===== 5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ ประจำปี 2549 =====
สวัสดีครับ

...ครบ 1 ปีอีกรอบแล้วครับ ที่ผมและเพื่อนผู้อ่านได้ “ดูแล้วมาคุยกัน” เกี่ยวกับหนังและเรื่องอื่นๆอีกมากมายใน Blog แห่งนี้

...ขอบคุณครับที่ติดตามอ่านและติดตามคุยกันมาตลอด อยากบอกว่า เพื่อนผู้อ่าน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าของ Blog มีกำลังใจและสนุกสนานกับการเขียนมาตลอด

ปี 2549 ที่ผ่านมานั้น หนังโรงที่เข้าบ้านเราทั้งหมด ผมได้ดูไปทั้งสิ้น 117 เรื่อง (ปีก่อน 134 เรื่อง) เป็นการเข้าไปดูในโรง93 เรื่อง และ ดูจากแผ่น 24 เรื่อง และ ยังมีบรรดาหนังนอกกระแส , หนังเอเชียฯลฯ ที่ดูจากแผ่นซึ่งไม่ได้เข้าโรงในบ้านเราอีกน่าจะประมาณ 30-40 เรื่อง (เพราะส่วนใหญ่ดูตอนเสาร์อาทิตย์ช่วงกลับบ้าน เดือนละสองครั้ง ครั้งละประมาณสองเรื่อง)

ใจหนึ่งก็อยากจะเขียนให้ครบทุกเรื่องที่ได้ดู แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างก็ทำไม่ได้ ปี 2550 นี้จึงตั้งใจว่า จะเพิ่มอัตราเขียนลงบล้อก ให้มากขึ้น โดยบางเรื่องอาจเขียนแค่สั้นๆ อย่างน้อยจะได้มีเนื้อที่ไว้แลกเปลี่ยนมาคุยกันครับ

และ เป็นธรรมเนียมเหมือนสองปีที่ผ่านมา ว่าเมื่อถึงสิ้นปี เราจะมีการเลือก ตัวละครประทับใจ , ฉากประทับใจ พร้อมกับ การเลือก 5 หนังไม่ชอบ และ 10 หนังชอบ ประจำปีครับ

หนังที่ไม่ชอบ : ไม่ได้แปลว่า หนังไม่ดี มันอาจมีทั้งหนังดีและหนังไม่ดี แต่ ผมเองไม่ชอบ

หนังที่ชอบหรือประทับใจ : ไม่ได้หมายความว่า มันต้องเป็นหนังที่ดีหรือยอดเยี่ยม และ แม้ว่าหนังเรื่องหนึ่งจะดีหรือยอดเยี่ยม ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องชอบหรือประทับใจ


ย้อนกลับไปอ่านผลของสองปีก่อนได้ที่

ปี 2547 --> //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=01-2005&date=25&group=1&blog=33

ปี 2548 --> //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=01-2006&date=10&group=1&blog=1





5 หนังไม่ชอบประจำปี 2549



ปีนี้ มีหนังไม่ชอบเข้ารอบให้เลือกน้อยกว่าปีก่อน นั่นคงเป็นเพราะ ผมเองก็เริ่มเลือกมากขึ้นว่าจะดูหรือไม่ดูเรื่องไหน เรื่องไหนท่าทางไม่ค่อยดี ได้กลิ่นมาแต่ไกล ก็จะบอกผ่าน และ นั่นทำให้การคัดเลือก 5 หนังไม่ชอบของปีนี้ ไม่ยากนัก



อันดับ 5

โคตรรักเอ็งเลย

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือ เทรลเลอร์หรือหนังตัวอย่างที่สามารถเรียกน้ำตาได้เลยทีเดียว และ สิ่งที่ชอบรองลงมาคือ เพลงประกอบที่เพราะจับใจ นอกจากนั้นข้อคิดที่หนังพยายามจะให้ก็เป็นส่วนที่ชอบ แต่ พอได้ดูหนังทั้งเรื่อง จาก หนังตัวอย่างที่เรียกน้ำตาผมได้เป็นเม็ดๆพอได้ดูตัวหนังจริง หนังกลับดูดน้ำตาที่กำลังจะไหลในทุกฉากที่ควรจะร้องไห้กลับคืนเข้าไปในเบ้าตา ทำได้แค่น้ำตาคลอๆเป็นช่วงสั้นๆ

เห็นความพยายามที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับหนัง โดยเฉพาะการผสมผสานหลายหลากอารมณ์และหลายแนวทาง กับ บทที่พยายามสร้างความซับซ้อนไม่ธรรมดา ให้ความรู้สึกเหมือนกับ My sassy girl ที่ผสมผสานหลายๆอย่างไว้ในเรื่องเดียวกัน จะต่างออกไปก็ตรงนี้ โคตรรักเอ็งเลย ผสมออกมา ไม่ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง

ความซับซ้อนเกินเหตุ , การหักมุมจนคนดูหลังหัก , การเข้ามาโผล่ในจอจนกลายเป็นความแปลกประหลาดร้ายแรงของผู้กำกับ , การขัดจังหวะหาอารมณ์ที่กำลังซึ้งๆ เป็นจุดอ่อนที่แสดงตัวตนของผู้กำกับ ถึงความพยายามที่จะใส่ จะโชว์ ซึ่งยอมรับว่า ไอเดียที่มีนั้นดี แต่ การโชว์ครั้งนี้มันออกมาล้น และ ไม่เข้ากันอย่างมาก

โคตรรักเอ็งเลย จึงเป็นหนังที่โคตรน่าเสียดาย เพราะมันน่าจะทำออกมาได้ดีกว่านี้ หากจะลดและตัดอะไรบางอย่างออกไป ผลที่ออกมาแบบนี้ทำให้ดูไปบ่นไปแบบเสียอารมณ์

โคตรรักเอ็งเลย , เกือบโคตรรัก "โคตรรักเอ็งเลย"
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=08-2006&date=11&group=1&blog=2


อันดับ 4

Freedomland

ใครจะเชื่อว่าชื่อ Joe Roth , Samuel L. Jackson , Julianne Moore จะทำหนังออกมาได้แย่ถึงเพียงนี้ พล็อตประมาณลูกหายอย่างลึกลับของนางเอกน่าจะทำให้ชวนติดตาม ก็ไม่เป็นเช่นนั้น หรืออย่างน้อย ก็เดาว่า ฝีมือการแสดงของสองนักแสดงนำน่าจะทำให้ผมต้องสนุก แต่ หนังทริลเลอร์เรื่องนี้กลับน่าเบื่อเหลือจะทน และ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหล่านักแสดงชั้นนำชั้นดี มาเล่นเรื่องนี้ จึงมาพร้อมใจเล่นหนังกันแบบ over acting จนชวนให้รำคาญ ปกติเวลาดูแผ่นที่เบื่อผมจะทนๆหรือกด FF ให้หนังจบ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวของปีที่หนังดูยังไม่จบแล้วไปนอน จนป่านนี้ยังไม่ได้เอามาดูต่อเลย (เอ ไม่แน่ ช่วงหลัง หนังอาจพลิกกลับมาสุดยอดเหนือความคาดคิด แต่ บ๊ายบาย ไม่เอาดีก่า เพราะไปดูความเห็นที่อื่นเขามา ก็ด่าไม่แพ้กัน)


อันดับ 3

The Promise

The Promise เป็นตัวอย่างอันดี ของ การมีเงินทุนมหาศาล แล้วเอาไปละลายกับความงดงามของเปลือกนอก เช่น ภาพแสงสีเสียงเครื่องแต่งกาย ทำให้เป็นหนังที่มีเครื่องแต่งกายอลังการ งานสร้างหะรูหะรา แต่ว่า ตัวหนังเองกลับน่าผิดหวังอย่างรุนแรง หนังละเลยสิ่งสำคัญที่สุดคือ บทภาพยนตร์ นี่ยังไม่นับ ฉากตลกเลยเถิดจนหนังแกว่ง ความเว่อร์เกินเหตุ กับ เอฟเฟคต์ที่หลอกตาเกินจะรับได้ ถ้าไม่รู้มาก่อนคงไม่เชื่อว่า นี่คือหนังของ ผู้กำกับ เฉินข่ายเก๋อ เป็นแน่

The Promise , คำสัญญา ชะตากรรม ความรัก
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=01-2006&date=11&group=1&blog=1


อันดับ 2

Spring snow

เสียงวิจารณ์เขาก็ว่าดี ต้นเรื่องก็มาจากบทประพันธ์ชั้นดี แต่ผมเองกลับนั่งกระสับกระส่ายกับพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลของพระเอกเกือบตลอดทั้งเรื่อง มันมากจนพาลให้ไม่รู้สึกร่วม หนังไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า ทำไม เขาถึงต้องทำตัวงี่เง่าเช่นนี้ เพื่ออะไร และ เพราะอะไร ภาพที่ออกมามันกลายเป็นว่า พระเอกเป็นแค่คนเอาแต่ใจและเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต

นอกจากนี้ยังมีหลายคำถามผุดขึ้นมากมาย โดยไม่มีคำอธิบายที่ทำให้ผมรู้สึกเข้าใจแรงจูงใจของตัวละครได้มากพอ เมื่อผมไม่รู้สึกคล้อยตามตั้งแต่แรก มันก็เลยทำให้ผมต้องรู้สึกดูไปด้วยความกระสับกระส่ายระคนเบื่อ และไม่อินตามไปกับหนังจนจบเรื่อง แม้องค์ประกอบอื่นๆเช่นการถ่ายภาพ , การแสดง ฯลฯ จะดีเพียงใดก็ตาม มันก็ทำให้ผมดูไปเหนื่อยไปพร้อมคิดว่าเมื่อไหร่จะจบเสียที (แต่หนังเรื่องนี้ มีฉากจูบ ที่จัดได้ว่า ดูดดื่ม ที่สุดของปี)


อันดับ 1

โกยเถอะโยม

ตอนที่ดูหนังจบ ผมแปลกใจและไม่อยากจะเชื่อ เมื่อหวนคิดไปถึงบทสัมภาษณ์ที่เคยอ่านเจอมาก่อนหน้านี้ว่า หนังเรื่องนี้ทาง GTH ชอบอกชอบใจกันมาก ตอน คุณจตุรงค์มานำเสนอไอเดียก่อนจะสร้าง ผมดูไปคิดไป ให้ตายเหอะ มันสนุกตรงไหนฟระ ปกติดูคุณจตุรงค์ ปล่อยมุกตามรายการต่างๆมันยังฮากว่านี้อีกหลายเท่า

หนังเหมือนพยายามจะสอดสาระสะท้อนสังคม และ เล่าเรื่องรูปแบบไม่ธรรมดาประมาณราโชมอนกลายๆ ที่ให้แต่ละคนมาเล่าประสบการณ์เจอผีที่แตกต่างกันออกไป แต่ปรากฎว่า แต่ละประสบการณ์ที่เล่ามา มันสร้างความทรมานให้กับคนดูอย่างผมมาก กับ การเจอมุกที่ฝืดสนิทและการแสดงที่ขัดหูขัดตา

ที่ผ่านมาผมก็ฮากับตลกคาเฟ่หรือตามรายการทีวีทั่วไป แต่ โกยเถอะโยม ไม่ทำให้ผมขยับกรามได้แม้แต่ครั้งเดียว ขนาดปีก่อน หนังตลกเลอะเทอะอย่าง จี้ ที่ผมเลือกมาติดหนึ่งในห้าหนังไม่ชอบของปี ยังมีฉากให้ฮาบ้าง ผมสามารถผ่านหนังเรื่องนี้ไปถึงฉากสุดท้ายได้โดยอาศัยปุ่ม FF ในรีโมท โดยพยายามหาสิ่งดีๆในตัวหนังแต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน

ดังนั้น

ไม่ลังเลใจ ไม่มีคู่แข่ง สำหรับการยกหนังที่ไม่ชอบที่สุดของปีนี้ให้กับ โกยเถอะโยม





10 หนังชอบ ประจำปี 2549


ปีนี้การคัดเลือกหนังที่ชอบทำได้ยาก เพราะเป็นปีที่มีหนังประทับใจมากมายเต็มไปหมด บางเรื่องที่จำต้องตัดออกอย่างฝืนใจ เช่น Superman returns (ไม่ใช่เหตุผลว่าหนังดีสุดๆอะไร เหตุผลเดียวคือการได้เห็น Superman กลับมาหาคนดูสมศักดิ์ศรี) , The Constant Gardener (หนังออสการ์ที่ผมดูสนุกที่สุด) , Monster house (หนังแอนิเมชั่นที่ผมชอบมากที่สุด) , Lemming (หลอนได้ใจ ) , The village album (อิ่มอุ่น อิ่มเอม เป็นเรื่องเดียวที่นั่งดูจนจบ end credit) , แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า (ตัดอคติทิ้งไป นี่คือหนังตลกที่ทำหน้าที่ตัวเองได้ดีและตอบโจทย์ได้ครบตามต้องการ) ,You are my sunshine (หนังรักจากเกาหลี ที่ ให้ความหมายคำว่า รัก ได้อย่างยิ่งใหญ่)

และมีอยู่สองเรื่องที่ผมชอบมากๆ แต่ว่า ได้เลือกไว้ใน 10 อันดับของปีก่อนไปแล้ว เพราะได้ดูจากแผ่นในปีก่อน จึงไม่ได้เอามารวมในสิบอันดับของปีนี้ นั่นคือ Me and you and everyone we know และ Marathon( running boy)


อันดับ 10

ซีรี่ส์ Lost season 1



ตอนดูแผ่นแรก ตอนแรก มันให้ความรู้สึกน่าเบื่อ และ คิดว่า มันจะสนุกยังไงทีตัวละครต้องมาติดเกาะ หลังจากเครื่องบินตก ยิ่งดูตอนต่อไป ก็ชักรำคาญที่ตัวละครเอาแต่พูดๆ ไม่เห็นจะมีสัตว์ประหลาดโผล่มาซักตัว จนคิดที่จะไปปิดเครื่องเลิกดู แต่พอถึงตอนจบของแต่ละ episode มันก็มีจุดทิ้งท้ายชวนให้ตามตอนต่อไป จนเมื่อดูเข้าแผ่นสองมันก็เริ่มกลายเป็นอาการ “ติดหนึบ” แล้วตามต่อมาด้วย “ทึ่ง” ก่อนจะดูจบด้วยความรู้สึก “สุดยอด” เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่ได้ดู ซีรี่ส์ 24 ครั้งแรก

ความสนุกของหนังไม่ได้อยู่แค่ว่า มี อะไร ซ่อนอยู่ในเกาะ แต่ ความยอดเยี่ยมของตัวบท อยู่ตรงที่ ให้ความสำคัญกับตัวละครแต่ละคน โดยลงลึกถึงแก่นภายในตัวคน และ สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ จนทำให้เราได้เห็นพัฒนาการและเข้าใจตัวละครมากขึ้นไปเรื่อยๆตามเหตุการณ์ใหม่ๆที่โผล่ออกมา แถม การซ่อนปริศนาของหนัง มันช่างกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นชนิดที่ว่า ผมนั่งดู 6 แผ่นจบแบบไม่เป็นอันกินอันนอนภายในช่วงเวลาแค่สองวัน



อันดับ 9

007 : Casino Royale



ผมไม่ใช่แฟนเจมส์ บอนด์ และ ผมไม่เคยประทับใจอะไรกับหนัง เจมส์ บอนด์ ภาคที่ผ่านมา ยิ่งยุค เพียซ บรอสแนน ผมกลับมองว่า เจมส์ บอนด์ ก็เป็นแค่ สายลับขี้โม้โชว์สาวเจ้าเสน่ห์ แต่ ไร้ความร้ายกาจ ที่มาอยู่ใน พล็อตหนังประเภทซูเปอร์ฮีโร่ตายยากก่อนจะพิฆาตวายร้ายตอนจบ ตามฟอร์ม

Casino Royale ฉีกความจำเจและสิ่งที่ผมเบื่อหน่ายทั้งหลายจาก เจมส์ บอนด์ออกไป หนังสร้างมิติใหม่ของคาแรกเตอร์ บอนด์ จาก แดเนียล เคร็ก ซึ่งพาคนดู โบกมือลาบอนด์ที่เฟี้ยวฟ้าวไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทค บอกลาบอนด์เจ้าสำอางที่ขี้หลีมัดใจสาวด้วยหน้าตา ก่อนฟันสาวไม่เลือกหน้าเมื่อโอกาสอำนวย ลืมไปเลยกับบอนด์ที่เก่งชนิดสมบูรณ์แบบหาใครเปรียบมิได้ และ พาคนดูไปพบกับ บอนด์ที่ควรจะเป็นจริงๆหากเขามีชีวิตอยู่ในโลกของสายลับ บอนด์ที่มีชีวิตจิตใจและมีจุดอ่อน บอนด์ที่มีทักษะในการรับมือกับเหล่าร้ายมากกว่าเอาตัวรอดด้วยอาวุธไฮเทค ประเภท โทรศัพท์มือถือยิงเลเซอร์พร้อมกับใช้ซีร็อกส์ได้ในเครื่องเดียวกัน บอนด์ที่ดิบ เถื่อน ห้าว และ เหี้ยมเมื่อถึงคราวจำเป็น

รูปแบบการเล่าเรื่องโดยผู้กำกับบอนด์ตอนที่ผมเบื่อที่สุดอย่าง GoldenEye ทำให้ผมต้องกลับมามองเขาใหม่ เพราะใน Casino Royale ไม่ได้เล่าแบบสูตรสำเร็จชนิดเดาได้ทุกช็อตเหมือนที่ผ่านมาและไม่ได้มัวแต่โชว์ gadget แพรวพราว เป็นหนังบอนด์เรื่องแรกที่ผมได้ดูแล้วรู้สึกว่า ให้โอกาสคนดูใช้สมองบริหารไปด้วย ไม่ใช่หลับแล้วตื่นมาก็ยังดูรู้เรื่องอยู่ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่ บอนด์เท่านั้นที่มีมิติมากขึ้น ตัวละครทั้งนางเอกทั้งตัวร้ายก็ต่างมีความลึกในบทของตัวเอง และ การเข้าคู่บอนด์กับสาวบอนด์ ก็ช่างมีเคมีที่เข้ากันยิ่งกว่าหนังโรแมนติกหลายเรื่องด้วยซ้ำ


007 : Casino Royale , นี่ซิ เจมส์ บอนด์
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=11-2006&date=20&group=1&blog=1




อันดับ 8

Sophie Scholl



ปีนี้ผมกวาดหนังรางวัลมาเกือบหมดทุกเรื่อง โดยเฉพาะสาขาที่เข้าชิงภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ที่ปีนี้เครือ Apex ใจดีนำมาฉายจนครบ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมบังเอิญต้องพลาดไป ก่อนที่จะได้มาดูในรูปแบบแผ่นเมื่อเดือนนี้แล้วพบว่า เป็นการพลาดมหันต์ เพราะ เรื่องที่พลาดนี้คือ เรื่องที่ผมชอบมากที่สุด

Sophie Scholl คงความหนักแน่นตลอดช่วงเวลาความยาวของหนังที่ฉาย และ ส่งพลังอะไรบางอย่างมาสู่คนดู พิสูจน์ได้จากการที่ ผมนั่งดูในห้องโดยสัมผัสได้ว่าหัวใจเต้นดังขึ้นกว่าปกติ พอพ่อกับแม่เข้ามาคงตั้งใจว่าจะมาดูทีวีรายการปกติ แต่แล้วก็นั่งนิ่งเงียบดูไปพร้อมกับผมชนิดไม่มีใครลุกไปไหนเลยจนหนังจบ

การแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงนำอายุน้อยอย่าง จูเลีย เจนตส์ ซึ่งฝีไม้ลายมือไม่ได้น้อยตามอายุเลย สามารถตรึงคนดูให้ตามติดเธอไปตลอดทาง ความขึงขังจริงจังและหนักแน่นในหลักการของเธอ จะทำให้คนดูต้องรู้สึกฮึกเหิมอยากร่วมต่อสู้เคียงข้างเธอ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ฉากให้การในศาล แม้ ผู้พิพากษา จะเสียงดังข่มเธอเพียงใด แต่ พลังถ่ายทอดมาจากจิตวิญญาณของเธอกลับสามารถเอาชนะจิตใจของใครๆอีกหลายคนที่นั่งในห้องนั้น รวมไปถึงส่งต่อมายังคนดูที่อยู่ภายนอกให้สัมผัสได้


อันดับ 7

The king and the clown



The king and the clown เป็นตัวอย่างของหนังที่ดีในแทบทุกองค์ประกอบ แต่ที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษสองส่วน หนึ่ง คือ ทีมนักแสดงโดยเฉพาะตัวเอกตามชื่อเรื่องทั้งสามคน ที่เข้มข้นจนหลายฉากคนดูแทบหยุดหายใจ เช่น ฉากการแสดงครั้งแรกเพื่อวัดใจพระราชา กับ การแสดงครั้งสุดท้ายต่อหน้าพระพันปี

สอง บทภาพยนตร์ที่เป็นตัวอย่างอันดีของ บทที่เขียนออกมาแล้วดูง่ายโดยไม่จำกัดวัฒนธรรม และ เต็มไปด้วยประเด็นดีๆ ไม่ว่าจะเป็น การเมืองการปกครองอันฟอนเฟะ ชีวิตที่ขี่หลังเสือของตัวละคร และ ความรักความสัมพันธ์ที่หนังถ่ายทอดออกมาได้งดงามอย่างมีชั้นเชิง ไม่เพียงแค่นั้น บทหนังยังฉลาดใช้ตัวละครแต่ละฝ่ายเป็นกระจกสะท้อนให้คนดูได้เห็นมิติเชิงลึกของตัวละคร

น่าอิจฉาที่เกาหลีมีหนังคุณภาพสูงใกล้เคียงกันที่จะเลือกเป็นตัวแทนประเทศไปประกวดได้หลายเรื่อง และก็ไม่แปลกใจที่เกาหลีเลือกเรื่องนี้แทน The Host เข้าชิงออสการ์ เพราะถ้าเปรียบเป็นหญิงสาว The Host อาจมีดีในบางมุม และ ก็มีบางด้านที่ไม่สวยนัก แต่ The king and the clown คือ หญิงสาวเพียบพร้อมงดงามไปทุกด้านจนยากจะหาข้อตำหนิ

The King and the Clown , ความรักของตัวตลกบนหลังเสือ
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=12-2006&date=15&group=1&blog=1



อันดับ 6

The Devil Wears Prada



ผมได้อ่านหนังสือมาก่อนแล้ว และ ไม่ได้ประทับใจอะไรมากนัก คงเพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในวงการนี้ ไม่ได้เจอลักษณะงานแบบนี้ และ ไม่ค่อยได้รู้เรื่องรู้ราวแฟชั่นอะไรมากมาย อ่านได้แค่เอาเพลิน และ ยังคิดว่า ตัวละครนางมารในนิยาย ดูออกจะเป็นแม่มดเกินน่าสนใจ

แต่เมื่อนิยายถูกด้ดแปลงมาเป็นหนัง นี่คือ การดัดแปลงที่ดีมากเรื่องหนึ่ง และ หนังยังได้นักแสดงที่ยอดเยี่ยมเข้ากับบทเป็นอย่างยิ่ง คือ ไม่ใช่แค่ มิแรนด้า ที่ได้ป้าเมอรีล แต่บทของ ล้วนฝากฝีมือการแสดงที่เด็ดดวงเข้ากับความเปรี้ยวของหนังเป็นอย่างดี

ผลลัพธ์ที่ออกมา ทำให้ ไม่ใช่หนังประเภทชิคลิทที่เหมาะกับสาวๆเท่านั้น แต่ เป็นหนังที่ไม่ว่าเพศใดก็สามารถสนุกสนานแถมยังมีข้อคิดการใช้ชีวิตที่ดีมากกับคนในสังคมปัจจุบัน ยิ่งมีการแสดงระดับเทพของป้าเมอรีล ก็ยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้ ฝังอยู่ในความทรงจำของคนดูแทบทุกคน สำหรับหนังคอมิดี้ที่ดีที่สุดของปีนี้



The Devil Wears Prada , (จากหนังสือมาเป็นหนัง) ร้ายก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=1&month=10-2006&date=08&blog=1



อันดับ 5


Always: Sunset on Third Street



เราคาดหวังอะไรจากการดูหนังเรื่องหนึ่ง ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน การแสดงชั้นอ๋อง การกำกับภาพระดับออสการ์ สัญลักษณ์ที่สอดใส่อย่างเหนือชั้นให้ตีความ ฯลฯ

Always: Sunset on Third Street ให้อะไรมากไปกว่าสิ่งที่ หนังดี บางเรื่องไม่มี นั่นคือ หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ได้มากไปกว่า การให้ความบันเทิงและความยอดเยี่ยมในชิ้นงานแก่คนดู แต่หนังยังเข้าไปช่วยทำงานตรง หัวใจ ของคนดูให้ต้องอิ่มเอมและอบอุ่น ความสัมพันธ์อันหลากหลายในหนัง ล้วนสร้างความจี๊ดและสร้างแรงบันดาลใจให้เราต้องหันกลับมาจัดการอะไรบ้างกับชีวิตของตัวเอง จริงที่หนังเรื่องนี้นั้นมีจุดด้อยในข้อหา บิวต์ อารมณ์เกินเหตุ แต่สำหรับผม นี่เป็นตัวอย่างของหนังชั้นดี ที่จะทำให้ได้เห็นว่า หากริจะ บิวต์ กัน ก็ควรทำให้ได้เช่นนี้ คือ บิวต์ให้ถึงและคนดูเองก็ไม่รู้สึกแปลกปลอม พร้อมที่จะเปิดหัวใจต้อนรับมัน

นี่เป็นตัวอย่างของหนังที่มีบทที่ยอดเยี่ยมและการกำกับที่ยอดเยี่ยม เป็นการทำน้ำเน่าให้ออกมาหอมชื่นใจ การย้อนสู่ความเรียบง่าย ในยุคสมัยที่คนทำหนังไขว่คว้าทำหนังที่ยากขึ้น มีปมเงื่อนให้ซับซ้อนขึ้น แต่กลับไม่สามารถทำให้มันเข้าถึงหัวใจคนดูได้เลย น่าจะมาดูหนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง ว่า หากมีฝีมือ มีบทที่ดี มีการกำกับที่ดี เรื่องราวเรียบง่ายนั้นก็สามารถเป็นความยอดเยี่ยมและงดงามได้เช่นกัน

Always: Sunset on Third Street เป็นหนังที่งดงาม น้ำตาของคนดูที่ไหลรินจะไม่ใช่ไหลออกมาเพราะความรู้สึกผิดหวังเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความอิ่มเอม ซึ่งนานเหลือเกินแล้วที่เราไม่ได้เสียน้ำตาให้เพราะความสุขจากจอภาพยนตร์

Always: Sunset on Third Street , บางสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=05-2006&date=13&group=1&blog=1



อันดับ 4


The Prestige



“เจ๋งโคตร” คือ ความคิดขณะนั่งดูหนังเรื่องนี้

แม้พล็อตหลักแสนจะธรรมดาแค่ว่า นักมายากลคนสองคนพยายามเอาชนะกันจนไปไกลเกินควบคุม

แต่บทหนังเรื่องนี้ ฉลาด และ เดาว่าผ่านการกลั่นกรองในกระบวนการคิดมาหลายรอบ ชนิดที่เรียกว่า หาหนังแบบนี้ได้ยากเย็นแสนเข็ญในช่วงปีสองปีนี้ นั่นทำให้ พล็อตหลักของหนัง แตกรายละเอียดจนออกมาเป็น ความมหัศจรรย์

The Prestige เป็นหนังที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง ความมหัศจรรย์ในหนังไม่ได้เกิดจาก พระเอกบินได้ หรือ นางเอกล่องหน คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับ ทำให้คนดูหนังต้องทึ่งกับ หนังที่ไม่ได้มีดีแค่การเล่าสลับไปมา ไม่ได้มีดีแค่ความหวือหวา แต่ ยังเต็มไปด้วยลูกเล่น เต็มไปด้วยการล่อหลอก และ การหักมุมให้คนดูต้องเดาทางไม่ถูก เป็น ความสนุกเหมือนการเฝ้าดูมายากลที่แสนจะตื่นตาตื่นใจ อยากรู้โชว์ถัดๆไปว่าจะมีอะไรให้ดู และ ทำให้คนดูต้องขบคิดตลอดเวลาว่า สิ่งที่เห็นไปเมื่อกี้ แท้จริงแล้ว นักมายากล(หนัง)หลอกเราอย่างไร

The Prestige , คุณตั้งใจดูอย่างใกล้ชิดแล้วจริงๆหรือ ?
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=11-2006&date=13&group=1&blog=1



อันดับ 3

Lost in love




นับตั้งแต่ Christmas in August ผมได้แต่รอดูหนังรักนิ่งเนิบที่ไม่หวือหวา ไม่น่าเบื่อจนเกินไป และ สามารถเกาะกุมหัวใจได้เช่นนั้นอีก แต่ก็ไม่ได้พบสิ่งที่รอคอยเช่นนั้นอีกเลย จนกระทั่งเพื่อนสมาชิกในเว็บไทยดีวีดีแนะนำหนังเรื่องนี้มาให้ผมได้รู้จัก

Lost in love ไม่ใช่หนังรักกุ๊กกิ๊ก หวานแหวว วัยรุ่น แต่เป็นหนังรักที่เวลาผ่านไปหนังจะยิ่งเรียบเรื่อย ไร้ความหวือหวาโฉ่งฉ่าง เรียกได้ว่า หนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับคนที่เริ่มต้นจากวัยรุ่นก่อนจะค่อยๆเติบโตมีวุฒิภาวะในที่สุด จนอาจทำให้คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์หรือนิยมหนังรักคึกคักกุ๊กกิ๊กต้องเบื่อหลับไปได้

เรื่องราวของคนสองคนที่เดินบนแผนที่ความรักของตัวเอง แต่บังเอิญที่ว่า แผนที่ของทั้งคู่ไม่เคยซ้อนทับกันเลย ปลายทางของหัวใจของเธออยู่ที่อีกเขา แต่ปลายทางของเขากลับอยู่ที่คนอื่น นั่นทำให้ตัวละครและคนบางคน จึงไม่เคยได้ไปถึงปลายทางของหัวใจ เพราะบางทีเราก็ยังคงใช้แผนที่เดิมๆเดินวนเส้นทางเดิมๆ ทั้งที่พิกัดบนแผนที่นั้นหมดอายุไปตั้งนานแล้วอย่างไม่รู้ตัว

Lost in love คือ หนังรักอันดับหนึ่งในใจของผมประจำปีนี้

Lost in love , เคยบ้างไหมที่หัวใจ"หลงทางรัก"
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=2&month=01-2007&date=05&blog=1



อันดับ 2


Seasons change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย



ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ ผมแทบไม่ทันสังเกตว่า หนังมีอะไรดีหรือไม่ดียังไง ผมมีแต่ความรู้สึกที่หัวใจมันเต้นอย่างตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะหนังตื่นเต้น แต่เพราะ หนังทำให้ผมรู้สึกร่วมและคล้อยตามความรู้สึกตัวละครได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดของอ้อม , ความสับสนลังเลใจของป้อม , ความรู้สึกขัดเขินตอนเจอคนแอบชอบ , ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยตอนที่คนสำคัญจากไปแล้ว , ความรู้สึกขัดแย้งที่มีต่อพ่อแม่ ฯลฯ ความรู้สึกเหล่านั้นกระตุ้นให้หัวใจผมได้สูบฉีดชนิดไม่ได้พักตลอดเวลา แม้หลายฉากจะนิ่งและเนิบเนือยก็ตาม

หนังไม่ได้มีพีคอารมณ์ที่ขึ้นชนิดจี๊ดสุดๆ เศร้าสุดๆ หวานสุดๆ โทนของหนังค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไล่ตั้งแต่ น่ารัก อบอุ่น ละมุนละไม เจ็บเล็กๆ เรียกได้ทั้ง ยิ้มๆ น้ำตาซึม ก็เหมือนความรู้สึกดีๆ ตอนที่ผมอ่านการ์ตูนของอ.อาดาจิ มิซึรุ หรือ ดูงานน่ารักๆของ ชุนจิ อิวาอิ ที่ทำให้นั่งดูไปยิ้มไปอย่างเป็นสุข และ แอบขำกับมุกน่ารักๆที่แฝงไว้เป็นระยะ โดยมีนักแสดงน่ารักๆทั้งสามนักแสดงนำ และ นักแสดงสมทบที่เฉียบคม

นับตั้งแต่ เฉิ่ม ก็มีเรื่องนี้ที่ผมยินดีที่จะใช้คำว่า รัก กับหนังได้เต็มปากเต็มคำเหมือน ป้อมบอก รักการเล่นดนตรี หนังมีข้อบกพร่องมั้ย ตอบได้ว่า มี แต่ หนังไม่มี สิ่งที่ผมไม่ชอบ นี่คือหนังที่ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอิบใจ ดูรอบสองความรู้สึกก็ไม่ตกลง และ เชื่อได้ว่าตัวเองสามารถรู้สึกเช่นนี้ได้ทุกครั้งที่หยิบมาชม

Season changes , เมื่อ"เพื่อนสนิท"กลายมาเป็น"แฟนฉัน"ในวันที่"อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย"
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=09-2006&date=08&group=1&blog=1



อันดับ 1



United 93



เรารู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวของหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไร

เรารู้อยู่แล้วว่าบทสรุปของหนังจะเป็นเช่นไร

แต่ผู้กำกับ ทำให้เราไม่สามารถละสายตาจากจอหนังได้ เมื่อเขาถ่ายทอดเหตุการณ์บนเครื่องบินในวันที่ 9/11 ราวกับว่า เขาอยู่บนเครื่องบินลำนั้น

United 93 ไม่ใช่หนังที่มีเนื้อหาเรื่องราวเป็นบท เป็นพล็อตประเภท มีพระเอก มีผู้ร้าย มีการวางแผน มีจุดหักมุม ฯลฯ ไม่ใช่หนังที่ยึดเครื่องบินกันเหมือน Executive decision หรือ ถองเข่าตีศอกมันกันระเบิดเถิดเทิงแบบ Con Air แต่ หนังเล่าเรื่องเหมือนสารคดีบรรยายเหตุการณ์ นั่นทำให้ หนังเรื่องนี้ เราคงจำตัวละครคนไหนไม่ได้เป็นพิเศษ ไม่มีพระเอก ไม่มีผู้ร้ายชัดๆ มีแต่ คน ที่อยู่ในเหตุการณ์

งานกำกับชิ้นนี้ของ ผกก. Paul Greengrass ที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักจาก The Bourne Supremacy เป็นผลงานที่คนดูซึ่งรักหนังดราม่า ไม่ควรพลาด ไม่ควรพลาด และ ห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่ง นี่คือหนังที่ทรงพลังและน่าจดจำ โดยเฉพาะ ฉากบนเครื่องบินนับตั้งแต่เครื่องบินแล่นขึ้นท้องฟ้าไปจนถึงฉากสุดท้ายที่มืดสนิทนั้นยอดเยี่ยมเกินกว่าจะบรรยายได้ จังหวะในฉากแอคชั่นนั้นดูสมจริงจนน่าขนลุก ช่วงเวลาที่กดดันก็ทำได้ชนิดตอกตะปูให้คนดูไม่อยากลุกไปไหน การสร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูของหนังก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะช่วงที่ผู้คนบนเครื่องรู้วาระสุดท้ายของตัวเองที่ทำให้น้ำตาไหลพรากอย่างไม่รู้ตัว นี่คือ ฉากที่ดีที่สุดในหนังที่ได้ดูปีนี้และเป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดในชีวิตประสบการณ์การดูหนังของผม

United 93 เป็นหนังที่ไม่ได้รับประกันว่าคนดูทุกคนจะต้องชอบ เพราะหลายคนต้องเวียนหัวกับลีลาการถ่ายทำ หรือ เบื่อหน่ายกับช่วงเวลาตอนต้นที่มีแต่เจ้าหน้าที่พูดกันไปมา แต่นี่คือ หนังที่รับประกันว่า เมื่อดูจบ เป็นหนังอีกเรื่องที่มันไปสะกิดต่อมจิตวิญญาณของคนดูที่ได้ดูทุกคน ให้ต้องรู้สึกนึกคิดอะไรบางอย่างจากหนังเรื่องนี้ บางคนอาจรู้สึกรังเกียจและอยากหยุดความรุนแรงในโลกนี้ให้หมดไป บางคนอาจรู้สึกสะเทือนใจและหดหู่ บางคนคิดอยากลุกมามีส่วนร่วมในการสร้างความปรองดองให้กับเพื่อนมนุษย์หรือคนใกล้ตัว ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ United 93 จึงเป็นหนังอันดับหนึ่งในใจของผมประจำปี 2549

United 93 , ทรงพลัง และ สะเทือนใจ
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=08-2006&date=19&group=1&blog=1


ข้างบนนั้นคือ 5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ ประจำปี 2549 ของผม(อยู่ข้างหลังคุณ) แล้วเพื่อนๆละครับ หนังที่คุณ ชอบ และ ไม่ชอบ ของปีนี้ ไม่ว่าจะหนังโรง หนังแผ่น หนังเก่าหรือหนังใหม่ มีเรื่องอะไรบ้างครับ

หากจำไม่ได้ลองเข้าไปทบทวนความจำจากรายชื่อหนังที่เข้าฉายที่นี่ครับ --> //www.pantip.com/cafe/chalermthai/release/release-2006.html


ปีนี้เราคงได้ ดูแล้วมาคุยกัน เพียงเท่านี้ (นับรวมแล้วเฉพาะหนังโรงก็รวมทั้งสิ้น 70 เรื่อง 70 blog) ปีหน้าฟ้าใหม่เรามา ดูแล้วมาคุยกัน อีกนะครับ ขออวยพรให้เพื่อนผู้อ่านมีความสุขมากๆในปี 2550 ครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ




Blog พิเศษส่งท้ายปี 2549

+++ 10 "ฉาก"ประทับใจจาก"หนัง"ปีที่ผ่านมา +++
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=1&month=12-2006&date=29&blog=1

++ ชวนเพื่อนๆมาเลือก 10 ตัวละครประทับใจ จากหนังปีที่ผ่านมา ++
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=1&month=12-2006&date=27&blog=1


ขอฝาก"หนังสือรัก"ไว้กับผู้อ่านด้วยเน้อ กับ พ็อกเก็ตบุ้คเล่มแรก ที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



(วางขายตามร้านหนังสือทั่วไปแว้ว)
ปีใหม่นี้ มอบ"หนังสือรัก" เป็นของขวัญแด่คนที่คุณรัก





ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

ชวนคลิก ชวนคุยกับเจ้าของ Blog ที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 31 ธันวาคม 2549
Last Update : 5 มกราคม 2550 0:34:50 น.
Counter : 4752 Pageviews.

27 comments
:: ปูรณฆฏะ :: กะว่าก๋า
(18 มี.ค. 2562 06:13:13 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
สวนลุงวุฒิ อ.ภูเรือ จ.เลย : อาณาจักรของกุหลาบหินแห่งภูเรือ JinnyTent
(24 ก.พ. 2562 18:45:14 น.)
นุ่งซิ่นชวนแว้นคลายร้อน ตะลีกีปัส
(11 มี.ค. 2562 12:44:10 น.)
  
5 หนังไม่ชอบของผมประจำปี 2549

5. My Super Ex-girlfriend
- ขนาดได้ดูฟรียังออกจะเสียดายเวลาอยู่ไม่ใช่น้อย กับการเอาอูม่า เธอร์แมนมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่หึงหวงได้ไร้เหตุผลสิ้นดี แถมตอนจบยังเอาง่ายเข้าว่า

4. The Da Vinci Code
- หนังสือสนุกกว่าเยอะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่หนังมันออกมาจืดมาก ถ้าไม่มี Ian McKellen คงเกลียดมากกว่านี้

3. เขาชนไก่
- หนังไทยที่น่าผิดหวังที่สุดของปี ความไม่สมจริงและความอีหลักอีเหลื่อของบทมีมากเกินจะทน (เรียกว่าถ้านั่งจับผิดกัน พูดกันเป็นชั่วโมงแน่ สำหรับคนที่มีประสบการณ์ร่วมที่เขาชนไก่ หรือแม้กระทั่งค่ายรักษาดินแดนที่อื่นก็ตาม)

2. The Omen
- สยองมันก็สยอง แต่รู้สึกรับไม่ได้กับความไร้เหตุผลต่างๆนานาที่มันโจ่งแจ้งเกินเหตุ ทั้งการรับพี่เลี้ยงเด็กของท่านทูตที่ไร้การตรวจสอบคัดกรอง รวมไปถึงการที่ทูตอเมริกาประจำอังกฤษมีเวลาไปเดินเล่นแถวตะวันออกกลางได้ยังไงกันตั้งสองสามวัน - -*

1. DOA: Dead Or Alive
- ดูเรื่องนี้เพราะ Devon Aoki คนเดียวเท่านั้น... แต่หนังใช้นักแสดงไม่คุ้ม บทก็บ้าบอคอแตก (คือก็คิดไว้ว่าบ้า แต่ไม่น่าจะบ้าและงี่เง่าได้ถึงขั้นนี้ - -*)



10 หนังชอบ ปี 2549

10. A History of Violence
- ไม่นับเฉพาะฉากที่บันไดนั่น(ที่หวือหวาเอาเรื่อง) แต่เนื้อเรื่องทั้งเรื่องคือความน่าติดตาม ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้มีอะไรซักเท่าไหร่ (กลับเป็นคนละความรู้สึกกับ Miami Vice ที่ยิงกันสะใจน่าติดตามจริง แต่กลับสะดุดที่เนื้อเรื่อง "ไม่มีอะไร" มากกว่าเรื่องนี้)

9. The Host
- ด่าอเมริกาได้สะใจยิ่งนัก เป็นหนังสัตว์ประหลาดที่เอาสัตว์ประหลาดมาเป็นตัวประกอบได้ดีมากๆ

8. Match Point
- เซ็กซี่ แสบสันต์

7. United 93
- น่าติดตาม โดยเฉพาะฉากที่เครื่องบินพุ่งเข้าตึก (เอ๊ะว่าไปแล้วลืมใส่ฉากนี้ในสุดยอดฉากนี่นา - -)

6. Sophie Scholl: The Final Days
- หนังต่างประเทศออสการ์ที่น่าจะได้รางวัลมากกว่า Tsotsi กับความทรงพลังที่ปรากฏ

5. The Last Emperor
- โชคดีมากที่ได้ดูในโรง สามชั่วโมงครึ่งที่ผ่านไป กลับเร็วกว่าชั่วโมงครึ่งของหนังบางเรื่องเสียอีก

4. Seasons Change: เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
- ยิ้มออกจากโรง นั่งดูแผ่นก็ละลายไปอีกหลายรอบ

3. Bashing
- นิ่ง เงียบ แต่ทั้งๆที่หนังนิ่งๆเงียบๆไม่ค่อยถูกกับผม เรื่องนี้เอาผมอยู่หมัดได้กับบรรยากาศความกดดันที่แผ่ซ่านปกคลุมอยู่ทั้งเรื่อง

2. King and the Clown
- ไม่ต้องบรรยายให้มากความกับเรื่องนี้

1. South Park: Bigger, Longer and Uncut
- อนิเมชั่นหยาบคาย สถุล ป่าเถื่อน แต่ได้ใจที่สุดในชีวิต
โดย: nanoguy IP: 203.113.35.6 วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:8:45:49 น.
  







สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้คุณจขบและครอบครัวมีแต่ความสุข
โรคภัยไม่มี
มีโชคมีลาภมีเงินมีทอง
รวยๆ เฮงๆ ตลอดปีและก้อตลอดไปค่ะ


โดย: icebridy วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:12:38:23 น.
  
เข้ามา happy new year เจ้าของบล้อกค่ะ แล้วก็ขอบคุณสำหรับบทความดีดีที่มีให้ติดตามอ่านมาตลอดปี+หนังสือรักอีกเล่มด้วยค่ะ
มีความสุขมากๆนะคะ แข็งแรงๆค่า
โดย: ดาวแดง IP: 58.64.120.161 วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:13:14:32 น.
  
Happy New Year 2007

ผมเขียน 10 อันดับไว้เหมือนกัน ว่างๆแวะเข้าไปอ่านได้นะครับ

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=bink&month=12-2006&date=31&group=4&blog=1
โดย: ต้องบอกด้วยเหรอ วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:13:40:17 น.
  
ชอบดูเสื้อผ้าของ devil wears prada สวยดี

ถ้าเป็นเรื่องหนังสารคดีชอบโบลิ่งอ่ะค่ะ (พึ่งได้มาดูเดือนก่อนนี้เอง)

ส่วนที่ไม่ชอบก็เรื่องเก๋า อ่ะ เสียงดายตังชะมัดเลย
โดย: Claire_plastic วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:16:05:03 น.
  
ผมนึก10เรื่องที่ชอบไม่ออกคับ เพราะปีนี้ได้ดูแต่หนังเก่าๆ แต่ถ้าอันดับ1ปีนี้ของผมคือ Lost in Love แน่นอน ซึ่งเฉือน Always ไปอย่างฉิวเฉียด

ผมชอบเรื่องนี้มากๆ รู้สึกเหมือนกันว่ามันมีกลิ่นของ Christmas in August อยู่
Lost in Love ทำให้ผมเบื่อหนังรักน้ำเน่าบีบน้ำตาไปเลย

You are my sunshine กับ Lost in Love เนี่ยกลิ่นไอมันคล้ายๆกันมาก หนังแนบนิ่ง แต่เข้าถึงอารมอย่างที่สุด
โดย: [PEAK]`L'Arc IP: 203.113.77.73 วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:17:39:20 น.
  
ถ้าจะให้เรียงจริงๆ คงนึกไม่ออก
แต่หนังที่ชอบในปีนี้ น่าจะมีคล้ายๆ กันอยู่บ้างค่ะ
เช่น seasons change

อยากถามนิดนึงง ทำไมไม่มี 13 เกมสยองด้วยล่ะคะ
เป็นหนังที่ชอบอีกเรื่องนึงของปีนี้ทีเดียว
โดย: นมัสเต วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:20:06:56 น.
  

สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ

มีความสุขกับการดูหนังทุกๆ วัน

มีรีวิวดีๆ มาให้อ่านกันเรื่อยๆ

สมหวังในสิ่งที่ตั้งใจ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หนังสือขายดี มีเล่มใหม่มาให้อ่านนะคะ


โดย: YUI_MUNMOO วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:20:15:57 น.
  
//ecard.jimmyspa.com/announce/card/c015001.gif

ชอบ SC มากที่สุดของปีนี้ครับ ต่ายเล่นได้น่ารักเเละเวลาเศร้าก็ อินมากๆครับ
โดย: bigwores วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:20:42:40 น.
  
ไม่มีเรื่องไหนที่ไม่ชอบนะคะ ส่วนเรื่องที่ชอบน้อยที่สุด แหะๆๆ You & Me & everyone we know ค่ะ

10 เรื่องที่ชอบ ไม่เรียงลำดับค่ะ
1. In her shoes - เป็นหนังที่ดูจบแล้วมีความสุขมากที่สุดในปีนี้ค่ะ

2. An unfinished life - อบอุ่นและให้ความรู้สึกเต็มอิ่มค่ะ ชอบพอๆกับเรื่องแรกเลยล่ะ

3. The constant gardener - ทั้งๆที่ตอนออกจากโรงเราชอบเรื่องนี้น้อยกว่า 2 เรื่องแรกนะคะ แต่พอปลายปีกลับเลือกทีจะซื้อแผ่นเรื่องนี้เก็บแทน เป็นเรื่องที่พอดูจบแล้วตั้งใจว่าจะดูอีกรอบให้ได้เลย

4. Inside man - ไอเดียเก๋ เท่ และดูสนุกค่ะ

5. Matchpoint - แค่ตอนต้นกับตอนจบเรื่อง ก็เพียงพอให้หนังเรื่องนี้เข้ามาอยู่ใน list ของเราเลยค่ะ

6. Always - ถึงตอนออกจากโรงจะไม่รู้สึกว่าชอบถึงที่สุด ทั้งๆที่เสียน้ำตาให้แทบทั้งเรื่องก็ตาม แต่พอกลับมาอ่าน"หนังสือรัก"ก็ยังทำเอาน้ำตาซึมอีกครั้งได้

7. Pirates of the Caribbean 2 - เพราะว่าไม่ได้ดูภาคแรกในโรง เรื่องนี้เลยสร้างความบันเทิงให้เราแบบเต็มๆไปเลยค่ะ

8. Season changes - หนังไทยที่รักมากที่สุดตั้งแต่เคยดูมาค่ะ

9. The departed - เพราะไม่เคยดู Infernal affairs เลยไม่มีข้อเปรียบเทียบค่ะ ถ้าไม่นับช่วงจบที่เรารู้สึกว่ามันห้วนๆไปหน่อยแล้ว ก็ถือว่าเป็นหนังที่ชอบไม่น้อยเลยค่ะ

10 The Prestige - แน่นอนอยู่แล้ว จะไม่มีเรื่องนี้ได้ไง จริงมั้ยคะ
โดย: azzurrini วันที่: 31 ธันวาคม 2549 เวลา:23:24:05 น.
  
หนังที่ชอบ คิดไม่ออกให้ครบ 10 เรื่องค่ะ แต่ที่ชอบจับจิตคือ The Prestige กับ Saw III (เรื่องหลังนี่ดูด้วยความไม่คาดหวังว่ามันจะดี เพราะค่อนข้างผิดหวังจากภาค 2 แต่ก็ทำออกมาได้ไม่ผิดหวัง)
Happy New Year 2007 นะคะ
โดย: แก้มน้อยคอยรัก IP: 203.155.221.240 วันที่: 1 มกราคม 2550 เวลา:10:16:08 น.
  
ไม่เห็นคุณจข.บล๊อกพูดถึงLady in the Waterเลย ผมดูแล้วยังอึ้งๆงงๆกับประเด็นของหนังที่พยายามนำเสนออยู่บ้าง อยากฟังจากมุมมองคุณบ้างน่ะครับ

อืม หนังที่ชอบของปี ขอเวลาทบทวนอีกสักนิด
โดย: the red IP: 203.155.247.115 วันที่: 2 มกราคม 2550 เวลา:15:41:04 น.
  
เนื่องจากหนังที่ชอบของปีนี้ ผมไปเขียนไว้อีกที่นึงได้อาทิตย์กว่าๆ แล้ว ดังนั้นจึงได้อ่านของทุกคนก่อนที่จะเอาของตัวเองมาแปะบ้าง แล้วก็พบว่าส่วนใหญ่หนังที่ติดอันดับของผมมักเป็นหนังขายสไตล์ มีรูปแเบบเท่ห์ๆ ของตัวเอง หรือมีอารมณ์เฉพาะทางที่ไม่เหมือนใคร ... ส่วนหนังดีของหลายๆ คนที่ไม่อยู่ในอันดับของผม ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังในแนวที่ผมไม่ค่อยจะถูกโรค ไม่ชอบดูเท่าไหร่ หรือเป็นหนังที่ก่อความเครียดในระดับสูง (เช่น Sophi Scholl และ United 93 เป็นต้น)

สำหรับ หนังที่ไม่ชอบ ... ขอเรียกว่า 'หนังที่ผิดหวัง' ดีกว่า นึกออกแค่ 4 เรื่องโดยไม่เรียงลำดับ มีดังนี้ ...
+ Duck season : หนังเท่ห์ นำเสนอในรูปแบบที่แปลกและแตกต่าง แต่ผมเข้าไม่ค่อยจะถึง 'สาร' ที่หนังต้องการจะสื่อออกมาแฮะ
+ Kinsey : จริงๆ เรื่องนี้เป็นหนังดีนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการแสดง ... แต่ผมอึดอัดเหลือเกินกับพฤติกรรมของตัวเอก Dr.Kinsey ที่มุ่งเน้นจะดำเนินกระบวนการวิทยาศาสตร์ทางชีววิทยาซะเหลือเกิน โดยหลงลืมประเด็นทางสังคมและประเพณีวัฒนธรรมไปเสียสิ้น
+ Brick : พล็อตเท่ห์และฉลาด คะแนนวิจารณ์สูงลิ่ว แต่เหมือน ผกก. และบทหนังพยายามใส่ลูกเล่นมากเกินไป จนบางทีก็ทำเอาคนดูอย่างผมเง็งๆ ไปเหมือนกัน
+ Grizzly man : อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยถูกโรคกับหนังสารคดีด้วยมั้งครับ และทั้งๆ ที่หนังเรื่องนี้ติดอันดับหนังยอดเยี่ยมของนักวิจารณ์หลายๆ ท่าน ... ที่ผมไม่ชอบ คงเพราะขัดใจกับพฤติกรรมของ The grizzly man นั่นเอง ว่าทำไมเค้าถึงทำอะไรกันขนาดนั้น ทำให้รู้สึกอึดอัดจนต้องยกนาฬิกาขึ้นดูบ่อยๆ ... แต่ภาพหมีกริซลี่ในธรรมชาติก็สวยดีครับ

หนังที่ได้ดูบนจอ นับทั้งรอบปกติ, หนังเทศกาล BKK.IFF. และ World films รวมไปถึงหนังที่องค์กรต่างๆ จัดขึ้นเป็นรอบพิเศษ สิริรวมแล้วนับได้ทั้งสิ้น 77 เรื่อง ... ทั้งนี้ไม่ได้นับหนังเก่าๆ ที่ได้ดูทาง UBC เข้าไว้ในอันดับข้างล่างด้วย ซึ่งมีทั้งที่รู้สึกธรรมดา ไปจนถึงขั้นดีมาก อาทิเช่น
House of wax / Boogeyman / Friday nights light / American splendor / Napoleon Dynamite / Girl, interrupted / Saw(1) / 50 First dates / 10 Things I hate about you / A home at the end of the world / Thumbsucker เป็นต้น ... นอกจากนั้น ยังมีอีก 2 เรื่องที่เสียดายสุดๆ ที่ไม่ได้ดู คือ ...
L'Enfer (Hell) - ไปต่างจังหวัดเสาร์อาทิตย์นั้นพอดี กลับมาดันออกไปแล้ว เข้าแค่อาทิตย์เดียว ฮ่วย!
C.R.A.Z.Y. (เทศกาล BKK.IFF.) - อุตส่าห์ไปจองตั๋ววันแรกแท้ๆ แต่เด็กที่ขายตั๋วดันหาโรง Ultrascreen ไม่เจอ พอไปอีกวันตั๋วดันเต็มหมดแย้ว แง้วๆ T_T

เขียนยาวไป ขออนุญาตยกยอดไปต่ออันใหม่อีกข้อความนึงนะขอรับ
โดย: บลูยอชท์(1) IP: 202.69.140.233 วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:15:21:49 น.
  
สำหรับ 10 (+3) หนังสยอง ... เอ๊ย หนังในดวงใจของกระผม ประจำปี 2549 (ปีนี้เลือกยากเหมือนกันแฮะ นี่ขนาดตัดไปหลายเรื่องแล้วนะเนี่ย) โดยไม่เรียงอันดับความชอบ ได้แก่ ...
1. The constant gardener - หนังสามารถผสานอารมณ์ ทริลเลอร์การเมือง / ดราม่า / โรแมนติค เข้าหากันได้อย่างลงตัว ... ... ประเด็นที่หนังนำเสนอก็หนักหน่วงและค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถทำออกมาได้อย่างน่าติดตาม ... ฉากจบร้าวร้านใจดีเหลือเกิน

2. Brokeback mountain - ละเมียดละไมทุกช็อต พาคนดูให้ดึ่งลึกลงไปถึงก้นบึ้งของความรู้สึกเก็บกดอันร้าวรานของตัวเอก ... ทำให้ 'ความรักในอีกแบบรูปแบบหนึ่ง' ดูแล้วสวยงามในความรู้สึก ... วิวทิวทัศน์งดงามตระการตา ดนตรีประกอบเศร้าจับใจ

3. Paradise now - ทึ่งตรงที่หนังสามารถทำให้คนดูอย่างผม รู้สึกได้ถึงความรุนแรง ทั้งๆ ที่ตัวหนังแทบไม่มีฉากรุนแรงให้เห็นเลยแม้แต่ฉากเดียว อีกอย่างชอบตลกร้ายจิกกัดหลายๆ ซีนที่หนังใส่เข้ามา ... ทำให้เกิดมุมมองอีกด้านหนึ่งว่า มือระเบิดพลีชีพ จริงๆ แล้วก็เป็นมนุษย์เดินดิน มีความรู้สึกเช่นเราๆ ท่านๆ ... ในช่วงบทสนทนามีการสอดแทรกประเด็นแหลมคมเกี่ยวกับความขัดแย้งในแนวคิดของการก่อการร้ายเอาไว้อีกด้วย

4. Always : Sunset on the third street - อิ่มอุ่นกับอารมณ์ย้อนยุค(แบบญี่ปุ่น)ไปกับความรักในหลากหลายรูปแบบ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็น 'ครอบครัว(ที่แท้จริง)' เสมอไป หลายๆ ฉากในเรื่องกระชากความรู้สึกและต่อมน้ำตาคนดูให้ทะลักทลายได้

5. A stranger of mine - หนังมันเท่ห์ตรงที่เริ่มจากมุมมองของคนเล็กๆ ซื่อๆ อย่างพระเอก แล้วก็ค่อยๆ ขยายภาพใหญ่ให้คนดูเห็นมากขึ้นกับผู้คนรอบๆ ตัวพระเอกซึ่งก็มีพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทำให้มุมมองที่คนดูเคยรับรู้และเข้าใจ แปรเปลี่ยนตามไปด้วย ... จนทำให้คนดูอย่างกระผม เกิดอาการฮาแตกฮาแตนอย่างช่วยไม่ได้

6. The beat that my heart skipped - ชีวิต 2 ขั้วของคน 1 คน ที่พลิกผันโดยสิ้นเชิง กลางวันซ้อมเปียโน กลางคืนเป็นนักเลงหัวไม้ ... ทำให้ย้อนกลับไปคิดว่าเคยมี 'จังหวะ' ไหนในชีวิต ที่หัวใจเราเคยพลาดไปบ้างหรือเปล่า

7. Me and you and everyone we know - เซอร์ เปรี้ยว จี๊ด เข็ดฟัน แต่ก็มีมุมมองเด็ดๆ ที่น่ารักๆ อยู่มากมาย
กรี๊ด ... กับฉากปลาทองบนหลังคารถ (คิดได้ไงเนี่ย!)
ฮา ... กับเจ้าหนู ผู้หัดเล่นแชตลามก
ขำปนซึ้ง ... กับฉากที่นางเอกเดินตามจีบพระเอกไปยังลานจอดรถ
เหงา ... ตอนดูจบ

8. Paris Je t'aime (World films Fest.) - เก๋ตรงที่เป็นการรวมสุดยอด ผกก. มาทำหนังสั้นในมุมมองของนครปารีส ซึ่งถึงแม้บางตอนจะดูธรรมดาหรือเฉื่อยเนือยไปบ้าง แต่ก็มีอีกหลายตอนที่กิ๊บเก๋เท่ห์ระเบิด เต็มไปด้วยสีสัน ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร

9. Korean Duo (รักพี่เสียดายน้อง - เลือก 2 เรื่องเลยแล้วกัน)
9.1 Welcome to Dongmagkol - ชอบตรงมุมมองของโลกในอุดมคติที่แม้แต่ไฟสงครามก็ไม่อาจแปดเปื้อนเข้าไปในหมู่บ้านนี้ได้ ช็อตเซอร์เรียลและอารมณ์กุ๊กกิ๊กเล็กๆ ในหนังทำให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนไม่ได้ดูหนังสงคราม

9.2 King and the clown - เป็นละครซ้อนหนังที่แต่ละตอนที่ตัวเอกเล่น ได้ก่อหายนะแก่ผู้คนในวังหลวงแห่งราชวงศ์เกาหลียุคโบราณ ตัวหนังละเมียดละไมในการนำเสนอมุมมองทางวัฒนธรรม แต่นัยสำคัญ ก็คือการเสียดสีการเมือง และ 'อำนาจ' ที่อยู่ในมือผู้มีอำนาจ ซึ่งอาจเป็นพระราชาผู้อารีย์ หรือทรราช ก็แล้วแต่ว่าเขาผู้นั้นจะใช้มันไปในทิศทางใด

10. Thai Trio (ขอเลือกหนังไทยทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะทำให้วงการหนังไทยปีนี้ไม่ได้มากแค่ปริมาณ แต่มีหนังคุณภาพรวมอยู่ด้วย)
10.1 เปนชู้กับผี - ถึงแม้จะโดนค่อนขอดว่าได้ไอเดียจากหนังฝรั่งบางเรื่อง (โดยสอดแทรกมุมมองตามความเชื่อแบบไทยๆ ใส่ไว้ด้วย) ... แต่หนังเรื่องนี้ก็สามารถจัดการกับคนดูได้อยู่หมัด ด้วยบรรยากาศหลอนแบบไทยๆ เสียงเพลงไทยเดิมอันโหยหวน เรื่องราวลึกลับที่มีอยู่แทบทุกซอกหลืบของบ้านหลังนั้น ... จนเมื่อจุดคลี่คลายมาถึง ถึงแม้อาจไม่ไกลไปกว่าการคาดเดาของใครหลายคน แต่โดยภาพรวมถือว่าสอบผ่านนะครับ ดูแล้วขนหัวลุกดี โดยไม่ต้องมีผีผู้หญิงผมยาวเฟื้อย ผัดหน้าขาววอกหรือผีเด็กแพนด้านั่งกอดเข่า โผล่มาให้ตกใจเล่นเป็นระยะๆ เหมือนหนังผีเอเชียช่วงหลังๆ หลายๆ เรื่อง

10.2 : 12 + 13 เกมสยอง - ถึงแม้เนื้อหาจะรุนแรงไปบ้าง และความเป็นไปได้บางอย่างก็ดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ ... แต่ชอบไอเดียของหนังเรื่องนี้ กับความกล้าที่จะนำเสนอ (หนังไทยแนวไซโค-ทริลเลอร์ที่ทำได้ถึงระดับ มีไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนัก) โดยการผูกเอา 13 เกมสยึมกรึ๋ยขึ้นมาเป็นโจทย์ เพื่อทดสอบจิตใจของมนุษย์ผู้อ่อนแอ จนต้องขุดเอาสันดานดิบของตัวเองออกมา ... และจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าได้ดูเรื่องสั้น 12 ด้วย (ซึ่งสยองกว่า 13 ซะอีก) ... รอชม 14 ต่อไปครับ

10.3 Season change - เพิ่งได้รับรางวัลสุพรรณหงส์หนังยอดเยี่ยมปีนี้ไปหมาดๆ ... ถึงแม้ตัวหนังจะออกแนวการ์ตูนๆ ไปบ้าง และมองโลกในแง่ดีเกินไปซักหน่อย ... แต่ก็ทำออกมาใสได้ใจ นุ่มนวลชวนฝัน ชวนให้หวนคิดถึงชีวิตในวัยเรียน ความรักครั้งแรก รักแบบ Puppy love สมัยขาสั้นคอซองเหลือเกิน หนังมีแก๊กน่ารักๆ มากมายที่ทำให้คนดูดูจบแล้วสามารถเดินอมยิ้มออกมาจากโรงหนังด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
โดย: บลูยอชท์(2) IP: 202.69.140.233 วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:15:35:31 น.
  
ขอรวมหนังที่ชอบของปีนี้ ตามนี้ครับ
๑. Only Yesterday หนังการ์ตูนของ Studio Ghibli ที่เนื้อหาถูกใจ เพลงประกอบมาถูกที่ ถูกเวลา เลยได้ใจไปเต็มๆ
๒. Click : Sometimes when there's a conflict between work and family, choose family.
๓. The Village Album หนังที่เหมาะสำหรับคนชอบถ่ายรูป ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกที่มีพัฒนาการ เรื่องนี้ขอชอบคู่กับ Always : Sunset on third street (๔)นะ แบบว่าได้อารมณ์คล้ายกัน
๕. เด็กโต๋ และ ๖. My Date with Drew เรื่องของคนมุ่งมั่นและทำตามความฝันสองคน กับหนังทำมือ (ทำแบบหนังสือทำมือ) โดยเฉพาะน้องป๊อบถึงกับไปเรียนด้านนี้มาเลย ขอชื่นชม
๗. Crash ดูแล้วนึกถึงหนังสือ หลายชีวิต และ กว่าจะถึงท่าพระจันทร์ มีคนหลายคนมาเจอเหตุการณ์ร่วมกันจนได้ และร้อยเรียงต่อเนื่อง ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นพระเอก เพราะทุกคนมีทั้งความดีความเลวปนๆ กันไป
๘. The Constant Gardener รักแท้ต้องอย่างนี้
๙. TranAmerica ถูกใจมาก เพลงเพราะ เนื้อเรื่องดี
๑๐. Seasons Change หนังไทยดีๆ
โดย: คนขับช้า วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:18:38:00 น.
  
หนังที่เราชอบประจำปีนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังตลาดๆทั่วไปนี่แหละค่ะ ขอไม่เรียงลำดับละกัน
Love Wrecked
Seasons change
The Devil wears Prada
Sugar and Spice
Click
ส่วนหนังที่ไม่ชอบก็มี
The Omen
Silent Hill
Pirates of the Caribbean : Dead man's chest
The Banquet
โดย: พุดดิ้งสีชมพู IP: 58.8.141.230 วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:20:23:47 น.
  
ชอบ brokeback ค่ะ
ชอบ always ค่ะ
ชอบ the holiday ค่ะ

หลายๆๆเรื่องที่เพื่อนๆชอบกัน ไม่ได้ดูค่ะ ไว้จะหาโอกาสไปดูนะคะ

เรื่องอื่นๆๆที่ดู ก็ชอบชอบค่ะ
แต่สามเรื่องนี้โดนโดนค่ะ
โดย: หนังสื่อรัก IP: 58.9.161.76 วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:22:53:55 น.
  
เอ้อ ขอเพิ่มอีกเรื่องที่ชอบชอบ โดนโดนค่ะ
คือ Me and you and everyone we know น่ารักน่าหยิกน่าเอ็นดู อมเศร้าด้วย
โดย: หนังสื่อรัก IP: 58.9.161.76 วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:22:56:07 น.
  
ชอบ
1. Walk The Line
2. United93
3. Wallace & Gromit : The Curse Of The Were-Rabbit เรื่องนี้เป็นอนิเมชั่นที่ชนะออสการ์ปีที่แล้ว สนุกดีครับ
4. The Devil Wears Prada/Crash (tie)
6. Casino Royale
7. Match Point
8. The Banquet ตอนแรกไม่อยากดูเลยครับ กลัวจะเหมือนหนังของจางอี้โหมว ประเภทค่อยๆ ร่ายรำต่อสู้ ใส่เสื้อผ้าฉูดฉาด (มันก็สวยดี แต่ผมเบื่อหนังแบบนี้) แต่พอได้ดูก็ชอบครับ ไม่เหมือนที่คิดไว้
9. The Omen ผมว่าสนุกดี พอดีไม่เคยดูเวอร์ชั่นเก่า
10. Lady In The Water


ไม่ชอบ
1. X-MEN 3 The Last Stand เรื่องนี้เสียดายมากครับที่ต้องมาไม่ชอบ เพราะชอบภาคสองมาก
2. Narnia
3. The Lake House
4. Click หนังตลกแบบเดิมๆ
5. Always Sunset... ไม่เข้าทาง

หนังที่ทั้งชอบและไม่ชอบ ความรู้สึกไม่ลงตัว (อันนี้ไม่เรียงลำดับครับ)
Seasons Change
The Break Up

แล้วก็ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่ยังไม่ได้ดู เอาไว้ค่อยหาซื้อแผ่น
โดย: ayres IP: 58.64.100.56 วันที่: 4 มกราคม 2550 เวลา:11:54:09 น.
  
5 หนังไม่ชอบประจำปี
1. เขาชนไก่ >> ถึงเป็นผู้หญิงไม่เคยไปก็เดาได้ค่ะว่ามันคงไม่ตรงกับความจริงเลย
2. โคตรรักเอ็งเลย >> เหตุผลเดียวกับคุณ จขบ. ค่ะ
3. The Lake House >> ไม่มีเหตุผล แต่ไม่ชอบเฉยๆ
4. Almost Love >> เพื่อนลากไปดูพระเอก ขนาดไม่หวังอะไร ยังทำเอาเราผิดหวังได้เลย...เสียดายตังค์ๆ
5. Saw III >> คนอื่นว่าไงไม่รู้ แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบหนังอย่างนี้เท่าไหร่...อันนี้เกินรับค่ะ

10 หนังชอบประจำปี
1. 007 >> เพิ่งมาชอบก็ภาคนี้แหละ
2. Always >> ยิ้มทั้งน้ำตา ดูแล้วรู้สึกดี
3. Village Album >> เหตุผลเหมือนข้างบนฮะ
4. The Devil Wears Prada >> ชอบค่ะ ได้อารมณ์พอๆ กับอ่านหนังสือเลย ชอบเจ๊แกจริงๆ
5. Running Boy >> ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งตัวแสดง...คนดูอย่างเราเลยอินซะ
6. Me and you and everyone we know >> หลากหลายอารมณ์ กับมุมมองน่ารักๆ
7. The Holiday >> หนังเข้าทางค่ะ ผกก.คนนี้ไปเรื่องไหน ก็ตามไปชอบเรื่องนั้นแหละ
8. In Her Shoes >> ดูแล้วรู้สึกดี แล้วก็ได้อะไรดีๆ กลับไปแก้ปัญหาทีเจออยู่ช่วงนั้นด้วย
9. Inside Man >> เก๋ดีค่ะ ชอบ แล้วก็ชอบเพลงประกอบด้วย...น่ารักดี ทำเอาช่วงนั้นชอบเพลงสไตล์นั้นเลย
10. United 93 >> คุณๆ ผู้โดยสารทุ่มเทแสดงซะขนาดนั้นแล้ว ไม่ชอบได้ไงไหว
โดย: SnowBelL IP: 58.136.73.204 วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:5:20:46 น.
  
อยากให้ลองดู freedomland จนจบนะครับ
มันไม่ได้แย่ร้ายแรงขนาดนั้นนะครับ

ลองเอามาแยกเป็น ส่วนๆผมว่ามันก็โอเคนะครับ
เพียงแต่เอามารวมเป็นก้อนเดียวกันมันดูยุ่งพอสมควร
ส่วนในเรื่องของแง่การแสดง ผมว่าก็โอเคอยู่นะครับ ถ้าในด้านบทดีเท่าด้านการแสดงผมว่ามันคงจะโอ กว่านี้ อีดี้ ฟัลโก กับ จูลี่แอนน์ มัวร์ ให้การแสดงที่สุดยอดมากครับ




โดย: Silm Ball IP: 203.144.229.20 วันที่: 5 มกราคม 2550 เวลา:12:34:59 น.
  
ตามอ่านบลอนี้มาหลายปีแล้วค่ะ แต่โดยปกติแล้วเป็นคนไม่ชอบโพสแสดงความเห็นเท่าไหร่ แต่วันนี้เห็นจัดอันดับ United93 เป็นอันดับ1แล้วต้องขอซักทีค่ะ 55+

ส่วนตัวแล้วได้อ่านบทวิจารณ์เรื่องนี้มามาก ว่าสุดยอด ไม่ควรพลาด ก็เลยยืมดีวีดีเพื่อนมาดู แต่เพื่อนคนที่ให้ยืมมาดันบอกว่าน่าเบื่อ ห่วยแตกซะงั้น ก็เลยดูแบบกึ่งคาดหวังไม่คาดหวัง

แต่พอดูๆไป ถึงตอนที่เครื่องบินชนเพนตากอนเท่านั้นแหละค่ะ รู้สึกกดดัน เครียดมากๆ เหมือนเราย้อนกลับไปยังช่วงเหตุการณ์นั้น มีคำถามผุดขึ้นมาว่า "นี่โลกมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ยะ??" อินสุดๆ น้ำตาไหลพรากจนถึงขั้นร้องโฮตลอดตั้งแต่ตอนนั้น ((อย่างที่คุณเขียนไว้ว่ามีอารมณ์ร่วมสุดน่ะค่ะ 55+)) รู้สึกเหมือนแบบกึ่งเศร้ากึ่งเวทนาตัวละครว่า ที่เค้าพยายามทำกันน่ะมันสูญเปล่า... โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่ต่างคนต่างสวดมนต์ถึงพระเจ้ากันทั้งสองฝ่าย แล้วก็ฉากที่โทรศัพท์กลับไปหาครอบครัวกัน หลังจากดูจบ ก็รู้สึกโหวงเหวง ซึมๆ เครียดไปทั้งวันเลยค่ะ > ((ขี้อินซะ ฮ่าๆ))

ปกติแล้วจะเสียน้ำตาให้กับประเภทหนังรักที่ซึ้งมากๆ หรือหนังความรักพ่อลูกเท่านั้น คราวนี้แปลกใจตัวเองเลย ก็ขอยกสองมือเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นหนังแห่งปีเลยค่ะ

อีกเรื่องก็เป็น The prestige ดูจบแล้วต้องบอกว่า "โคดเจ๋งเลยว่ะ คิดได้ไงเนี่ยะ 55+" ไม่รุ้สึกแบบนี้หลังดุหนังมานานมากแล้ว

ปล. สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" เขียนบลอคต่อไปนานๆ คิดว่าน่าจะมีคนที่ตามอ่านแบบเงียบๆอย่างเราอีกหลายคน แล้วก็มีหนังสือเล่มใหม่ตามมาในเร็วๆนี้นะคะ เรายังไม่ได้ซื้อ หนังสือรัก เลยค่ะ ถ้าออกเล่มต่อมาเมื่อไหร่ จะซื้อพร้อมกันเลยละกันนะคะ
โดย: P o N G z` IP: 124.121.93.143 วันที่: 6 มกราคม 2550 เวลา:0:11:24 น.
  
ปี 49 ดิฉันดูหนังไปทั้งหมด 106 เรื่อง เป็นหนังที่ดูในโรงล้วน ๆ ส่วนใหญ่หนังที่ดิฉันชอบมักเป็นหนังนอกกระแสที่จำกัดโรงฉาย และค้นพบว่าหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องชวนให้ผิดหวังและมี plot เรื่องที่เป็นสูตรสำเร็จ

เรื่องที่ชอบ 10 เรื่องของปี คัดเลือกมาแล้วดังนี้ค่ะ

1. The White Masai (Germany)
2. Tsotsi (UK/South Africa)
3. Emperor's Journey (March of Penguin)(France)
4. Munich (USA)
5. Walk the Line (USA)
6. The Constant Gardener (Germany/UK)
7. Death Note I & II (Japan)
8. An Inconvenient Truth (USA)
9. Rob-B-Hood (Hong Kong)
10. เปนชู้กับผี (ประเทศไทย)

ส่วน 5 เรื่องที่ไม่ชอบ ยังไม่มีเวลาคัดเลยค่ะ คงจะลำบากน่าดู เพราะมีเยอะมาก (อิ อิ)

โดย: Tai-Sarunya IP: 202.28.181.9 วันที่: 10 มกราคม 2550 เวลา:10:50:49 น.
  
สำหรับผมขอเป็นหนังในดวงใจละกันน่ะครับ
ไม่รู้ว่ามันฉายในปีนี้รึเปล่า

10. click : หนังพี่อดัม ที่ถ่ายทอดบริโภคนิยม วัตถุนิยมได้อย่างดี
9.city of god หนังเท่ๆ มุมกล้องเท่ๆ และ การเล่าเรื่องที่เท่ สุดๆ

8.my date with drew : หนังมันรู้สึกว่านายแน่มาก แม้หนังมันเอื่อยๆหน่อย

7.crash : ผมว่าความเป็นคนมันมีดี ร้าย สลับกันปนๆกัน ไปกับฉากที่ลูกสาวถูกยิงและพ่อกอดและร้องไห้ มันสื่อให้เห็นว่าไม่มีสิ่งไหนสำคัญกว่านี้แล้ว

6.NANA ความฝัน ความรัก และ เพื่อน นี่แหละชีวิตวันรุ่น

5.love actually : ความรักหลายๆรูปแบบที่นำมาเล่าได้อย่างต่อเนื่องและลื่นไหล

4. โคตรรักเอ็งเลย : ใครว่าไม่ซึ้งผมซึ้งครับ บวกกับชอบพี่โน้ตด้วยครับ

3. Alway : หนังดราม่าที่เล่าเรื่องได้เรื่อยๆลุ่ม และกินใจ แม้รู้ว่าฉากนี้เขาตั้งใจบอลต์ อารมณย์ก็กลั้นน้ำตาไม่ไหวครับ ฉากที่ชอบที่สุดคือ ฉากที่เด็กวิ่งเอาปากกากลับมาคืน

2. เพื่อนสนิท : ซักครั้งถ้าเราเคยมีเพื่อนเป็นเพศหญิงซักครั้ง อย่างว่าผู้ชายอย่างเราใจอ่อน และ เข้าข้างตัวเองบ่อยๆ

1.season change : จะมีกี่ครั้งที่มีอารมย์ร่วมกับหนังได้ขนาดนี้ ความรัก ม.ปลาย รักแรกพบ หรือ เพื่อนสนิท ความฝัน ความรัก ชีวิตวันรุ่น ผมว่าเราคงเคยผ่านกันมาทุกๆคน และมีหลายครั้งที่เราไม่รู้ว่าเราเลือกถูกหรือไม่ นางเอกทั้งสองคนที่แสดงได้บีบหัวใจมากๆ
ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ผมดูบ่อยเท่านี้เลยครับ
ดูจบแล้วอยากทำหนังดีๆอย่างนี้บ้างครับ

tum26_kub@hotmail.com
โดย: :->m'26 IP: 61.19.199.143 วันที่: 31 มกราคม 2550 เวลา:21:44:17 น.
  
5 หนังที่ม่ายชอบ ย้างไง ก็ม่ายชอบ


1.Miami Vice.......นักวิจารณ์โอเค แต่ผมไม่โอเคอย่างแรง ชอบผลงานของผกก.คนนี้ก่อนหน้านี้มากกว่า

2..............เดี๋ยวนะครับ คิดได้เรื่องเดียว

เอาเรื่องที่ชอบบ้างดีกว่า
1.Devil Wear Prada ทั้งสนุกทั้งตื่นตาตื่นใจกับสิ่งสวยๆงามๆในเรื่อง
และฝีมือการแสดงของเมอรีล สตรีฟก็สุดยอดจนเกือบลืมมองน้องแอน เฮททาเวย์

2.Season Change เรื่องนี้ ใครเกลียดก็บ้าแร้วววว

3.Prestige สนุกสนานกับการเล่าเรื่องของผกก. อันที่จริงเราควรจะเบื่อการเล่าเรื่องแนวนี้ของแกได้แล้ว แต่อีตาคนนี้ยังมีกึ๊นไม่เคยเปลี่ยน แถมยังกล้าหักมุมเชยๆ ให้มันดูน่าทึ่งซะงั้น ชอบๆ

4.Wolf Creek สนุกสนานอย่างพิลึก คนจะตายไม่ได้ตาย คนที่ไม่ตายก็ดันมา..........ซะงั้น

5.Prison Break ซีซั่น1 ป๋าที่ชอบนั่งข้างหลังผม ลองหามาดูนะครับ แล้วจาลืมอีตาแจ๊ค บาวเออร์ไปเลย!!!! จริงๆนะเอ้า!!!
โดย: lopzang IP: 210.86.159.26 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:22:49:13 น.
  
หนังที่ประทับใจผมมากๆ จากปีที่แล้ว
มีเรื่องเดียว เด่นๆ ในใจเลยคือ
1. Prestige !! [ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง คือความแปลกใหม่และทำให้ผมทึ่ง มาก!!]

หนังไทยชอบ
1. 13 เกมส์สยอง [ได้ดู 12 มาก่อนแล้ว จึงรู้สึกคลั่งไคล้เรื่องนี้มากๆ]
2. Seasons Change [ น่ารักทั้งบทหนัง นักแสดง และบรรยากาศ ]
3. เปนชู้กับผี [ โห .. เนี๊ยแหละ ผีไทย นิ่ง เงียบ หลอน ]
4. Click [ อบอุ่นมากๆ ]

หนังเทศ ที่ชอบก็มีเยอะ แต่คงลำดับความชอบไม่ได้
- Departed [ เนี๊ยบ คมคาย ลุ้นระทึกตลอดเวลา .. ไม่เคยดู Infanal Affair นะครับ และไม่ค่อยสนใจกระแสต่อต้านที่ได้ Oscar เพราะผมมีความสุขกับหนังเรื่องนี้มากๆ ]
- Always [ ทุกตัวละครมีความหมาย มีความน่ารัก ประทับใจ จนน้ำตาซึม ]

และหนังที่น่าผิดหวังสำหรับผม ปีนี้มีเยอะครับ แต่ขอยกเด่นๆ ก็คงเป็น
1. Pirates of the Caribbean : Dead man's chest [ ผมไม่ต้องการแค่ ฉากแอ๊คชั่น ฉากฮา!!! ความเข้มจากภาคแรก หายไปไหนหมด ]
2. Night At The Musium [ ไปดูเพราะ Robin Willium แล้วต้องจบด้วยความผิดหวัง ...เด็กๆ คงชอบนะ พล็อตการ์ตูนมากๆ ]

อ้อ!! เกือบลืม... แสบสนิท สิทธิ์ส่ายหนัง ความประทับใจส่งท้ายปี

โดย: eakPost IP: 58.8.83.182 วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:2:15:45 น.
  
ผมเพิ่งบ้าดูหนังในช่วงปีที่ผ่านมาเองครับ อันเนื่องมาจากแฟนคนใหม่ชอบดูหนังมาก

5 อันดับหนังที่ผมชอบในปีที่ผ่านมา คือ

1. แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า >>> ผมคงบ้าคนเดียวแหละครับที่เลือกเรื่องนี้คือเรื่องที่ผมชอบที่สุดและคุ้มค่าตั๋วมากที่สุดในปี 49 หนังบ้าอะไรก็ไม่รู้ ดูแล้ว ปวดหัว หายใจไม่ทัน ริมฝีปากชา สำหรับผม มันคือหนังไทยที่ดีที่สุดเท่าที่ผมดูมาครับ

2. Children of Men >>> ดูแผ่นครับ เรื่องนี้ผมดูไปทั้งหมด 3 รอบ เป็นหนังดีที่ถูกลืม และมีคนพูดถึงกันน้อยมาก ซึ่งผมลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะหยิบมาดีไหม แต่ด้วยความที่ไม่ได้คาดหวังและไม่รู้จักหนังเรื่องนี้ มันทำให้เข้าไปอยู่ในใจผมไปอีกนานเลยครับ หนังทำให้ผมมีอารมณ์ร่วมไปด้วยอย่างเหลือเชื่อ เทคนิคการจตัดต่อ การถ่ายทำ ฉากต่างๆ อยู่ในระดับโลกเลยครับ และที่สำคัญคือนักแสดงนำครับ (ไคลฟ์ โอเว่น) เค้าเล่นได้น่าทึ่งจริงๆ

3. Prestige >>> ดูจบแล้วอึ้ง.... หนังเรื่องนี้นี่แหละที่รอคอย พล็อตเรื่องแบบนี้แหละที่มันโดนเต็มๆ ที่สำคัญมันทำให้ผมเข้าใจมายากลมากขึ้นด้วย (เป็นคนชอบดูมายากลอยู่แล้ว)

4. Blood Diamond >>> เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ผมดู ลีโอ แล้วรู้สึกว่า โคตรเท่ห์ที่สุดเท่าที่ดูเค้าเล่นมาเลย ความมันส์ของหนังเรื่องนี้คงไม่ต้องบรรยายกันเลยนะครับ ครบทุกรสชาติ

5. The Hill have Eyes >>> เนื่องด้วยผมเป็นคอหนังสยองขวัญ และได้ดูเรื่องนี้แบบว่า หยิบมาโดยไม่ได้คาดหวังอะไร (ไม่รู้จัก) เรื่องนี้สำหรับผมจึงยกเป็นหนังสยองขวัญที่ผมดูแล้วสนุกที่สุด ถึงจะไม่โหดที่สุดก็ตาม หนังสร้างบรรยากาศได้น่ากลัวมาก แล้วที่ผมชอบมากๆก็คือ ฉากครอบครัวโดนฆ่าอย่างสยดสยองด้วยเวลาไม่กี่นาที ดูแล้วอึ้ง....สะเทือนใจมาก
โดย: YoiChi IP: 58.8.44.80 วันที่: 28 กันยายน 2550 เวลา:21:11:29 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด