Million Dollar Baby , ความยอดเยี่ยมท่ามกลางศรัทธาและความอบอุ่น


.....Clint Eastwood เป็นอัจฉริยะบุคคลในวงการคนหนึ่ง ทั้งกำกับหนัง แสดงหนัง และทำดนตรีเอง ถ้านับหนังของเขาในฐานะผู้กำกับเราจะเห็นพัฒนาการของเค้าที่ค่อยๆไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ Unforgiven ที่ได้รางวัลในปี 1992

....นอกจากนี้ผมสังเกตว่าหนังของเค้าจะไม่ใช่งานที่มีโปรดักชั่นใหญ่โตหรือเล่าเรื่องไกลตัวเหนือจริง แต่จะเล่าเรื่องของ "คน" และ "ใจ" มุ่งเน้นไปที่ตัวละครในเรื่องที่จะเป็นตัวเดินเรื่องมากกว่าบริบทอื่น ไม่ว่าจะเป็นจิตใจคนในMystic River หัวใจที่ถูกเปลี่ยนใน Blood Work ความรักในใจที่ The Bridges of Madison County หรือ ความภาคภูมิใจที่เคยสูญหายของชายชรากลุ่มSpace Cowboys ฯลฯ

.....ปีที่ผ่านมา Mystic River ที่หลายคนมองว่าเป็นสุดยอดหนังดราม่าที่น่าจะเป็นจุดสูงสุดของเค้าแล้ว เรื่องนี้ผมยิ่งมองว่าเป็น Masterpiece และการตกผลึกอย่างแท้จริง สาระที่หนังสื่อสาร กับ ความรู้สึกที่ส่งมาถึงคนดู ส่งออกมากับพลังของหนังชนิดเต็มร้อย โดยให้ความยอดเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา137นาทีในโรงลิโดรอบ12.30น. ทั้งที่หนังแบ่งเป็นสองส่วนก็ยังให้ความคงเส้นคงวา ไม่มากไม่น้อย พอเหมาะพอดี

****บรรทัดถัดจากนี้สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ หรือ คิดจะเข้าชมก่อน กรุณาข้ามไปอ่านต่อที่หัวข้อ สิ่งที่ชอบ เพราะมีจุดสำคัญบางอย่างที่ผมหลีกเลี่ยงไม่เขียนถึงไม่ได้(แต่ถ้าไม่สนใจเนื้อหาหลักในเรื่องจะอ่านต่อก็ไม่ว่ากัน)****



ครึ่งแรก(อบอุ่น/อมยิ้ม/เสียดสี/ฮึกเหิม)

...การเล่าเรื่องเหมือนกับการไต่เต้าจากจุดต่ำสุดของMaggie และ Frankie ไปสู่จุดสูงสุดของทั้งคู่ ครึ่งแรกของหนังทำให้ผมรู้สึก

ลุ้น..ไปกับพัฒนาการและการชกของMaggie

ยิ้ม...ทุกครั้งที่ทั้งคู่พูดคุยกันกับไดอะล็อคที่หยิกกัดกันแต่ให้ความหมายของตัวละคร

ยิ้ม...ทุกครั้งที่เห็น Frankieต้องแกล้งไม่สนใจ เหมือนเป็นชายแก่ที่มีฟอร์มมาก

ศรัทธาและความเชื่อมั่น
..คือสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเรียกหา Frankie อาจรู้สึกเหมือนถูกทิ้งถูกหักหลังเมื่อนักมวยของเขาได้จากเขาไป เขาจึงเริ่มเรียนรู้ว่า ก่อนที่เราจะให้ใครเราควรจะเริ่มเป็นผู้ให้ก่อน และในที่นี้สิ่งที่ Frankie ไม่เคยมอบให้กับใครแม้แต่พระเจ้านั่นคือ ความศรัทธา

กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และ รักในสิ่งที่ตัวเองทำ
...Maggie กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก กล้าที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง อายุ31ที่ใครแม้แต่ Frankie ก็ทักว่าแก่เกินกว่าจะเริ่มต้น แต่ Maggie ก็ทำให้เราได้เห็นว่า การกล้ากระโจนทำในสิ่งที่ตัวเองรักเป็นอย่างไร ไม่มีข้อจำกัดแม้แต่อายุ ขึ้นอยู่กับเพียงว่าคุณจะเป็น Maggie ที่กล้าทำออกมา หรือ เก็บความรักความชอบไว้อยู่แต่ข้างใน

...คงไม่จำเป็นว่าเราจะต้องมีความสามารถ Maggie จึงจะเริ่มทำสิ่งที่ตัวเองฝัน เพราะอย่าลืมว่าตัวละคร Dangerที่อาจเป็นเหมือนตัวตลก แม้เขาไม่มีฝีมือแต่สิ่งที่เขามีนั่นคือ"ใจ" สุดท้ายเขาอาจไม่ได้ไปเป็นแชมป์โลก แต่เขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าของตัวเองแต่เขาได้รู้จัก"ชีวิต"และ"ตัวเอง" มากยิ่งขึ้น

ครึ่งหลัง(อารมณ์หดหู่/จากรอยยิ้มของคนดูแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาที่ซึมอยู่ขอบตาแต่กระนั้นก็ดีสิ่งที่ยังคงเหลือต่อมาจากครึ่งแรกคือความรู้สึกอบอุ่นและความศรัทธา)

... หากครึ่งแรกเป็นการไต่บันไดขึ้นไปสู่จุดสูงสุด ครึ่งหลังก็เปรียบเสมือนการตกลงจากยอดตึกอย่างเฉียบพลัน (แม้แต่ตัวละครก็เกริ่นให้เรารู้ตั้งแต่เริ่มแล้วว่า ขาไปเราจะไปโดยเครื่องบินและกลับโดยรถยนต์) หนังทำให้เราเข้าใจตัวละครเหล่านี้มากยิ่งขึ้น และหนังก็ส่งความเข้าใจให้เราได้กลับมามองดูตัวเองได้เพราะสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ก่อนจะสิ้นสุดสุดท้ายในการปิดฉากตัวละครด้วยEuthanasia

(ความเห็นส่วนตัว-จริงๆแล้วเรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยกับตัวละครของ Frankie ที่ตัดสินใจทำเพราะว่ายังมีทางออกอื่นๆอีกมากที่เค้ายังไม่ได้ลองหรือให้ Maggie ได้ค้นหา คือมันดูเหมือนจะดีที่สุดในความต้องการของ Maggie แต่จริงๆแล้วมันแค่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะคิดได้ในเวลานั้น จะว่าไป Euthanasia หรือ mercy killing ยังมีประเด็นให้น่ามองหาอีกมากเพราะหลายประเทศก็อนุญาตให้เกิดขึ้นแล้ว คงต้องรอดู The Sea inside ที่ประเด็นหลักเรื่องนี้ว่าจะเล่นกับเรื่องนี้อย่างไร ระหว่างรอขอแนะนำหนังสือ"ผมขอใช้สิทธิที่จะตาย"ที่บอกเล่าความรู้สึกของคนที่เรียกร้องความตายเพื่อออกไปจากความทุกข์จากการป่วย)

Frankie
...ทำไมเค้าถึงไม่ศรัทธาใคร ถ้าจะศรัทธาก็เรียกได้ว่าให้แบบไม่หมดใจ เช่น ไม่ปล่อยให้นักมวยตัวเองขึ้นชกชิงแชมป์ , ไม่ศรัทธาในพระเจ้าและคอยตั้งคำถามกวนๆกับบาทหลวงในเชิงท้าทาย หนังจะค่อยๆให้คำเฉลยว่าเพราะความศรัทธาของเขาที่เคยมีนั้น มันเคยได้รับบาดแผลมาก่อน ทั้งจากเรื่องลูกสาว(ที่เราไม่รู้รายละเอียดแต่รู้ว่ามันไม่ใช่สัมพันธภาพที่ดีแน่ๆ จากจดหมายที่ส่งแต่ก็ตีกลับมาตลอด) รวมทั้งจากเรื่องตาของ Eddie --->สิ่งเหล่านี้เองที่มันกลายเป็นความรู้สึกผิดเกาะกินในใจ จนไม่กล้าที่จะเสี่ยงหรือศรัทธาในคนอื่นอีกอย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็เริ่มมาจากที่ตัวเขาเองไม่ศรัทธาและเชื่อถือในตัวเอง

....จนกระทั่งเมื่อมีใครสักคนที่ให้กับเขาอย่างเต็ม100 ให้ความศรัทธาแก่เขาอย่างเต็มที่อย่าง Maggie จนเมื่อMaggie บอกว่า "ฉันไม่มีใครแล้วนอกจากคุณ" เขาก็ค่อยๆคลายเกราะของตัวเองออกพร้อมกับตอบว่า "งั้นเธอก็มีฉันนี่ละ" ท้ายที่สุดเขาก็ยังคงเป็น Boss ของ Maggie แม้ว่าเธอจะต้องนอนนิ่งอยู่ที่เตียง และเขาเองก็เป็นคนที่ได้รับความวางใจจากเธอมากที่สุดที่จะปลดปล่อยเธอไป

Maggie
...เริ่มต้นจากพนักงานเสิร์ฟที่เหมือนคนนอกของสังคม ต้องเก็บเศษอาหารกลับไปกินที่บ้าน แล้วคอยบอกคนอื่นว่าเอาไปให้สุนัข (นั่นก็อาจสะท้อนความรู้สึกที่เธอมองตัวเองอยู่) ซ้อมมวยเงียบๆอย่างไม่มีอุปกรณ์ ก้าวไปสู่การได้เป็นชกชิงแชมป์พร้อมกับตกมาอย่างรวดเร็ว เธอได้เรียนรู้ ได้รับรู้ในทุกสิ่งที่ชีวิตเธอนั้นต้องการ แต่เธอไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากใครมาก่อน

.....ชีวิตเธอไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างหมดใจ แม้แต่แม่ของเธอก็ยังคอยเอาเปรียบจนนาทีสุดท้าย ไม่ยอมรับความเป็นลูกที่ดีที่เธอทำให้ ไม่ยอมรับตัวตน(เช่นการเป็นนักมวย)ในสิ่งที่ตัวเธอเองเป็นในสิ่งที่เธอรัก เฝ้าคอยตำหนิเหน็บแนม จนเมื่อเธอได้มาพบกับFrankie เธอจึงได้พบกับสิ่งที่ค้นหามานาน...

"โม คุชเลอร์" ....คือสิ่งที่ Frankie อยากจะบอกกับเธอว่าเค้าศรัทธาและรักเธอมากแค่ไหนผ่านภาษาที่เค้าไม่สามารถพูดได้เป็นภาษาธรรมดา เพราะเขาเองก็มีเกราะบางอย่างมาปิดกั้นไว้ในการแสดงความรู้สึก แต่เมื่อเค้าเฉลยความหมายมันออกมาก็แสดงออกว่าเค้าพร้อมแล้วที่จะออกมาจากเกราะอั้นนั้น และก็เป็นคำที่ทำให้ Maggieได้พบกับสิ่งที่เธอค้นหามานาน นั่นคือการยอมรับอย่างแท้จริงจากใครสักคน ที่เหมือนกับพ่อที่ยอมรับลูกอย่างหมดใจ และเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างตามหามาชั่วชีวิต คนนึงตามหาลูก,ความรัก,ความศรัทธา อีกคนตามหาใครสักคนที่เชื่อมั่นในตัวเธอ



สิ่งที่ชอบ

1. Clint Eastwood ในฐานะผู้กำกับ...แสดงออกให้เห็นชัดถึงความแม่นยำสม่ำเสมอในธีมและการสื่อสารสิ่งที่หนังต้องการมาให้ผู้ชม (ทั้งเรื่องสาระและอารมณ์) ยิ่งเรื่องนี้ยิ่งเห็นได้ชัดว่าผู้กำกับเก๋าในการเอาหนังทั้งเรื่องให้อยู่มือได้อย่างไรทั้งที่ครึ่งแรกกับครึ่งหลังเหมือนหนังคนละบท หลายฉากหลายตอนที่เป็นเมโลดราม่าจะเลือกจงใจบีบอารมณ์คนดูให้ตายคาโรงก็ยังได้แต่เค้ากลับปล่อยให้มันค่อยๆเป็นไป ทำให้ไม่รู้สึกว่าในหนังนั่นคือการแสดงแต่มันคือชีวิตของจริง นอกจากนี้ความสม่ำเสมอก็คือความสามารถที่คุมหนังได้อยู่หมัด ใน Mystic river ความรู้สึก "หนักในใจ" คือ ความรู้สึกที่คนดูแบกรับไว้ตลอดจนหนังจบ และ Million Dollar Baby"ความรู้สึกอบอุ่นของทั้งคู่และความศรัทธาเชื่อมั่น" ก็อบอวลตลอดทั้งเรื่องผ่านอารมณ์ฮึกเหิม/สนุก/เศร้า/สลดที่สอดแทรกอยู่เป็นช่วงๆ

2.Clint Eastwood + Hilary Swank + Morgan Freeman...ถ้าแยกแต่ละคนมาอยู่ฉากเดี่ยวๆหรือในหนังเรื่องนี้เปลี่ยนให้เล่นคู่กับนักแสดงคนอื่น ผมรู้สึกว่าเค้าก็เล่นได้ดีในเกณฑ์มาตรฐานของพวกเค้าไม่ได้ดีโดดเด่นโดยเทียบกับหนังเรื่องก่อนๆ เรียกได้ว่าเข้าชิงรางวัลหรือไม่เข้าก็ไม่แปลกใจ แต่เมื่อทีมนี้เข้ามาเล่นด้วยกัน มันเหมือนกับพระเอก-นางเอกในหนังโรแมนติกที่มีเคมีที่ลงตัว ทีมนี้ก็เช่นกันที่เคมีตรงกัน ต่างคนต่างส่งเสริมอีกคนให้มีความเด่นและลื่นไหลลงตัวได้มากขึ้น การจับคู่ของ Clint Eastwood+Morgan Freeman ในหนังรางวัล Unforgivenยังดูไม่แสดงออกถึงมิตรภาพและเข้าใจได้ดีเท่าเรื่องนี้ ที่ฝ่ายหนึ่งปิดตั้งGuard แต่อีกฝ่ายก็จะคอยแย็บๆให้อีกฝ่ายคลายออกมา ผ่านบทสนทนาที่ทำให้เราอมยิ้มได้

3.Dialogue....ลื่นไหลเป็นธรรมชาติเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน ลูกศิษย์คุยกับtrainer แต่มันแฝงการเสียดสี การยอมรับ การให้กำลังใจ และให้คติอยู่อย่างแนบเนียน

4.ภาพยนตร์....ความลงตัวในทุกสัดส่วน ความแม่นยำในการจับอารมณ์และสื่อสาร การแสดงที่ลงตัว สาระที่มอบให้กับคนดู ทุกสิ่งคือความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้

สรุป....เนื่องว่าช่วงนี้เข้าใกล้เทศกาลชิงรางวัล คนดูหรือนักวิจารณ์อดไม่ได้พยายามเปรียบเทียบในแง่การกำกับระหว่างเขากับ Martin Scorsese ใน The Aviator ซึ่งมันทำได้ยากเพราะมันต่างกันตรงที่ว่า ถ้าให้ไป Clint Eastwood คุมหนังที่มีสเกลและโปรดักชั่นใหญ่ขนาดนั้นก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ดีเท่า Scorsese หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเขาเองก็ทำหนังขนาดประมาณนี้มาตลอด ดังนั้นใครจะได้รางวัลผมก็คงไม่แปลกใจ ต่างคนก็ทำได้ดีในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

.....แต่ในด้านคุณภาพและความเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผมชอบเรื่องนี้มากกว่าในความลงตัวและสิ่งที่หนังมอบให้คนดู The aviatorเราเฝ้าดูเห็นใจ Howard Hughes แบบมองอยู่ห่างๆ แต่เรื่องนี้เราเหมือนกับอยู่ใกล้ๆตัวละครจนรับความรู้สึกที่ส่งมาได้ และมีอะไรที่ใกล้ตัวที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเอง (เอ หรือผมเป็นคนเดียวหว่า)

....ตั้งแต่ต้นปี Finding Neverland และ Million Dollar Baby เป็นภาพยนตร์ที่อิ่มเอม ควรค่ากับการเสียเงินไปดูเป็นอย่างยิ่งและประสบการณ์การได้เข้าชมเป็นสิ่งที่ได้อะไรมากกว่าไปดูหนังเรื่องหนึ่ง

ปล..ถัดไปคงเหลือเรื่องสุดท้ายของหนังที่เข้าชิงมาหลายงานอีกเรื่องคือSideways และถ้าไม่ผิดพลาดผมอยากจะลองว่าประสบการณ์การช็อคคาโรงเป็นอย่างไรกับผี8หลุม(16พาร์)



ความเห็นของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป

ตามอ่านเรื่องใหม่ๆและเรื่องเก่าที่น่าสนใจได้ที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2548
Last Update : 18 ตุลาคม 2548 13:12:03 น.
Counter : 3307 Pageviews.

20 comments
++++ มามะมาพาไปชิม ร้านโอ้กะจู๋ กับ โป่งแยงแอ่งดอย ที่เชียงใหม่ รวม2ร้านไปเลยค่ะ ++++ life for eat and travel
(18 มี.ค. 2562 21:45:57 น.)
跟老婆打架了 วิวาทกับภรรยา Kavanich96
(5 ก.พ. 2562 02:37:33 น.)
+ ตุง หรือ ธุงอีสาน + wicsir
(4 มี.ค. 2562 11:02:11 น.)
พระแก้วนาคสวาท : พระแก้วในรัชกาลที่ 3 ผู้ชายในสายลมหนาว
(17 ก.พ. 2562 12:00:03 น.)
  
อยากดูอีกแล้ว ผู้หญิงชกมวย น่าดู ดูเรื่อง
Mystic river แล้ว ก็โอเคดีอ่ะ
โดย: prncess วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา:7:56:21 น.
  
^
^
...ตอนก่อนเข้าไปดูก็คิดเหมือนกันว่า มันจะเป็นหนังนักชกหญิงแบบเป็นRocky girl หรือเปล่า แต่พอได้ดูแล้วมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลย

...ชอบมากกว่าMystic river
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา:22:24:47 น.
  

จะไปดูวันนี้จ้ะ

โดย: มัชฌิมา วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2548 เวลา:7:08:41 น.
  
มาคุยสายไปหรือเปล่าคะ เพราะเพิ่งไปดูมา

ชอบนางเอก

เธอมักจะ knock out คนตั้งแต่ยกแรกเสมอ
ไม่ว่าจะเป็น มวย ผู้จัดการที่ถูกยัดเยียด หรือแม้แต่แม่ของเธอ

เธอเชื่อมั่นในตัวเอง ถึงแม้อายุจะเป็นปัจจุยหลัก
แต่เธอได้พิสูจน์แล้วว่า "เธอทำได้ ถ้าตั้งใจจริง"
ขอสักครั้งที่จะได้ก้าวไปถึงฝัน
ขอแค่โอกาสที่ใครสักคนหยิบยื่นให้

ตัวเราหละ ปัจจุบันเรามีโอกาส ที่หลายหลายคนไม่มี แต่เราได้พยายามดีที่สุดแล้วหรือยัง

ที่สำคัญ เรามีฝัน และศรัทธา หรือไม่
เพราะนี่คือ สิ่งสำคัญของการก้าวสู่ความสำเร็จ
โดย: MDA วันที่: 11 มีนาคม 2548 เวลา:14:08:13 น.
  
ชอบ ปู่คลิ้นต์ มากครับ เรื่องนี้เหมาะสมแล้วที่ได้ Oscar ภาพยนต์ยอดเยี่ยม, บทหนังและ การสนทนา ดึงดูดเราได้ตลอดทั้งเรื่อง ยอดเยี่ยมจริงๆครับ
โดย: Kritdhaphak IP: 202.57.189.253 วันที่: 7 กันยายน 2548 เวลา:0:35:54 น.
  
ได้ดูหนังเรื่องนี้มาหลายวีคแล้ว อ่าน comment ของคุณแล้วตรงใจดี ตอนท้ายของเรื่องเราว่าจบแบบสมบูรณ์ดี เรานั่งดูหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนไม่ใช่ดูหนังเลย แต่เราว่าเขาถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตได้อย่างลงตัว มันเป็นหนังที่แสดงความเป็นตัวตนของผู้คนในสังคมในปัจจุบันได้ดีทีเดียว ไม่ได้รู้สึกว่าหักมุมอะไร แต่รู้สึกลงตัวกับตอนท้าย...ออกมาจากโรง...บ่นพึมพาคนเดียว...อือ หนังดีจริง ๆ
โดย: คนแดนไกล IP: 210.211.92.103 วันที่: 8 กันยายน 2548 เวลา:10:55:44 น.
  
ดูหนังเรื่องนี้แล้วอึ้งไปหลายวันเลย ครั้งที่ดู Mystic river ว่าอึ้งแล้ว เจอเรื่องนี้เข้าแล้วพูดไม่ออก แต่ถือว่าหนังให้อะไรๆกับเราเยอะเหมือนกัน การตามความฝัน การทำฝันให้เป็นจริง
โดย: อ้วน IP: 203.188.59.91 วันที่: 8 กันยายน 2548 เวลา:12:22:21 น.
  
อ่าน comment แล้ว อยากจะไปหาหนังมาดูครับ ...
โดย: Nop08 IP: 202.44.231.8 วันที่: 9 กันยายน 2548 เวลา:16:44:33 น.
  
เพิ่งดูเรื่องนี้จบไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาค่ะ
ยอมรับเลยว่าร้องไห้ในตอนท้ายของเรื่อง
เศร้าและสะเทือนใจกับ"แมกกี้"และชื่นชม
ในความผูกพันระหว่างเธอและ"แฟร้งกี้"

ดูหนังจบแล้วยังรู้สึกตราตรึงในความรู้สึก
อยู่เลยค่ะ

อ้อ ลืมบอกคุณเจ้าของบลอกไปนะคะว่า
มาแอบอ่านบลอกวิจารณ์หนังของคุณบ่อยๆ
มีหนังหลายเรื่องที่อ่านจากที่คุณไปดูมาแล้ว
ก็ไปซื้อหามาดู แล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ
"หนังดีคือหนังที่เราชอบ" จริงไม๊คะ อิอิ
โดย: ชากีร่า IP: 203.156.27.88 วันที่: 12 กันยายน 2548 เวลา:15:16:21 น.
  
?ัy love, my blood.
ที่รักของฉัน สายเลือดของฉัน

(ดูจบตอนตี 3 ร้องไห้ถึง 6 โมงเช้า)
โดย: คุณอย่าแทงข้างหลังละกัน IP: 210.86.207.68 วันที่: 29 กันยายน 2548 เวลา:3:44:25 น.
  
ชอบมากกว่าเรื่องที่แล้วของปู่ แม่น้ำสีเลือด ซึ่งดูแล้วหดหู่ แต่สำหรับเรื่องนี้ แม้จะเป็นเทร็ดจิดี้ แต่กลับอิ่มเอม สมบูรณ์แบบ นี้ขนาดรู้ตอนจบก่อนจะดูหนังแล้วนะ ( ก็ไอ้คุณนันทเขี้ยง ดันเขียนวิจาร์ณแบบสั้นๆ ใน pulp ว่า " การตายของแม็กกี้ ........ เทือกๆนั้นแหละ เราแม่งเซ็งโคตรเลย )
คุณ ผมอยู่ข้างหลังคุณ ชื่อของคุณที่ใช้ใน ไทยดีวีดี อ่านว่าอะไรอ่ะ
โดย: เบลาฟองเต้ IP: 203.113.70.75 วันที่: 29 กันยายน 2548 เวลา:19:55:23 น.
  
^
^
เอ - ออ - ต้า (aorta) ครับ
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 30 กันยายน 2548 เวลา:0:05:38 น.
  
ดูมาเรื่อย ๆ มาขาดช่วงตอนหลัง แต่ว่าอึ้งหง่ะ
สะเทือนใจยิ่งนัก แต่ว่าหนังดีจริง ๆ
โดย: คนที่คุณก็รู้ว่าใคร IP: 203.144.196.34 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:17:39:24 น.
  
พึ่งเข้าชมเว็ปวันนี้เอง ขอเป็นแฟนเว็ปนี้ด้วยคน
เรื่องนี้จะไปเช่ามาดูค่ะ
โดย: day IP: 124.120.51.2 วันที่: 11 เมษายน 2549 เวลา:23:25:51 น.
  
ทำไมผมดูเรื่องนี้แล้วเฉยๆ สงสัยคาดหวังสูง หรือไม่ถูกจริตอะไรซักอย่าง แต่ก็ดูได้จนจบ หลังๆ ปู่คลิ้นส์แกเก่งจัง ทำหนังดีๆ หลายเรื่องเลย
โดย: คนขับช้า วันที่: 24 ธันวาคม 2549 เวลา:14:52:24 น.
  
8/10 คะแนน

ถือว่าโอเคเลยนะ ซึ่งถ้าดูหน้าปกแล้วมันไม่น่าสนใจเท่าไหร่ คิดว่าเป็นแค่หนังต่อยมวยที่ตัวเอกเป็นผู้หญิง

ความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์และอาจารณ์ทำได้ดีมากๆ การปูพื้นมาดี ทำให้ถึงเวลาฉากเศร้าแล้ว มันกินใจเป็นอย่างมาก...
โดย: นักวิจารณ์สมัครเล่น IP: 125.24.181.222 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:13:33 น.
  
ดูแล้วน้ำตาไหลพรากๆ เรยค่ะ
โดย: ปลากะโฮ้น้อย IP: 125.24.81.142 วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:20:33:02 น.
  
ทำไมหนังถึงชื่อ million dollars baby ละครับ

ตอนแรกผมนึกว่าเขาต่อไปเอาตังเลี้ยงลูกเสียอีก

โดย: เด็กผู้ชายที่ไม่เตะบอลตอนกลางวัน (kanapo ) วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:17:24:22 น.
  
อยากรู้ว่า คำที่มอร์แกนพูดว่า ผีเดินเข้ามาแล้ว ตอนท้ายๆของเรื่อง แล้วเป็นแดนเจอร์เดินเข้ามาเพื่อฝึกมวย มันแปลว่าอะไรอ่ะคะ
โดย: first IP: 124.121.3.228 วันที่: 9 มิถุนายน 2551 เวลา:2:36:46 น.
  
พึ่งดูจบเมื่อกี๊ อารมณยังค้างอยู่เลยครับ ทั้งหดหู่ และก็รุ้สึกสงสารชะตากรรม ของทั้ง แฟรงกี้ และ แมคกี้เลย แต่ก็เป้นทางที่ทั้งสองเลือกแล้วแหละ เฮ้ออ
โดย: sunzo IP: 58.8.62.94 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:1:14:17 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด