วัยอลวน 4 : ตั้ม-โอ๋ รีเทิร์น , หนังครอบครัวสำหรับคนไทยที่ดีที่สุดในรอบหลายปี


... ผมเปียกมะล่อกมะแล่กและอลวนพอสมควรกว่าจะฝ่าฝนไปถึง SF MBK เพื่อเข้าชมวัยอลวนภาค 4 รอบ 18.10 น. ทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยดูภาคก่อนหน้านี้มาก่อน (เนื่องจากตอนนั้นยังเด็กอยู่ดูไม่ทันตอนภาคแรกๆฉาย) ความหวาดหวั่นกับการที่ไม่เคยดูมาก่อน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมลังเลว่าจะดูเรื่องนี้ดีหรือไม่ และหากหนังจะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ คงต้องไปมองที่ฝ่ายโปรโมทที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่า หนังเป็นหนังวัยรุ่นกุ๊กกิ๊กทำให้พลาดกลุ่มเป้าหมายพ่อแม่หรือวัยผู้ใหญ่ และหลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวภาคต่อที่ต้องดูภาคแรกๆก่อน ทำให้พลาดกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ที่คิดว่าคงดูไม่รู้เรื่อง ทั้งที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เหมาะกับสมาชิกทุกคนทุกช่วงวัยในครอบครัว เพราะมันเป็นหนังที่สื่อสถาบันครอบครัวอย่างชัดเจน

....ช่องว่างระหว่างวัย เป็นช่องว่างของตัวเลขที่ดูคับแคบแต่เป็นช่องว่างของความสัมพันธ์ที่ห่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพ่อแม่กับลูกที่เข้าสู่วัยรุ่น เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ความเป็นเด็กกำลังจะผัดเปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ มันเหมือนกับรอยต่อครึ่งๆกลางๆจะเด็กก็ไม่ใช่จะผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง

ในช่วงนี้เองที่ พ่อแม่ไม่เข้าใจว่าทำไมพอลูกโตๆแล้วต้องมีพฤติกรรมแบบนี้ (ทำไมถึงติดเพื่อน , พูดอะไรไม่ค่อยฟัง ฯลฯ) ลูกๆไม่เข้าใจว่าตัวเองโตแล้วแต่ทำไมพ่อแม่ต้องทำกับเขาเหมือนเด็ก (คอยจ้ำจี้จำไช , คอยตามคอยถาม ฯลฯ) เมื่อมีช่องว่างเกิดขึ้นแล้ว หากต่างฝ่ายต่างดื้อดึงที่จะเอาชนะกัน มันยิ่งถ่างช่องว่างของกันและกันมากยิ่งขึ้น

... หลายครั้งที่ความรักความห่วงใยของพ่อแม่ไม่สามารถสื่อสารผ่านไปยังลูกได้ เพราะสารที่ลูกรับมันแปรเปลี่ยนด้วยคำพูดและอารมณ์ของพ่อแม่ กลายไปเป็นความจู้จี้จุกจิกคอยจับผิดจากพ่อแม่แทน จนหลายครอบครัวจบลงที่ความแตกสลาย เช่น ลูกติดยา , หนีออกจากบ้าน , คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก ฯลฯ

ตั้มกับโอ๋ ก็คือตัวแทนของวัยรุ่นในอดีตที่ต้องกลายมาเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน หนามเตยคือตัวแทนเด็กที่กำลังจะผลัดใบกลายเป็นวัยรุ่น และ ใบตองคือวัยรุ่นที่กำลังจะผลัดใบเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ตัวละครในเรื่องเป็นเหมือนตัวแทนของคนในแต่ละช่วงวัย

... Erik Erikson สร้างทฤษฎีพัฒนาการของจิตใจ โดยเชื่อว่าจิตใจของมนุษย์มีพัฒนาการอยู่ต่อเนื่อง ในแต่ละช่วงวัยจะมีภาวะวิกฤติที่ทุกคนต้องเจอ หากสามารถรับมือกับวิกฤติได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นพื้นฐานในการเข้าสู่ช่วงวัยถัดไป

วัยที่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เช่น หนามเตย เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงของทั้งร่างกาย จิตใจและสังคม วิกฤติในช่วงนี้ก็เป็นเรื่องของการหาอัตลักษณ์ (Identity) ของตัวเอง ในเรื่องเห็นได้จากการที่ตัวละครมองหาต้นแบบจากนักร้องญี่ปุ่น , การแต่งหน้ากันคิ้ว ฯลฯ หากล้มเหลวในขั้นตอนนี้ก็จะความสับสนในบทบาทตัวเอง (Identity confusion) และอาจตามมาด้วยพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศหรือก้าวร้าวต่อต้านสังคม

วัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เช่น ใบตอง เป็นระยะที่เริ่มจะมองหาความสัมพันธ์ที่ผูกพันธ์(Intimacy) การแยกออกมาเป็นตัวของตัวเองและการที่จะเริ่มสร้างครอบครัวของตัวเอง หากเกิดปัญหาของการพัฒนาวัยนี้ก็จะเกิดการแยกตัวจากสังคม (Isolation) และไม่สามารถยอมรับความแตกต่างได้

วัยผู้ใหญ่ตอนปลาย เช่น ตั้มกับโอ๋ เป็นระยะที่เริ่มต้องการทำประโยชน์ให้กับคนรุ่นหลัง เป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดชีวิตและเรื่องราวให้กับคนรุ่นถัดๆมา(Generativity) หากไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเหมาะสมก็จะเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า (Stagnation) และเป็นคนที่ทำอะไรตามแต่ใจตัวเอง

....การเดินทางของตั้มกับโอ๋เพื่อไปเยี่ยมลูกสาวซึ่งเรียนต่อที่เชียงใหม่ ก่อนจะพบกับเหตุการณ์ที่มีผลสั่นคลอนสถาบันครอบครัวอย่างใหญ่หลวง เป็นการเดินทางสำรวจปัญหาของสังคม ไปพร้อมกับสำรวจรอยแยกในครอบครัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปค่านิยมจะเปลี่ยนไปเพียงใด แต่สิ่งที่เป็นปัญหาหรือประเด็นก็ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแค่รูปแบบที่เปลี่ยนไป เช่น จากการหนีตามกันในยุคของตั้มและโอ๋ ก็เปลี่ยนมาเป็นการกินอยู่ก่อนแต่งในยุคปัจจุบัน ฯลฯ ถึงแม้ว่าคนเป็นพ่อแม่จะเคยเป็นวัยรุ่นมาก่อน แต่การที่วัฒนธรรมหรือค่านิยมที่ผัดเปลี่ยนกันเร็วไม่เว้นแต่ละวัน คนในโลกของวันวานอย่างตั้มและโอ๋อาจพบว่า ปัญหาที่ใหญ่โตในอดีตกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาในโลกปัจจุบัน(ความสัมพันธ์ทางเพศของเด็กหนุ่มสาว ฯลฯ) และเรื่องธรรมดาของวัยรุ่นปัจจุบัน (เช่นการกันคิ้วของเด็กผู้ชายตามแฟชั่นฯลฯ) มันเป็นเรื่องที่หนักหนามากยากเกินจะรับได้สำหรับคนในยุคก่อนอย่างพวกเขา

...หนังหยิบประเด็นทางสังคมที่แรงและสะเทือนความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่อย่างหนัก ผ่านตัวละครใบตองในแง่ประเด็นความสัมพันธ์ของหนุ่มสาว (หนังเปลี่ยนขนบหนังไทยวัยรุ่นหรือหนังครอบครัว ที่นางเอกมักจะเป็นสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง ฉากที่กล้องจับไปที่ถุงยางอนามัยจัดได้ว่าแรงแต่ก็จริงและตรงมากอย่างน่าชมเชย) และ ประเด็นเพศที่สามผ่านตัวละครหนามเตย

ทั้งสองประเด็นนี้ เป็นประเด็นอันดับต้นๆที่มักคุกคามพ่อแม่ให้หวาดหวั่นว่า ลูกของตัวเองจะถูกลดทอนคุณค่าลง (ความเป็นหญิงของลูกสาวกับการมีเพศสัมพันธ์และความเป็นชายของลูกชายกับการเปลี่ยนเพศ)

สำหรับคนเป็นพ่อแม่

ตั้มและโอ๋ เป็นภาพต้นแบบ (Role model) ของพ่อ+แม่ที่ดีในการรับมือกับลูก ในสังคมนอกจอภาพยนตร์พ่อแม่หลายคนต้องสูญเสียลูกตัวเองไปทั้งที่รักและอยากให้สิ่งดีๆกับลูกเพราะ

- พ่อแม่บางคนเจอเหตุการณ์อย่างใบตองแล้ว ด่าลูกอย่างสาดเสียเทเสีย ขับไล่ไสส่ง ตีตราบาปให้กับเธอ

- พ่อแม่หากรู้ความจริงของหนามเตย แล้วพบว่าเป็นอย่างที่คิด ยอมรับไม่ได้ รังเกียจเดียดฉันท์

เด็กอย่างใบตองมากมายที่ต้องหนีออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ไกลออกไปอีก , เด็กอย่างหนามเตยหลายคนต้องใช้ชีวิตเลวแหลก เพราะแม้แต่ครอบครัวยังไม่ยอมรับตัวเขาอย่างที่เขาเป็น

สำหรับคนเป็นลูก

- ลูกหลายคนไม่เคยรู้ว่าการกระทำของตัวเองนั้นมีผลกับพ่อแม่มากน้อยแค่ไหน ความเสียใจที่เกิดขึ้นเมื่อพ่อแม่รู้ว่าลูกทำผิดหรือทำให้ผิดหวังมันมากมายเพียงใด ใบตองอาจไม่เคยรู้เลยว่าพ่อของเธอรู้เรื่องนี้แล้วรู้สึกอย่างไร แต่ความรักของพ่อมันมากเกินกว่าจะทำร้ายลูกด้วยการแสดงออกถึงความผิดหวังของพ่อเอง

- ลูกหลายคนโกรธหงุดหงิด รำคาญที่พ่อแม่ยังปฏิบัติเหมือนกับเรายังเด็ก โดยหารู้ไม่ว่าพ่อแม่เองก็หนักใจเพราะไม่รู้ว่าจะแสดงออกความรักกับลูกอย่างไร

พ่อแม่ยังคงมองเห็นเด็กตัวเล็กๆเหมือนที่ ตั้มมองใบตองว่าเป็นเด็กที่เคยผูกกำไลให้ , ผูกเชือกรองเท้าให้ , คอยสอนขับรถ , หรือให้คำแนะนำ แต่แล้วเมื่อโตขึ้นแม้แต่แม่จะให้ผ้าพันคอแม่เองก็คงยังไม่รู้เลยว่าจะถูกใจหรือลูกต้องการอยู่หรือไม่

- ลูกหลายคนได้กินขนมหรืออาหารที่พ่อแม่ทำไว้ให้ตอนที่ทำเสร็จแล้ว โดยหารู้ไม่ว่ากว่าที่มันจะมาเป็นอาหารเป็นขนมที่ได้กินนั้นพ่อแม่ใช้ความรักปรุงมันมาด้วยความตั้งใจมากแค่ไหน

การทำอาหารของโอ๋และการเดินทางของตั้ม เป็นฉากที่ดูไม่มีอะไรแต่เมื่อได้ดูหนังจบแล้วคิดย้อนกลับมามันถ่ายทอดเรื่องราวและขยายภาพของความรักได้ชัดเจน

... หนังเป็นทั้งบทเรียนคำสอนให้พ่อแม่ได้รู้จักในการเข้าหาลูก และเป็นเหมือนคำสอนที่พ่อแม่อยากจะบอกกับลูกๆตัวเอง โดยทำออกมาได้ไม่ใช่การยัดเยียดคำพูดผ่านปากตัวละคร หนังสื่อตรงนี้ได้อย่างกลมกลืนไม่ขัดตา หลายฉากหลายตอนที่แสดงให้เห็นว่าผู้กำกับและคนเขียนบทเข้าใจในชีวิตและครอบครัวเป็นอย่างดี หนังไม่ได้ชี้ถูกผิดในประเด็นที่ร้อนแรงในสังคม ตัวอย่างที่ดีคือฉากที่พ่อแม่ออกจากห้องไปหลังจากมาเยี่ยมแล้วตัดกลับมาที่น้ำตาของใบตอง ฉากนี้เป็นฉากที่ดีเพราะมันไม่ทำให้คนดูรู้สึกเห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำนั้น (คงกลับกันหากหนังจะเลือกเล่นตลกโดยให้ใบเตยทำท่าดีใจที่พ่อแม่ไม่รู้) เป็นฉากที่ยังทำให้เราเข้าใจตัวละครใบเตยมากขึ้นว่า เธอเองก็ใช่ว่าจะรู้สึกดีกับการกระทำของตัวเอง

... หนังมีร่องรอยของความไม่ต่อเนื่องอยู่หลายตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสลับ 2 เหตุการณ์ไปมาที่หนังใช่ค่อนข้างบ่อยโดยไม่จำเป็น และมันทำให้ความรู้สึกคนดูไม่ต่อเนื่อง (เช่นในตอนต้นที่ตั้มกับโอ๋กำลังจะไปเยี่ยมลูก)

หลายตอนที่หนังพลาดโอกาสในการที่จะเล่นกับอารมณ์คนดูให้ถึงที่สุด ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอยากให้หนังจงใจเร้าอารมณ์แต่หมายถึงการพาคนดูไปไม่ให้ถึงที่สุด (หากจะเทียบก็เหมือนหนังเป็นไกด์พาคนดูขึ้นดอยสุเทพ หนังพาคนดูขึ้นแล้วลงในบางช่วงแทนที่จะประคับประคองขึ้นไปทีเดียว ครั้นพอถึงจุดสำคัญนั่นควรจะเป็นยอดดอยแต่หนังกลับพาคนดูไปได้แค่เกือบถึงยอดดอยสุเทพ) ปัจจัยที่หลายฉากไม่สามารถพาอารมณ์คนดูไปให้ถึงที่สุด มาจากการเล่าเรื่องที่ว่าไว้และการขาดการปูอารมณ์คนดูก่อนที่จะถึงจุดสูงสุด ทำให้หลายฉากที่น่าจะโดนใจคนดูอย่างแรงทำได้แค่โดนใจเท่านั้นเอง (ฉากบนละครเวทีที่ใบตองเกิดเรื่อง น่าจะได้ใจคนดูมากกว่านั้น) ในส่วนของนักแสดงทุกคนดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา ยกเว้นบทวิชาญพระเอกรุ่นเยาว์ในเรื่องที่แบนและอ่อนยวบ ตรงข้ามกับคนอื่นๆที่สนุกกับบทตัวเองกันเต็มที่ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก การถ่ายภาพและแสงทำออกมาได้ละเมียดละไมในหลายๆฉาก

... แม้ว่าหนังจะมีข้อพร่องอยู่และผู้กำกับก็ดูเหมือนยังไม่แม่นยำภาษาหนังมากเพียงพอ แต่มันตรงข้ามกับเรื่องของชีวิตที่ผู้กำกับเข้าใจมันเป็นอย่างดี การจะถ่ายทอดเรื่องราวอะไรสักอย่างหากไม่มีประสบการณ์ตรงหรือทำการบ้านมาไม่ดีพอ มันก็ยากที่จะเข้าถึงจิตวิญญาณของเรื่องราว เช่น หนังเรื่องนี้หากให้ผู้กำกับที่ทำหนังเก่งมากแต่ไม่เข้าใจชีวิตผลลัพธ์คือหนังอาจจะสนุกมากขึ้น ประทับใจมากขึ้น แต่ไม่สามารถสื่อความรู้สึกของครอบครัวออกมาได้ดีเท่าเรื่องนี้

หากคะแนนของหนังวัดกันที่คุณค่าและสารที่หนังส่งมอบให้กับผู้ชม หนังเรื่องนี้ผมเองให้คะแนนความเป็นหนังครอบครัวที่ดี 10 คะแนนเต็ม หลายตอนของหนังสื่อความรู้สึกของหัวอกคนเป็นพ่อแม่ได้ชัดเจน เป็นความรู้สึกที่เป็นความห่วงใยและสื่อสารด้วยวิธีที่ไม่ต่อต้านลูก บทภาพยนตร์เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ดีจนน่าได้รับคำชมเชย การมีไดอะล็อกที่ดีมีส่วนช่วยพาหนังให้มีทิศทางที่ชัดเจน แต่ปัญหาก็ยังอยู่ตรงจุดเดิมคือจังหวะที่ตัวละครพูดบางครั้งมันดูไม่เนียนนัก จุดอ่อนมากของบทคงเป็นเรื่องเดียวกับส่วนแรกคือการที่หนังไม่แม่นยำในการพาคนดูมีส่วนร่วม หลายตอนเหมือนฉากในละครทีวี เช่น การเต้นบนเวทีตอนท้ายเข้าใจว่าเป็นฉากภาคบังคับ แต่หนังน่าจะมีวิธีการนำเสนอที่ดีกว่าเป็นอยู่ เพราะมันทำให้เหมือนแค่ตอนหนึ่งในละครทีวีที่ทำให้พลังของหนังตกลงไปอย่างน่าเสียดาย

การกระทำของใบตองจะผิดหรือไม่? หากหนามเตยจะเบี่ยงเบนทางเพศมันผิดหรือไม่?

สังคมในแต่ละยุคสมัยก็ยังคงถกเถียงหาบทสรุปถูกผิดกันต่อไป หนังเรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยสายตาที่เป็นกลาง ไม่ได้วิพากษ์ประเด็นที่ร้อนแรงของสังคมแต่หนังมีความตั้งใจในตัวเองที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสายตาของการเป็นพ่อแม่คนที่มองลูกๆด้วยความรักและความเข้าใจ

สายตาที่มองผ่านตัวละครของผู้กำกับก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับการกระทำของตัวละครในเรื่อง เห็นได้ว่าตัวละครในเรื่องที่เป็นลูกเองก็รู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป (จากน้ำตาของใบตอง) , คนเป็นพ่อเป็นแม่เองก็ใช่ว่าจะพอใจและเห็นชอบ(จากความผิดหวังเจ็บปวดของตั้ม) , เพื่อนของใบตองก็ไม่เห็นด้วยและตำหนิในการกระทำของเธอ

...อย่าลืมว่าพ่อแม่ไม่ใช่ผู้พิพากษาหรือสังคมที่มีหน้าที่ตัดสินถูกผิดและลงโทษเพียงอย่างเดียว การยอมรับและให้อภัยต่างหากที่ลูกต้องการ การยอมรับไม่ได้หมายถึงยอมรับการกระทำ แต่หมายถึงยอมรับตัวตนของเขา คนเราผิดพลาดกันได้ไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นเลวทั้งชีวิตและมันคือสิ่งที่พ่อแม่ต่างจากคนอื่นๆ ดังที่ฉากหนึ่งตั้มสอนลูกว่า ชีวิตเหมือนกับการขับรถ เราต้องมั่นใจก่อนเลือกว่าจะขับไปทางไหน เมื่อมั่นใจก็ขับไปตามเส้นทางที่เราเลือก ใบตองเองถามพ่อกลับว่าแล้วหากหลงทางเราจะทำอย่างไร พ่อเธอตอบกลับอย่างนุ่มนวลว่า หากหลงทางก็แค่ขับยูเทิร์นกลับมาเริ่มใหม่เท่านั้นเอง หากลูกหลงทางชีวิตใครเล่าจะพากลับมาตั้งต้นใหม่ได้นอกจากพ่อแม่ของเราเอง ตรงข้ามหากแทนที่จะประคับประคองกลับมาแต่กลับไปเสือกไสไล่ส่ง ก็จะยิ่งทำให้ลูกๆเข้ารกเข้าพงมากขึ้น

...... สารที่ผู้กำกับเองอยากจะใบ้เป็นกลายๆในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านหนังเรื่องนี้ คงอยู่ที่ตอนท้ายว่าต้องการถ่ายทอดมันออกมาในฐานะคนเป็นพ่อแม่(จากข้อมูลผู้กำกับเป็นแม่ของลูกๆเช่นกัน) ที่ตัวละครในเรื่องที่เป็นแม่คนบอกคนในรถพร้อมกับคนดูว่า การเป็นผู้โดยสารบนรถมีความแตกต่างกันระหว่างคนขับกับคนนั่งเบาะหลัง สิ่งที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาคือจากฐานะคนขับรถคนหนึ่งที่อยากให้ผู้ชมได้เห็นชีวิตครอบครัว มันจึงทำให้เรื่องราวของหนังจบลงในด้วยความสวยงามเป็นภาพครอบครัวอุดมคติ (Ideal Family) ที่ใครๆก็อยากจะมีพ่อแม่อย่างตั้มกับโอ๋ แม้ว่าในชีวิตจริงแล้วบางคนโชคดีมีครอบครัวที่ดีและเข้าใจเหมือนครอบครัวนี้ ในขณะที่บางคนมีครอบครัวที่ไม่เข้าใจเป็นครอบครัวที่พร่องความรักความอบอุ่น

แต่เราเองไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามรอยนั้น อดีตคือสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้แต่เราเลือกได้หากวันหนึ่งเราเป็นพ่อแม่คนเราจะเลือกเป็นพ่อแม่แบบไหน และในวันนี้ที่เราเป็นลูกเราจะเป็นลูกอย่างไร

...ลูกทุกคนไม่ว่าจะโตไปมากเท่าไหร่ก็ยังคงต้องการ ความรัก ,การยอมรับและการให้อภัยจากพ่อแม่ เสียงในใจจากลูกทุกคนสื่อผ่านตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องว่า "ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่เมื่ออากาศหนาว คอมันก็เย็นทั้งนั้น" พ่อแม่เองก็คงอยากจะบอกลูกเหมือนที่โอ๋ตอบกลับตั้มไปเช่นกันว่า "ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไร จะอย่างไรลูกก็ยังเป็นลูกของเราเสมอ"

สิ่งที่ชอบ

1.ฉากเปิดเรื่อง...น่ารักมากมาย เพลงก็ขำๆดี และสำคัญคือฉลาด เพราะได้ทั้งการเล่าเรื่องให้คนดูที่ไม่เคยดูวัยอลวนรุ่นพ่อแม่มาก่อนได้รับรู้คร่าวๆด้วยวิธีของคนยุคใหม่อย่างแยบยล

2.ใบตอง...ที่รับบทโดยคะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ แสดงได้โดดเด่นมาก จริงๆแค่ความสดใสของเธอซื้อใจคนดูได้มากแล้ว ยิ่งมาได้การแสดงที่เป็นธรรมชาติยิ่งทำให้บทใบตองเป็นบทที่ได้ใจคนดูไปเต็มๆ

3.ไดอะล็อค.... เห็นได้ชัดว่าไดอะล็อคในเรื่องผ่านการเกลามาเป็นอย่างดี จะเป็นในส่วนมุขตลกก็เน่าหรือที่เรียกกันว่ามุขควายก็ยังเป็นมุขที่ทำได้เข้าขั้น (ชอบมุขชาติหน้ามาก มีโอกาสจะขอไปใช้บ้าง) และในส่วนของคำสอน คำพูดที่พ่อแม่มีให้กับลูกก็ล้วนเป็นประโยคที่ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าตะขิดตะขวงหรือขัดเขิน แต่เป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากใจรักของพ่อแม่จริงๆและรู้สึกดีๆไปกับคำพูดเหล่านั้น

4.คุณค่าของภาพยนตร์....หากไม่หยุมหยิมมากนักในแง่ความเป็นภาพยนตร์ที่กล่าวไว้ในตอนต้น หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนที่ผมได้ดูเรื่อง Hotel Rwandaคือหนังดีที่ให้มากกว่าความเป็นหนังดี เรื่องนั้นมันทำให้ดูแล้วรู้สึกเหมือนถูกปลุกต่อมมนุษยธรรมในใจทำให้คนดูอยากจะทำดี สำหรับวัยอลวน 4 มันทำให้ผมรู้สึกดีๆกับการมีครอบครัวมีพ่อแม่ที่รักและเข้าใจเราอยู่ตลอดเวลา

เชื่อว่าคนดูที่เป็นพ่อแม่ดูแล้วก็อยากที่จะเข้าใจลูกและมีวิธีเข้าหาลูกมากขึ้น ในขณะที่คนเป็นลูกดูแล้วก็จะเข้าใจพ่อแม่และไม่อยากทำให้ท่านต้องเสียใจ เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่สามารถบรรจุไว้ในหลักสูตรไม่ต่างจากหนังสือเรียนนอกเวลาสำหรับนักเรียนนักศึกษาให้ได้รับชม พร้อมกับมีคนแนะแนวทาง

5.ผู้กำกับ(ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์) คนเขียนบท และผู้มีส่วนร่วมในหนัง .... สำหรับการเป็นผู้กำกับหนังใหญ่ครั้งแรกเชื่อได้ว่าหลายคนคงต้องให้คะแนนความเป็นหนังแค่สอบผ่านถึงดียังไม่ถึงดีเยี่ยม แต่สำหรับการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์และคุณค่าของสถาบันครอบครัวได้อย่างนุ่มนวลเข้าอกเข้าใจ คือ สิ่งที่ผู้มีส่วนร่วมไม่เฉพาะผู้กำกับทำออกมาได้ดีเยี่ยม และมันทำให้เป็นหนังที่เหมาะสำหรับครอบครัวคนไทยที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ได้ดูมาในรอบหลายๆปี

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.วิชาญ...คงไม่สามารถโทษตัวนักแสดงได้แต่หนังทอดทิ้งบทนี้เหลือเกิน เป็นบทที่ขาดสีสันขาดมิตินอกจากหน้าตาหล่อเหลาและมุขตลกที่ปล่อยออกมา มันทำให้วิชาญกลายเป็นบทที่เนือย ไม่น่าติดตามมากที่สุดท่ามกลางความกระฉับกระเฉงของหนังและตัวละครอื่นๆในเรื่อง

2.จังหวะของหนังและการเล่าเรื่อง...เป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆดังที่กล่าวข้างต้น มันไม่ได้ทำให้หนังแย่หรือไม่ดี แต่ก็น่าเสียดายหากหนังจะแม่นยำในจังหวะการเล่าเรื่องมากขึ้น คุมอารมณ์ในแต่ละช่วงให้ไปอย่างสม่ำเสมอและพามันไปให้ถึงที่สุด หนังน่าจะสนุกและประทับใจมากกว่านี้

3.ฉากบัมพ์....การที่ตั้งใจจะเป็นฉากบังคับอยู่แล้วมันน่าจะเป็นไคลแมกซ์สำคัญและเป็นฉากที่สนุกได้มากกว่านี้ แต่ในหนังทำออกมาได้คล้ายกับรีวิวประกอบเพลงเเท่านั้นเอง

สรุป...ในแง่การเล่าเรื่องหรือความสนุก แฟนฉัน อาจเป็นหนังไทยที่สนุกเหมาะสมสำหรับคนดูทุกเพศทุกวัย เรื่องนี้ในแง่ความสนุกอาจไม่เทียบเท่าแต่มันเป็นหนังสำหรับครอบครัวคนไทยที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผมได้ดูหนังมา เป็นหนังที่อยากให้คนเป็นพ่อแม่ได้ดู อยากให้คนเป็นลูกได้ดู ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จในด้านรายได้หรือไม่แต่นี่เป็นหนังไทยที่ผู้กำกับและผู้ที่มีส่วนร่วมควรจะภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้

ปล...ดูจบแล้วอยากไปเชียงใหม่อีกจัง

ปล2...สัปดาห์หน้า ผีดิบ,เจโชวและโจอัลเลน เลือกยากว่าจะตัดใครทิ้งดี



ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป



Create Date : 29 กรกฎาคม 2548
Last Update : 2 เมษายน 2549 0:45:13 น.
Counter : 2021 Pageviews.

30 comments
Don't Worry Be Happy - Bobby McFerrin ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(24 ก.พ. 2562 16:10:07 น.)
++++ มามะมาพาไปชิม ร้านโอ้กะจู๋ กับ โป่งแยงแอ่งดอย ที่เชียงใหม่ รวม2ร้านไปเลยค่ะ ++++ life for eat and travel
(18 มี.ค. 2562 21:45:57 น.)
นุ่งซิ่นชวนแว้นคลายร้อน ตะลีกีปัส
(11 มี.ค. 2562 12:44:10 น.)
跟老婆打架了 วิวาทกับภรรยา Kavanich96
(5 ก.พ. 2562 02:37:33 น.)
  
ชอบเลยล่ะครับหนังเรื่องเนี้ย สนุกและค่อนข้างครบเครื่อง ก็เป็นห่วงเรื่องรายได้ล่ะครับว่าจะมากน้อยแค่ไหน (ส่ายหน้าได้ไป 70 ล้านแล้ว)
อาจไม่ถึงกับเป็นหนังดีสุดๆ แต่ผมชอบมากๆ ครับ
โดย: หมื่นทิพ TRAVOLTA (เทพบุตรตบะแตก!! ) วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:13:41:17 น.
  
ขอบคุณมาก จะพยายามหามาดูให้ได้

แม้ว่าจะต้องรอแผ่น (แท้) นานแค่ไหนก็ตาม

ปล. แฟนพันธ์แท้อยู่แล้ว ดูมาทั้ง 3 ภาค จะพลาดภาคนี้ได้อย่างไร
โดย: แหม่ม (พฤษภาคม 2510 ) วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:13:50:31 น.
  
วันนี้ได้อ่านเรื่องนี้จากคุณ และ จากคุณเทพบุตร (คห.ที่๑ น่ะค่ะ)

รู้สึกว่าชอบทั้งคู่เลยนะคะ


อ้อ..ขอบคุณสำหรับฟอนท์นี้ค่ะ

อ่านได้สบายมากเลย

ขอบคุณจริงๆ ค่ะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:14:08:28 น.
  
แล้วจะติดตามคะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์ วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:14:27:05 น.
  
อยากดูอยากดู จะได้ดูมะเนี่ย ไว้บอกน้องเราหามาเก็บไว้แล้วกลับไปดูย้อนหลัง
โดย: buaying846 IP: 129.215.16.39 วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:46:24 น.
  
ขอบคุณสำหรับบทวิจารณ์ครับ
รู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมากเลย
ขอบคุณสำหรับบทวิจารณ์หนังเรื่องที่ผ่านๆ มาด้วยนะครับ ทำให้ผมดูหนังได้สนุกขึ้นเยอะเลย
โดย: Dirty Harry IP: 219.167.26.153 วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:39:00 น.
  
ก็ดูมาเหมือนกันค่ะ แต่ฉบับที่ดูเนี่ยเป็นฉบับที่ทางทีมงานเขาบอกว่าทำเสร็จแล้วประมาณ 90 % (เขามาให้ดูฟรีที่มหาลัยค่ะ) ตอนที่ดูนั้น รู้สึกเหมือนกันว่า การตัดต่อไม่ค่อยไหลลื่นเท่าไหร่ แต่นั่งดูคุณไพโรจน์ก็คุ้มแล้วค่ะ หล่อเหลาในสไตล์คนมีอายุ หุหุหุ เห็นด้วยค่ะที่วิชาญทื่อมาก แต่วันที่เขาไปให้ดูที่มหาลัย นักแสดงรุ่นเล็ก มากันครบเลยค่ะ ใบตอง หนามเตย แล้วก็วิชาญ คือจากข้อสังเกตนะคะ รู้สึกว่านักแสดงเองไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคาแรคเตอร์ตามบทเลยค่ะ เพราะตัวจริงๆ เขาก็เป็นแบบนั้น (ไม่ค่อยท้าทายเลยค่ะ) แต่ใบตองสวยมาก ส่วนหนามเตยก็มีแฟนคลับน้องๆ ม.ปลายตามมาเป็นพรวนเลย แอบถ่ายรูปมาด้วย หุหุ
คุณเขียนดีจังเลยค่ะ ชอบมาก
โดย: pungpin วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:21:55:18 น.
  
ได้อ่านเรื่อง คำวิจารณ์และความเห็นทำให้รู้สึกอยากดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ
โดย: 1993 IP: 61.91.134.65 วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:11:06 น.
  
ยังไม่ได้ดูเลยครับ สงสัยต้องรอดูจากแผ่น...
โดย: dont wanna no วันที่: 29 กรกฎาคม 2548 เวลา:23:15:00 น.
  
เกิดไม่ทันตอนวัยอลวนทั้ง 3 ภาคฉาย แม่บอกว่าสนุกดี
แต่หลังจากดูตัวอย่างหนังอย่างดูมาก
ไว้จะกลับมาคุยนะ อาทิตย์จะลองหาโอกาสไปดู
โดย: tong IP: 202.28.181.9 วันที่: 30 กรกฎาคม 2548 เวลา:13:57:48 น.
  
ถ้าอ่านคำวิจารณ์ข้างบนจบ
ถ้าเป็นวัยเดียวกับ ตองกับเตย
กระซิบคุณพ่อและคุณแม่ พาท่านไปดู
ถ้าเป็นวัยเดียวกับโอ๋กับตั้ม เราไปเข้าใจโลกของลูก ดีมะ
หนังเรื่องนี้ บอกอะไรในตัวของน้องๆหลานๆได้หลายอย่างครับ ควรจะดู

พี่ดูมาแล้ว พาลูกไปดูออกจากโรง เราเดินกอดคอกันเลย เอ๊ย... พี่ไม่ได้กลัวลูกเป้นอย่างเตยนะ 555 แต่เข้าใจโลกวัยของเขามากขึ้น

แต่ยังคงติงเรื่องแนวความคิดแนวทางชีวิตแบบน้องตอง
คงต้องเพลาๆหน่อยก็จะดี รักษาไว้ซึ่งความเป็นไทยๆ เรื่องความถือตัวของผู้หญิงบ้างก็จะดีจ่ะ
โดย: Kamin IP: 58.10.134.193 วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:14:12:39 น.
  
kjj;l'kj
โดย: 31 กรกฎาคม 2548 IP: วันที่: 16:24:42 เวลา:202.183.197.15 น.
  
ขอบคุณสำหรับบทวิจารณ์ดีๆค่ะ

เป็นหนังอีกเรื่องที่ประทับใจในปีนี้ค่ะ
โดย: rebel วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:20:38:59 น.
  

น่ารักค่ะ...หนังเรื่องนี้
ดูง่าย ๆ ...เป็นวิถีของครอบครัวทั่วไป
เห็นด้วยกับโอ๋...ที่ถามตั้มว่า
"แล้วมันยังเป็นลูกเราไหมละ"
โดย: Big Spender วันที่: 31 กรกฎาคม 2548 เวลา:22:31:57 น.
  
ไปดูมาแล้ว ก็ Ok นะ
ทำเป็นไม่เห็นข้อด้อยในหนังซะ
หนังเรื่องนี้เป้นหนังไทยที่ดึสบายๆและน่ารักมากเลบคะ
โดย: tong IP: 202.28.181.9 วันที่: 1 สิงหาคม 2548 เวลา:16:29:01 น.
  
They make me cry and smile in the same time.
โดย: aodz IP: 58.136.70.4 วันที่: 2 สิงหาคม 2548 เวลา:13:40:51 น.
  
ไปดูมาแล้วอ่ะ หนังเฮฮาดี แต่มีบางประเด็นที่ขัดอารมณ์อยู่ครับ
โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 2 สิงหาคม 2548 เวลา:15:38:10 น.
  
ก้าวหน้าไปเยอะนะครับ บลอคมาสเตอร์ มีการใช้จิตวิทยามาอธิบายด้วย คุณนี่มัน......เยี่ยมจริงๆ
โดย: apotheker วันที่: 4 สิงหาคม 2548 เวลา:12:15:23 น.
  
ไปดูมาแล้วครับ นั่งยิ้มทั้งน้ำตา จริงๆนะ ผมน้ำตาไหลตั้งหลายตอน ชอบมากๆ ดูแล้วมีความสุข ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร อยากบอกสั้นๆว่า หนังดีมากๆดูง่ายๆ จริงใจ แล้วก้อบอุ่นดีครับ
โดย: ต่อ IP: 61.7.146.212 วันที่: 7 สิงหาคม 2548 เวลา:8:16:38 น.
  
หลังๆคุณผมฯ ยิ่งเขียนยิ่งยาวนะครับ เพิ่งแวะเข้ามาอ่านหลังดูหนังจบ เห็นด้วยกับทั้งฝ่ายที่ชอบ และฝ่ายที่ออกมาติติง เพราะพูดกันด้วยเหตุผลที่ตรงใจทั้งสองฝ่าย สรุปเป็นหนังที่ผมชอบ แต่ยังไม่ถึงที่สุด ด้วยความที่มันหาทางออกง่ายไปหน่อย แล้วก็ไม่สามารถดึงอารมณ์ไปถึงจุดสูงสุดได้ ที่สำคัญยังกล้าๆกลัวๆในการตีแผ่ปัญหาอีกด้วย
โดย: joblovenuk IP: 61.91.203.62 วันที่: 7 สิงหาคม 2548 เวลา:22:45:02 น.
  
ผมดูจบแล้ว มองหน้าแฟน แล้วบอกกันว่า ถ้าออกเป็น DVD คงต้องซื้อเก็บไว้ เผื่อวันหนึ่ง ลูก ๆ ของเราเป็นแบบนี้จะได้เอามาเปิดสอนตัวเอง...
โดย: Neomaster IP: 58.10.184.222 วันที่: 12 สิงหาคม 2548 เวลา:17:43:57 น.
  
ชอบเหมือนกันนะ...คล้ายเรื่องตัวเอง
แล้วก็คิดเล่น ๆ ถึงอนาคต
ของใบตองกับวิชาญว่าจะเป็นไง...
โดย: pale memory IP: 61.90.14.67 วันที่: 15 สิงหาคม 2548 เวลา:23:07:35 น.
  
พึ่งดูมาจาก vcd เห็นด้วยกับคุณในทุกเรื่อง บางฉากในหนังที่เล่นเอาน้ำตาซึมเหมือนกัน มีไดอาลอคคมๆ ซ่อนอยู่เยอะนะผมว่า
โดย: apotheker วันที่: 19 ธันวาคม 2548 เวลา:14:18:21 น.
  
ชอบมากๆคับ ปกติผมไม่ค่อยดูหนังไทยเท่าไร แต่ต่อจากนี้ต่อไป ผมจะเริ่มดูหนังไทยให้มากขึ้นคับ
โดย: cottonmouth IP: 58.11.110.42 วันที่: 26 ธันวาคม 2548 เวลา:18:41:03 น.
  
เข้ามาอ่านย้อนหลังค่ะ

ป.ล. เรื่องนี้เรากะน้องพาแม่ไปดูตอนวันแม่ล่ะค่ะ (พ่อก็ไปด้วยน้า)
โดย: ลิปดา-พิลิปดา วันที่: 27 มกราคม 2549 เวลา:22:18:59 น.
  
รักหนังเรื่องนี้มากๆ
อาจเพราะเราดูแล้วเรารับรู้ได้ถึงสารดีๆ ที่เค้าจะสื่อให้คนดู รักครอบครัวขึ้นมาจับใจ
ขอชมไดอะล็อกที่ทำได้น่ารักมากๆ ตัววิชาญแบนจริง น่าจะหยิบมาเล่นได้มากกว่านี้ สงสัยผู้กำกับกลัวโดนขโมยซีนของครอบครัว แต่ว่าแคแรคเตอร์ที่สร้างไว้น่ารักมากๆ (ชอบผู้ชายแบบนี้)
ดูแล้วรักครอบครัวขึ้นมามากมาย
โดย: the sovo IP: 124.86.161.187 วันที่: 2 มกราคม 2550 เวลา:23:23:46 น.
  
ตอนแรกที่ไปดูไม่ชอบเลยครับ แต่อ่านที่พี่เขียนรู้สึกว่าหนังมันซ่อนอะไรไว้อีกเยอะทีเดียว
โดย: :->m'26 IP: 61.19.199.143 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:16:44:00 น.
  
โดย: เเกพะพัพั้พ IP: 58.9.199.205 วันที่: 2 พฤษภาคม 2550 เวลา:11:23:13 น.
  
ชอบหนังเรื่องนี้จังเลย อบอุ่นดี ดูแล้วอยากไปเชียงใหม่เร็วๆจัง
โดย: whoohm IP: 58.8.87.207 วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:23:36:13 น.
  
เพิ่งได้ซื้อแผ่นมาดู..เป็นหนังน่ารักครอบครัวจิงๆๆเลย
โดย: gibbon IP: 161.200.255.162 วันที่: 4 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:31:18 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด