Walk the line , มิตรภาพในความรัก


ข้อมูล: หนังสร้างจากชีวิตจริงของ Johnny Cash และ June Carter ทั้งสองคนเสียชีวิตไปในปี 2003 ทั้งคู่เป็นคนเลือกตัวนักแสดงนำที่มารับบทตัวเอง / สองนักแสดงนำร้องเพลงในหนังด้วยตัวเอง / หนังกำกับโดย James Mangold ผู้กำกับที่เคยมีผลงานที่ได้รับคำชมมาแล้วจาก Identity ,Girl, Interrupted , Cop Land / ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 8/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Fresh ด้วยคะแนน 84 % , ตัวหนังเข้าชิงรางวัลออสการ์ 5 รางวัล รางวัลหลักคือสองนักแสดงนำเข้าชิงทั้งคู่ ได้ลูกโลกทองคำมา 3 รางวัล ซึ่งก็คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาMusical or Comedy และ ดารานำยอดเยี่ยมทั้งชายและหญิงในสาขา Musical or Comedy



ความรักไม่ได้มีแค่ความรักแบบซาบซึ้งโรแมนติค(Romantic love) ยังมี ความรักที่เป็นการตามหาคนที่ใช่คนที่เหมาะสม ความรักที่อาศัยเหตุและผล (Logical love) , ความรักที่หวือหวาน่ารักเพียงชั่วคราวแบบวัยรุ่น(Puppy love) ฯลฯ

คุณอยากมีความรักแบบไหน รักแบบใดที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล ?



...คงจะดีไม่น้อย หากจะมีใครดีใจมีความสุขไปพร้อมๆเรา รับฟังเรื่องราวความภาคภูมิใจในวันที่เราประสบความสำเร็จ

...คงจะดีไม่น้อย หากวันถัดมาเราล้มแล้วมีใครที่คอยพยุงเคียงข้าง คอยให้กำลังใจประคับประคองเราขึ้นมาใหม่

...คงจะดีไม่น้อย หากจะมีใครสักคนที่ห่วงใยเอาใจใส่เราอย่างไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

...คงจะดีไม่น้อย หากคนรักของเราไม่ได้เป็นแค่คนรักแต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีไปได้พร้อมๆกัน ความเป็นเพื่อน คือ ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและมั่นคง


...ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมาของ Johnny Cash (Joaquin Phoenix) มีชีวิตที่ล้มลุกคลุกคลาน มีชีวิตที่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการเป็นนักดนตรีคันทรี่ ชีวิตที่ตกต่ำเป็นทาสของยาเสพติดและปีศาจร้ายในใจ ชีวิตของเขามี June Carter (Reese Witherspoon) เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดที่ไม่เคยทอดทิ้งเขา ในเวลาเดียวกัน เธอคือหญิงสาวผู้ซึ่งเป็นคนที่เขารักและปรารถนาจะร่วมชีวิตด้วย


...ย้อนกลับไปในวัยเด็ก Cash เคยมีพี่ชายที่ทั้งรักทั้งผูกพัน พี่ชายที่เป็นเสมือนหัวเรือหลักของบ้านในอนาคต เป็นต้นแบบที่เขาชื่นชม เขาเสียพี่ชายไปตลอดกาลในวันที่เขาไปตกปลา ความสูญเสียนั้นยิ่งใหญ่นักสำหรับครอบครัว เพราะมันทำให้สมดุลของครอบครัวต้องเปลี่ยนไป นับแต่นั้น พ่อของเขาก็ทำตัวเหมือนไม่มีลูกชายอยู่ในบ้านเหลืออีกเลย คำพูดของพ่อดังก้องในหูของเขา เป็นคำพูดที่ลูกคนไหนได้ยินก็ต้องปวดใจว่า การตายของพี่ชายเขานั้นเกิดจากพระเจ้าเอาไปผิดคน

พ่อแม่เป็นเหมือน กระจก ที่ลูกใช้ส่องสะท้อนตัวเอง การเป็นกระจก (mirroring) นี้เองสำคัญต่อการเติบโตของเด็กคนหนึ่งๆเป็นอันมาก ถ้าตัวพ่อแม่หรือกระจกส่องสะท้อนตัวตนให้กับลูกทั้งในด้านบวกและด้านลบ นั่นคือ เป็นพ่อแม่ที่ชื่นชมสิ่งดีๆที่มีในตัวลูก และ สะท้อนสิ่งที่เป็นข้อปรับปรุงในตัวเด็กคนนั้น ก็จะส่งผลให้เด็กคนนั้นพัฒนาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความภาคภูมิใจ(self esteem)ในตัวเอง

...สำหรับ Cash กระจกบานนั้นไม่เคยส่องเห็นข้อดีในตัวเขาเลย เพราะสายตาที่พ่อมองมาล้วนเห็นแต่ข้อบกพร่อง ความดีงามทั้งหลายในสายตาของพ่อมองเห็นแต่จากพี่ชายที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

Johnny Cash จึงเติบโตขึ้นมาอย่างไร้ความภาคภูมิใจ สิ่งที่เป็นตัวตนและชีวิตจิตใจของเขามีแต่ ดนตรี

...ดนตรี คือ ชีวิตและความภาคภูมิใจ (self esteem)ของ Johnny Cash

…หากภรรยาของเขาได้รู้และเข้าใจเหตุผลของดนตรี ว่าสำหรับ Cash มันไม่ใช่มีความหมายแค่งาน ชีวิตครอบครัวของเขาและเธออาจดีขึ้นได้มากกว่านี้ เพราะภรรยาเขาก็เผลอเดินตามรอยพ่อของ Cash อย่างไม่รู้ตัว เมื่อเธอออกกฎการห้ามคุยถึงเรื่องงานในบ้าน เวลา Cash โทรกลับมาเล่าเรื่องคอนเสิร์ตใหัฟังเธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอไม่ทันรู้ตัวเลยว่า สิ่งนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่กั้นระยะความสัมพันธ์ของเธอกับ Cash ให้ห่างออกมากขึ้น จนกลายเป็นการอยู่ด้วยกันเพียงเพื่อคงสถานภาพครอบครัวแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกรัก

...การใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน หากเรายอมสละเข้าไปทำความเข้าใจในโลกของอีกคนหนึ่ง การเคารพ สนใจ ให้ความสำคัญกับอีกฝ่าย มันทำให้อีกฝ่ายสามารถรู้สึกถึง คุณค่าของตัวเอง เมื่อได้อยู่กับคนรัก หลายชีวิตคู่ปัญหาจึงมักเกิดจาก การที่คนหนึ่งคนใดรู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่า เมื่ออยู่กับคนอื่นมากกว่าอยู่กับคนรักของตัวเอง

...June Carter คือ หญิงสาวที่อยู่ในใจของ Cash มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่วันที่เขาฟังเพลงในวิทยุกับพี่ชายแล้วทายเสียงคนร้อง เขาตอบได้ทันทีว่าเป็นเสียงของเธอ วันที่เขาอยู่ที่คุกฟอลซั่ม ภาพเธอในแม็กกาซีนคือกำลังใจให้ชีวิต จนเขาได้มาพบตัวจริงของเธอในวันที่เขาและเธอแสดงคอนเสิร์ตร่วมกัน เธอในชุดสีแดงและอารมณ์ขันมันทำให้โลกของเขาเปลี่ยนแปลงไป

Johnny Cash มีภรรยาและมีลูก มีอาชีพการงานที่มั่นคงแต่ดูเหมือนว่า ชีวิตของเขาจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อมีหญิงสาวที่ชื่อ June Carter ก้าวเข้ามาเดินในโลกของเขา แต่ถึง Cash จะรักและเชิดชู June เท่าไร เธอก็ไม่เคยที่จะยินยอมตกร่องปล่องชิ้นกับเขาแม้สักครั้งเดียว การขอแต่งงาน 40 ครั้งล้วนตามมาด้วยคำปฏิเสธ

...ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Cash อาจจะดูน่าสงสารกับการที่ไม่สมหวังในรัก แต่คนที่น่าสงสารและเจ็บปวดมากกว่าคือ หญิงสาวสองคนข้างกายเขา ทั้งสองคนไม่อาจครอบครอง Cash อย่างแท้จริง

ภรรยาของ Cash ได้อยู่กับเขาแค่เพียงกาย เพราะใจของเขาอยู่กับ June Carter ... เธออาจจะดูไม่ใส่ใจชีวิตการงานของเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอทำความผิด หรือ เขามีสิทธิที่จะไปอยู่กับ June ทั้งที่ยังแต่งงาน แม้เธอจะรู้ทั้งรู้ว่าใจของเขาไปอยู่กับหญิงอีกคน เธอก็ยังยอมทนอยู่อย่างกล้ำกลืน จนฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น เมื่อเขาจะแขวนรูป June ไว้ในบ้าน นั่นบ่งบอกชัดเจนว่า แม้แต่เพียงอยู่ด้วยกันเขาก็ไม่ต้องการเธอในบ้านอีกต่อไป

June Carter อาจจะมีใจอยู่กับ Cash เธอก็ไม่อาจจะอยู่เคียงข้างกายเป็นคนรักของเขา ... เธอเติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งครัดศาสนา เธอเองใช้ชีวิตเดินตามครรลองที่ควรจะเป็น ( Walk the line ) มาตลอด แค่เพียงการหย่าของเธอด้วยเหตุผลส่วนตัว ผู้คนที่เคยชื่นชมครอบครัวของเธอก็มองเธอด้วยสายตาที่รังเกียจ เธอแบกความผิดที่สังคมตีตราเดินไปมาแม้เข้าซูเปอร์มาเก็ต ก็ยังถูกมองอย่างดูถูก แค่เพียงใกล้ชิดกับ Cash แล้วจะไปลูบหัวลูกของเขา เธอก็ถูกภรรยาของเขาแสดงท่าทีรังเกียจออกมา มันยิ่งตอกย้ำตัวเธอว่า ถึงเธอจะรัก Cash เพียงใด สิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดคือดูแลเขาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง มันเป็นการวางตัวที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างกล้ำกลืนไม่ต่างจากภรรยาของ Cash

...ความรักเดียวที่เธอมีให้เขาและทำให้เธอสามารถ Walk the line ตามทางของเธอได้เช่นเดียวกัน คือ มิตรภาพที่ยืนยาวมาตลอดสิบปี และ มิตรภาพในความรัก นี้เองที่สามารถพาให้เขาที่หลงทางชีวิตอยู่หลายครั้งกลับมา Walk the line ได้เช่นเดียวกัน

… ใน Walk the line นอกจากความรักของ June และ Cash ที่หนังฉายภาพให้เห็นแล้ว อีกหนึ่งความรักที่หนังถ่ายทอดออกมาได้อย่างอบอุ่นน่ารักในช่วงเวลาสั้นๆสองฉาก คือ ฉากหลังบรรยากาศโต๊ะอาหารอันอึมครึมที่ Cash แยกไปพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นถูกต้อง แล้วพ่อแม่ของ June บอกให้เธอตามไปดูแลเขา เธอแสดงท่าทางปฏิเสธเหมือนกับว่ามันอาจไม่เหมาะสม แต่พ่อแม่ก็บอกให้เธอไปหาเขาเพราะรู้ว่าหัวใจลูกอยู่กับชายคนนี้หมดทั้งใจ กับ ฉากที่พ่อแม่ของ June ช่วยเธอด้วยการถือปืนเฝ้าเขาช่วงเลิกยา สองฉากนี้มันแสดงให้เห็นว่า อีกหนึ่งความรักที่ไม่เคยแก่ตัวตามกาลเวลาคือ ความรักของพ่อแม่ที่มีให้กับลูกตัวเอง


... หนังมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้คนดูคงอดไม่ได้ที่จะเอาไปเปรียบเทียบกับ Ray เพราะมันเป็นเรื่องของนักดนตรีที่มีปูมหลังของการสูญเสียพี่น้อง , ชีวิตที่ติดยาเสพติด ฯลฯ ทั้งสองคนมีเส้นทางชีวิตของการเป็นนักดนตรีที่รุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่เส้นทางชีวิตครอบครัวเดินถอยหลัง Ray โดดเด่นเป็นอย่างยิ่งด้วยการแสดงของJamie Foxx และ เนื้อหาที่เจาะลึกถึงชีวิตของตัวเอก ในขณะที่ Walk the line เด่นในเรื่องประเด็นของความสัมพันธ์และความรักของ June กับ Cash

ใน Ray หนังดำดิ่งไปกับตัวละครเอกตั้งแต่จุดต่ำสุดไปจนถึงจุดสูงสุด เราได้เห็นเรื่องราวรอบตัวเขาที่เดินหน้าไปพร้อมกับชีวิตของเขา แต่ Walk the line หนังไม่ค่อยสนใจรายละเอียดอย่างอื่นนอกจากความสัมพันธ์ของสองคนนั้น ซึ่งคงจะดีกว่านี้ หากหนังจะหันมาอธิบายบริบทรอบตัวในแต่ละฉากมากขึ้น เช่น ช่วงเวลาแต่ละช่วงที่หนังเล่า Cash มีชีวิตอย่างไรอยู่ คนอื่นๆรอบตัวเขานอกจาก June มีใครบ้างและทำหน้าที่อะไร กว่าที่เราจะรู้ชีวิตของ Cash ก็ต่อเมื่อหนังดำเนินเรื่องไปพักใหญ่

นอกจากนี้ เวลาที่ผ่านไปหลายปีคาแรคเตอร์ของ Cash ดูไม่ได้แก่ตามวัยลงไปเลย ตรงข้ามกับตัวละครอื่นๆที่ดูน่าเชื่อถือมากกว่า หนังสร้างคาแรคเตอร์ Cash ได้ไม่ค่อยมีมิติและขาดพัฒนาการ แต่โชคดีที่ได้ Joaquin Phoenix มาทำให้บทนี้หนักแน่นและน่าเชื่อถือ ผมเองก็ไม่ได้ชอบ Ray มากนัก แต่หากเทียบในแง่ความสมบูรณ์ของความเป็นหนัง Ray มีองค์ประกอบนี้สมบูรณ์พร้อมกว่า

สองดารานำ ทั้งร้องทั้งเล่นหนังกันได้อย่างน่าทึ่ง เสียงร้องของทั้งสองคนหลับตาฟังก็เชื่อได้ว่าเป็นนักร้องจริงๆ น่าทึ่งกับการฝึกฝนเพื่อรับบทนักร้องที่ไม่ใช่โชว์ความสามารถแค่การแสดงให้เหมือนเท่านั้น Joaquin Phoenix ดูมีสมาธิและหนักแน่นกับบทตัวเองนับตั้งแต่ฉากแรกที่ปรากฏตัวออกมา Reese Witherspoon ทำให้ผมทึ่งยิ่งกว่า กับเสน่ห์ในการแสดงที่ทำให้เธอแจ่มจรัสทุกฉากที่ออกมา ฉากเปิดตัวเธอในชุดสีแดงบนเวที ที่มาพร้อมกับการแก้ปัญหาของเธอ ดึงดูดสายตาคนดูและสายตาของ Cash ได้เป็นอย่างดี นักแสดงทั้งคู่ช่วยลบจุดอ่อนของบทที่ขาดความชวนติดตาม จนแทบจะเรียกได้ว่า หนังเรื่องนี้เดินหน้าด้วยตัวละครสองคนนี้อย่างแท้จริง

สิ่งที่ชอบ

1. Reese Witherspoon … ไม่เคยชอบเธอเป็นพิเศษมาก่อน ในใจยังเคยปรามาสว่าเธอคงเล่นได้แค่บทเบาๆ แต่ในเรื่องนี้เธอพิสูจน์ให้คนดูได้รู้จักตัวจริงของเธอแล้วว่า เธอไม่ได้มีดีแค่การเป็น Legally blonde ผมชอบฉากง่ายๆที่เธอจะเข้าไปทักทายลูกสาวของ Cash แล้วถูกกีดกันออกมา ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่เธอก็แสดงความรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องเก็บความรู้สึกได้ดี หรือจะเป็นแววตาที่เธอชื่นชมชายคนรักตอนเล่นคอนเสิร์ตที่คุกฟอลซั่มก็แสดงออกของความรักที่มีต่อชายคนนี้ได้ดีเหลือเกิน

2.ฉากบนเวทีตอนท้าย ... ดูง่ายๆ แต่ด้วยความบากบั่นมุ่งมั่นในความรัก ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า การฝืนใจตัวเองที่ผ่านๆมาของ June จุดลงเอยของความรักที่สวยงามในฉากนี้จึงทำให้คนดูอย่างผมซาบซึ้งน้ำตารินได้ง่ายๆโดยไม่รู้ตัว มันเหมือนกับว่า หลังจากผ่านความเจ็บช้ำรวดร้าวมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาแห่งความสุขของทั้งสองคนเสียที

3. มิตรภาพในความรัก ... มีหนังไม่กี่เรื่องที่แสดงแง่มุมความเป็นเพื่อนในความรักออกมา หนังเรื่องนี้ทำให้เราได้ประทับใจกับความรัก ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรักแบบโรแมนติคของหนุ่มสาว แต่เป็น มิตรภาพที่ยั่งยืนคอยหล่อเลี้ยงความรักมานานนับสิบปี

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.การทิ้งรายละเอียดอื่นๆ ... หนังเทน้ำหนักไปที่ความสัมพันธ์ของคนสองคนมาก จนหนังทิ้งรายละเอียดอื่นๆที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวละคร เราไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวละครทำอะไรอยู่ ยังมีงานอยู่หรือไม่ สถานภาพครอบครัวเป็นอย่างไร ฯลฯ มันทำให้ภาพชีวิตของตัวละครในบางช่วงดูไม่สมบูรณ์ และ มันทำให้บทของหนังไม่น่าติดตาม

สรุป … อาจจะกล่าวได้ว่า Walk the Line เป็นหนังรักเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้หวือหวา ซาบซึ้งโรแมนติค แต่มันเป็นหนังรักที่เล่าเรื่องไปเรื่อยพร้อมๆกับความเป็นหนังชีวิตของนักดนตรีคนหนึ่ง กับ ความสัมพันธ์ที่ยาวนาน หนังมีดีที่สองนักแสดงนำและหากใครชอบเพลงคันทรี่น่าจะมีความสุขมากขึ้นเป็นพิเศษ ระหว่างดูรู้สึกเรื่อยๆไม่ถึงกับน่าเบื่อ หนังจบได้ประทับใจไม่เสียดายตังค์





ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 02 มีนาคม 2549
Last Update : 2 มีนาคม 2549 17:42:07 น.
Counter : 2442 Pageviews.

24 comments
Anyone Who Had A Heart (Oldies) - Dionne Warwick ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(10 มี.ค. 2562 10:31:45 น.)
ชุดที่ 1 โอน่าจอมซ่าส์
(5 มี.ค. 2562 22:03:30 น.)
ทีวีอนิเม หน่วยผจญคนไฟลุก ประกาศผู้ที่มารับบทเป็น Joker iamZEON
(12 ก.พ. 2562 16:25:58 น.)
นุ่งซิ่นชวนแว้นคลายร้อน ตะลีกีปัส
(11 มี.ค. 2562 12:44:10 น.)
  
เห็นหลายว่าเป็นหนังที่ดี
โดย: ชายคา วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:0:30:43 น.
  
น่าดูมากค่ะ
โดย: อพันตรี วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:0:47:50 น.
  
ชอบหนังเรื่องนี้เพราะสองคนนี้เลยล่ะ แต่ออกจะเทน้ำหนักไปที่ Reese มากกว่านะครับ ^^ โดยส่วนตัวออกจะประทับใจมากกว่า Brokeback Mountain นิดนึงด้วยซ้ำ
โดย: nanoguy (nanoguy ) วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:1:07:18 น.
  
..จะไปดูคะ
...ชื่อเรื่องนี้มีความหมายคล้ายชื่อคุณเลยคะ ผมอยู่ข้างหลังคุณ อิอิ
โดย: nuzzi วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:1:15:57 น.
  
อยากดูเหมือนกันครับ แต่ไม่มีเวลาลงไปกรุงเทพฯ เลย รอดูหนังแผ่นดีกว่า
โดย: T_Ang วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:1:37:42 น.
  
เข้ามาอ่านจ้า ชอบรีช มานานแล้ว
โดย: โจเซฟิน วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:7:30:35 น.
  
น่าดูจังเลยค่ะ แต่ไม่รู้จะได้ดูรึเปล่า ตอนนี้ The Constant Gardener กับ A History of Violence ก็เข้าแล้วด้วย ที่สำคัญคือยังไม่ได้ดู Brokeback Mountain เลยน่ะ
เฮ้อ...จะเปิดเทอมอยู่แล้ว ตกลงเราจะได้ดูเรื่องไหนมั่งหว่า
โดย: azzurrini วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:12:30:11 น.
  
ต้องบอกว่าอ่านแล้วทำให้อยากหาหนังเรื่องนี้มาดูทันที...ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ
โดย: marinesnow วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:14:33:17 น.
  
ยังไม่ได้ดูเลยครับ
รู้สึกตัวอีกที
ก็เหลือรอบเดียวที่ Lido
เสาร์อาทิตย์นี้คงไม่ยอมพลาดครับ

Image hosting by Photobucket
โดย: Marvellous Boy วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:15:51:15 น.
  
ยังไม่ได้ดูเหมือนกันค่ะ

เข้ามาตีตั๋วของที่นี่ก่อน
โดย: นมัสเต วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:20:04:50 น.
  
อิๆ มาแย้ว รอเม้นต์อยู่อ่ะฮับ ... เอ่อ แต่นิดนึง สำหรับเจ๊ รีส กับช้อนของเธอ (Witherspoon-ยืมมุกชาวบ้านมาใช้) เนี่ย จริงๆ แล้วเธอโดดเด่นจากหนังอินดี้มาก่อนนะครับ แต่ยังเป็นที่รู้จักในวงแคบ ฝีมือเธอจัดจ้านมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ (ดูได้จาก Fear, Election และ Pleasantville เป็นอาทิ) แล้วก็เริ่มเข้าสู่หนังตลาดมากขึ้นจาก Cruel Intentions (ซึ่งทำให้ปิ๊งกับไรอัน ฟิลิปเป้) จนกลายเป็นตลาดจ๋าอย่าง Legally blonde เป็นต้นมา (ซึ่งเรื่องหลังๆ ของเธอผมไม่ค่อยได้ดูแล้ว) ถ้าไม่ได้ติดตามผลงานแต่ครั้งเก่าก่อนของเธอก็อาจนึกว่าเธอมีดีแค่ที่ซุป ... เอ๊ย มะช่าย ไม่มีฝีมือ แต่จริงๆ แล้วมันหลบในอยู่อ่ะครับ เหอะๆ

ว่ากันถึง Walk the line หลายๆ จุดที่ผมรู้สึกก็เห็นคล้ายๆ กัน ผมชอบอารมณ์หนังมันดูสบายๆ แต่ก็มีด้านมืดของพระเอกแฝงอยู่ แต่ดูแล้วไม่เครียดดี ... ถ้าเขียนในเชิงเปรียบเทียบกับ Ray เหรอ
+ Walk the line ดูสนุก ตัวหนังสว่าง มากกว่า Ray และมีนางเอกที่น่าหลงใหล อิๆ
+ ถ้าในแง่สร้างแรงบันดาลใจ Ray ให้ได้มากกว่า เพราะ Ray พิการทางสายตาแต่เด็ก มาจากจุดที่ตกต่ำกว่า J.R. มาก เค้าจึงต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบแต่เด็ก (ผมชอบฉากที่แม่เค้ายืนลุ้นลูกชายตาบอดในครัวเป็นอันมาก) เป็นเหตุผลว่าทำไม Ray ถึงมีด้านมืดและชีวิตเตลิดเปิดเปิงได้ขนาดนั้น ก็เพื่อชดเชยชีวิตที่ขาดแคลนไปซะทุกอย่างของเค้าตอนเด็กนั่นเอง
ส่วน J.R. ขนาดเทสต์ดนตรีงานแรก ก็ดันไปเจอคนตาถึงพอดี แล้วก็ดังขึ้นมาเอง ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้อะไรเลย ปมๆ เดียวที่ติดค้างในใจเค้ามาตลอดคือเรื่องพ่อ อาจผลักดันให้เค้าก้าวเข้าสู่ด้านมืดคือการติดยา ซึ่งถ้าไม่มี June ก็ไม่แน่ว่าเค้าจะถลำลึกไปขนาดไหน
+ สิ่งที่น่าประทับใจสุดๆ คือการแสดงและการรับส่งอารมณ์ของตัวนำทั้งคู่แหละครับ ยอมรับว่าฮัวควินเล่นเป็น J.R. ได้เยี่ยม (นี่ถ้า River Phoenix ยังอยู่ พี่น้องคู่นี้ก็น่าจะเป็น 1 ในคู่พี่น้องที่เก่งและดังที่สุดของฮอลลีวู้ดก็ได้) อารมณ์ปวดร้าวที่อยู่ข้างในกัดกร่อนจิตใจเค้าจนเป๋ ไม่สามารถ "Walk the line" ได้อยู่พักใหญ่ ... เพราะฉะนั้น ด้านสว่างในหนังจึงดูเรืองรองเหลือเกิน รีส ... เธอออกมาฉากไหน ก็ทำให้โลกสว่างไปซะหมด นอกจากหน้าตาที่ดูน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ผู้หญิงนิสัยอย่าง June เนี่ย ผมว่าน่านับถืออ่ะครับ ถึงแม้ชีวิตส่วนตัวเธอจะประสบความล้มเหลว แต่เธอก็ไม่เคยท้อแท้ยอมแพ้กับโชคชะตา ... จนท้ายที่สุดด้วยความอดทนของเธอ ก็ทำให้สามารถดึงคนที่เธอรัก และรักเธอกลับมา "Walk the line" ได้เหมือนเดิม น่านับถือครับผู้หญิงคนนี้
+ เสียงร้องของทั้งฮัวควินและรีสสุดยอดมากๆ นึกว่าเป็นนักดนตรีอาชีพ ยังงี้น่าออกแผ่นด้วยกันซักอัลบั้มเนอะ ไหนๆ หนังในเมกาก็เกินร้อยล้านแล้ว หากินจากเพลงต่อก็น่าจะดีออก ...
โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 2 มีนาคม 2549 เวลา:23:03:58 น.
  
จริง ๆ Reese เค้าเล่นหนังดีนะ
แต่ช่วงหลังๆเล่นแต่หนังตลาดบ่อยเกินไปหน่อย
ถ้าเทียบกับ Ray แล้วชอบ Ray มากกว่าคะ
อาจจะเป็นเพราะการแสดงของ Jamie Fox ด้วย

สำหรับ เรื่องนี้ Reese เล่นดีคะ ร้องเพลงเพราะด้วย แต่ Oscar ในวันจันทร์นี้ ส่วนตัวอยากให้ Felicity Huffman ได้คะ เพราะเธอเล่นเจ๋งมาก
ดูแล้วใช่ จนแอบคิดว่า เธอเป็นกระเทยรึเปล่า
เหมือนตอนดู Hilary จาก Boy don't Cry อะคะ
โดย: tong IP: 202.28.181.10 วันที่: 3 มีนาคม 2549 เวลา:17:14:12 น.
  
หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรัก Reese Witherspoon มากขึ้นไปอีก ท่าทางคงต้องไปขอเธอแต่งงานเป็นครั้งที่ 41 แล้วล่ะครับ
โดย: เข็มขัดสั้น IP: 58.10.210.76 วันที่: 3 มีนาคม 2549 เวลา:23:20:57 น.
  
ยังไม่อ่านนะคะ

ยังหวังว่าจะได้ดู (แม้คิวการดูหนังจะมีเรื่องอื่นๆ อีกเยอะเลย)

เสาร์-อาทิตย์นี้จะไปดูเรื่องอะไรบ้างคะ?
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 4 มีนาคม 2549 เวลา:12:36:23 น.
  
Reese & Joaquin เล่นได้ดีทั้งสองคน ร้องเพลงได้ดีเหมือนนักร้องจริงๆ ดูJoaquin เล่นเรื่องนี้แล้วนึกถึง Sean Penn ค่ะ แต่ถ้าเทียบReeseกับFelicity Huffmanแล้ว เราขอยกออสการ์ให้Felicityล่ะ เพราะเธอเล่นได้แบบทุ่มทุนสร้างมากเลยอ่ะ
สรุปแล้ว Walk the Line เป็นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ดนตรีในหนังทำให้รู้สึกอยากลุกขึ้นมาเต้นตาม เราเดินออกจากโรงหนังอย่างอารมณ์ดี แต่ก็ยังชอบBrokeback Moutain มากกว่า
โดย: Donna Corleone IP: 61.47.114.43 วันที่: 4 มีนาคม 2549 เวลา:14:35:31 น.
  
เป็นหนังที่ให้ความสนุก อบอุ่น เพลงเพราะ มีสาระ ให้แง่คิดหลายๆๆๆอย่าง
ทั้งเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูก พี่น้อง สามีภรรยา แฟน เพื่อน
และ การดำเนินชีวิตกับการแก้ปัญหาชีวิต
ฉากที่ชอบคือ ฉากที่พระเอกฟื้นจากอาการขาดยา แล้วพูดคุยเรื่องอดีตที่สะเทือนใจกับนางเอก ไม่รู้ว่าทำไมดูแล้วเศร้าแต่ก็รู้สึกดี
และฉากที่พ่อแม่นางเอกช่วยไล่คนขายยา ดูอบอุ่นและน่ารักจัง
สำหรับรีสดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกชอบ (ก่อนหน้านี้ดูมาหลายเรื่องรู้สึกเฉยๆ) เธอทำให้จูน เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ มีชีวิตชีวา และอบอุ่นใจเมื่อมีเธออยู่ใกล้

ทึ่งกับความสามารถร้องเพลงของนักแสดงนำสองคนค่ะ
โดย: walk alone .........(Oh!no!) IP: 61.91.136.212 วันที่: 5 มีนาคม 2549 เวลา:11:32:28 น.
  
นี่เป็นหนังออสการ์ที่ผมชอบที่สุดนะ(หมายถึงหนังที่มีบุคคลหรือรายละเอียดอื่นๆ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์) ผมว่ารีส วิสเทอรส์พูนกับฮัวควิน ฟีนิกซ์คือสิ่งที่ดีมากๆ ในหนังและทำให้หนังไม่น่าเบื่อ...แบบหนังอัตชีวประวัติทั่วๆไป
โดย: ฟิลิปโป้ IP: 203.155.54.248 วันที่: 7 มีนาคม 2549 เวลา:12:13:16 น.
  
ชอบ Reese ในเรื่องนี้มาก ไม่คิดเหมือนกันว่าจะแสดงได้ดีขนาดนี้ อีกอย่างที่ชอบมากของหนังเรื่องนี้คือเพลงประกอบ มาสนใจ country music เพราะหนังเรื่องนี้เลยค่ะ
โดย: phi IP: 128.12.145.80 วันที่: 13 มีนาคม 2549 เวลา:11:25:03 น.
  
ตามมาฟังเพลง และดูรูปค่ะ
เราชอบรีสในเรื่องนี้มากจริงๆ เธอแสดงได้ดีจ แหละหนังก็สนุก บางฉากนี่ถึงกับน้ำตาซึมเลยทีเดียว
โดย: juxtapozes IP: 210.203.179.137 วันที่: 15 มีนาคม 2549 เวลา:22:50:09 น.
  
ชอบเพลงประกอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ ขนาดว่าไม่ค่อยได้ฟังเพลง country มากนัก ดูเรื่องนี้เสร็จ เข้าไปนั่งฟังเพลงจาก web ของ Johnny Cash อยู่ตั้งนาน
โดย: อร IP: 129.94.6.29 วันที่: 16 มีนาคม 2549 เวลา:16:58:35 น.
  
น่าดูจังๆๆ
โดย: anaztirp IP: 58.10.50.104 วันที่: 17 มีนาคม 2549 เวลา:10:13:51 น.
  
Reese Witherspoon เล่นดีมีเสน่ห์จริงๆ ครับ แต่ก็ไม่เห็นว่าน่าประทับใจ ชอบเสียงร้องกับความน่ารักของเธอ แต่ถ้าเทียบกับผู้ชนะหญิงปีก่อนๆ ผมว่ามาตรฐานตกลงเล็กๆ นะ ถ้าให้ Felicity อาจจะดูดีกว่า
โดย: ayres IP: 58.64.123.196 วันที่: 1 เมษายน 2549 เวลา:18:25:06 น.
  
สนุกดีครับ... มีเครียดบ้างเล็กน้อย
มาตอนหลังก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สุดยอดเลย
ปล.มารู้ทีหลังว่าทำจากชีวิตจริงด้วย อิอิ
โดย: ReZNooT IP: 203.114.103.152 วันที่: 29 กรกฎาคม 2549 เวลา:18:39:17 น.
  
8/10 คะแนน

เรื่องเพลงเพราะเหลือเกินครับ ผมชอบจริงๆ

เนื้อเรื่องก็ถือว่าทำได้ดี ทุกสิ่งที่พระเอกทำลงไป สมควรแล้วที่จะต้องได้รับกรรมนั้น...
โดย: นักวิจารณ์สมัครเล่น IP: 125.24.181.222 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:35:28 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด