ได้ช่วยใครได้เลย
คุณลองคิดดูว่าถ้าพ่อ แม่ พี่น้องหรือคนที่คุณรัก ต้องตกอยู่
ในสภาพเดียวกับคนไข้ของเราล่ะ ไปส่งกันที่โรงพยาบาล
ลูบหน้าลูบหลังลากัน แล้วนั่นคือสัมผัสสุดท้าย กอดสุดท้าย
การลาครั้งสุดท้าย คุณยังไม่ได้สั่งเสีย ไม่ได้ขอโทษ ไม่ได้
บอกรักกัน ไม่ได้บอกว่าคุณโชคดีที่ได้รู้จักและได้ใช้ชีวิตร่วมกัน
เป็นพ่อ แม่ ลูกกัน เป็นคนรักกัน เป็นเพื่อนกัน นี่แหละคือ
ความทรมาน และปวดร้าวใจเราได้แต่ยืนนิ่งน้ำตาตกใน
สูดลมหายใจลึกๆแล้วก็เดินไปดูคนไข้คนต่อไป...

ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าทำไมเราต้องให้อภัยกัน กอดกัน และบอกรัก
กันทุกวันคุณโชคดีที่ได้นอนอยู่บ้าน มีinternet มีหนังดู มีขนมกิน
ได้อยู่กับครอบครัว ถ้าคุณอยากจะบ่น ก็ขอให้คิดถึงพวกเรา
ที่โรงพยาบาล เราก็กลัว เราก็เหนื่อย เราก็ล้าและเราก็มี
คนที่รักเรา รอเรากลับบ้านเหมือนคุณ เราก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
ไม่ได้กล้าหาญอะไร ออกจะกลัวจนขี้ขึ้นสมองด้วยซ้ำ
ถ้าเลือกได้เราก็ขอนอนเกาตูดดูหนังอยู่ที่บ้านเหมือนพวกคุณ
เราก็ไม่อยากมาทำงานที่นอกจากจะต้อง พก PPE แล้วยังต้อง
มีพระเครื่องพวงใหญ่ที่พ่อแก้วแม่แก้วให้มาคุ้มครองปกป้อง
ลูกน้อยที่ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 40กว่าเข้าไปแล้ว แต่หัวอกพ่อแม่
จะแก่กร้านแค่ไหน ลูกก็ยังคือลูกน้อยของท่าน ที่ท่านรักและ
ห่วงใยเสมอ
อยู่บ้านเถอะคุณ ถ้าคิดว่าตัวเองติดเชื้อก็อย่าโกหก
กักตัวเองเถอะ อย่าเห็นแก่ตัว คุณอาจจะไม่เป็นอะไร
คุณอาจจะไม่มีใครรักหรือห่วงคุณ คุณอาจจะเห็นแก่ตัวไม่รัก
และไม่ห่วงใคร แต่คนที่คุณเอาโรคไปติดเขานั้น เขาก็มีครอบครัว
มีคนที่รักเขา เขาอาจจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก
เป็นเพื่อนใครจะรู้เขาอาจจะเป็น คนเดียวที่หาเลี้ยงทั้งครอบครัว
เขาอาจจะเป็นความหวังเดียวของพ่อแม่ที่แสนชรา หรือเป็นพ่อ
หรือ แม่ เลี้ยงเดี่ยวของลูกพิการที่รออยู่ที่บ้าน เขาอาจจะมีกัน
แค่สองคนพี่น้องไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว มีกันแค่นี้ แล้วความมักง่าย
ความเห็นแก่ของคนๆนึง... มาพรากทุกอย่างไปอยากจะขอร้อง
ให้ทุกคนร่วมมือกัน ถ้าไม่คิดว่าทำเพื่อตัวเอง ก็ทำเพื่อคนอื่น
หรือเพื่อชาติก็แล้วกันหรือไม่ก็ทำเพื่อ หมอ พยาบาล ผู้ช่วยหมอ
ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานก้องแลป ช่างX-ray Respiratory
พนักงานเข็นคนไข้ พี่รปพ พนักงานทำความสะอาด ทุกคน
ทุกอาชีพ ที่ทำงานหนักตอนนี้เพื่อให้ทุกคน
ได้อยู่บ้านอยู่กับครอบครัว

ถามว่ากลัวไหม .... ขอตอบเลยว่ากลัวมาก เราไม่อยากตาย
แบบทรมารแบบคนใข้ของเรา และเราก็ไม่อยากเอามาติด
คนที่บ้าน แต่ในความกลัวยังมีความหวังเพียงแต่ขอให้ทุกคน

# stay home


*******

อาการ ไอ + จาม ต่างๆกัน เทียบกับ  COVID 

(1) ไอแห้ง + จาม = มลพิษทางอากาศ

  (2) ไอ + มูก + จาม + น้ำมูกไหล = โรคไข้หวัด

  (3) ไอ + เมือก + จาม + น้ำมูกไหล + ปวดร่างกาย + อ่อนแรง + ไข้อ่อน = ไข้หวัดใหญ่

 (4) อาการไอแห้งจาม + + ความเจ็บปวดของร่างกาย + ความอ่อนแอ + มีไข้สูง + หายใจลำบาก = coronavirus

 แผนกพยาธิวิทยา AIIMS, เดลี


********





ขอขอบคุณยูทูปและข้อมูลที่เพื่อนส่งมาทางไลน์ค่ะ
 
Healthy Blog


 
newyorknurse



Create Date : 16 เมษายน 2563
Last Update : 16 เมษายน 2563 5:49:43 น. 18 comments
Counter : 488 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณkatoy, คุณคนผ่านทางมาเจอ, คุณSleepless Sea, คุณtuk-tuk@korat, คุณหอมกร, คุณThe Kop Civil, คุณtoor36, คุณเนินน้ำ, คุณทนายอ้วน, คุณnonnoiGiwGiw, คุณTui Laksi, คุณSweet_pills, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณ**mp5**, คุณzionzany, คุณสันตะวาใบข้าว, คุณเริงฤดีนะ, คุณกะว่าก๋า, คุณสองแผ่นดิน


 
อเมริกามีผู้ติดเชื้อสูงสุด
โดยเฉพาะ New York


โดย: katoy วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:7:12:45 น.  

 
คนไทยเป็นวิตกจริตมากๆเลยค่ะพี่น้อย
ดูแลสุขภาพนะคะ


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:7:41:01 น.  

 
สวัสดีครับ

เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากเลยครับ
รักษาสุขภาพครับ



โดย: Sleepless Sea วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:9:27:50 น.  

 
ขอบคุณค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:10:14:53 น.  

 
newyorknurse Health Blog ดู Blog
เขาว่ากันว่า 20% ของคนได้รับเชื้อที่จะแสดงอาการค่ะพี่น้อย




โดย: หอมกร วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:10:26:39 น.  

 
pg slotขอบคุณที่แบ่งปันข้อมูลที่ดีค่ะ


โดย: ritcha (สมาชิกหมายเลข 5596831 ) วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:11:50:04 น.  

 
รักษาสุขภาพด้วยนะครับ อเมริกาตอนนี้ขึ้นเบอร์หนึ่งเลยครับ หน้ากากผมว่าสำคัญมากครับ


โดย: The Kop Civil วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:11:50:14 น.  

 
ถ้าไม่มีโรคพวกเบาหวาน หรือโรคร้ายแรงก่อนหน้า โอกาสที่โรคจะแสดงอาการก็จะลดลง ต้องรักษาสุขภาพให้ดีๆ


โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:13:01:23 น.  

 
รักษาสุขภาพด้วยค่ะพี่น้อย
นอกจากสุขภาพกายแล้ว
สุขภาพจิตเราก็ต้องดูแลดี ๆ ด้วยค่ะ
การกักเก็บตัวในบ้าน ก็ทำให้เกิดความเครียดอีก
จะออกนอกบ้านก็ไม่ปลอดภัย
สารพัดจะวิตกนะคะ ขอให้โรคนี้ผ่านไปเร็ว ๆ ด้วยเถอะ


โดย: เนินน้ำ วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:13:10:17 น.  

 
พี่ไม่ออกจากบ้านเลยค่ะ ไม่เครียด
หาอะไรๆทำไป ลูกซื้อกับข้าวสดให้
นิวยอร์กน่ากลัวกว่ากรุงเทพฯนะคะ
รักษาตัวเองดีๆด้วยค่ะ
มีหมอประจำบ้านสองคน
น่าจะดูแลให้ปลอดเชื้อได้ดัแล้วค่ะ
อย่าวิตกมาก




โดย: ภาวิดา คนบ้านป่า วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:14:36:55 น.  

 
2 อาทิตย์ที่แล้วเมืองไทยอากาศร้อนเริ่มร้อนมากขึ้น เช้าจะคัดจมูก จาม มีน้ำมูก บางวันคัดจมูกทั้งวัน แล้วก็มีเสมหะ รีบวัดไข้ - ไม่มี แต่เริ่มกลัวแล้วครับ เอาใหม่กินน้ำอุ่นเยอะๆ ก่อนนอนกินเซอรฺเท็กทุกวัน 2-3 วันอาการหายไปหมด เลยคิดว่าคงเป็นเพราะแพ้อากาศครับ ช่วงเปลี่ยนผ่านจะเป็นมาก ถ้าไม่กินเซอร์เท็กบางครั้งถึงกับเป็นไข้เลยครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:15:55:23 น.  

 
โห...อ่านแล้วมีประโยชน์สุดๆที่หาข้อมูลคนติดเชื้อจริงมาบอกเล่าต่อ
จขบ.คุณน้อยก็โดนหางๆ ให้เป็นห่วงด้วยเช่นกัน
ขอให้อาการดีขึ้นๆเรื่อยๆเป็นปกติโดยเร็ว
มีสุขภาพแข็งแรงๆนะคะ

เราเองก็ไม่ยอมออกไปไหน คุณลูกห้ามเด็ดขาด
ซื้อของเข้าบ้านให้ล้างฆ่าเชื้อก่อนเข้าตู้เย็นทุกอย่าง
จำคำนี้ไว้ค่ะ "ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก"
แต่บางที เราก็มีแพนนิค ..เอ๊ะ เป็นรึป่ะ
เรามีโรคภูมิแพ้ คัดจมูก ประจำตัว พอพ่นยาเข้าจมูก
จะทำให้คอแห้งจมูกโล่ง มีเสมหะ บางทีก็ไอ
จนวิตกจริตบ้าง...ขอบคุณนะคะคุณน้อย


โดย: Tui Laksi วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:20:26:48 น.  

 
ขอบคุณพี่น้อยมากนะคะสำหรับข้อมูลจากประสบการณ์จริง
ของพี่น้อยและทุกท่านทำให้เห็นว่าสถานการณ์ที่เจออยู่นี้
ใกล้ตัวและอาจเกิดขึ้นกับเราก็เป็นได้

ข้อชี้แนะคำเตือนต่างๆมีประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ
ทำให้ตระหนักว่าต้องไม่ประมาท ให้ระวังตัวเองรวมถึงคนในครอบครัวอย่างเต็มที่

ขอให้พี่น้อยสุขภาพแข็งแรงนะคะ
ขอบคุณพี่น้อยสำหรับกำลังใจค่ะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 16 เมษายน 2563 เวลา:22:29:31 น.  

 
โดนคนข้างๆขู่ทุกวันว่าเค้าให้กินของปรุงสุกใหม่ เลยงดส้มตำค่าช่วงนี้ อิอิ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 17 เมษายน 2563 เวลา:14:15:21 น.  

 
ส่งกำลังใจครับ


โดย: **mp5** วันที่: 17 เมษายน 2563 เวลา:16:06:52 น.  

 
ใช่ค่ะ
เราเป็นอะไร
เป็นหวัดหรือโควิด

สับสนๆ..และเครียดเลย

ขอบคุณที่แบ่งปัน
Take care ค่ะพี่น้อย


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 18 เมษายน 2563 เวลา:5:56:24 น.  

 

สวัสดียามเช้าครับพี่น้อย

เป็นโรคใหม่
ที่น่ากลัวมากครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 เมษายน 2563 เวลา:6:11:20 น.  

 
อรุณสวัสดิ์เช้าวันเสาร์ ณ เมืองไทย
take care ค่ะพี่น้อย

สู้โควิด19
ฟันฝ่าวิกฤติ ไปด้วยกัน


โดย: คนผ่านทางมาเจอ วันที่: 18 เมษายน 2563 เวลา:7:13:32 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

newyorknurse
Location :
ราชบุรี .. New York ... United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 148 คน [?]






เริ่มเขียนBlog
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553

ยินดีต้อนรับค่ะ

จขบ.บันทึกประสบการณ์ต่างๆ
ระยะเวลาทำงานและระยะเกษียณ
เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ

จขบ.พยายามใช้ชีวิตเกษียณให้มีคุณค่า
รักษาสุขภาพใจและกาย ท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ
ทำสวนดอกไม้ ออกกำลังกาย
สมัครเป็นสมาชิก 24 Hrs Fitness
เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ
จะได้ไม่เป็นภาระกับคนที่รักและห่วงใย

จขบ.เพิ่มบล็อกสุขภาพ
เพื่อจะได้นำสาระที่มีประโยชน์
เกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไป

จขบ.หวังว่าข้อมูลต่างๆช่วยให้
ทุกท่านที่มาอ่าน รักษาสุขภาพ
ไปตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน
และได้รับการรักษาเนิ่นๆ เพื่อ
ชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพ

"A time to enjoy, a time to spend time with your family and a time to be with your friends – all comes with retirement"

ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาค่ะ

***********

ขอบคุณ Bloggang ทำให้เราได้เขียนบล็อกต่างๆ
ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวด
ทุกๆคะแนนค่ะ


BG Popular Award # 15


BG Popular Award # 14


BG Popular Award # 13


BG Popular Award # 12


BG Popular Award # 11


BG Popular Award # 10


BG Popular Award # 9


BG Popular Award # 8

**********



ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2561
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ


ขอบคุณทุกหัวใจวาเลนไทน์ 2560
ที่เพื่อนๆมอบให้ค่ะ
Flag Counter
New Comments
Group Blog
 
<<
เมษายน 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
16 เมษายน 2563
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add newyorknurse's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.