Babel , เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ไปแล้วหรือยัง


...ลองสังเกตดูจะพบว่า เรื่องเลวร้ายในโลกใบนี้ เกิดจาก สองสาเหตุ

หนึ่ง คือ คน เจตนาคิดทำชั่ว เช่น โจรปล้นทรัพย์ ผู้ก่อการร้ายวางระเบิด ฯลฯ

สอง คือ คน ไม่ได้เจตนา แต่ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จุดเริ่มต้น มาจาก ความไม่รู้ ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง ความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ฯลฯ

สาเหตุที่สองดูเหมือนไม่น่าจะรุนแรง แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ โลกที่มีอคติระหว่างกัน โลกที่ผู้คนอยู่ด้วยความหวาดระแวง เหตุการณ์จากความไม่รู้ไม่ระวัง ก็ลุกลามใหญ่โตได้เกินกว่า เราจะคาดคิด เช่นใน Babel ที่ อคติ ผสมโรงไปกับ ปัญหาของการสื่อสารของมวลมนุษย์

Babel เต็มไปด้วยเหตุการณ์เลวร้าย

ในโมร็อคโค ยุซเซฟ กับ พี่ชาย ได้ปืนไรเฟิลกระบอกใหม่ พ่อของเขาตั้งใจซื้อมาไว้ใช้ยิงหมาไน เด็กทั้งสองคนสนุกกับการลองปืนบนเนินผา แข่งกันยิงทดสอบความแม่นว่า กระสุนจะไปได้ไกลสามกิโลกตามที่คนขายโฆษณาหรือไม่ พวกเขาเลือกเป้าเป็นรถบัสโดยสาร

ในโมร็อคโค ซูซาน กับ ริชาร์ด สองสามีภรรยา เดินทางมาท่องเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ ด้วยความหวังจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ดูเหมือนไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะ ซูซานผู้รักความสะอาดเป็นอันดับหนึ่งตกอยู่ในภาวะตึงเครียดกับการต้องมาเดินทางในแดนกันดาร แถมทั้งคู่ดูยังจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ขวางกั้นอยู่

ในอเมริกา เอมิเลียพี่เลี้ยงเด็กชาวเม็กซิกัน ประสบปัญหาหนักใจ เพราะ วันนี้เธอต้องไปร่วมงานแต่งงานของลูกชาย แต่พ่อแม่ของนายจ้างไม่อาจหาคนมาดูแลเด็กแทนได้ กำชับว่าให้เธออยู่บ้านดูแลเด็กๆ เธอจึงจำต้องพาสองพี่น้องลูกนายจ้างข้ามชายแดนไปงานแต่งงานลูกชายที่เม็กซิโก โดยไม่บอกให้เจ้านายรู้

ในญี่ปุ่น เด็กสาวมัธยมหูหนวกเป็นใบ้ สูญเสียแม่ไปได้ไม่นาน อาศัยกับพ่ออย่างไม่ใคร่จะถูกกัน และดูเหมือนว่าโลกนี้ก็ไม่มีใครเห็นคุณค่าในตัวเธอ เพราะ ทุกครั้งที่หนุ่มๆรู้ว่าเธอเป็นใบ้ เธอก็จะอันตรธานหายไปจากกรอบสายตาของพวกเขา กลายเป็นคนไม่มีตัวตน หรือ เป็นคนประหลาดที่หนุ่มๆจับกลุ่มซุบซิบนินทา พ่อของเธอมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเจ้าของปืน ที่ใช้ฆ่านักท่องเที่ยวชาวอเมริกันในโมร็อคโค





… Babel ไม่ต่างอะไรจาก 21grams ที่เล่าเหตุการณ์เลวร้ายเกี่ยวพันของผู้คนหลายกลุ่ม เช่น คนร้ายกลับใจแล้วแต่ก่ออุบัติเหตุอย่างไม่ตั้งใจ , ผู้ป่วยโรคหัวใจรอการผ่าตัด และ หญิงสาวที่สูญเสียครอบครัว โดยมีจุดเชื่อมโยงเดียวกันที่ น้ำหนักของจิตวิญญาณ

…Babel ไม่ต่างอะไรจาก Crash ที่แสดงปัญหาของอคติทางชาติพันธุ์และผลกระทบที่ต่อกันเป็นลูกโซ่

แต่ Babel ต่างจาก 21 grams และ Crash ที่ผลกระทบของพวกเขานั้นเกิดขึ้นได้โดยที่พวกเขาไม่ได้มีโอกาสเห็นหน้าหรือนั่งจับเข่าพูดคุยกันเลย ผลของการกระทำของพวกเขาสามารถส่งผลกระทบข้ามประเทศ แม้ว่าต้นเหตุของผลกระทบเหล่านั้นเริ่มต้นจาก ความไม่ได้ตั้งใจไม่เจตนาก็ตามที

คำว่า Babel มีต้นกำเนิดมาจากตำนานที่มนุษย์หวังสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้าชื่อ Babel เพื่อท้าทายให้ถึงสวรรค์ พระเจ้าจึงลงทัณฑ์ด้วยการทำให้มนุษย์พูดคนละภาษา สิ่งที่ตามมาคือพวกเขาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง นั่นทำให้ การสร้างหอคอยเกิดอุปสรรคไม่ประสบผลสำเร็จ

มาถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการที่ผ่านไปหลายร้อยล้านปี ภาษาของมนุษย์ก่อกำเนิดขึ้นมามากมายเป็นร้อยเป็นพัน นอกจากภาษาพูดยังมีภาษาอนาล็อก ภาษาดิจิตอล ฯลฯ แต่เพียงแค่เราเรียนรู้เปิดตำรา เราเองก็สามารถเข้าใจภาษาอื่นที่ต่างออกไป ไม่เหมือนในยุคสมัยที่มนุษย์สร้างหอคอย babel แต่กระนั้น เราเอง ก็ยังคงมีปัญหาด้านการสื่อสารไม่ต่างจากล้านปีก่อน

เพราะการไม่เปิดเผยความจริง ทำให้ คนเข้าใจผิดคิดว่าอุบัติเหตุกระสุนพุ่งเจาะนักท่องเที่ยวคือการก่อการร้าย

เพราะการไม่สารภาพกับตำรวจอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ การสูญเสียเกิดขึ้นต่อครอบครัวของยุซเซฟ

เพราะการไม่ปรับความเข้าใจ ทำให้ สามีภรรยาต้องอยู่ด้วยความอึดอัดและหลายคู่ต้องจากกันไปอย่างค้างคาใจ

เพราะการไม่เปิดใจ ทำให้ พ่อลูกที่อยู่กันแค่สองคนภายใต้บาดแผลใจเดียวกัน ต้องมีระยะห่างที่มากไปทุกขณะ

เพราะการไม่พูดไม่ปริปากใดๆ ทำให้ เหตุการณ์ที่ชายแดนเม็กซิโกลุกลามเกินกว่าเอมิเลียจะคาดคิด


... เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว เพราะถึงแม้จะมีการสื่อสารที่ย่ำแย่ แต่ หากในสังคมยังคงมีความไว้วางใจ ให้คุณค่าต่อมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม เมื่อเกิดปัญหาเราจะยังพอมีเวลาทบทวนและไม่มองแต่ละฝ่ายในแง่ลบ

แต่เมื่อโลกใบนี้ผู้คนเริ่มไม่ได้สร้างสัมพันธ์กัน เพียงเพราะเราเป็นเพื่อนมนุษย์ เมื่อเราให้คุณค่า(value)ของคนจากเปลือกภายนอกมากขึ้น ที่รูปร่างหน้าตา ที่ศาสนา ที่สัญชาติ ที่ชนชั้น ฯลฯ เมื่อเราไม่ได้มองคนที่ความเป็นคนภายในแต่มองที่ภายนอก

โลกใน Babel จึงเป็นเหมือน โลกที่เกิดผลพวงถัดมาจาก Crash เมื่อมนุษย์แบ่งแยกพวกกันมากขึ้น ทำร้ายกันมากขึ้น ความหวาดระแวงยิ่งทวีคูณ เป็นผลให้ แม้เราจะไม่มีเจตนาทำผิดใดๆ เหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้นได้ไม่ต่างกัน เพราะ

พวกเขาไม่รอช้าที่จะด่วนสรุปและตีข่าวว่าเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย เมื่อรู้ว่ามีคนอเมริกันถูกยิงในดินแดนอื่น

พวกเขาไม่รอช้าที่จะด่วนตีความว่าคนในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญของโมร็อคโคล้วนไม่น่าไว้วางใจ พร้อมทำร้ายได้ทุกขณะจิต

พวกเขาล้วนมองว่าคนหูหนวกเป็นใบ้ เป็นตัวประหลาด หากไม่หลอกใช้ก็เดินหนีจากมา

พวกเขาไม่รอช้าที่จะสงสัยว่าป้าแก่ๆชาวเม็กซิโกพาเด็กฝรั่งสองคนข้ามแดน เดินทางอย่างไม่บริสุทธิ์ใจ




…Babel เล่าเรื่องราวไล่มาตั้งแต่ในระดับโลก(international)ที่มีความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา ไปจนถึง เรื่องราวระหว่างบุคคล(interpersonal) ที่เราจะเห็น ความข้ดแย้งของพี่น้องที่ชิงดีชิงเด่นกันและภาวะที่เกือบนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางเพศในครอบครัว , ความขัดแย้งของคู่สามีภรรยาที่ต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายภายใต้การสูญเสียเดียวกัน และ ความข้ดแย้งระหว่างพ่อลูก

นอกจากนี้ Babel ยังเล่าเรื่องราวภายในตัวบุคคล(intrapersonal) ภายใต้ตัวละคร ชิเอโกะ

พฤติกรรมล่อตะเข้ของเธอไม่ว่าจะเป็นการยั่วยวนหมอฟันด้วยลิ้น การปล่อยปีศาจขนดกออกอาละวาด หรือ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับยาเสพติดและหนุ่มๆ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ส่อไปในทางของ เด็กสาวใจแตก แทบทั้งสิ้น

แต่หากมองเข้าไปให้ลึกขึ้นเราจะพบว่า พฤติกรรมเหล่านั้น ล้วนเป็น การแสดงออกของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีบาดแผลทางใจ และ พฤติกรรมเหล่านั้นล้วนเป็นการแสดงออกของความต้องการที่อยากจะสื่อสารกับผู้คนและอยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคม



เธอก็เหมือนเราที่อยากจะมีเพื่อน อยากจะพูดคุยกับคนอื่นๆ อยากจะเล่าเรื่องสนุกๆที่ได้เจอ อยากจะปรับทุกข์กับปัญหาที่ติดอยู่ในใจ การที่เธอหูหนวกและเป็นใบ้ ไม่ได้หมายความว่า เธอไม่ต้องการสื่อสารกับผู้คน

แต่การหูหนวกเป็นใบ้ของเธอ กลับทำให้ เราเผลอเข้าใจว่าเธอเองคงไม่ได้คิดอยากจะฟังเรื่องราวของเราหรือเธอเองนั้นก็คงไม่มีอะไรจะบอกเรา ทำให้เรามองเห็นเธอต่างจากเด็กสาวคนอื่นๆ

นั่นแสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมที่หนังพูดถึงมาโดยตลอด สังคมที่ผู้คนเริ่มขาดความสนใจที่จะรับฟังคนรอบข้าง สังคมที่มีปัญหาของการสื่อสาร และ สังคมที่มองผู้คนโดยเห็นแต่เปลือกที่เราสร้างขึ้นมา เราจึงไม่ได้เห็นชิเอโกะในฐานะ เพื่อนมนุษย์ เรามองเห็นเธอเป็น คนพิการ

ชิเอโกะ ก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กสาวบ้านเรา ในยุคสมัยที่สังคมให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ภายนอกมากเกินไป จนทำให้เด็กสาวหลายคนที่เรียนไม่เก่ง รูปร่างหน้าตาไม่โดดเด่น ไม่มีคนสนใจ ขาดความภาคภูมิใจในตัว ต้องแสวงหาคุณค่า แสวงหา การเป็นสมาชิกหนึ่งในสังคมด้วยวิธีการผิดๆ เช่น โชว์เรือนร่างให้ผู้คนชื่นชมใน camfrog เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าจอมปลอม

และมันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ เราเผลอมีส่วนร่วม หรือ เป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่งอคติและแบ่งแยก โลกที่เราไม่เคยสนใจจะสื่อสารกับใครเหมือนอย่างใน Crash หรือ Babel ไปแล้วหรือยัง ?

... หนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมออกจากโรงหนังด้วยอารมณ์เฉาๆติดต่อกัน ชนิดที่ว่าอาจต้องหยิบยาต้านเศร้ามากินทันทีหลังดูหนังจบโดยมี Babel เป็นเรื่องที่สาม ถัดจาก Blood diamond และ Curse of the Golden Flower
ความเฉาที่เกิดขึ้นมาจากความหดหู่เศร้าใจที่หนังถ่ายทอดได้ดีเหลือเกิน กับ ความชั่วร้ายเลวทรามที่มนุษย์สามารถกระทำต่อกัน ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

โลกใน Babel เล่าเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นใน สี่ประเทศ(โมร็อคโค , อเมริกา , เม็กซิโก , ญี่ปุ่น) ภายใต้ความไม่เข้าใจ ความไร้เดียงสา ความซวย ความหวาดระแวง ฯลฯ นำมาซึ่งความเกี่ยวพันของพวกเขาที่โยงใยกัน ความเฉาหดหู่ของหนังไม่ได้แค่มาจากภาพของเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แต่หนังยังแสดงภาพของเพื่อนมนุษย์ที่มีอารยธรรมชั้นสูงแต่กลับเสื่อมถอยทางมนุษยธรรม อย่าง นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่ไม่ใยดีเพื่อนร่วมชาติ ฯลฯ

ยังดีที่หนังไม่จงใจทำให้หดหู่สิ้นหวังเกินไป เมื่อหนังยังแสดงแสงสว่างเรืองรองของโลกใบนี้ให้เราได้เห็นอยู่บ้าง ผ่าน เหตุการณ์ในโมร็อคโค ที่เราได้เห็นภาพชาวบ้านที่ช่วยคนอย่างไม่หวังเงินทอง กับ ในญี่ปุ่นที่นายตำรวจไม่ฉวยโอกาสแม้เด็กสาวจะเปิดทางอย่างสะดวกโยธิน

...การแสดงมีส่วนสำคัญที่ตรึงให้คนดูสามารถจดจ่อกับเหตุการณ์ทั้งหลายตรงหน้า เพราะจะว่าไปแล้ว ด้วยตัวเนื้อหา babel ค่อนข้างน่าเบื่อ ขาดจุดไคลแมกซ์ที่คนดูอยากจะติดตาม และการแสดงของทีมนักแสดงในหนังนี้เอง babel ก็ไม่ทำให้คนดูต้องผิดหวัง

ผู้กำกับ อาเลคันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู รีดความสามารถจากนักแสดงได้เต็มที่ เราจึงได้เห็น บทบาทการแสดงที่ดีที่สุดของแบรด พิตต์ในรอบหลายปี เราจึงได้เห็น รินโกะ คิคุชิ ได้แสดงอารมณ์อัดอั้นตันใจของคนเป็นใบ้ราวกับเธอไม่ได้แสดงหนัง เราอยากกระโจนเข้าไปช่วยป้าเอเดรียน่า บาราช่า ที่แทบเสียสติกลางทะเลทราย และ ได้เห็นนักแสดงสมัครเล่นหน้าใหม่หลายคนในส่วนของโมร็อคโคเล่นได้สมจริง ส่วน เคต แบลนเช็ตต์ถือว่าลอยตัวกับการแสดงในระดับเทพของเธอที่บทของเธอแค่บาดเจ็บ คนดูก็ไม่อาจคลาดสายตา คนที่น่าเสียดายคือ กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล ที่บทไม่มีอะไรให้เล่นมากนัก





แต่ถึงจะเล่นกันได้อย่างแจ่มแจ๋ว ผมเองก็ไม่ถึงกับปิ๊งจนอาสาเป็นป๋าดันช่วยเชียร์ให้ได้รางวัลในสาขานักแสดง เพราะความรู้สึกของผม การแสดงของพวกเขาและเธอที่กระจัดกระจายอยู่ในหนังในแต่ละประเทศ ถูกกลืนหายไปทันทีเมื่อหนังเปลี่ยนฉากเปลี่ยนเหตุการณ์ เราจดจำการแสดงของเธอได้แค่ฉากเด็ดๆที่เขาและเธอโชว์ในตอนนั้นและมันก็เหมือนเป็นแค่ตัวประกอบหนึ่งในหนังที่มีอะไรหลายอย่างเหลือเกินให้คนดูจดจำ จะมีก็แค่การแสดงของน้องหนู รินโกะ คิคุชิ ที่ติดตาติดใจต่อเนื่องยาวนาน (เหะๆ เดาว่า หลายคนอาจคิดว่า ผมติดตาจากอย่างอื่น )

สำหรับผม พระเอกตัวจริงของ Babel ไม่ใช่นักแสดงคนใดคนหนึ่ง แต่ คือ ผู้กำกับและคนเขียนบท ไม่ใช่แค่กำกับทีมนักแสดงได้ยอดเยี่ยม แต่ อินาร์ริตู ยังสามารถนำส่วนประกอบของแต่ละประเทศเหมือนจิ๊กซอว์คนละส่วน มาเชื่อมต่อกันเป็นภาพเดียวได้อย่างเนียนมากชนิดไม่เห็นร่องรอยการเชื่อมต่อ จนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหนังถ่ายทำแต่ละส่วนแล้วนำมาต่อกัน แม้ส่วนญี่ปุ่นจะดูแปลกแยกมาบ้างก็ตาม

...บทของหนังเรื่องนี้แสดงความทะเยอทะยานไม่แพ้กลุ่มคนที่สร้างหอคอย babel นั่นคือ การเล่าเรื่องที่ขยายวงกว้างขนาดข้ามชาติข้ามทวีปและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าสองกลุ่มไปพร้อมๆกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำได้ดีสมกับที่ตั้งใจ แม้สไตล์ของหนังจะทำให้หลายคนมองว่า ไม่ต่างอะไรไปจาก 21 grams แต่หากมองให้ดีจะพบว่า Babel พัฒนาไปไกลกว่านั้นกับการเล่าเรื่องที่คุมหนังได้อย่างอยู่หมัดดำเนินเรื่องไปอย่างสุขุมนุ่มนวล ไม่ได้เน้นโชว์ความจัดจ้านและลูกเล่นเหมือนเรื่องก่อน

... หลายฉากที่หนังบีบคั้นคนดูแบบไม่จงใจยัดเยียด เช่น ฉากบนรถบัสที่สามีภรรยากำลังจะเริ่มคืนดีแต่เรารู้ก่อนพวกเขาว่าไม่กี่วินาทีข้างหน้าลูกกระสุนจะพุ่งทะลุมาผ่านหน้าต่างรถ หรือ ฉากพ่อและลูกชายฝืนต่อสู้กับตำรวจตอนท้าย ซึ่ง การถ่ายภาพในหนังทำให้ผมต้องกลับมาเปิดหาข้อมูล และไม่แปลกใจว่า เป็นฝีมือของผู้กำกับภาพคนเดียวจาก Brokeback mountain เพราะภาพในหนังเรื่องนี้มีส่วนอย่างมากที่ดึงอารมณ์คนดูไปมีส่วนร่วมกับตัวหนัง

ไม่ว่าจะเป็น ภาพความแห้งแล้งกันดารในโมร็อคโคที่ทำให้คนดูต้องรู้สึกสิ้นหวังไปพร้อมๆกับคู่สามีภรรยา และ พ่อลูก หรือจะเป็นภาพความสับสนโกลาหลของผู้คนแต่ตัวละครของเรากลับอึดอัดและเหงาจับใจในญี่ปุ่น (ช่วงเวลานี้ทำให้คิดถึงช่วงเวลาใน Lost in translation) ยิ่งภาพสุดท้ายของหนังที่ค่อยๆเคลื่อนถอยออกมาจากยอดตึกเป็นการปิดฉากหนังได้อย่างไม่หดหู่สิ้นหวังเกินไปนักแต่ก็ใช่ว่าจะสดใสเสียทีเดียว หนังส่งต่ออารมณ์เศร้าให้กับคนดูตามมานอกโรงอย่างไม่รู้ตัว

สิ่งที่ชอบ

1.การกำกับ โดย อาเลคันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู

2.บท โดย กุยเลอโม อาร์เรียกา

3.การแสดงของรินโกะ คิคุชิ ... ต่อให้ตัดฉากโชว์ของดี การแสดงของเธอที่เหลือก็มีดีพอที่จะทำให้คนดูต้องจดจำ

4.ฉากสุดท้ายของหนังและอารมณ์ต่อเนื่องหลังหนังจบ

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.มันง่วงไปนิดนะ

สรุป ...ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ หากจะมีใครบอกว่า Babel เป็นหนังที่ดีมาก และ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง หนังดีทั้งในแง่เนื้อหาและประเด็นที่หนังต้องการนำเสนอ และ ดีทั้งในแง่ความเป็นหนังเรื่องหนึ่ง แต่ Babel ยัง ไม่ใช่หนังออสการ์ของผมประจำปีนี้ หนังขาดพลังที่กระแทกกระทั้นให้ต้องอึ้งเหมือนกับใน 21 grams หนังขาดพลังบางอย่างที่ทำให้ผมต้องติดตรึงคาเก้าอี้เหมือนกับตอนดู Crash

ป.ล. ดูจบรีบกลับมาค้นแล้วก็ไม่แปลกใจ หายสงสัยในทันทีว่าหนูน้อยผมทองในหนังคือน้องสาว ดาโกต้า แฟนนิ่งนี่เอง

ป.ล.2… ปริศนาโน้ตลับของหนูรินโกะ สร้างข้อถกเถียงให้กับคนดูอยู่พอสมควร สำหรับผมแล้ว


ในตอนแรก แอบคิดเหมือนกันว่า นี่อาจเป็น ฆาตกรรมซ่อนเงื่อนภายในครอบครัววิปริตที่พ่อกับลูกสาวรักกันแล้วฆ่าแม่ทิ้ง แต่ก็คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะ ถ้าเป็นเช่นนั้นธีมของหนังทั้งเรื่องคงบิดเบี้ยวไปตามประเด็นที่หลุดไปแบบนี้ และ เจตนาของผู้สร้างก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น

ผมคิดว่า แม่ของเธอยิงตัวตายจริง แต่ การบอกว่าโดดตึก เป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจจากนายตำรวจ และ โน้ตฉบับนั้นน่าจะเป็น การระบายความอัดอั้นตันใจภายในตัวเธอ เมื่อเธอรู้สึกทรมานถึงขีดสุดแล้วก็มีชายหนุ่มที่แสดงท่าทียอมรับ เห็นเธอเป็นคนๆหนึ่งไม่ใช่คนพิการ และยินดีรับฟังโดยไม่หวังฉวยโอกาส ฉากตอนท้ายที่เปลือยเปล่ากับพ่อดูจะเป็นการแสดงออกของการที่เธอเองก็เริ่มจะเปิดใจเข้าหาพ่อมากขึ้น หลังจากได้เปิดใจใส่โน้ตลับและมีคนยอมรับตัวเธอ


ขอฝาก"หนังสือรัก"ไว้กับผู้อ่านด้วยเน้อ กับ พ็อกเก็ตบุ้คเล่มแรก ที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



(วางขายตามร้านหนังสือทั่วไปแว้ว)
เดือนแห่งความรัก มอบ"หนังสือรัก"แด่คนที่คุณรัก ฮิ้ววว






ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป



Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2550 8:25:00 น.
Counter : 3289 Pageviews.

62 comments
:: ปูรณฆฏะ :: กะว่าก๋า
(18 มี.ค. 2562 06:13:13 น.)
ชุดที่ 1 โอน่าจอมซ่าส์
(5 มี.ค. 2562 22:03:30 น.)
ทีวีอนิเม หน่วยผจญคนไฟลุก ประกาศผู้ที่มารับบทเป็น Joker iamZEON
(12 ก.พ. 2562 16:25:58 น.)
:: ฉันเห็น :: กะว่าก๋า
(15 มี.ค. 2562 07:14:59 น.)
  
เดี๋ยวต้องหาโอกาสไปดูแล้วล่ะ คิดว่าเรื่องนี้จะอยู่ในโรงได้ไม่นานแหง ๆ
โดย: พีทคุง (redistuO ) วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:3:07:55 น.
  
ดู Babel มาเมื่อเดือนที่แล้วค่ะ ขณะนั่งดูอยู่เกิดภาระหนักอกมาก แต่ออกจากโรงแล้วรู้สึกดีขึ้นค่ะ จริงอย่างที่คุณว่า เพราะออกจากโรงนี่รู้สึกเลยว่าปัญหาของการสื่อสาร และอคติมีอยู่เยอะเหลือเกิน นักแสดงทุกคนแสดงดีมาก ไม่เพียงแต่นักแสดงนำนะคะ เด็กโมร็อคโคสองคนนั่นก็เล่นดีมาก ๆ รวมทั้งทีมโมร็อคโคทั้งหมดได้ใจดิฉันไปเลยค่ะ
ส่วนน้องสาวดาโกต้า แฟนนิ่งนั้น ถึงบางอ้อ ตอนดูเครดิต แล้วเห็นนามสกุลเดียวกัน

ส่วนตัวแล้วอยากให้ ป้า Adrianna Barraza ที่แสดงเป็นคนเลี้ยงเด็กชาวเม็กซิกันได้รางวัลค่ะ น้อง Rinko Kikuchi ก็แสดงดี แต่รู้สึกอินกับป้ามากกว่า

ชื่นชอบบทภาพยนตร์ที่ กีเยอโม อาร์เรียก้า เขียนมาก ๆ เหมือนกันค่ะ
โดย: MoneyPenny วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:3:23:00 น.
  
โคตรน่าดู แต่ถ้าเป็นดาโกต้ามาเองคงดีกว่านี้

รักดาโกต้าอะ น่าร๊ากก
โดย: หนูคิสเซอร์วิส (KissAhoLicGal ) วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:4:59:48 น.
  
ยังไม่ได้ชมเลย

ต้องหาโอกาสเข้าโรงหนังบ้างแล้วครับ
โดย: กะได วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:6:32:41 น.
  
มาอ่านค่ะ ชอบหนังเรื่องนี้มาก มีอะไรให้คิด แต่ยังไม่ประทับใจเท่าไหร่ค่ะ อาจจะเพราะมัน "กระจาย" มากเกินไป ((แต่ความกระจายก็เป็นจุดเด่นนะ -"- เริ่มสับสน ฮา)) ^^

ดาราแสดงดีทุกคน แต่ไม่มีใครเด่นจนโดดออกมาเกินหน้าใครสักเท่าไหร่ ส่วนตัวชอบ Adrianna Barraza ที่สุดค่ะ อยากกระโดดเข้าไปช่วยเธอจริงๆ ง่ะ
โดย: Clear Ice วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:8:23:26 น.
  
+ รู้สึกคล้ายๆ คุณ จขบ. ในหลายๆ ประเด็นเช่นกันครับ ... น่าทึ่งที่ ผกก. อเลฮานโดร กอนซาเลซ อิงนาริตู สามารถปิด 'ไตรภาคแห่งความสูญเสีย' ไล่มาตั้งแต่ Amores perros, 21 grams จนถึง Babel นี่ ได้อย่างสวยสดงดงาม ถึงแม้ว่าเนื้อหา, ใจความที่หนังต้องการพูดถึง และวิธีการเล่าเรื่องของทั้ง 3 เรื่องนี้จะคล้ายคลึงกันในบางประเด็น ... แต่ด้วยสเกลงานที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ระดับประเทศ, ต่างประเทศ ไปจนถึง ระดับโลก ทำให้เนื้อหาดูเป็นสากลและกว้างไกลมากขึ้น ... และยิ่งหนังเลือกโลเคชั่นเป็นดินแดนที่ดูลึกลับ (ในสายตาของฝรั่ง - เพราะมีวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกับของตัวเอง) ได้แก่ อเมริกากลาง(เม็กซิโก), แอฟริกา(โมร็อคโค-แต่ในหนังนักท่องเที่ยวเข้าใจว่าเป็นอียิปต์) และเอเชีย(ญี่ปุ่น) ... ก็ยิ่งทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวอุบัติเหตุจากความคึกคะนองเล็กๆ ที่กลายเป็น 'Butterfly effect' นี้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
+ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอินและทึ่งกับเรื่องนี้น้อยกว่า 21 grams (เช่นกัน) มี 2 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 21 grams นั้นเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาเลย เหมือนเอาซีเควนซ์ที่ 7, 4, 1, 3, 9, ... มาเล่าต่อๆๆ กัน ให้คนดูต่อจิ๊กซอว์ (อย่างปวดหัว) เอาเอง พอลำดับเรื่องราวทั้งหมดเสร็จ หนังก็จบพอดี ... ซึ่งมันทำให้หนังดู 'เปี่ยมสไตล์' ... แต่กับ Babel เข้าใจว่าอาจต้องการประนีประนอมกับคนดูมากขึ้น จึงเพียงแค่ 'เหลื่อมเวลา' สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละแห่ง ... ข้อดีคือคนดูจะปวดหัวน้อยลง และทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้น ... แต่ข้อเสียก็คือ มันดู 'เท่ห์' น้อยลง ... ทำให้ดูธรรมดาไปหน่อยอ่ะครับ
+ อีกประเด็นนึงก็คือ 21 grams ดูแล้วกดดันและอึดอัดมากกว่า เพราะมันเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว และคนดูต้องคอยลุ้นว่าเรื่องราวมันจะจบลงอย่างไร ... ส่วน Babel มีความรู้สึกว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องราวมันก็น่าจะจบลงด้วยดี มีการคลี่คลายเหตุการณ์ในทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ประนีประนอมมากขึ้น ... ดังนั้นจึง 'บีบหัวใจ' น้อยกว่า 21 grams ครับ
+ ผมมีความรู้สึกว่าหนังตัวอย่าง (รวมเสียงประกอบ) ดูเครียดและกดดันมากกว่าหนังทั้งเรื่องอ่ะครับ

+ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอชมฝีมือ ทั้งผกก., คนเขียนบท (กุยเลอโม อาริเอกา - ที่ได้ข่าวว่าทะเลาะกับ อิงนาริตู เรื่องที่ไม่ยอมให้เครดิตเขา ว่าร่วมทำให้เกิดเรื่องราวของไตรภาคชุดนี้ขึ้นมา ... จนต้องแยกทางกันเดินซะแล้ว) ... รวมถึงการถ่ายภาพ ของ รอดริโก ปริเอโต ผู้ฝากฝีมือระดับเทพมาแล้วจาก BB Mountain ที่ทำให้ทะเลทรายในเรื่องนี้ ทั้งในชายแดนสหรัฐฯ และในโมร็อคโค ดูเวิ้งว้างอย่างน่าหวาดหวั่น, ญี่ปุ่นดูอึกทึกแออัดชวนเวียนหัว และเม็กซิโกดูดิบ เถื่อน แต่ก็มีเสน่ห์ร้อนแรงอยู่ในตัว ... ได้อย่างน่าทึ่ง
+ อีกอย่างก็คือ การแคสติ้ง ... ทุกๆ คนเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดาราดังอย่างแบรด พิตต์ และเคต บลานเชตต์ ... 2 คนที่ได้เข้าชิงประกอบหญิงออสการ์ก็สมควรแล้ว
... ป้าเอเดรียนา บาราซา แสดงตอนสติแตกได้สมจริงสุดๆ
... ส่วนริงโกะ คิคูชิ (ผู้ไม่ได้หูหนวกและเป็นใบ้) สามารถแสดงสีหน้าของคนเก็บกด ผู้ต้องการให้ 'โลก' เข้าใจเธอ เลยประชดชีวิตด้วยการทำอย่างที่เห็นในหนัง ได้อย่างน่าเชื่อถือ (ถึงแม้ว่าจะต้องโชว์เนื้อหนังมังสามากไปหน่อยก็ตาม เอิ๊กๆ )
... ส่วนพ่อของเธอ (โคจิ ยาคูโช) ถึงแม้ว่าจะโผล่ออกมาแค่ไม่กี่ฉาก แต่ก็ทำได้ดี ... รวมทั้งเจ้าเด็กชาวโมร็อคโค 2 คนด้วย (เห็นว่าเป็นเด็กแถวๆ นั้นแหละ) ... และคนที่น่านับถือ (ในเรื่อง) ก็คือ ไกด์หนุ่มชาวโมร็อคโค ครับ ถึงแม้ว่าจะโดน แบรด พิตต์ ระเบิดอารมณ์ใส่แทบทั้งเรื่อง (ทำให้ภาพลักษณ์ชาวอเมริกันดูเห็นแก่ตัวสุดๆ และนึกถึงแต่ตัวเองอยู่ข้างเดียว) ก็ตาม ... แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะอารมณ์เสียใส่หรือตอบโต้แม้แต่น้อย กลับยอมช่วยจนถึงที่สุด แถมไม่รับเงินตอบแทนอีกต่างหาก ... ถ้าเป็นผม อาจต่อยปากอเมริกันขี้วีน ไปตั้งแต่กลางเรื่องแล้วอ่า เหอะๆ

+ ตอนแรกก็งง ว่าทำไมซานติเอโก (เบอร์นัล) ถึงต้องเสี่ยงขับรถแหกด่าน ... ไปอ่านบทวิจารณ์ในนิตยสารหนังแล้วจึงถึงบางอ้อ ... ว่าเป็นเพราะนายด่านชาวอเมริกัน มักกดขี่ข่มเหงชาวเม็กซิกัน (อีกแล้ว) ทั้งด้วยสายตา, วาจา และการกระทำ เหมือนเป็นพลเมืองชั้น 2 ... พอซานติเอโกเมาเหล้า แล้วเจอแบบนั้น ... ความเก็บกดทั้งหมดก็เลยทะลักทลายออกมา ... เลยพลอยทำให้ป้าตัวเองต้องถูกเนรเทศกลับประเทศไปด้วย (ดูแล้วสงสารชีวิตโรบินฮู้ดจังเนอะ)

+ สรุป ... โดยรวมๆ จัดว่าเป็น 'หนังดี' เรื่องนึง ... เสียดายที่ยังไม่ได้ดูทั้ง The queen, Letters from Iwo Jima และ Little Miss Sunshine (2 เรื่องหลัง ไม่รู้จะมีโอกาสที่ใครจะซื้อเข้ามาฉายบ้างรึเปล่า) ... เลยยังไม่รู้ว่าจะเชียร์ให้เรื่องอะไรได้ออสการ์ดี ... แต่เท่าที่ดูผ่านตาไป 2 เรื่อง ผมก็เชียร์เรื่องนี้มากกว่า The departed นะครับ
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:10:45:31 น.
  
เพิ่งไปดูมาครับ และซื้อ หนังสือรัก เล่มนี้มาเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว

ไม่อยากอธิบายอะไรมาก อยากบอกว่า หนังเครียด และเป็นหนังกล่อง อย่างแท้จริง
โดย: ... กระซิบรัก จากความทรงจำ ... IP: 58.10.64.187 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:11:04:24 น.
  
(อาจสปอยล์บ้างนะครับ)

ผมชอบเรื่องนี้มากเหมือนกันนะครับ
ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่า Babel มันหมายความถึงหอคอยนั่น แต่พอเปิดดิกแล้วถึงเก๊ตขึ้นมาบ้าง

ตรงนี้ทำให้ผมชอบแนวคิดเรื่องโปสเตอร์หนังครับ ที่เอา Babel มาวางในแนวตั้งเหมือนกับหอคอย แต่หอคอยนี้ก็ใกล้จะถล่มมิถล่มแหล่ เพราะรากฐานก็ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก (สังเกตจากตัวอักษรที่เอียงกะเท่เร่แบบนั้น)

หอคอย Babel เปรียบเหมือนกับหอคอยที่รวมคนต่างขาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมรวมกันไว้ ถ้าเปรียบกับโลกนอกนิยายเรื่องไบเบิลแล้ว...
Babel ก็คือโลกใบนี้นี่เอง
และโลกใบนี้ ก็ใกล้จะล่มสลายเต็มที เพราะการที่คนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ไม่ยอมเข้าใจซึ่งกันและกัน

ฉากหนึ่งที่ผมรู้สึกหดหู่ขึ้นมาเลย แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับเรื่องราวของภาษาหรือการสื่อสารอะไรก็ตาม คือฉากที่ครอบครัวของยุสเซฟรู้ความจริงเรื่องที่ยิงรถบัสกับเรื่องพี่สาวจงใจยั่วยวนน้องชายในเวลาไล่เลี่ยกัน

น่าเศร้าและน่าหดหู่ ที่วัฒนธรรมจารีตที่กินไม่ได้ กลับทวีค่าสำคัญกว่าชีวิตมนุษย์ เมื่อพ่อลงไม้ลงมือกับพี่สาวหนักมือกว่าลูกชายที่อาจจะเพิ่งฆ่าคนตายมาหมาดๆ

การกระทำโดยไม่คิดในเรื่องนี้ นำพาไปสู่หายนะหลายประการ ทั้งการยิงรถบัสโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมาของเด็กชาวโมร็อคโคสองคน หรือแม้แต่การที่รัฐบาลอเมริกันรีบตีความว่านี่คือการก่อการร้ายโดยทันที เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดในดินแดนมุสลิม จนทำให้ทางการโมร็อคโคไม่พอใจจนสั่งห้ามเฮลิคอปเตอร์ของสถานทูตสหรัฐบินเข้ามาช่วยเหลือซูซานในช่วงท้ายเรื่อง

แต่อีกอย่างที่ผมว่าหนังจงใจเสียดสีรัฐบาลอเมริกันก็คือการที่นักท่องเที่ยวอเมริกันทั้งคันรถต่างก็หวาดระแวงกับสวัสดิภาพของตัวเอง เมื่อต้องพาริชาร์ดกับซูซานเข้าไปรักษาตัวในหมู่บ้านมุสลิมกลางทะเลทราย
ผมตลกตรงที่ว่า ถ้าพวกเอ็งหวาดระแวงนัก แล้วมาเที่ยวประเทศเขาทำไม??

เหมือนกับที่รัฐบาลอเมริกาเข้าไปในอิรัก และหาเรื่องกับอิหร่านอยู่ตอนนี้หรือไม่ (นอกจากเข้าไปคุกคามเขา ยังมีผลประโยชน์ด้านพลังงานแอบแฝงอยู่ด้วยมั้ย)? เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงหรือเปล่า?

ด้านการแสดง ผมชอบการแสดงของ Adriana Barraza มากกว่าริงโกะนิดนึง
แต่คนที่จับจิตที่สุดเป็น Elle Fanning น่ารักเหมือนพี่สาวเยย ^^

(ถึงพี่บลูยอชท์)
+ Little Miss Sunshine เห็นแว่วๆในเฉลิมไทยว่าแคททาลิสต์จะออกดีวีดีตอนต้นมีนาครับ ส่วนอิโวจิม่าคงต้องพึ่งสีลม
+ เรื่องซานติอาโก้ สงสัยผมไปอ่านเจอในนิตยสารเดียวกับพี่(หรือเปล่า) ล่ะมั้ง เพราะตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ตอนหลังผมก็อ่านเจอบทวิเคราะห์แบบนี้ (เกี่ยวกับเรื่องชายแดนอเมริกาเม็กซิโก ในรีดเดอร์สไดเจสต์ฉบับไทยเห็นแปลมาว่า เดี๋ยวนี้เขาถึงกับมีองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นการเข้าเมืองของเม็กซิกันโดยเฉพาะแล้วเสียด้วย สงสัยต้องไปอ่านก่อน เพราะคราวนั้นไม่ได้อ่านละเอียดเท่าไหร่)
+ 21 Grams ตอนผมดูกลับไม่ได้อินกับมันมากเท่าไหร่นะ สงสัยเพราะไม่ได้ดูในโรงด้วยแหละ - -*
โดย: nanoguy (nanoguy ) วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:11:55:24 น.
  
^
^
+ แต๊งค์งับ สำหรับข้อมูล ... แต่ถ้าเข้าฉายโรงใหญ่ ก็อยากดูในโรงมากกว่าอ่า T_T
+ เห็นว่ารัฐบาล "ตาพุ่มไม้น้อย" ดำริถึงขั้นจะสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวชายแดนเลยนี่ครับ (ทำเหมือนล้อมวัวไว้ในคอกเลยเนอะ) ... แต่แนวความคิดนี้มันดูออกเป็นแนวเหยียดเชื้อชาติมากไปหน่อย เลยถูกต่อต้านจากหลายฝ่ายอยู่อ่ะครับ
+ แต่ถ้าพูดถึงประเด็นต่างๆ ที่หนังต้องการสื่อถึงคนดู ... Babel นั้นกว้างไกลกว่าแน่นอนครับ ... มันมีทั้งเรื่องความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม, ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน, ความเข้าใจ ตั้งแต่ในระดับปัจเจก, สังคมเล็กๆ ไปจนถึงนานาชาติ เหมือนที่คุณ จขบ. ว่าไว้ (เอ๊! ว่าไปก็ชักจะได้กลิ่นออสการ์กรุ่นๆ มาตงิดๆ นะเนี่ย หุๆ
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:13:45:47 น.
  
ยังไม่มีโอกาสได้ดูเลยครับ และอยากดูมากมาย กะว่าวัน 2 วันนี้ ได้ไปเบิ่งแน่ๆครับ (หวังว่านะครับ)
โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:14:11:26 น.
  
ไม่อ่านนะคะ

เพราะตั้งใจจะไปดูอะค่ะ


ดูแล้วจะมาคุยด้วยอีกทีเน้อ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:14:51:17 น.
  
ไม่พูดมากแล้วกัน
ชอบมากครับเรื่องนี้

enjoy your day
โดย: Holden Caulfield วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:15:34:07 น.
  
เราชอบน้อยกว่า Crash นิด ชอบน้อยกว่า 21grams หน่อย แต่ก็ยังจัดเป็นหนังที่ชอบมาก และไม่ผิดหวังเลยค่ะสำหรับหนังออสการ์ที่รอคอยที่จะดูมากที่สุดเรื่องนี้

ส่วนที่ชอบมากๆ คือเรื่องอารมณ์ค่ะ เราได้รู้สึกถึงความหดหู่ โดดเดี่ยว อ้างว้าง และสิ้นหวังในหลายๆฉาก แบบที่แทบไม่เคยรู้สึกจากหนังเรื่องอื่น โดยเฉพาะฉากกลางทะเลทรายของป้าเอมีเลีย และฉากสวยๆบนตึกสูงๆในญี่ปุ่น ที่อ้างว้างเอามากๆ

อีกฉากที่ชอบคือฉากในผับของชิเอโกะ ที่ตัดไปมาระหว่างเสียงเพลงดังๆกับเสียงที่เงียบเหงาเหลือเกินในโลกของชิเอโกะ เก๋มากๆค่ะ (แม้ช่วงท้ายๆจะน่าปวดหัวไปหน่อยก็ตาม)

ชอบการใช้เพลง และการใช้"ความเงียบ"ในเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ มันช่างเหมาะเจาะลงตัว และยอดเยี่ยมเอามากๆ

เห็นด้วยว่าตอนที่ญี่ปุ่นมันโดดออกมาค่ะ ตอนแรกยังรู้สึกว่าเรื่องราวที่เชื่อมกับส่วนอื่นมันอ่อนเกินไป แต่พอคิดได้ว่าปืนไรเฟิลกระบอกนั้นน่าจะเป็นปืนที่แม่ชิเอโกะใช้ยิงตัวตาย ทำให้รู้สึกว่าเรื่องยิ่งหนักแน่นขึ้นนะคะ

แต่ที่ชอบน้อยกว่า Crash และ 21grams เพราะตัวบทยังไม่ค่อยกระแทกใจมากเท่าไหร่ค่ะ ไม่มีฉากที่ทำให้เราอึ้งไปเต็มๆแบบตอนดู Crash และแอบติดใจว่าเหตุผลของเซบาสเตียนในการขับรถแหกด่านมันอ่อนไปหน่อยมั้ย(ถึงจะอ่านจากคำอธิบายของคุณบลูยอชต์แล้วก็ตาม) แถมยังไม่กลับมารับด้วยแน่ะ ทั้งๆที่ตอนอยู่ในงานแต่งก็ดูเอ็นดูเด็ก 2 คนนี้ดี

ชอบฉากบนรถบัสที่คนดูต้องนั่งรอคอยกระสุนนัดนั้นมากๆ บีบหัวใจดีแท้

เชียร์ Adriana Bazarra ด้วยคนค่ะ ฉากกลางทะเลทราย ทำให้เรารู้สึก"กลัว"ตามไปจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้สึกว่ามัน"น่ากลัว"

ชอบประโยคนี้จังเลยค่ะ "ฉันไม่ใช่คนเลว แต่ฉันแค่ทำอะไรโง่ๆลงไป"
โดย: azzurrini IP: 202.28.181.9 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:22:05:27 น.
  
^
^
ผมว่าไม่กลับมารับเพราะหนีตำรวจไม่พ้นมากกว่านะ
โดย: nanoguy IP: 203.113.34.11 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:22:54:31 น.
  
เพิ่งดูจบครับ ขอบคุณบทวิเคราะห์ที่ช่วยทำให้เข้าใจหนังได้เยอะขึ้นมากเลย ชอบในส่วนที่พูดถึงชิเอโกะ ที่แม้จะหูหนวกเป็นใบ้ แต่ก็ยังต้องการสื่อสารกับคนอื่นอยู่
เห็นด้วยที่ว่าแบรด พิต แสดงดีมาก น่าเสียดายที่พลาดเข้าชิงออสการ์นะครับ
บทหนังโอเคครับ ทำให้สะท้อนใจได้หลายตอน (สงสารป้าอเมเลียอ่ะ) แต่อย่างว่า อาจจะไม่มีฉากกระแทกใจเหมือน Crash เลยดูอ่อนกว่าไปนิด
อีกอย่าง ดนตรีประกอบ กินอารมณ์สุดๆ เลยครับ

และที่สำคัญ เรื่องนี้ทำให้ต้องไปหยิบแผ่น 21 Grams มาดูเสียแล้วสิ หลังจากที่ซื้อแล้ววางไว้เฉยๆ อยู่ตั้งนาน
โดย: absent-minded IP: 222.212.71.178 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:9:21:33 น.
  
+ อืม ... ใช่ครับ อ่านของคุณ azzurrini แล้วก็นึกได้ว่าลืมเขียนไปว่าชอบฉากนั้นมากเหมือนกัน ที่ชิเอโกะเมากรึ่มๆ แล้วแด๊นซ์อยู่ในผับกับเพื่อนๆ และคนที่กะจะกิ๊กด้วย ... แล้วมีการตัดสลับเสียงอึกทึกของจริง กับ 'เสียงเงียบ' ที่เธอได้ยิน ... มันช่างเท่ห์และเห็นภาพพจน์ได้เป็นรูปธรรมดีแท้
โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.130 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:10:05:00 น.
  
เพิ่งไปดูมาเหมือนกันค่ะ ไปดูโดยที่ไม่รู้ว่าหนังเกี่ยวกับอะไร

แค่เห็นหน้าหนังก็อยากดูแล้ว

โดยรูปธรรมแล้ว ภาษาคือสิ่งที่ทำให้คนเราเข้าใจกัน
ในตอนต้นหนังตั้งโจทย์ไว้ว่า
การแตกต่างกันทางด้านภาษา...ทำให้ไม่เข้าใจกัน
การที่ไม่สามารถจะสื่อสารระบบเดียวกันกับผู้อื่นได้อย่างจิเอะโกะ...ทำให้ไม่เข้าใจกัน
จริงหรอ?
แต่ถ้ามองลึกๆแล้ว มันไม่ใช่ที่ภาษาหรอกภาษาถูกมองให้เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราไม่เข้าใจกัน
เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาเพื่อที่จะเข้าใจกันก็ได้ แค่ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร "พร้อม" ที่จะสื่อสารกันจริงๆ
โดย: Louise Redknapp วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:10:55:54 น.
  
อืม...อาจจะกลายเป็นอีก 1 ช้อยส์ ในสัปดาห์นี้ ไม่ก็สัปดาห์หน้าค่ะ
โดย: kenmania IP: 203.155.167.103 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:17:05:58 น.
  
อานแล้วอยากดูเลยค่ะ
โดย: ต.เต่าหลังตุง (pintakai ) วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:18:53:42 น.
  
เพิ่งดูเสร็จสดๆ ร้อนๆ...
อย่างที่ จขบ. ว่า...หนังอาจจะดีจริง แต่ว่าแอบน่าเบื่อเล็กน้อยในบางช่วง แต่ก็ไม่ถึงกับหลับนะคะ ดูเรื่องนี้แล้วซูฮกผู้กำกับเหมือนกัน เพราะไม่ใช่แค่ตัวแสดงนำเท่านั้นที่เล่นดี แต่หลายๆ คนที่เป็นตัวประกอบก็ให้อารมณ์ที่ดีไม่แพ้กัน

อ่านความเห็นของคุณ nanoguy แล้วนึกขำตาม...จริงแฮะ กลัวนักแล้วจะมาเที่ยวทำไม แล้วก็ซึ้งกับหนุ่มไกด์มาก เพราะถ้าเป็นเรา คนมะกันมาด่าเราปาวๆ อย่างนั้น...ได้เตะโด่งออกนอกบ้านกันมั่งล่ะ

สำหรับฉากในผับ...ยอมรับค่ะว่าไอเดียดี แต่เพราะว่าไม่ชอบการถ่ายทำในลักษณะนี้อยู่แล้วโดยส่วนตัว ดังนั้น ฉากนี้แหละที่ไม่ชอบที่สุดในเรื่อง

เรื่องต่อไปที่อยากดูก็คงเป็น music&lyrics คิดว่าเนื้อเรื่องคงเดาไม่ยาก...มาแนวสำเร็จแน่ๆ แต่ว่า...ฮิวจ์ แกรนท์เล่นทั้งที ต้องหาโอกาสแว้บไปดูหน่อยล่ะ

Rough ได้ดูกันหรือยังคะ ไม่รู้คิดยังไงกันบ้าง แต่เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ดูหนังมันตัดๆ จนทำเอาเนื้อเรื่องมันไม่น่าเชื่อเท่าไหร่นัก อีกอย่างคือ...อามิ น่ารักนะ แต่ไม่ตรงกับจินตนาการที่เราคิดเลยอ่า...
โดย: SnowBelL IP: 58.136.73.9 วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:00:08 น.
  
หลงเข้ามาอ่านครับ

ไม่ได้ดูหนังดีๆอย่าง Babel มานานแล้ว
ผมดูแล้วคิดถึง Traffic นะ

ชอบที่หนังสื่อให้เห็นถึงความขัดแย้ง
เช่น สาวหูหนวกในผับ
ชาวอเมริกันที่ถูกทิ้งโดยเพื่อนร่วมชาติ แต่กลับได้รับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า

และอีกหลายๆอย่างเลย
เชียร์ให้ได้หลายๆรางวัลละกัน สำหรับ Babel
โดย: กานต์นี่ IP: 124.120.62.173 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:10:11:29 น.
  
น้ำตาซึมอีกครั้ง กับประโยคนี้
"ความชั่วร้ายเลวทรามที่มนุษย์สามารถกระทำต่อกัน ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม"

หวัดดีแฟน blog นี้ ... ขอเข้ากลุ่ม "ดูแล้วมารออ่าน" ด้วยคน เพราะเชื่อว่าหลายคนคงเกิดอาการเสพติดกันมั่งหละ
โดย: bua ja IP: 61.7.144.43 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:26:34 น.
  
มันจะเป็นไปได้มั้ยครับ ที่อาจจะตีความได้ว่าชิเอโกะเป็นคนฆ่าแม่ของตัวเอง เห็นจากในตอนที่ตำรวจมาถามหาพ่อของเค้าแล้วเค้าก็รีบแก้ตัวเรื่องคดีการตายของแม่ ทั้งๆที่ตำรวจจะมาถามอีกเรื่อง แล้วพอเห็นว่าตำรวจเปิดใจให้ ก็เลยสารภาพออกไปโดยเขียนในกระดาษ ซึ่งถ้ามองอย่างนี้แล้วมันจะทำให้ความเกี่ยวข้องของเหตุการณ์นี้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโมรอกโกดูหนักแน่นขึ้นนะผมว่า..
โดย: job IP: 58.64.127.23 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:17:11:30 น.
  
เป็นหนังที่น่าดู และชวนหดหู่อีกเรื่องเลยทีเดียว
โดย: ShadowServant วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:23:15:19 น.
  
ชอบมากค่ะ ชอบความกระจายของหนังที่บางคนไม่ชอบนี่ล่ะค่ะ
คุยกับเพื่อนว่าดูแล้วทำให้ไม่อยากไปเที่ยวประเทศที่มันกันดารมากๆ
แล้วมีอะไรวุ่นวายทางการเมืองเลย ไม่รู้ว่าโมร็อคโคเขาจะคิดยังไง
กับภาพที่อกมาในหนังนะ กับอีกเรื่องดูแล้วคิดถึงเมืองไทย คิดถึงมูลนิธิกู้ภัยต่างๆ
ถ้าเจ๊ซูซานแกมาเที่ยวเมืองไทย แกคงถูกพาส่งตัวไปถึงมือหมอได้ตั้งนานแล้ว
ดูไปก็ลุ้นตรงจุดนี้ล่ะว่าเจ๊แกจะรอดตายหรือเปล่า แต่นายไกด์นั่นทำให้เรา
ยิ้มได้นะ ว่าสุดท้ายคนดีๆมีน้ำใจก็ยังมีให้เห็นอยู่ทุกมุมโลก ไม่ว่าจะพูดจาภาษา
อะไร เอาใจช่วยให้ได้ออสการ์นิ
โดย: เคียงจันทร์ IP: 61.19.47.117 วันที่: 19 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:11:28:07 น.
  
I just watched this movie on the plane. This is an interesting movie that keep me awake all the time that I was watching.
I think the way they make all the scenes continuously is very nice eventhough the situations happened in different countries.

Like it a lot.
Also like reading your comments.

โดย: akachan IP: 64.1.212.10 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:10:36:14 น.
  
เป็นความพยายามที่น่าสนใจ แต่ไม่ประทับใจเท่าที่ควร มาลองคิดดูอีกที เมโลดราม่ายิ่งกว่าละครน้ำเน่า มีแต่เหตุบังเอิญที่จับมาชนกันเพื่อความเท่ของเหตุการณ์ต่างที่ต่างเวลา แรงจูงใจที่ขาดๆ เกินๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆ และพยายามทิ้งปริศนาไว้ตามสูตรให้คนดูเอามาถกตีความกัน เอง

แล้วคนไม่ได้นับถือคริสต์จะเข้าใจมั้ยเนี่ย ว่าชื่อ บาเบล มีความหมายสะท้อนความเป็นมาของเรื่องอย่างจำเป็นต้องรู้ เพราะถ้าไม่เข้าใจชื่อเรื่อง ก็จะไม่เข้าใจเลยว่า อยากจะบอกอะไรกับคนดูกันแน่
โดย: Bkkbear (Bkkbear ) วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:21:43:00 น.
  
เพิ่งดูมาวันนี้
ชอบค่ะ
ชอบดนตรีประกอบมากๆ
กดดันเหลือเกิน
โดย: bamee IP: 124.121.24.18 วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:2:45:15 น.
  
เพิ่งไปดูมา ครับ หดหู่ต่อเนื่องเลย
มีถามคาใจเยอะมาก
แต่ ก็คิดว่า คือยถากรรม
โดย: TAXI_DRIVER IP: 124.121.20.77 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:11:57:37 น.
  
กว่าจะได้ดูก็แทบจะออกจากโรงอยู่แล้วค่ะ เพราะรอสอบเสร็จก่อน

อยากบอกว่าบทที่แสดงได้ประทับใจที่สุดในเรื่องคือป้าเอมิลี่น่ะค่ะ ลุ้นจนเครียดว่าจะรอดรึป่าวกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างอย่างนั้น
โดย: แก้มน้อยคอยรัก IP: 61.90.144.101 วันที่: 14 มีนาคม 2550 เวลา:11:48:46 น.
  
ชอบมากเลยครับ ถึงหนังจะเครียด ๆ ไปนิด ๆ

ดนตรีประกอบเนี่ยเยี่ยมมาก ๆ เลยครับ
ดึงอารมณ์ได้เต็มที่เลย
โดย: lkunl IP: 58.8.10.221 วันที่: 20 มีนาคม 2550 เวลา:19:48:10 น.
  
มีใครทราบมั๊ยครับว่า โน้ตที่รินโกะเขียนตอนท้ายแล้วส่งให้ตำรวจมีข้อความว่าอะไร
โดย: ketrattanakul IP: 203.156.86.163 วันที่: 27 มีนาคม 2550 เวลา:16:24:58 น.
  
^
^
เข้าใจว่า ผกก. ต้องการให้มันเป็นแบบ 'ปลายเปิด' คือให้คนดูตีความกันเอาเองว่าเธอเขียนว่าอะไร ... ซึ่งมันก็คล้ายๆ กับเรื่อง Lost in translation ที่ประโยคสุดท้ายก่อนอำลาที่พระเอกเข้าไปกระซิบข้างหูนางเอกนั่น คนดูไม่มีใครได้ยิน ก็เลยต้องตีความกันเอาเอง มันเลย 'เท่ห์' ไงอ่ะครับ
โดย: บลูยอชท์ วันที่: 30 มีนาคม 2550 เวลา:10:41:43 น.
  
โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบป้าชาวเม็กซิกันในเรื่องมากที่สุดในแง่ของนักแสดง
เธอแสดงได้ดีมาก ในช่วงที่อยู่บนรถ ตัดสินใจไม่ถูก เหมือนคนจริงๆ ในชีวิตจริงๆ เมื่อต้องเผชิญกับภาวะกดดัน ไม่ยอมบอกว่าความจริงเป็นเช่นไร และยังเล่นละครหาเอกสารยินยอมของพ่อแม่เด็กทั้งสองคนอีกไปเรื่อยตามตาคนขับรถ

เธอคงไม่รู้ในแง่กฎหมาย เมื่อจะนำบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะออกนอกประเทศ เธอทำเหมือนเดินทางไปต่างจังหวัดใกล้ๆ (ซึ่งจริงๆ อเมริกากับเม็กซิโกก็ใกล้กันเสียเหลือเกิน แต่ต่างกันราวฟ้ากับเหวในแง่ของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ)

ผมยังชอบช่วงที่ป้าหลงป่า ป้าแสดงได้ดีมากอีกเช่นกัน นั่งดูไปก็เศร้าและลุ้นให้ป้าหาทางออกเจอ ท่าทางอึดอัด กระวนกระวายใจ ไร้ทางออกของคุณป้าคนนี้ได้รับรางวัลจากผมไปเต็มๆ

ส่วนอีกเรื่องก็ดนตรีประกอบครับในช่วงสุดท้ายที่พ่อลูกญี่ปุ่นกอดกันบนระเบียงตึก เพราะมากครับ

ขอถามนิดนึงครับ คุณป้าเคยแสดงหนังเรื่องใดมาก่อนหรือไม่ หากมี เรื่องอะไรครับ
โดย: เช็งซิมอี๊ IP: 190.16.44.49 วันที่: 27 เมษายน 2550 เวลา:0:20:01 น.
  
ดูแล้วเครียด ๆ และรู้สึกหดหู่มาก ๆ เลยค่ะ
เป็นหนังที่ดีมาก ๆ ยิ่งมาอ่านที่คุณ aorta เขียน
ยิ่งทำให้รู้สึกเข้าใจเนื้อหาของหนังมากขึ้นไปอีก

โดย: ฟ้าฝนไม่เป็นใจ IP: 61.7.128.169 วันที่: 7 พฤษภาคม 2550 เวลา:11:06:48 น.
  
ตอนที่ดูถึงฉากป้าพี่เลี้ยงร้องไห้ตอนพอรู้ว่าจะโดนเนรเทศ นึกในใจเลยค่ะ โหยป้า...เล่นดีโครตตตๆ เหมือนมันเกิดขึ้นกับป้าจริงๆไม่เหมือนว่าเป็นการแสดงเลยอะ(รู้สึกตั้งแต่ตอนป้าเดินหลงในทะเลทรายแล้วหละ) น่าจะได้เข้าชิงชะมัด
แต่คิดว่าไม่ใช่ดาราฮอลิวู๊ด บทก็ไม่ได้เด่นมากไปกว่าคนอื่น คงไม่ได้เข้าหรอก

แต่ปรากฎ...ได้เข้าชิงจริงๆ.....กรี๊ดดดดดๆๆๆๆๆ

เหมือนตอนดูpirate ภาคแรกเลย ดูจบคิดในใจ ป๋าเด็ปป์เล่นบทนี้ได้สุดยอดดดอ้ะ..อยากให้ได้เข้าชิงจัง แต่บทฮาๆอย่างงี้ออสการ์คงไม่เอาเข้าชิงหรอกมั้ง...ปรากฎ...เข้าจริงๆๆๆ กรี๊ดดดดดๆๆๆๆ

ประทับใจมากค่ะ นักแสดงโมรอคโคกับเด็กผู้ชาย2คนนั่นก็เล่นกันดีสุดๆ

ยิ่งมาอ่านหน้านี้ยิ่งชอบหนังเรื่องนี้อะ มีหลายอย่างในหนังที่เราชอบแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร คุณและหลายๆcomment ไขคำตอบให้เราได้เกือบหมดเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ =)
โดย: p IP: 125.24.5.190 วันที่: 10 พฤษภาคม 2550 เวลา:2:56:23 น.
  
ตอนดูคิดว่าเข้าใจประเด็นนะ (อ่านวิจารณ์ของหลายๆคนก็พอตรงกัน)
แต่กลับไม่ feel เลย T_T
โดย: โปรดทำให้ฉันหยุดหัวเราะ วันที่: 10 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:47:03 น.
  
ชอบที่เขียนวิจารณ์บาเบลจังค่ะ
หนังเพิ่งเข้าญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้ ไปดู พอออกจากโรงมาตาบวมเลย ... โดนมากๆ
ตรงที่คุณบอกว่าในความต่อเนื่องของหนังโดยภาพรวมแล้ว เรื่องในญี่ปุ่นดูแปลกแยกที่สุด รู้สึกเหมือนกันนะคะ แต่คิดอีกแบบว่า เค้าอาจจะต้องการให้มันออกมาดูแปลกแยก หรือไม่ วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันนี้ มันแปลกแยกอยู่แล้ว
ในฐานะคนที่อยู่ญี่ปุ่น รู้สึกชัดๆ เลยว่านี่คือสังคมเด็กญี่ปุ่นที่มันจริงมากๆ เหมือนนั่งดูเรื่องของคนใกล้ตัวมากกว่าดูหนังน่ะค่ะ (ไม่ได้หมายความว่าเด็กมอปลายทุกคนเป็นแบบนั้นนะคะ แต่สิ่งที่เด็กสองคนในหนังคิดอ่ะ มันไม่ได้แปลกประหลาดอะไรไปจากปกติเท่าไหร่เลย) รวมทั้งปฏิกิริยาของคนรอบข้างอย่างยาม ตำรวจ พ่อ หรือแม้แต่ผู้ชายในคลับเป็น มันคือสิ่งที่เป็นญี่ปุ่นตอนนี้จริงๆ
จริงๆ คนเรียนจิตวิทยาน่าจะลองมาอยู่ในสังคมเมืองญี่ปุ่นนะคะ สังคมที่นี่แปลกจริงๆ ไม่รู้ว่าเพราะพัฒนามากไป หรือเพราะเป็นเกาะที่โดดเดี่ยวมาแต่ไหนแต่ไรกันแน่

ชอบเรื่องนี้มากกว่าแครชเยอะมากๆ อาจจะเพราะรู้สึกว่าแครชมองโลกในแง่ดีมากเกินไป แต่ในบาเบล เราเห็นว่าแต่ละคนก็มีมุมที่เห็นแก่ตัว มุมที่นึกถึงปัญหาเฉพาะหน้า และมุมที่เป็นคนโง่ๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่พระเอกมาจากไหน

ชอบนักแสดงทุกคนเลยค่ะ โดยเฉพาะป้าชาวเม็กซิกัน กะคิคุจิ ส่วนหนูน้องสาวดาโกต้า ( จำได้ตั้งแต่ออกตอนแรกๆ แล้ว รังสีความน่ารักแผ่สุดๆ ) เราว่าก็เล่นน่ารักนะ ดาโกต้าคงมาเล่นไม่ไหว โตเกินไปล่ะ

ส่วนความหมายของหนัง เจ้าของบลอกพูดได้ดีจริงๆ ค่ะ ...ดูแล้วเจ็บเข้าไปข้างใน ยิ่งเราเองอยู่ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนอย่างนี้ เราได้เห็นปัญหาและความไม่เข้าใจหลายๆ อย่าง ที่เกิดจากการสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ...ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ที่คนเรามีภาษาหลากหลาย ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ก็ทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปด้วย
โดย: The SoVo (http://kangalala.spaces.live.com/) IP: 124.102.44.92 วันที่: 11 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:30:32 น.
  
เพิ่งได้ดูวันนี้หลังจากได้ยินเพื่อนเชียร์มานาน
ยอมรับว่าดูมิค่อยเข้าใจเท่าใหร่ค่ะ ขอบคุณที่ให้ความกระจ่างนะคะ
โดย: kcpt IP: 58.64.46.133 วันที่: 13 พฤษภาคม 2550 เวลา:21:56:31 น.
  
ดูแล้วชอบมากครับ

แต่มีเรื่องสงสัย อยากจะถามหลายเรื่องเลย

อยากรู้ว่า คนที่ขับรถฝ่าด่านไปใหนแล้ว

แล้วเด็กสองคนในทะเลทรายหายไปใหนครับ

ผมชอบป้าในทะเลทรายเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมชอบ อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนคนอื่นไม่รู้นะครับ คือ ไกด์ชาวโมรอคโค มันเสียดสีคนอเมริกันได้น่าดูเลย ในน้ำใจของเค้า ทั้งที่ถูกดูถูก ถูกด่า ถูกว่า แถมตอนที่เค้ากำลังละหมาด แบรดก็คงคิดอะไรที่ไม่เข้าท่าอยู่แน่ๆ แต่สุดท้าย เค้าก็เต็มใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนหนึงโดนที่ไม่ได้หวังค่าตอบแทนเลย

บทตรงนี้ผมประทับใจสุดๆเลยครับ

ยังไงฝากคำถามด้วยนะครับผม
โดย: buntoshi IP: 58.10.207.195 วันที่: 14 พฤษภาคม 2550 เวลา:14:07:29 น.
  
ขอบคุณที่ review คับ อ่านแล้วน่าสนใจดี
โดย: ป๋า IP: 58.64.102.206 วันที่: 14 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:24:37 น.
  
เกี่ยวกับ ซาติเอโก้ เหตุผลน่าจะมาจาก ที่แสดงถึงนิสัยชายเมกซิกัน ที่ดูร่าเริงเปิดเผย อัธยาศัยดี แต่พอเหล้าเข้าปากแล้ว จะเปลี่ยนนิสัยไปเลยแบบขาดความรับผิดชอบ(สัมภาษณ์ของ ผกก.ชาวเมกซิกัน) ผมชอบในส่วนโมรอคโก มากที่สุดคือครอบครัวเด็ก 2 คน ครับเล่นได้ธรรมชาติดีมากหดหู่ ในฉากต่อสู้สุดท้าย และกลับมาคิดว่าเด็กคนที่ยิงอ่ะ น่ากลัวมากถ้าโตเป็นผู้ใหญ่เพราะมันฉลาด หื่น และพร้อมจะทำอะไรเลวร้ายได้ตลอดเวลา ทั้งที่พื้นฐานเดียวกับพี่ชาย....2.ส่วน ญี่ปุ่น อึ้งกับพฤติกรรมสาวรินโกะมากส่วนนี้บท /ดนตรี/ภาพ สื่อเข้าหากันได้ดี แต่ร้อยเรื่องกับอีก2 ส่วนไม่เนียนนัก 3. ส่วนเมกซิโก....ตัวผกก.คงแสดงออกถึงเมกซิโก ด้านที่ดี สนุกสนาน ผ่านสายตาเด็ก (แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ทั่วไปๆๆที่มองเมกซิโก แง่ร้าย) และประชากรชั้นสองของเมกซิโก ที่ยังถูกมองแง่ลบ ถึงการลักพาเด็ก....สามส่วนนี้ดูเป็นธรรมชาติ.........ยกเว้น ส่วนแบรดพิต-เคท ดูไม่น่าเชื่อถือด้อยที่สุด ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารน่าเห็นใจ มีปัญหาอยู่แล้ว แต่พิตต์ดันเลือกไปปรับกันในประเทศที่เสี่ยงแบบนั้นทั้งที่เพิ่งเสียลูกคนนึงไป.....ช่วยไม่ได้เลือกเองอ่ะ ตัวประกอบอื่นๆใช้ได้ได้หมด อาจจะให้เหตุผลว่า ดาราทั้งสองเป้นแม่เหล็กเปนตัวแทนอเมริกัน.....แต่ผมว่า มันจงใจบีบคั้นให้แสดง นี่คือ ดารา นี่คือการแสดง มันไม่เนียนเหมือนตอนอื่นๆๆสมแล้วที่ ไม่ได้ชิงรางวัล (แต่เอาอะไรกะรางวัลของพวกฮอลลี่วู๊ด) ประเด็นของหนัง ไม่ชัดเจน ถ้าคนดูไม่ศึกษาข้อมูลเพิ่ม ประเด็นมันดูเบลอกกว่า crash มันไม่จับจิตเท่าไรนัก แต่ผมชอบมากกว่าการแสดงใน crash ที่ดูเป้นละครน้ำเน่า จงใจบีบ รัดเค้นจนเกินงาม มันไม่เนียน .................ถ้าแบบลึกซื้งและไม่จงใจ ธรรมชาติแบบbrokeback mountain นั่นมันเข้าถึงตัวละครโดยไม่ต้อง จงใจทำ...เกินเหตุ หลังๆๆฮอลลี่วู๊ดอ่ะ ถ้าจงใจเน่าเกินไปก็โดนเมินเหมือนกันน่ะ fake เกินไป....
สรุป............ดูเรื่องนี้แล้ว ไม่อิ่ม ไม่จี้ใจอย่าง ที่คิดไว้ ดราม่าแบบสเกลใหญ่ มันอาจจะไม่กระตุกต่อมซึ้งถึงรายละเอียดในใจ ที่เข้าถึงง่ายแบบ หนังมวยของลุง อีสต์วู๊ดอ่ะ.......
นี่เจ๋งกว่าน่ะ children of men..........แปลก แตกต่าง หดหู่ ตรึงตา สนุก กว่าเยอะเลยครับ ทำไมสร้างโปรดักชั่นได้เจ๋งยังงี้ นี่ถ้าตอนจบ....จี้ใจ กว่านี้ น่ะ เจ๋งแน่ ...........ดูเสร็จแล้วต้องกลับมาดูซ้ำถึงความสัมพันธ์ของ จูลี่แอนด์ -โอเว่น-ตาลุงที่ให้ยาพิษแก่เมียเพื่อไม่ให้ทรมาณ....รวมทั้งวิญญาณ ความเป็นแม่ ของยัยแก่บ๊อง.../พยาบาลผดุงครรภ์
หนังที่ หญิง /คนไม่รักเด็ก น่าจะดูไว้ แนะนำครับ ....
ถามผู้รู้ครับ มีหนังเด็กที่ผมชอบตลอดกาล(นอกจาก cinema paradiso) childern of heaven หรือสลับกัน? หนังอิหร่าน นี่คือหนังเด็กที่ดีที่สุดที่ผมเคยดูมา แต่เป้น eng subtitle แปลออกมั้งไม่ออกมั้ง แนะนำให้หามาดูครับ ร้านคุณพี่คนนั้นที่ mbk อ่ะผมซื้อพร้อม cinema paradiso อยากได้แผ่น ที่มี ซับไทย /กะอีกเรื่อง god and moster
( 2 oscars) อยากได้แผ่นมากๆเลยครับ ดูแล้ว บทเจ๋งเป๊งมาก.....เปรียบเทียบหนังกะเรื่องจริงของประวัติ ผกก ดี พี่ๆๆแนะนำแหล่งหน่อยน่ะครับ ถ้ามีหนังไรแลกกันดู คนรักหนังต้องรู้อยู่แล้วว่าถ้ามีใครยืมหนังที่เราชอบไปแล้วไม่คืนหรือไม่ดูแลนี่ มีฉุนครับ เพราะงั้นให้คนรักหนังยืม ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่รู้คุณค่าครับ เมล์มาบอกหน่อยน่ะครับผม
โดย: tan812@hotmail IP: 222.123.142.58 วันที่: 16 พฤษภาคม 2550 เวลา:1:44:27 น.
  
เพิ่งดูจบ งงนิดหน่อย เลยมาตามอ่านใน บล๊อก นี้ ไม่ผิดหวังจริงๆ ^^
โดย: เมเม IP: 58.9.120.32 วันที่: 16 พฤษภาคม 2550 เวลา:4:59:11 น.
  
ดูแล้วหดหู่ค่ะ แต่ก็ชอบอยู่เหมือนกันทั้งเรื่องการแสดงและบท เป็นหนังที่ไม่เศร้าแต่หดหู่ค่ะ ในความคิด ตามมาอ่านจะได้เข้าใจยิ่งขึ้น
โดย: โอบีเวอร์ IP: 203.209.28.59 วันที่: 22 พฤษภาคม 2550 เวลา:16:09:10 น.
  
เพิ่งได้ดูปรากฎว่าเรื่องนี้กลายเป็นหนังในดวงใจไปแล้วอีกเรื่อง ต่อจาก21 gram ของผู้กำกับคนเดียวกัน เพลงOSTของGustavo เราหลงรักนักแต่ง
เพลงคนนี้แล้วจริงๆนะเนี้ย

ส่วนตัวแล้ว ถึงบาเบลจะให้ความรู้สึกที่มันทึ่งในบทและพล๊อตพอควร แต่ก็ยังไม่เท่าที่เรารู้สึกจากตอนที่ดู 21 gram นั้นให้อารมย์ที่มันหดหู่และตรึงใจหลังจากที่ดูจบมากกว่า อาจจะเป็นเพราะการที่บาเบลเล่นประเด็นและเรื่องในมุมมองที่มันกว้างกว่าด้วยมั่ง แต่โดยร่วมแล้วเราก็ประทับใจมากๆ

เราแอบมองต่างจากคุณผมอยู่ข้างหลังคุณนิดแฮะๆ เรื่องของหอเคยบาเบล ที่มนุษย์ท้าทายพระเจ้า(ชะตา) ที่มนุษย์พยายามเปลี่ยนแปลง หรือเรียกว่าขัดขืนดีล่ะ กับสิ่งที่ชะตาให้เรามา โดยล่ะทิ้งสิ่งที่เรามีแต่ดั้งเดิม แต่สุดท้ายมันก็พังทลายลงได้

ให้ตายสิ ยิ่งดูหนังออสการ์ปี2006แล้ว ยิ่งรู้สึกแย่ว่า The Departedมันได้รางวัลได้ไงว่ะเนี้ย (ขาดlittle miss sumshineเรื่องเดียวที่เรายังไม่ได้ดู)
โดย: NANAhashi IP: 124.121.19.196 วันที่: 24 พฤษภาคม 2550 เวลา:23:04:18 น.
  
ดูมาแล้ว ชอบมากกว่า crash แหะ ชอบการแสดงของป้ามากๆ เลย ส่วนที่ fake ที่สุดผมว่าเป็นของแบรดพิต ยังไงมันก็ยี่ห้อ แบรดพิตอะ ทุกส่วนของเรื่อง มันเหมือนกับเหตุการณ์จริง แต่ของ แบรดพิต ยังดูเป็น หนัง อยู่

สำหรับส่วนของญี่ปุ่นที่ จขกท บอกว่ามันโดด ผมว่าเพราะมันโดดก็ทำให้หนังดูน่าสนใจมากขึ้นครับ รอลุ้นอยู่ว่าโลกที่แตกต่างกันขนาดนี้จะมีจุดเชื่อมโยงกันยังไง มันเหมือนกับ เราอยู่คนละซีกโลก แต่การกระทำก็ยังสามารถไปกระทบถึงกันได้ คล้ายๆ กับลูกตุ้มเหล็กที่ปล่อยลงมาแล้ว ก็ไปผลักให้ลูกอีกฝั่งกระเด้งขึ้น

หลังดูหนังจบเรื่องนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า การกระทำของเราในตอนนี้ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆ แล้วเป็นผลกระทบจากใครสักคนนึงที่อยู่อีกฝั่งนึงของโลกรึเปล่า

โดย: อธติ23 IP: 125.25.189.2 วันที่: 28 พฤษภาคม 2550 เวลา:18:33:39 น.
  
เพิ่งดูบาเบลจบ แร้ว เรยเข้ามาอ่านความเห็นในหนังเพิ่มเติมค่ะ วิจารณ์สนุกมาก ขอบคุณค่ะ
โดย: โย่ IP: 124.120.247.187 วันที่: 15 มิถุนายน 2550 เวลา:3:53:38 น.
  
ขอบคุณที่ช่างวิเคราะห์หนังอย่างกระจ่างใจดีแท้
ดูหนังจบตัวอีฉันเองยังคิดว่าคนเขียนบทหนังเขาเอาอะไรทำสมอง มันช่างน่าประหลาดใจในความคิดอ่านของเขา หนังอึดอัดจริงแต่มีสัญญาลักษณ์ที่ลึกซึ้งดีแท้
โดย: แม่คนหนึ่ง วันที่: 15 มิถุนายน 2550 เวลา:20:27:02 น.
  
พึ่งด
ุจบเหมือนกันครับ เด็ดมากๆ
โดย: kanapo IP: 203.188.26.35 วันที่: 16 มิถุนายน 2550 เวลา:13:00:57 น.
  
ชอบ Crash มากกกกก รักหนังเรื่องนี้มากที่สุด ดูแล้วเหมือนถูกด่า เอ๊า! นี่เราพาลตัดสินคนผิดไปอยู่เรื่อย อย่างที่หนังสร้างให้เราคิดไป พอเฉลยมาเรื่อยๆรู้สึกว่ามนุษย์เรามักตัดสินกันแต่ภายนอก จริงๆเราไม่ควรตัดสินใครด้วยซ้ำ เป็นหนังเรื่องแรกที่ดูแล้วเหมือนมีส่วนร่วมมากกว่าทุกเรื่องที่เคยดูมา
โดย: พิณฑ์ IP: 61.90.250.14 วันที่: 19 มิถุนายน 2550 เวลา:18:08:49 น.
  
พึ่งดูจบ รีบเข้ามาอ่านทันที

ขอบคุณสำหรับบทความครับ
ถือว่าเป็นบทความที่ดี( ที่สุด) อีกบทความหนึ่ง เพราะวิจารณ์และ วิเคราะห์ได้ดีมากๆเลย
โดย: Story of Winter IP: 58.10.198.145 วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:16:32:18 น.
  
ชอบBabel มากกว่าCrash และ The Departed ที่ต่างก็ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยมด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ช่างเถอะ เพราะยังไงก็เลิกศรัทธารางวัลจากเวทีนี้มานานแล้ว
โดย: Ripley IP: 202.5.95.205 วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:17:19:28 น.
  
ช่วงที่ญี่ปุ่น ดูแล้วเหงาจริงๆ
คนมากมายแต่รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว
ชอบประโยคท้ายเรื่องที่ว่า
"The brightest light in the darkest night"
(ถ้าจำไม่ผิด)
โดย: บะหมี่หยกหกก้อน IP: 202.44.136.50 วันที่: 13 ตุลาคม 2550 เวลา:17:24:27 น.
  
7/10 คะแนน

เป็นหนัง Drama ที่ดำเนินเรื่องจาก 4 เหตุการณ์ มาเชื่อมโยงกันได้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของความซึ้งและการดึงอารมณ์ยังไม่ถึงที่สุด ผมจึงไม่แปลกใจเลยที่ได้ oscar แค่ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
โดย: นักวิจารณ์สมัครเล่น IP: 125.24.181.222 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:50:35 น.
  
กำ เพิ่งนึกได้ไม่เห็นมีคนเขียนในหลายบทวิจาร์ณเลย
1.ปืนที่อยู่ในโมร็อคโคนั้นน่าจะเป็นปืนที่ปลิดชีพแม่ของสาวพิการ พ่อเจ้ารับไม่ได้เลยเอาไปให้คนที่โมร็อคโค
2.การตายของแม่ อาจเกิดจาก ฆ่าตัวตายจริงจริง 80 เปอเซน อย่าลืมนะครับลูกสาวหูหนวกไม่ได้ยินเสียงปืนแน่แน่ อีก20 เป็นจากการทำของลูกสาว ครับ
โดย: ต่อ IP: 124.157.186.6 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:42:34 น.
  
มันยาวมากจนขี้เกียจอ่าน แต่ว่าอ่านแล้วทำให้เกิดอะไรในใจหลายอยากและวันนี้จะกลับไปหามันมาดู
โดย: กุ๊กไก่ IP: 61.91.251.138 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2550 เวลา:18:54:43 น.
  
ชอบ ตอนแรกก็เบื่อๆ ยิ่งดูยิ่งสนุก
โดย: โต้ง IP: 125.27.88.131 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:11:14:35 น.
  
ตอนแรกกะดูก่อนนอนจะได้หลับ ที่ไหนได้หยุดดูไม่ได้จนจบ
โดย: พายองุ่น IP: 117.47.201.104 วันที่: 3 กันยายน 2551 เวลา:7:48:33 น.
  
เพิ่งดูไปวันนี้ งง มากๆตอนนี้กระจ่างละ
โดย: บีมิล IP: 61.90.82.9 วันที่: 9 กันยายน 2552 เวลา:0:45:49 น.
  
ติดตาฉากจบที่ญี่ปุ่น
แบรดแก่ เคทเท่
เรื่องเรียงร้อยได้หดหู่
ไม่ชอบบรรยากาศของเรื่องที่ญี่ปุ่นค่ะ ดูแล้วเซ็งๆหมดหวังในชีวิต
หงุดหงิดกับเด็กสาวใบ้ที่เรียกร้องความสนใจอย่างน่าสมเพช
ลุ้นกับฉากที่ทะเลทราย โดยรวมก็ประทับใจพอสมควรค่ะ
โดย: katt196 IP: 110.164.25.58 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:13:50 น.
  
อ่า...พอดีมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน (เอ้ะ? ถึงปีหรือเปล่า) ก็จำรายละเอียดได้ไม่มากมายหรอกนะคะ
ถ้าพูดถึงในฐานะคนดูที่ดูผ่านๆ ก็ต้องเห็นด้วยไปอย่างยิ่งว่า "น่าเบื่อ" มากๆ แบบชวนให้หลับภายในพริบตา(ฮา)
แต่ถ้าลองมองดูในหลายๆ แง่ก็ถือว่าทำได้ "หดหู่" มากทีเดียว ถ้าพูดในภาษาแนวๆ หน่อยก็แบบว่า "เข้าถึง" มากเลยละคะ
โดยส่วนตัวแล้วชอบอะไรบ้าง?
1. ชอบการเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละประเทศที่ทำออกมาได้อย่างเป็นจังหวะจักโคนดีคะ (ตอนแรกก็งงอยู่เหมือนกันว่ามันจะมาเกี่ยวกับญี่ปุ่นได้ยังไง พอมาถึงตอนสุดท้ายก็ "อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง")
2. นักแสดงที่ทำออกมาได้ดีทีเดียว (ดูซะก่อนว่านั่นใคร?)
3. การกระจายอารมณ์ ปัญหา และความวุ่นวายในแต่ละส่วน
4. การแสดงจุดเด่นในแต่ละตัวละครที่ต้องการสื่อออกมาได้อย่างชัดเจนมาก
ส่วนสิ่งที่ไม่ค่อยชอบก็อย่างที่บอกไปข้างต้นคะ คือมันค่อนข้างจะน่าเบื่อไปสักหน่อย และการตัดฉากไปมาหลายๆ ประเทศบางครั้งมันขาดตอนไปสักหน่อย แบบว่ายังไม่ทันจะเข้าถึงก็ไปซะและ

ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นครั้งแรกนะคะ ขอบคุณเจ้าของบล้อกมากนะคะที่วิเคราะห์ให้ฟังตั้งหลายเรื่อง จริงๆ ก็อ่านมาเกือบหมดแล้วละคะ แหะๆ
โดย: kanomsai IP: 58.64.92.211 วันที่: 9 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:38:40 น.
  
มันเป็นช่วงเวลานึงของการดูหนังเรื่องนี้ รอบที่ 3 เห็นทีว่าปีกว่าๆ ต่อรอบ แต่รอบที่ 3นี้ตั้งใจดู น่าจะโตพอรับอะไรได้เยอะ 555 อยากรู้ลึกๆ เขาทำอะไรกับจิตใจเรา ถึงได้ตามหาความหมายของหนัง (เป็นคนคิดช้า งงง่าย) พอได้อ่านกระทู้นี่เหมือนเปิด Dictionary ดีๆ เล่มนึงเลย อ๋อ! บางอ้ออยู่นี่เอง ขอบคุณค่ะ ลึกซึ้งยันกึ๋นแมวเลย :) :)
โดย: ไม่มีคำพูดดีๆ IP: 171.7.50.202 วันที่: 10 พฤษภาคม 2559 เวลา:2:54:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด