Guess Who , เสียงฮาจากความแตกต่างและBernie Mac


....ความแตกต่าง คือ สิ่งที่พระเจ้าสร้างมาให้กับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะรูปร่างหน้าตา สีผิว ฯลฯ ในขณะเดียวกันความแตกต่างบางอย่างก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เองสร้างขึ้นมาเช่น อาชีพการงาน สถานะทางสังคม ฯลฯ

หลายครั้งที่เรามักจะบ่นโทษฟ้าดินว่าทำไมถึงต้องเกิดมารูปร่างแบบนี้? ทำไมเราต้องเกิดมาสีผิวนี้? หากหวนคิดไปแล้ว อย่าลืมว่าความแตกต่างที่พระเจ้าหรือธรรมชาติสร้างขึ้นมานั้น เพื่อให้แต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพศ สีผิว ฯลฯ ไม่ได้คิดที่จะแบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน หากแต่เป็นที่จิตใจมนุษย์นั่นต่างหากที่สร้างความแตกต่างในเชิงลึกลงไปอีกในการแบ่งชนชั้นทางสังคม

ในมุมตรงข้ามความแตกต่างไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่กั้นคนสองคนออกจากกัน แต่ยังเป็นสิ่งที่เติมเต็มกันและกันได้ด้วยเช่นกัน

Guess Who มีโครงเรื่องหลักๆแทบจะไม่ต่างไปจาก Meet the parents นั่นคือความแตกต่างของว่าที่พ่อตาและลูกเขย, การพยายามที่จะทำตัวให้เป็นที่ยอมรับ, ความลับที่ต้องปกปิด, หลายฉากที่ผมรู้สึกว่าให้ความรู้สึกคล้ายๆกันอยู่มาก เช่น ฉากขับรถแข่ง (กับฉากขับรถจะออกไฟแดงใน meet the parents) หรือฉากการคลี่คลายในตอนท้ายที่สถานีรถไฟ ฯลฯ สิ่งที่ Guess Whoสร้างความแตกต่างออกมา คือ การใส่ประเด็นของสีผิวให้มากไปกว่า การแตกต่างของนิสัย ระหว่างว่าที่พ่อตาผิวดำกับว่าที่ลูกเขยผิวขาว

คนคิดพล็อตฉลาดในการพลิกมุมมองแล้วนำมาสร้างใหม่ หนังตรงข้ามกับหนังต้นฉบับ ที่เคยสร้างมาแล้วอย่าง Guess Who's Coming to Dinnerในปี1967 ที่ให้ว่าที่ลูกเขยผิวดำ Sidney Poitierเข้ามาในครอบครัวผิวขาว ไม่ว่าจะเป็น การให้คนผิวดำอยู่เหนือกว่า คอยข่มคนผิวขาวหรือกลับบทบาทให้ผู้หญิงนั่งก๊วนกินเหล้า และผู้ชายเป็นฝ่ายมาขอให้เงียบเพราะนอนไม่หลับ

....เรื่องราวความรักของ Theresa กับ Simon ดูแล้วทำให้คนดูต้องยิ้มไปหัวเราะไป นั่นคือภาพในจอที่ผู้กำกับเลือกสื่อสารออกมาให้เป็นเรื่องราว comedy แต่กับชีวิตจริงในนั้นความรักของทั้งคู่นั้นคงไม่ตลกและสนุกสนาน ดังที่ Theresa สารภาพกับพ่อของเธอว่า สิ่งที่เธอต้องการคือการยอมรับจากพ่อของเธอ ขอเพียงยอมรับโลกของเธอในขณะที่โลกทั้งโลกไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย การต้องพยายามที่จะฝ่าฟันสายตาคนรอบข้างทั้งจากเพื่อนฝูง ลูกน้อง หรือแม้แต่เจ้านาย ความรักต่างสีผิวของทั้งคู่มันส่งผลไปทั้งปัญหาการปรับตัวเข้ากับครอบครัว ปัญหาการปรับตัวกับสังคม ส่งผลต่อปัญหาการงาน ฯลฯ

ปัญหาสีผิว ยังคงเป็นปัญหาที่ยังมีอยู่อีกในหลายแห่งบนโลกใบนี้

ความแตกต่างอันเกิดจากจิตใจที่หมองมัวของมนุษย์ คือ สิ่งที่ขวางกั้นคนออกจากกัน แต่จิตใจมนุษย์นั้นยังมีส่วนที่งดงามนั่นคือความรัก เพราะความรักคือสิ่งที่นำความแตกต่างนั้นมาบรรจบเข้าหากัน ไม่ว่าจะแตกต่างกันในเรื่องใดต่างกันเพียงใด

คนสองคนอาจอยู่ห่างไกลกันคนละฟากฟ้า คนหนึ่งอาจชอบกีฬา แต่อีกคนอาจชอบนอนอ่านหนังสือ คนหนึ่งอาจเป็นคนที่ทำแต่งานอีกคนอาจเป็นคนรักสนุก ฯลฯ เมื่อความรักพาให้ความแตกต่างนั้นมาเจอกัน สิ่งที่คนสองคนต้องช่วยกันหลังจากนั้น คือสร้างโลกของทั้งคู่และฟันฝ่าโลกใบโตใบนี้ที่ยังมีความไม่สมบูรณ์กับอคติที่แตกต่างออกไป ดังที่ Theresa กับ Simon รับปากให้กันและกัน

....ผมดูเรื่องนี้แล้วในแง่ของตัวหนัง ผมคิดถึงหลวงพี่เท่งที่ได้ดูไปไม่นาน คือ ตัวหนังเองไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ปัจจัยที่ทำให้หนังดูสนุกและเด่นขึ้นมา เกิดจากนักแสดงเป็นหลัก หากหลวงพี่เท่งไปรอดได้เพราะเท่ง เถิดเทิง หนังเรื่องนี้ก็มี Bernie Mac ที่เป็นผู้ชักใบเรือของหนังให้อยู่ในทิศทางโดยตลอด

หลายหนที่บทและไดอะล็อก ไม่ได้เฉียบคมหรือฮามากมายอะไร แต่เขาสามารถทำให้วินาทีนั้น อย่างน้อยคนดูก็ต้องอมยิ้มตามออกมา (แม้แต่รูปเขาที่ใส่กรอบไว้ แค่เห็นก็ยังอดยิ้มไม่ได้) ส่วน Ashton Kutcherก็เล่นได้โดยไม่ต้องใช้ความสามารถมากมายอะไร เป็นบทที่ค่อนข้างสบายๆและเหมาะกับเขา หลังจากลองเปลี่ยนบทบาทในThe Butterfly Effect ซึ่งไม่คุ้นตาคนดูแต่ก็ทำได้ดี (จริงๆแล้วผมชอบที่เขาเล่นในDude, Where's My Car? มากที่สุดกับหนังตลกที่มีคนมองว่าเป็นได้ตั้งแต่หนังตลกบ้าบอไป จนถึงหนังตลกแฝงปรัชญา) Zoe Saldana ในบท Theresa ก็ปรากฎบนจอได้อย่างมีเสน่ห์น่าเอ็นดูและไม่โดนสองคนนั้นกลบไปได้แต่อย่างใด

หนังดำเนินเรื่องไปข้างหน้าโดยตัวเอกทั้งสองได้อย่างราบรื่นไ ม่สะดุดตกร่องพร้อมกับเรียกรอยยิ้มคนดูไปได้เรื่อยๆ การขมวดปมในตอนท้าย เรียกได้ว่าไม่สร้างสรรค์นักกับวิธีที่อาจเคยเห็นมาจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้แล้ว ดีที่มันไม่ตะขิดตะขวงอะไรและหนังเองก็คุมอารมณ์ได้ราบรื่นมาตลอด การนำไปสู่บทสรุปจึงเป็นความบันเทิงง่ายๆที่ประทับใจได้อย่างไม่ยากเย็น

สิ่งที่ชอบ

1.Bernie Mac.... เคยผ่านตามาหลายเรื่องแต่ผมเพิ่งรู้จักเขาชัดๆจาก Charlie's Angels: Full Throttle ที่ออกมาแต่ละซีนเด่นกลบนางฟ้าได้แทบทุกที มาจนถึงเรื่องนี้เขาคือพระเอกอย่างแท้จริง สีหน้ายั่วยวนกวนประสาท ท่าทางถือทิฐิแต่ซ่อนความใจอ่อน (ผมชอบฉากที่ภรรยายืนยันให้ซ้อมเต้นแทงโก้และเขาปฏิเสธเดินออกจากห้อง เป็นอีกฉากที่แสดงความขัดแย้งในตัวออกมาได้ฮามาก) เมื่อต้องเป็นตัวประกอบ ก็เป็นตัวขโมยซีน และเมื่อมารับบทนำก็เป็นเสาหลักให้กับเรื่องได้เป็นอย่างดี การแสดงของเขาสามารถกลบบทที่อ่อนและมุขตลกที่ไม่โดนเท่าที่ควร เมื่อมีเขา ทำให้ความด้านของมุขนั้นกลับมายิงใส่คนดูเรียกรอยยิ้มและเสียงฮาได้ และคนดูเพลิดเพลินต่อไปได้เรื่อยๆ

2.Bernie Mac + Ashton Kutcher ....เป็นการจับคู่ที่เข้าขากันได้ดีเรียกได้ว่าเป็นสูตรเคมีที่ผสมกันได้อย่างดี ส่วนหนึ่งต้องชมAshton Kutcher ด้วยที่ไม่เน้นบ้าบอจนเกินไปและยอมให้Bernie Mac อยู่เหนือกว่า การผสมสูตรสองคนนี้ขึ้นมาจึงเข้าคู่รับ-รุกกันได้อย่างน่ารักน่าชัง

สิ่งที่ชอบน้อย

1.ฉากตลกสีผิวบนโต๊ะอาหาร...ขำ ขำแต่ก็เป็นขำที่กระอักกระอ่วน และเชื่อว่ามีหลายคนที่อาจไม่ขำ ขำ ไปด้วย กับการมีมุขที่สามารถมองได้ว่ายังมีการเหยียดสีผิวอยู่ในนั้น

สรุป...เสียงวิจารณ์ในฝั่งเมืองนอกค่อนไปในแง่ลบ แต่สำหรับผมแล้วเป็นหนังตลกที่ดูสนุกเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ตลกถึงขั้นฮากลิ้งแต่มีความฮาอยู่เรื่อยๆ ความดีความชอบทั้งหลายแหล่ต้องยกให้กับBernie Mac มากเป็นพิเศษกับหนังเรื่องนี้ (หากต้องเทียบกับคู่พ่อตาเดอนีโรกับลูกเขยสติลเลอร์ ถ้าเรื่องความฮาไม่มีฉากที่โดนสุดๆเหมือนกับ Meet the Parents แต่ถ้าความชอบผมชอบเรื่องนี้มากกว่า Meet the fockers ทั้งในแง่ความสม่ำเสมอของอารมณ์หนัง,ความสนุกและความซาบซึ้ง) คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปกับการมองหาความบันเทิงในหนังตลกพันธุ์แท้เรื่องหนึ่งที่ผมมีให้กับ Guess Whoในโรงใหม่ของ SF MBK รอบ21.00น. (หนังเรื่องนี้ไม่เข้าโรงในเครือAPEX)




ความเห็นของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป

ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



Create Date : 29 เมษายน 2548
Last Update : 23 กันยายน 2548 1:04:20 น.
Counter : 1755 Pageviews.

4 comments
วัดภาวนาโซล ประเทศเกาหลีใต้ จัดโครงการปฏิบัติธรรมนานาชาติ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม นานาชาติโทชิหงิญี่ปุ่น Turtle Came to See Me
(13 มี.ค. 2562 20:11:50 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
บันทึกน้องหนาม ... รีบูเทีย (Rebutia) ดอกขาว ฟ้าใสวันใหม่
(18 มี.ค. 2562 09:43:26 น.)
:: ฉันเห็น :: กะว่าก๋า
(15 มี.ค. 2562 07:14:59 น.)
  
จริงๆแล้วผมชอบที่เขาเล่นในDude, Where's My Car?มากที่สุดกับหนังตลกที่มีคนมองได้ว่าเป็นได้ตั้งแต่หนังตลกบ้าบอไปจนถึงหนังตลกแฝงปรัชญา

ผมชักอยากอ่านบทวิจารณ์ของเรื่องนี้แล้วสิ คุณ"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"ช่วยเชียนให้ชมหน่อย อยากรู้จริงว่าเป็นไปได้หรือเนี่ยว่าหนังที่ผมมองหน้ากับเพื่อนแล้วบอกตรงกันว่า"หนังอะไรวะบ้าบัดซบจริงๆ!!!"มีสิ่งล้ำลึกกว่าที่ผมเห็นอีกหรือเนี่ย????
โดย: เดอะ R IP: 203.156.89.21 วันที่: 29 เมษายน 2548 เวลา:12:44:42 น.
  
ผมเฉยๆกับเรื่องนี้นะครับ...เลยไม่ได้ไปดู

แต่หนังที่เบอร์นี่ แม็คเล่น ที่เสียงเมืองนอกว่าดีดี ตอนนี้เท่าที่ผมรู้ก็มี Mr.3000 นะครับ (มีเรื่องอื่นหรือเปล่านี่ผมไม่ค่อยแน่ใจ) ไว้ว่าเดี๋ยวจะไปเช่าแผ่นมาดู

bg ใหม่สวยดีครับ แต่ตัวหนังสือสีเหลืองนี่อ่านยากจริงๆ อยากให้ใช้สีเข้มกว่านี้ซักหน่อยน่ะครับ...

เชียร์ลิเวอร์พูลด้วยคนครับ เป็นเด็กผี แต่เกลียดเชลซีน่ะ...
โดย: nanoguy unlog IP: 202.47.247.146 วันที่: 1 พฤษภาคม 2548 เวลา:14:43:07 น.
  
เดอะ R...ผมคงไม่ได้หยิบมาดูในช่วงนี้แล้วละครับ ทั้งหนังโรงทั้งหนังแผ่นในกองดองอีกเพียบ(แถมงานประจำอีกแหะๆ) คนที่เขาว่ามันเป็นปรัชญาไม่ใช่ผมเองนะ(เพราะตอนดูผมจับประเด็นอะไรไม่ได้ตอนนั้นได้แต่ขำ ขำว่ามันช่างทำไปได้ดีจังแหะตลกดี) ผมเคยอ่านเจอในเว็บบอร์ดของimdbบางคนโยงไปเรื่องศาสนาโน่นแน่ะ

nanoguy....จะพยายามปรับปรุงให้อ่านง่ายขึ้นครับขอบคุณครับ เชียร์วันอังคารนี้ด้วยละกันที่สี่ผมเลิกหวังไปแล้ว
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 2 พฤษภาคม 2548 เวลา:0:42:41 น.
  
ผมเพิ่งดูจบ ชอบครับ

ขนาดดูไม่ใช่ซับไทย ซับอังกฤษ(ไทยยังไม่ค่อยจะได้)

สรุปชอบครับ
มาเยี่ยมนะครับ
โดย: ปลาตะเพียนโออิชิ วันที่: 11 ตุลาคม 2550 เวลา:23:09:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด