A Sound of Thunder , เรื่องราวอยู่ในโลกอนาคต ตัวหนังอยู่ในโลกอดีต


ธุรกิจผลักดันให้วิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าต่อไป ในขณะเดียวกัน ธุรกิจก็สามารถทำลายวิทยาศาสตร์ให้ย่อยยับได้ในพริบตา ด้วยด้านมืดของธุรกิจ คือ ความโลภที่จ้องหาแต่ผลกำไร

...ในปี ค.ศ. 2054 การร่วมงานกันระหว่าง หนึ่งนักธุรกิจ Charles Hatton กับ หนึ่งนักวิทยาศาสตร์ Travis Ryer ในธุรกิจพานักท่องเที่ยวเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ เพื่อชมธรรมชาติและตื่นเต้นไปกับการล่าไดโนเสาร์ เป้าหมายของคนหนึ่งคือการทำเงินให้ได้มากที่สุด เป้าหมายของอีกคนคือการวิจัยเพื่อสร้างสัตว์ที่สูญพันธ์ไปหมดสิ้นแล้วให้กลับคืนมาใหม่

...ข้อสำคัญของการเดินทางย้อนเวลา คือ ห้ามเปลี่ยนแปลงอดีต นั่นคือ ห้ามหยิบจับหรือทำลายสิ่งที่อยู่ในอดีต รวมไปถึง ห้ามทิ้งสิ่งที่เป็นของในโลกปัจจุบันไว้ที่นั่น เมื่อจะฆ่าไดโนเสาร์ก็ต้องฆ่าตามเวลาที่คำนวณไว้เพราะเป็นเวลาที่มันจะตายโดยวิถีธรรมชาติอยู่แล้ว เหตุผลที่ต้องจุกจิกหยุมหยิมเช่นนี้ มาจากทฤษฎีที่ชื่อว่า The Butterfly effect ที่บอกไว้ว่า ความแปรปรวนเล็กน้อยในระบบที่มีการเคลื่อนไหว( dynamic system )จะส่งผลให้เกิดความแปรปรวนอันใหญ่หลวงของระบบในระยะยาว

Edward Lorenz กล่าวถึงทฤษฎีนี้เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ด้วยประโยคสั้นแต่ได้ยินกันมานานว่า one flap of a seagull's wings could change the course of weather forever รวมไปถึงการที่เขาเคยบรรยายว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่การกระพือปีกของผีเสื้อสามารถส่งผลให้เกิดพายุทอร์นาโดในเท็กซัส มีนิยายหลายเรื่องหยิบทฤษฎีนี้ไปเขียนและ 1 ในนั้นคือต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องสั้นจำนวน 18 หน้ากระดาษ ชื่อ A Sound of Thunder โดย Ray Bradbury

...ตัวอย่างในเรื่องสั้นที่อธิบายทฤษฎีนี้คือเมื่อ Travis Ryer อธิบายให้ Eckels นักเดินทางท่องทัวร์ไปครั้งนี้ว่า ห้ามแม้แต่เหยียบโคลนในนั้นเพราะเพียงการฆ่าผีเสื้อตัวเดียว ก็สามารถส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อโลกมนุษย์ ตัวอย่างที่ Travis เล่าเห็นภาพได้ชัดขึ้นเมื่อเขาสมมติว่า หากเราฆ่าหนูเพียง 1 ตัว ก็เท่ากับ เราตัดโอกาสการเกิดของครอบครัว ลูกหลาน หนูที่จะมาจากหนูตัวนั้นอีกเป็นร้อยเป็นพัน หรืออาจเป็นล้านตัว ส่งผลให้ สุนัขจิ้งจอกที่จำเป็นต้องกินหนูกลุ่มนั้นก็อาจต้องเสียชีวิตเพราะขาดห่วงโซ่อาหาร สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นตาย ก็เท่ากับ ตัดโอกาสครอบครัว ลูกหลาน สุนัขจิ้งจอกไปอีกจำนวนมาก และก็จะส่งผลต่อไปเป็นทอดๆแบบนี้ จนอาจส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงและชุลมุนวุ่นวายไปถึงโลกอนาคต ดังนั้นการเหยียบหนูตายตัวเดียวอาจทำให้เกิดภาวะแผ่นดินไหว , คนในอดีตตายหนึ่งคนอาจสูญสิ้นมนุษยชาติ ฯลฯ

...แต่แน่นอน ระบบ ย่อมไม่มีความแน่นอน เพราะในความแน่นอน ย่อมมีตัวแปร แม้ว่าการออกแบบระบบจะดีแค่ไหน การคำนวณของคอมพิวเตอร์จะแม่นยำเพียงใด ความผิดพลาดก็เกิดได้เสมอ และ มันก็มักจะมาจากตัวมนุษย์นั่นเอง ใน A Sound of Thunder มันก็มาจากความโลภของตัวละครที่ทำให้ความแปรปรวนนั้นเกิดขึ้น ส่งผลเป็นลูกโซ่มาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ต้นไม้เกิดเติบโตผิดธรรมชาติ คลื่นกาลเวลาซัดลูกแล้วลูกเล่า การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ สัตว์ประหลาดๆเช่นไดโนเสาร์กลายพันธ์ หรือ สัตว์ในโลกอดีตก็เริ่มตามมา และ นั่นก็เท่ากับว่า คลื่นเวลาระลอกแล้วระลอกเล่ากำลังจะทำให้โลกกลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง นั่นคือยุคดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีมนุษย์อีกต่อไป

หน้าที่ของพระเอกและลูกทีม คือ หาว่าความผิดพลาดที่ทำให้เกิดความแปรปรวนเกิดจากอะไร แล้ว วิ่งหนีสัตว์ประหลาดเพื่อหาทาง ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตที่ทำผิดพลาด

.. ทุกครั้งที่พระเอกของเราเผชิญกับไดโนเสาร์หรือสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ๆผมจะตื่นเต้นมาก เพราะการเงยคอจ้องไดโนเสาร์ร้องโฮกๆ จากแถวที่ 2 หน้าจอ ในโรง Sf MBK เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ตั้งแต่ซอกฟันยันลิ้นไก่ไดโนเสาร์ นับได้ว่าเป็นครั้งที่ 2 ที่ผมได้ที่นั่งใกล้จอขนาดนี้นับตั้งแต่ The Saint เมื่อหลายปีก่อน การนั่งหน้าจอสำหรับเรื่องนี้เป็นผลดีมากกว่าผลเสียเพราะมันช่วยเพิ่มระดับ ความตื่นเต้นให้กับผมได้มากขึ้นจากหนังที่มีให้น้อย

... การหยิบจับทฤษฎี The Butteyfly effect มาใช้นี้จะว่าเก่าก็เก่า จะว่าใหม่ก็ใหม่ ใครที่ได้ยินครั้งแรกก็น่าจะทึ่งแต่ใครที่เคยได้ยินมาแล้วหรือเคยดูหนังที่สร้างจากทฤษฎีนี้มาก่อนแล้วก็อาจจะเฉยๆ หนังทั้งเรื่องไม่สามารถที่จะสร้างความน่าสนใจได้เท่าเรื่องสั้นต้นฉบับ เพราะ การเดินทางข้ามเวลาของบริษัท Time Safari ใช้เวลา 16 หน้าและกลับมาที่โลกปัจจุบันแค่ 2 หน้า เพียง 2 หน้าก็สร้างความสนุกได้แล้ว แต่เกือบ 2 ชั่วโมงของหนังนั้นไม่มีอะไรให้น่าติดตามเท่าไหร่เลย

...ตัวอย่างหนังที่หยิบทฤษฎีนี้มาใช้ได้อย่างน่าสนใจ คือ หนังที่ชื่อเดียวกับทฤษฎีนี้เอง The Butterfly effect ที่ไม่ได้แค่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงอดีตแล้วจะส่งผลกระทบต่อปัจจุบันแต่หนังยังมีประเด็นความรักที่ถูกนำมาผูกไว้ด้วย หนังทำให้เราได้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงอดีตแม้เพียงเล็กน้อยมันก็ส่งผลกระทบเป็นทอดๆได้ถึงปัจจุบัน และ ยังพูดถึง กรรม ที่เราต้องเผชิญอย่างหลีกหนีไม่ได้ ไม่ว่าจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงกี่หน ผลลัพธ์ในอนาคตนั้นก็ไม่มีวันเปลี่ยน สิ่งที่เราทำได้หากเรารักใครสักคนแต่รู้ว่าไม่สามารถจะอยู่ร่วมกันได้ คือทำให้เขามีความสุขที่สุดแม้ว่าจะไม่มีเรา

จุดแข็งที่ The Butterfly effect เหนือกว่า A Sound of thunder ในแง่มุมเดียวกันคือ หนังสามารถชี้ให้เห็นชัดๆว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่ว่าส่งผลอันยิ่งใหญ่นั้นส่งผลได้อย่างไร ทำให้เราเชื่อถือตาม เรื่องนี้ตรงกันข้ามเป็นการหยิบทฤษฎีมาพูดผ่านตัวละครเท่านั้น แล้ว หนังก็กระหน่ำตามด้วยฉากแอคชั่นและ CG ที่เหมือนดูหนังสิบปีก่อน


...หนังเรื่องนี้ถ้าฉายเมื่อ 10 ปีก่อน น่าจะได้รับคำชมไปมากกว่านี้ กับไอเดียที่น่าสนใจและเทคนิคที่ดีในยุคนั้น แต่ก็คงดีได้ในระดับหนึ่งไม่มากมายด้วยข้อจำกัดของบทที่เป็นเช่นนี้ แต่นี่เมื่อหนังเดินทางมาสู่ปัจจุบัน มันจึงกลายเป็นหนังไซไฟที่ตกยุค และ รวมหลายองค์ประกอบของหนังไซไฟเชยๆเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็น

... Special effect คือ ความอ่อนด้อยและเป็นจุดอ่อนอันใหญ่สุดของหนังเรื่องนี้ ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้เห็นงานแบบนี้ในหนังใหญ่ระดับนี้บนจอ ฉากคนเดินไปมาในโลกอนาคตดูออกอย่างชัดเจนว่าเป็นการเดินผ่านฉากหลังหรือบลูสกรีนที่สร้างขึ้นมา ฉากพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆผมเห็นเหมือนเป็นจิ๊กซอว์เป็นชิ้นๆหลุดออกมา Computer Graphic ในเรื่องนี้แย่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตามมาด้วย

...การแสดงที่ไร้อารมณ์ สีหน้าของพระเอก Edward Burns ที่ไม่เคยหวั่นไหวแม้คนใกล้ตัวตายสักกี่คนหรือจะผจญกับสัตว์ประหลาดกี่ตัว ทำให้หนังยิ่งลดอารมณ์ความรู้สึกเข้าไปใหญ่และลดความสมจริงของหนังมากขึ้นไปอีก ทั้งเรื่องเราจะเห็นสีหน้าของตัวพระเอกกับนางเอกแค่ไม่กี่แบบ แม้แต่ความสัมพันธ์ที่หนังพยายามสร้างให้พระเอกผูกพันกับตัวละครตัวอื่น ก็ดูเป็นความพยายามที่จงใจไร้เหตุผลเพียงแค่คำพูดประโยคเดียวประเภท “พ่อเธอฝากฉันมา” ไม่ทำให้คนดูสามารถรู้สึกผูกพันตามไปด้วยได้ แล้วพอตัวละครสำคัญต่อพระเอกจากไป สีหน้าเขาก็ไม่มีเปลี่ยนแม้แต่น้อย บางตัวละครก็หายจากจอไปดื้อๆ

...สีสันของตัวละคร มีเพียงตัวเดียวจาก Ben Kingsley กับบทเศรษฐีปลิ้นปล้อนที่เล่นได้ตลกและน่าชังดี กับ คนประเภทพลิกลิ้นได้ทุกรูปแบบโดยมีผลประโยชน์ตัวเองนำหน้า ไม่เพียงการแสดงที่ไร้อารมณ์แต่บทที่มีนั้นก็ช่วยฉุดให้มันแย่ลงไปอีก เช่น dialogue ที่จับใส่ตัวละครเป็นบทพูดประเภท ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอมาก คือ มันไม่ได้สมเหตุสมผลในสถานการณ์นั้นแต่อย่างใดแต่ขออะไรที่เท่ห์ไว้ก่อน รวมไปถึง ฉากเชยๆประเภท ใช้กุญแจรีโมทเปิดประตูไม่ได้ก็ต้องมีตัวละครหนึ่งตัวพังประตูด้วยอาวุธแล้วหันมายิ้มปานประหนึ่งว่า "เห็นมั้ยละ ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีพวกนั้นหรอก นี่ละลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงแดง" ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นความเชยที่หนังตระกูลนี้มีมาแล้วไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง

...การเล่าเรื่องเดินหน้าไปอย่างข้างหน้าด้วยฉากแอคชั่นที่สาดกระหน่ำมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้นจากไดโนเสาร์ไล่ล่าอย่าง Jurassic park หรือ เหมือนผีดิบอย่าง Dawn of the dead ความสมเหตุสมผลถูกโยนทิ้งชนิดไม่สนใจอีกต่อไปเมื่อหนังเดินหน้าไปเรื่อยๆ ขนาดไฟดับน้ำท่วมไม่รู้กี่หน ไฟสำรองก็ยังคงใช้ได้ จนถึงตอนท้ายจมน้ำอีกไม่รู้กี่รอบ อุปกรณ์ฮาร์ดดิสค์ก็ยังคงใช้ได้อยู่ดี

ผู้กำกับ Peter Hyams ได้ไอเดียเก่าแต่ดีมาสร้างหนังอยู่เสมอ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามักจะไม่ประสบความสำเร็จ งานชิ้นก่อนหน้านี้อย่าง End of Days ที่ว่าไปแล้วตัวหนังเองก็มีความสนุกอยู่บ้างแต่ปัญหามันเกิดจากหนังขาดความกระชับ เล่าเรื่องแบบทื่อๆขาดความชวนติดตาม คนดูก็เลยสนุกได้แค่สนุกกับ Special effect กับ ฉากแอคชั่น ไปเท่านั้น พอมาถึงเรื่องนี้ ความสามารถในการกำกับและเล่าเรื่องไม่ได้ต่างไปจากเดิม มิหนำซ้ำจุดเด่นอย่าง Special effect ก็ยังแย่ลงไปอีก เหลือเพียง ฉากแอคชั่นกับเสียงดังๆให้ตกใจที่พอประทังให้หนังชวนดูไปได้จนจบ ดีที่ว่าส่วนนี้(ฉากแอคชั่น)หนังทำใช้ได้ทีเดียว มันจึงไม่ทำให้ผมรู้สึกเบื่อกระสับกระส่ายแต่เป็นความรู้สึกเหมือนดูเล่นๆไปได้เรื่อยๆ ตามประสาคนใช้ Movie passport ก็เลยไม่เสียดายมาก สัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกๆก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ผมสนใจดูอย่างเพลิดเพลิน น่าเศร้าที่หนังเล่าถึงยุคอนาคตแต่ตัวหนังเองกลับย้อนเวลาไปเป็นหนังในยุคอดีตแทน

สิ่งที่ชอบ

1.สัตว์ประหลาดแปลกๆ ... ทั้งลิงประหลาด , นกผี , พญานาคจอมโหด ไปจนถึง สาวมีหนวดตอนท้าย

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.Special Effect ย่ำแย่

2.การแสดงไร้อารมณ์

3.บทไร้เหตุผล

4.ความเชย ... แม้แต่ตอนจบก็จบแบบเชยๆอีกต่างหาก

5.ความไม่สร้างสรรค์ ... หากจะบอกว่าการหยิบทฤษฎีเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวนี้เป็นสิ่งสร้างสรรค์ ผมคงคิดเห็นตรงกันข้าม เพราะมันมีอยู่มานานแล้ว และ หนังหลายเรื่องนำมาสร้างแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นเพียงหยิบมันขึ้นมาพูดถึงสั้นๆแล้วขยายความด้วยการต่อสู้ไล่ล่าแทน หากไม่นับความสร้างสรรค์ช่างคิดในการออกแบบตัวสัตว์ประหลาด ส่วนที่เหลือคือความซ้ำซากที่เคยเห็นในหนังแบบนี้มาแล้วทั้งสิ้น

สรุป... ไม่เคยดูหนังไซไฟมาก่อนในชีวิต - สนุกตื่นเต้น ไอเดียล้ำ , เคยดูหนังไซไฟมาบ้าง แต่รู้จักทฤษฎีนี้ครั้งแรก - ไอเดียดี สนุกบ้าง , รู้จักทฤษฎีนี้มาก่อน ดูหนังมาพอสมควร – เสียดายตังค์ อาจไม่หลับเพราะฉากแอคชั่นยังพอตื่นเต้นบ้าง แต่ ถ้าจะหลับก็ไม่แปลกใจ



ความเห็นของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป

ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



Create Date : 16 ตุลาคม 2548
Last Update : 16 ตุลาคม 2548 14:00:49 น.
Counter : 4587 Pageviews.

23 comments
ชุดที่ 1 โอน่าจอมซ่าส์
(5 มี.ค. 2562 22:03:30 น.)
跟老婆打架了 วิวาทกับภรรยา Kavanich96
(5 ก.พ. 2562 02:37:33 น.)
+ ตุง หรือ ธุงอีสาน + wicsir
(4 มี.ค. 2562 11:02:11 น.)
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด เหม่ยเซียนถาว เกศสุริยง
(4 ก.พ. 2562 10:59:41 น.)
  
เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรมองข้าม

ความสำคัญของสิ่งเล็ก ๆ บางสิ่ง จริงมั๊ยค่ะ

โดย: (- _-)* (ไขมันจงเจริญ ) วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:1:44:20 น.
  
ยังไม่ได้ดูครับ ผมก็ชอบดูหนังเหมือนกันนะ ชอบอ่านคอมเม้นต์ก่อนดูด้วยแหล่ะ เพราะหลาย ๆ เรื่องในปีนี้ก็ทำให้รู้สึกเสียดายสตางค์นะครับ
โดย: hwp IP: 202.69.139.224 วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:16:14:41 น.
  
รู้จักทฤษฎีนี้มาก่อน ดูหนังมาพอสมควร – เสียดายตังค์ อาจไม่หลับเพราะฉากแอคชั่นยังพอตื่นเต้นบ้าง แต่ ถ้าจะหลับก็ไม่แปลกใจ

ผมจัดอยู่ในกลุ่มนี้ครับ ทฤษฎีนี้ก็รู้จักมาจากหนังเรื่องที่คุณพูดถึงน่ะแหละครับ แต่ยังไงก็ใช้สิทธิ์ passportอยู่แล้ว ก็คงดูเพลินๆน่ะครับ
โดย: จอมผีดิบมันตรัย IP: 203.113.80.136 วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:16:24:41 น.
  
โห แถว2จากหน้าจอไม่ปวดคอหรอคะเรื่องนี้ยังไม่ดูค่ะ ตอนดูหนังตัวอย่างคิดว่าน่าสนใจ แต่พออ่านบทวิจารณ์จบแล้วคิดว่าคงไม่ค่อยสนุก แต่ใช้movie passดูคงไม่เป็นไรขอบคุณค่ะ
โดย: ameagari IP: 58.8.249.2 วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:20:37:07 น.
  
สำหรับคนไม่มี Passport อย่างผม คงต้องข้ามหนังเรื่องนี้ไปแล้วหล่ะ

พูดถึงเรื่องฉากเอฟเฟ็ค ผมเห็นด้วยตั้งแต่ดูตัวอย่างแล้วหล่ะ มิน่าฉากแทม่งๆ
โดย: tenz วันที่: 16 ตุลาคม 2548 เวลา:21:58:15 น.
  
กำลังคิดจะไปดูพอดี สงสัยเปลี่ยนใจดีกว่ามั้งเนี่ย
โดย: แมวน้อยคอยรัก IP: 210.246.68.230 วันที่: 17 ตุลาคม 2548 เวลา:19:06:23 น.
  
อยากไปดูอะ
โดย: ShinKU IP: 202.5.88.128 วันที่: 17 ตุลาคม 2548 เวลา:20:02:47 น.
  
ดูแล้วเสียดายเงินมาก ๆ ครับ เหมือนดู Super Man เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ไอเดียดีแต่เสียดาย หนังนำเสนอไม่ได้เรื่องจริง ๆ
ตลอดเวลาที่ดูผ่านไปเกือบครึ่งเรื่อง อยากลุกออกไปมาก ๆ T.T (ก่อนเข้าไปดูเชียร์ชาวบ้านไปดูเยอะมาก เพราะเห็นว่าพล๊อตดี)
โดย: Neomaster IP: 58.10.183.3 วันที่: 17 ตุลาคม 2548 เวลา:23:57:03 น.
  
ปกติแล้วผลจากการเปลี่ยนแปลงอดีต น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจากเวลานั้นจนปัจจุบัน คนที่สามารถรับรู้ว่าอดีตเปลี่ยนไปน่าจะเป็นเฉพาะคนทำหรือผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้นในปัจจุบัน (คือเรารู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นอ่ะนะ อะไรกันทุกคนยังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมไม่ได้หรอ ต้นไม้มันเพิ่งมาขึ้นอยู่ในตึกหรอ พวกสัตว์ประหลาดอยู่ดีๆก็มาบุกเมืองใช่มั้ย ก่อนหน้านั้นตอนสร้างไม่เป็นไรเลยใช่มั้ย ออกมามุงดูต้นไม้เลื้อยๆกันอย่างกับของแปลก) คนธรรมดาๆ ต้องไม่รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะมันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงหนังกลับทำเป็นช่วงคลื่นเวลา ทำให้เรางง ไม่เหมือนสิ่งที่เราเข้าใจอยู่แล้ว เอ๊ะ...หรือยังไง

อ่านคอมเม้นท์ก่อนไปดู ทำให้ไม่ตั้งความหวังไว้มากนัก เมื่อเห็นฉากซีจีทะแม่งๆก็เลยไม่ติดใจมากนัก
กรณีสีหน้าตายของพระเอกนั้น คงเป็นเพราะเค้าคิดว่าภารกิจคงต้องสำเร็จ สามารถกลับไป save thing right (หรืออะไรซักอย่าง) ได้ ในหนังก็บอกว่าเค้ามั่นใจมาก เดี๋ยวก็ได้พบทุกคนเหมือนเดิม
โดย: chocolateสอดไส้มิ้นต์ผสมถั่ว IP: 61.90.95.103 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:2:59:00 น.
  
ที่มันผิดพลาดไม่ใช่ตัวระบบครับ มันเป็นเพราะคนต่างหาก ถ้าดูจะรู้ พลาดเพราะไปเหยีบผีเสื้อ พลาดเพราะเห็นแก่เงิน ไม่ยอมเปิดเครื่องตรวจ(อะไรซักอย่างเนี่ยแหละ) ต้องมาตามหาอีกทีว่าไปทำอะไรพลาด

ซึ่งในระบบงานจริงๆ ผิดพลาดเพราะคนทั้งนั้นครับ
โดย: ToTo IP: 203.209.26.33 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:9:49:58 น.
  
ดูไปเหอะ เดี๋ยวดีเอง
โดย: 911 IP: 58.9.31.237 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:15:51:01 น.
  
อืม..ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ค่ะ..ทำให้รู้สึกว่า..ไม่เสียตังค์ไปดูจะดีกว่า..ช่วงนี้เริ่มเบื่อหนังแอ็คชั่นละ..อิอิ
โดย: NakaKumi IP: 203.146.168.193 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:17:29:20 น.
  
ไม่ดูแล้วจะดีใจ
สัตว์ปะหลาดไม่หลากหลายเลย
ไดโนเสาร์1ตัว
สัตว์ปะหลาดกลายพันธุ์3ตัว
มนุษย์กลายพันธุ์2วินาที
อื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ต้องคอยปุกคนข้างๆ ไม่ให้หลับ ขี้เกียจคีย์
ขนาดหนังยังกลัวคนหลับเลย อยู่ๆ ตบมือให้คนตกใจตื่นซะงั้น
โดย: -*- IP: 61.91.120.88 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:18:16:41 น.
  
แย่ในทุกด้านเลยคับมีที่ทำให้ผมประหลาดใจอย่างเดียวคือ...หนังเรื่องนี้ทำผมสะดุ้งบ่อยมาก(ดูหนังผียังน้อยกว่านี้เลย)
ต้องขอขอบคุณ SF Movie Pass มา ณ ที่นี้ = =
โดย: ผมพูดจริงนะคับ IP: 58.10.215.167 วันที่: 18 ตุลาคม 2548 เวลา:20:51:03 น.
  
แวะมาจ่ายค่าอ่าน 1 comment :}

ยังไม่ได้ดูครับ แต่ก็คงไม่ได้ดูจริงๆ แหละ... หนังเหมือนไม่ตั้งใจทำแปลก ๆ เลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่
โดย: sank_kid IP: 58.9.20.237 วันที่: 19 ตุลาคม 2548 เวลา:11:34:32 น.
  
เป็นประเภทนี้ค่ะ
เคยดูหนังไซไฟมาบ้าง แต่รู้จักทฤษฎีนี้ครั้งแรก - ไอเดียดี สนุกบ้าง (แม้ว่าจะเดาตอนจบได้ว่ายังไงๆ พระเอกก็ต้องย้อนเวลากลับไปได้สำเร็จ)

พอดีเพิ่งดูเมื่อวานหลังเลิกงาน ก็ดีค่ะที่มี movie passport เลยไม่ค่อยเสียดายตังค์เท่าไหร่
โดย: แล้วเราก็จะพบกัน IP: 203.155.120.131 วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:17:08:27 น.
  
เอาตังตูคืนม๊า
โดย: -*- IP: 58.8.69.70 วันที่: 21 ตุลาคม 2548 เวลา:15:11:32 น.
  
แวะมาจ่ายค่าอ่านครับ ...^ ^
โดย: จอมยุทธ์กริน IP: 58.8.249.49 วันที่: 24 ตุลาคม 2548 เวลา:21:52:20 น.
  
ผมยังมองว่าเรื่องนี่ไอเดียดีอยู่นะ หนังดูสนุก
แต่เสียดายที่งานขาดความประณีต และสิ่งที่ผิดพลาด ก็แย่เสียจนไม่อาจให้อภัยได้
โดย: Seth IP: 203.147.24.31 วันที่: 25 ตุลาคม 2548 เวลา:0:35:45 น.
  
ยังไม่ได้ดู แต่ฟังจากโฆษณาแล้วอยากดู
แต่อ่านจากความเห็นแล้วต้องคิดก่อน


โดย: D_jang IP: 58.136.67.162 วันที่: 25 ตุลาคม 2548 เวลา:9:19:19 น.
  
ผมเคยอ่านเรื่องสั้นที่เป็นเรื่องแปลนี้จาก หนังสือรวมเรื่องสั้นนิยายวิทยาศาสตร์ ของไทยวัฒนาพานิช น่าจะประมาณ 30 ปีก่อน ต้องประทานโทษจริง ๆ ถ้าจำเวลาผิด เป็นเรื่องที่ผมอ่านแล้วประทับใจมาก เสียดายที่หนังสือเล่มนี้ของผมได้หายไปเสียแล้ว น่าเสียดายมาก
จำได้ว่าสมัยเมื่อมันเป็นเรื่องสั้น มันจบลงตรงที่เมื่อกลับมาสู่โลกปัจจุบัน แล้วปรากฏว่าสิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไป แล้วเมื่อก้มลงดูที่รองเท้าของตัวเอกในเรื่องก็พบว่า ซากของผีเสื้อติดรองเท้าของเขามาด้วย ก็จบแบบให้คิดต่อแบบเรื่องสั้น
ยุคนี้เป็นยุคของเรื่องเก่าเล่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์สองร้อยปี I,Robot และอื่น ๆ จริง ๆ นิยายเรื่องนี้ไม่ได้แย่หรอก แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นต้นตำรำเท่านั้นเอง เพราะมันยากที่จะคงกลิ่นอายของความคลาสสิค แต่ยังคงความสนุกอยู่
โดย: กล้วยหอมทอด IP: 202.57.135.135 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2548 เวลา:13:09:21 น.
  
ดูตอนออกเป็น vcd ครับ..

เก็บไว้ดูหลายวันแน่ะกว่าจะจบ.... เพราะดูแป๊บๆ ก็ปิด เพราะไม่สนุก เลยเปิดดูต่อแล้วปิดอีก 2-3 รอบ เพราะเสียดายตังค์ 30 บาท และหวังว่าคงจะมีอะไรๆ บ้าง.....

ฉาก action พอไหวครับ แม้จะไม่เนียนเลย ...ใช่ๆ ถ้าฉายเมื่อ 10 ปีก่อน คงเป็นหนังที่ ซุดหยอด
โดย: xymm (ไม่ได้ log in) IP: 203.156.86.46 วันที่: 19 สิงหาคม 2549 เวลา:15:25:18 น.
  
ทฤษฎีสมเหตุสมผล
แต่เนื้อเรื่องในหนังดูไม่สมเหตุสมผล

pangloy@hotmail.com
โดย: pangloy IP: 58.10.75.121 วันที่: 30 กรกฎาคม 2561 เวลา:16:14:04 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด