In Her Shoes , หากเปรียบรองเท้าคือชีวิต


ข้อมูล: In Her Shoes ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของผู้เขียนชื่อ Jennifer Weiner ; หนังมีความยาว 130 นาที และ เข้าฉายเฉพาะในโรงสกาล่า ; ตัวหนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงสมทบหญิงจาก Shirley MacLaine ในบทยาย ก่อนจะพลาดไปให้กับ Rachel Weisz จาก The constant gardener และ ตัวหนังเข้าชิง Satellite Awards สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Toni Collette) กับ นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Shirley MacLaine)



...In Her Shoes เป็นเรื่องราวของพี่น้องสองสาว Rose Feller และ Maggie Feller ทั้งสองคนล้วนมีความแตกต่างกันทั้งบุคลิกนิสัยใจคอ อาชีพการงาน การใช้ชีวิต มีสิ่งเดียวที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน นั่นคือ ทั้งสองคนชอบรองเท้าและสวมรองเท้าเบอร์เดียวกัน

รองเท้า ก็เปรียบเสมือนกับ ชีวิต ของพี่น้องคู่นี้


Rose Feller มีรองเท้ามากมายหลายคู่ แต่เธอไม่เคยเอามันมาใส่ ได้แต่เก็บรักษาไว้ในตู้และรู้สึกกลัดกลุ้มเมื่อจะต้องนำมันมาสวมใส่ มันก็เหมือนกับชีวิตของเธอ แม้เธอจะประสบความสำเร็จกับอาชีพทนาย แต่เธอเองก็เป็นคนที่ขาดความมั่นใจ ที่ไม่กล้าจะออกไปพบกับโลกภายนอก ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวเอง ไม่กล้าที่จะเสี่ยงใช้ชีวิตที่มี

Maggie Feller หยิบรองเท้าที่ชอบมาใส่ทุกครั้งที่อยากใช้ และ หลายหนก็ใช้มันจนเลอะเทอะเปรอะเปื้อน โดยไม่คิดอะไร เหมือนกับชีวิตของเธอ ที่ใช้มันอย่างไม่หยุดคิด ได้แต่สนุกสนานไปวันๆ เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีที่ใช้ชีวิตอย่างไร้หลัก ล่องลอยไปตามกระแสลมกับการเมา , sex ,ตกงาน และที่ร้ายที่สุดคือเธอนอนกับคนรักของพี่สาว นั่นทำให้รองเท้าคู่นี้ต้องแยกจากกัน

แล้วถ้าต้องสวมรองเท้าข้างเดียว ชีวิตของเราจะเดินได้ไกลแค่ไหน เราจะเดินได้สะดวกเหมือนเดิมหรือไม่ ?

...ฉากหนึ่งในหนังที่ส้นรองเท้าของ Rose หัก เธอต้องเดินเข้างานเลี้ยงอย่างไม่มั่นคง เดินกะเผลกๆเซไปเซมา มันก็เหมือนกับพี่น้องคู่นี้ หากทั้งคู่มีชีวิตที่เหมือนรองเท้า เมื่อทั้งคู่ต้องแยกจากกัน ก็เหมือนกับรองเท้าข้างใดข้างหนึ่งนั้นเกิดชำรุดหรือสูญหายไป ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใครคนใดคนหนึ่งไม่อยู่เคียงข้าง

ถึงแม้ว่า ช่วงเวลาที่น้องสาวจากไป Rose จะไม่มีคนมาทำให้ชีวิตเสียระบบ ไม่มีคนมาขโมยใส่รองเท้า ไม่มีคนเอารถไปก่อปัญหา แต่ช่วงเวลานั้น ชีวิตเธอก็ว่าเธอควรจะทำตัวอย่างไร แต่งตัวอย่างไรขาดคนที่จะมาพูดถึงเธออย่างที่รู้จักเธอจริงๆในงานหมั้น ขาดคนที่รู้ขาดคนที่จะเข้าใจเธอ และ

แม้ว่า ช่วงเวลาที่พี่สาวไม่อยู่ Maggie จะสามารถหางานทำได้ด้วยตัวเอง จะไม่มีคนมาคอยจู้จี้คอยบ่นว่า แต่ ช่วงเวลานั้น เธอก็ไม่รู้ว่าเธอจะระบายความทุกข์ที่มีให้ใครที่เข้าใจได้มากที่สุด เธอก็ไม่มีคนที่จะสนุกสนานและแบ่งปันช่วงเวลาดีๆได้อย่างรู้ใจ ทั้งสองคนเหมือนกับรองเท้าที่เมื่ออยู่คู่กันแล้วจึงสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างสมดุล

...Rose บรรยายคำพูดที่ให้เราเข้าใจเธอได้มากขึ้น แม้เธอจะเป็นคนที่มีระบบระเบียบกับชีวิตเพียงใด แต่เมื่อไม่มี Maggie “ without her, I don't make sense." ส่วน Maggie แม้ดูเหมือนจะใจแข็งอยู่ทำงานที่บ้านพักคนชราไปวันๆปฏิเสธการติดต่อหาพี่สาว แต่เมื่อเธอได้อ่านบทกวีที่กล่าวถึง การสูญเสีย มันก็ทำให้เธอได้รู้ว่าความรู้สึกลึกๆในใจของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร

…คนเราทุกคนล้วนต้องเคยเผชิญกับ การสูญเสีย( loss) เช่น พ่อสูญเสียภรรยา ยายสูญเสียลูกสาว พี่เสียน้อง น้องเสียพี่ ฯลฯ เราอาจจะยังสงสัยว่าทำไมการสูญเสียมันถึงทำร้ายใจคนได้มากขนาดนั้น เพราะเวลาเราสูญเสีย ใครไปสักคนมันไม่ใช่เป็นแค่การสูญเสีย ตัวคน แต่เราสูญเสียมันมากไปกว่านั้น เพราะมันคือ การสูญเสียความรัก การสูญเสียมิตรภาพ การสูญเสียความเป็นครอบครัว และ การสูญเสียในหนังยังตามมาด้วย ความรู้สึกผิด(guilt) ฝังลึกในใจของตัวละคร (น้องผิดที่ทำร้ายใจพี่ พี่ผิดที่ไล่น้องไป ยายผิดที่ทิ้งลูก พ่อผิดที่ทำให้แม่ตาย)

ความรู้สึกผิด ทำให้พ่อจมจ่อมกับความทุกข์ที่วนเวียนรอบตัว พร้อมการถูกตีตราจากยายว่า เป็นต้นเหตุการตายของแม่ เขาได้แต่เก็บมันไว้ในใจและเก็บจดหมายทุกฉบับที่ยายส่งให้หลาน

ความรู้สึกผิดของยาย ที่คิดว่าตัวเองก็มีส่วนทำให้ลูกสาวตายจากไป ยายได้แต่เฝ้าโทษพ่อของสองพี่น้อง และยายต้องโกหกกับคนอื่นว่าตัวเองไม่เคยมีลูกสาว เพื่อหลบเลี่ยงจากความเจ็บปวดในใจ

... ในฉากที่พี่ น้อง ยาย มานั่งทบทวนความทรงจำด้วยกัน เหมือนกับภาพชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ของแต่ละคนได้กลับมาปะติดปะต่อเป็นภาพเดียวกัน ภาพความทรงจำที่แสนสวยงามที่พี่น้องได้อยู่และยายไม่ได้รับรู้มาก่อน เป็นการเติมเต็มมุมมองที่ขาดหายไปของแต่ละคน และ มันเป็นช่วงเวลาของการรักษาแผลใจจากการสูญเสียกับเยียวยาความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นของตัวละคร

...ชีวิตหรือความสัมพันธ์ของคนเรานั้น มันก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ที่เราไม่สามารถเห็นภาพเต็มๆได้หากชิ้นส่วนไม่ครบ และ คนเราก็เคยชินกับการตำหนิ ตีตราคนอื่น ด้วยจิ๊กซอว์ที่ไม่ครบจากที่เราเห็น เหมือน ...

ยายของทั้งสองพี่น้อง ถูกมองจากพ่อของพวกเธอว่า เป็นคนจอมบงการ จุ้นจ้านวุ่นวายจนสุดแสนจะทน แต่หากเราได้รู้จักยายได้ครบทุกด้านเราก็จะรู้ว่า การที่ยายพยายามคอยควบคุมเจ้ากี้เจ้าการชีวิตคู่ของลูกสาว หาใช่เพราะบุคลิกนิสัยแต่ เพราะ ความรักที่เธอมีต่อลูกสาว เธอรู้ว่าหากไม่กินยาผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร แต่ สุดท้ายเธอก็ยังคงสูญเสียลูกสาวไป และ นั่นจึงทำให้เธอมองว่าเป็นความผิดของพ่อ

พ่อของทั้งสองคน ถูกมองจากยายของพวกเธอว่า เป็นคนที่มีส่วนทำให้แม่ต้องตาย เป็นคนที่ไม่รับผิดชอบดูแลแม่ให้ดีพอ พ่อต้องแบกรับความรู้สึกผิดมาหลายช่วงปี แต่เมื่อยายได้ฟังเรื่องราวจากหลานๆจึงรู้ว่า ความจริงแล้วการที่พ่อพยายามจะพาแม่มาจากยาย และ สนับสนุนไม่ให้เธอกินยา หาใช่เพราะความรักสนุก ไม่รับผิดชอบไม่ใส่ใจ แต่เป็น ความรักที่เขามีต่อภรรยา เขารู้ว่ายาทำลายช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของเธอ การหยุดยาอาจทำให้โรคแย่ลงและพาไปสู่เรื่องเศร้า แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เธอได้มีช่วงเวลาหนึ่งที่เธอสามารถใช้ชีวิตกับลูกทั้งสองคนอย่างมีความสุขที่สุด เป็นความทรงจำที่สวยงามที่เก็บไว้ให้กับลูกทั้งสองคนไปจนโต

Rose ถูกมองจากคู่หมั้นว่าเป็นคนเก็บตัว ปกปิดมีความลับ ไม่เปิดใจกับเขา และทำให้เขาผิดหวังกับภาพที่เขาได้เห็นตัวเธอ แต่เมื่อหนังเฉลยให้เราได้เห็นความจริงของเหตุผลที่เธอทำเช่นนั้น มันก็ทำให้คนดูและคู่หมั้นของเธอเข้าใจได้ว่าที่เธอทำไปมันก็เป็น เพราะ ความรักที่ปกป้องน้องมาตลอดนั่นเอง

Maggie อาจถูกมองจากคนรอบข้างในสังคมว่าใช้ชีวิตเหมือนคนเหลวแหลก แต่เมื่อเราได้รู้ว่าเธอคือคนที่มีปัญหาในการอ่านและคิดเลข มันก็เป็นอุปสรรคก้อนโตที่จะใช้ชีวิตอยู่รอดได้ในสังคมอันวุ่นวายในปัจจุบัน เพราะแค่หางานก็ยากเย็นแสนสาหัสเต็มที Maggie ใช้ชีวิตเช่นนั้นเพราะมันทำให้เธออยู่รอด ได้รับการยอมรับในสังคม ได้รู้สึกตัวว่ามีคุณค่าในตัวเอง แต่เมื่อเธอมาอยู่ชุมชนคนเกษียณ เมื่อเธอได้เริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นหัดอ่านหนังสือ มีคนที่เข้าใจและเห็นคุณค่าที่แท้จริงในตัวเธอ เธอก็ไม่ได้สนใจในเรื่องของ เหล้า หรือ sex หรืออีกเลย เพราะเธอรู้สึกได้ว่าคุณค่าที่มีในตัวเอง (Self esteem)นั้นได้มาโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งเหล่านั้นอีก


...เมื่อภาพทั้งหลายได้กลับมาต่อเติมรวมกันโดยมี ยาย เป็น คนเชื่อมความสัมพันธ์พี่น้องให้กับ Maggie และ Rose ส่วน Maggie และ Rose ก็เป็น คนเชื่อมความสัมพันธ์ให้กับ ยายและพ่อ เมื่อนั้นภาพครอบครัวก็กลับมางดงามสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยสำหรับสองศรีพี่น้องแม้ว่าหากจะมีการสูญเสียเกิดขึ้นอีกแต่บทกวีที่ Maggie เอ่ยขึ้นในตอนท้ายมันบอกว่า การสูญเสียนั้นจะเป็นแค่การสูญเสีย ตัวบุคคล แต่ความรักความทรงจำดีๆนั้นจะถูกอีกคนหนึ่งนำพามันติดตัวไปด้วยในทุกเส้นทางของชีวิต "i carry your heart with me (i carry it in my heart)"

...แรกเริ่มก่อนจะเข้าไปดูหนัง ผมสงสัยว่าผู้กำกับที่ถนัดแต่ทำหนังแมนๆอย่าง Curtis Hanson (L.A.Confidential , 8 miles )จะสามารถมาทำหนังที่เป็นเรื่องราวผู้หญิงๆแบบนี้ได้เข้าถึงหรือไม่ ในช่วงแรกของหนังนั้นเป็นไปตามที่ผมคาดคือ หนังให้ความรู้สึกแค่แกนๆ ไม่ทำให้เข้าถึงความรู้สึกความสัมพันธ์ได้ดีเท่าที่ควร ทำให้เชื่อได้บ้างแต่ไม่อิน แล้วเมื่อดำเนินเรื่องไปได้พักหนึ่ง ข้อสงสัยของผมก็ผิดไปเมื่อตัวหนังเริ่มดึงคนให้เข้าไปมีความผูกพันกับตัวละครได้มากขึ้น และหนังสามารถถ่ายทอด ความอบอุ่น ความผูกพัน ของตัวละครออกมาได้ดีขึ้น

การกำหนดบทของ Maggie ให้มีปัญหาด้านการอ่านและคิดคำนวณ (เข้าใจว่าน่าจะเป็น dyslexia และ dyscalculia ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มของ learning disorder ที่ผู้ป่วยจะมีปัญหาในการอ่านสะกดคำ และ ปัญหาในการคิดคำนวณ แต่ระดับสติปัญญาปกติดี) เป็นการตั้งโจทย์ที่ดีและใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้คุ้มค่า เพราะในหลายฉาก เช่น ฉากที่เธออ่านหนังสือไม่ออกแต่นั่งอ่านบทกวีเรื่องการสูญเสียข้างเตียงชายชรา ทำให้เราสามารถประทับใจในความพยายามและการที่เธอได้เห็นคุณค่าจากสิ่งที่ได้อ่าน , ฉากเซอร์ไพรส์ในตอนท้าย ทำให้คนดูน้ำตาซึมได้เลยกับการที่เราได้เห็น คนที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่พยายามทำมันออกมาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกให้กับคนที่เธอรัก หรือ ฉากที่เธอพยายามเขียนขอโทษแต่เขียนไม่จบแล้วขยำทิ้ง ก็ทำให้หนังทิ้งให้คนดูได้คิดว่าการที่เขียนไม่เสร็จเป็นเพราะใจเธอยังไม่ยอมหรืออุปสรรคจากความสามารถที่มีขีดจำกัดในการเขียน สิ่งเหล่านี้คือการใช้ประโยชน์จากบุคลิกตัวละครได้ดีไม่ใช่แค่มีเพื่อเอามันมาเล่นตลกไม่กี่ฉากแล้วทิ้งไป

…Toni Collette เล่นได้ดีมากเช่นเคยในหลายๆฉาก เธอเป็นนักแสดงที่มักจะทำให้บทของตัวเองแข็งแรงขึ้นจากทักษะการแสดงของเธอและทำให้คนดูเชื่อในสิ่งที่เธอกำลังสื่อสารออกมา ฉากที่ผมชอบมากฉากหนึ่งคือฉากที่เธอหนีเข้ามาในครัวแล้วระบายความเจ็บช้ำกับเพื่อนก่อนจะคว้ามีดมาขู่แม่เลี้ยง ส่วน Cameron Diaz เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เธอได้มีโอกาสแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่และทำมันออกมาได้ดีนอกจากการได้อวดเรือนร่างแสน sexy เต็มจอ คนที่ลืมไม่ได้อีกคนย่อมเป็น Shirley MacLaine เล่นได้ดีจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในบทยายของทั้งสองคนนั้น

... ดูจากหน้าหนังหรือจากเรื่องย่อ อาจดูเหมือนหนังที่เน้นสำหรับผู้หญิงหรือเป็นหนังในแนว chick-lit ที่ผู้ชายส่วนใหญ่อาจไม่ชอบ แท้จริงแล้วหนังมีอะไรมากไปกว่านั้นมันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่น้อง ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เป็นเหตุการณ์ที่คนดูล้วนเคยประสบกับชีวิตจริงไม่ได้จำกัดเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง นั่นทำให้คนดูสามารถรู้สึกมีส่วนร่วมกับหนังได้ไม่ยากเย็น จุดอ่อนของหนังคงเป็นที่ Curtis Hanson ยังทำ In Her Shoes ได้ไม่นุ่มนวลละเมียดละไม เหมือนกับมันยังมีความกระด้างอยู่เล็กน้อยบ้าง (ตัวอย่างผู้กำกับผู้ชายที่ทำเรื่องราวผู้หญิงได้นุ่มนวลโดยไร้ความกระด้างเรื่องล่าสุดที่ผมได้ดูคือ ชุนจิ อิวาอิ กับ Hana and Alice) แต่โดยรวมแล้วมันก็เป็นหนังที่ทำได้อบอุ่นประทับใจดีทีเดียว

สิ่งที่ชอบ

1.Toni Collette … แม้ผมจะได้ดูหนังที่เธอเล่นไม่มากนัก เผอิญทุกเรื่องที่ผมได้ดูหนังที่เธอเล่น เธอให้การแสดงในระดับดีมากทั้งสิ้น ตั้งแต่ แม่ของคนเห็นผีใน The Sixth Sense ,หญิงสาวผู้รู้จักและสูญเสียความรักไปอย่างรวดเร็วใน Japanese Story หรือ แม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในAbout a Boy เรื่องนี้เธอเข้าถึงบทที่เธอเล่นได้ดี เธอสร้างคาแรคเตอร์ตัวละครได้ชัดเจน ทุกตอนในเรื่องที่เธอร้องไห้เราเข้าใจความรู้สึกของน้ำตาเหล่านั้นได้ทุกครั้ง

2.ฉากที่มีบทกวีในเรื่อง ... ถูกที่ถูกจังหวะ เข้าใจเลือกหาบทกวีมาและจังหวะที่หนังใส่บทกวีเข้าไปก็ลงตัว มันมาแบบเงียบๆนิ่มๆแต่เรียกน้ำตาคนดูทั้งสองฉาก

3.ฉากนั่งทบทวนความหลัง ... Shirley MacLaine เล่นได้ดีทุกฉาก แต่ฉากนี้เป็นฉากที่ผมชอบที่สุด กับ สีหน้าที่บอกอารมณ์ความรู้สึก เมื่อหลานๆเล่าภาพความหลังที่เธอไม่เคยเห็น ไม่ได้รับรู้มาก่อน ภาพลูกสาวตัวเองที่เก็บไว้ไม่รับรู้ มันปรากฎขึ้นอีกครั้งในใจเธอ ฉากนี้ไม่ใช่มีดีแค่เธอเท่านั้น ฉากนี้ยังมีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากที่เราและตัวละครจะได้เติมเต็มภาพที่ขาดหายไปของแต่ละคนในอดีตกลับมาต่อกันจนครบสมบูรณ์

4.เรื่องราวที่มากไปกว่า ความขัดแย้งของพี่น้อง ... ถึงจะเป็นหนังที่พูดถึงพี่น้องแต่ตัวหนังเล่าเรื่องราวหลายหลากมากไปกว่านั้น ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่อง การสูญเสีย ความรู้สึกผิด คุณค่าของชีวิตคน หนังวางปมขัดแย้งในใจตัวละครไว้ทุกตัวและเชื่อมโยงกันระหว่างตัวละครได้ดี

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ช่วงแรกของหนัง ... การดำเนินเรื่องเหมือนกับหนังสูตรสำเร็จแนวขัดแย้งของพี่น้อง ดูๆไปยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเป็นเช่นนี้ไปจนจบคงรู้สึกผิดหวังพอสมควร เพราะมันเป็นการเล่าเรื่องเดิมๆแถมยังไม่ได้ใจอีกต่างหาก ความรู้สึกมันเป็นแบบแห้งๆ แต่ดีที่เมื่อเรื่องเดินหน้าไปแล้ว เหมือนหนังเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ผู้กำกับจับอารมณ์ได้มากขึ้นก็เลยทำให้มันอินได้มากขึ้น

2.การเลือก Cameron Diaz มารับบท Maggie... แน่นอนว่าเธอเล่นได้ดี และ แน่นอนว่าเธอหุ่นดี แต่ ความรู้สึกส่วนตัว เธอทำให้ผมรู้สึกเชื่อได้ยากว่าเธอมีปัญหาการอ่านและปัญหาการคิดคำนวณ เธอทำให้ผมรู้สึกได้ยากว่าเธอเป็นน้องของToni Collette มันไม่ใช่ว่าเธอเล่นได้ไม่ดีแต่เหมือนกับคาแรคเตอร์นี้ไม่เหมาะกับเธอ และ เคมีบางอย่างของเธอกับToni Collette ที่ผสมแล้วไม่เข้ากันดี แม้ว่าเธอจะเล่นได้ดีแล้วก็ตาม

สรุป ... รู้สึกดี มีแง่มุมแง่คิดดีๆในตัวหนัง ดูได้ไม่เสียดายตังค์หากชอบหนังที่เน้นเรื่องความสัมพันธ์เช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่หนังทำได้ดีแล้วแต่ยังได้ไม่มากพอคือ ความละเมียดละไมในอารมณ์ จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้หนังยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและหลุดหายไปในการชิงชัยรางวัลตามเทศกาล แต่เพียงเท่านี้สำหรับผมก็ถือว่าคุ้มค่าตั๋วแล้ว กับความรู้สึกดีๆหลังหนังจบและข้อคิดหลากหลายแง่มุม เชื่อว่า ตัวหนังสือต้นฉบับต้องดีเยี่ยมไม่แพ้กัน

ปล ... มีเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านเสนอว่าน่าจะมีข้อมูลของหนังเช่นความยาวของหนัง จึงลองใส่เข้ามาเริ่มตั้งแต่เรื่องนี้ตรงบริเวณตัวอักษรสีเขียวด้านบนสุดใต้โปสเตอร์หนัง คาดว่าต่อไปจะพยายามเพิ่มข้อมูลของหนังเล็กน้อยเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านครับ


ปล 2 ... เอามาฝากกับบทกวีในเรื่องที่ไพเราะและประทับใจ

i carry your heart with me by e. e. cummings

i carry your heart with me (i carry it in
my heart) i am never without it (anywhere
i go you go, my dear; and whatever is done
by only me is your doing, my darling)
i fear
no fate (for you are my fate, my sweet) i want
no world (for beautiful you are my world, my true)
and it's you are whatever a moon has always meant
and whatever a sun will always sing is you

here is the deepest secret nobody knows
(here is the root of the root and the bud of the bud
and the sky of the sky of a tree called life; which grows
higher than soul can hope or mind can hide)
and this is the wonder that's keeping the stars apart

i carry your heart (i carry it in my heart)


Elizabeth Bishop - One Art


The art of losing isn't hard to master;
so many things seem filled with the intent
to be lost that their loss is no disaster.

Lose something every day. Accept the fluster
of lost door keys, the hour badly spent.
The art of losing isn't hard to master.

Then practice losing farther, losing faster:
places, and names, and where it was you meant
to travel. None of these will bring disaster.

I lost my mother's watch. And look! my last, or
next-to-last, of three loved houses went.
The art of losing isn't hard to master.

I lost two cities, lovely ones. And, vaster,
some realms I owned, two rivers, a continent.
I miss them, but it wasn't a disaster.

--Even losing you (the joking voice, a gesture
I love) I shan't have lied. It's evident
the art of losing's not too hard to master
though it may look like (Write it!) like disaster.



ขอคิดค่าบริการต่อ 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็นของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป

ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย คลิกไปเริ่มต้นที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



Create Date : 21 มกราคม 2549
Last Update : 26 มกราคม 2549 21:41:02 น.
Counter : 2341 Pageviews.

25 comments
Don't Worry Be Happy - Bobby McFerrin ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(24 ก.พ. 2562 16:10:07 น.)
การทำภาพนูนต่ำ “ข้างหลังหญิงสาวในเสื้อโค้ตสีแดงเชอร์รีที่ดูเหมือน” (ไข่ย้อย ดากานดา) A Bas-Relief ทุเรียนกวน ป่วนรัก
(22 ก.พ. 2562 01:47:57 น.)
🙏พระมเหศวร กรุวังบัว🙏 โอน่าจอมซ่าส์
(12 มี.ค. 2562 08:07:22 น.)
:: ฉันเห็น :: กะว่าก๋า
(15 มี.ค. 2562 07:14:59 น.)
  
เรารู้สึกไปเองหรือเปล่า
ที่สองพี่น้องคู่นี้ ไม่น่าจะเป็นพี่น้องกันได้
เพราะสำเนียงพูด คนละสำเนียงกันเลย
โดย: เนเน่ฯ IP: 61.90.74.53 วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:2:20:55 น.
  

ยังไม่ได้ดู แต่อยากดูค่ะ
โดย: p_tham วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:2:46:02 น.
  
ดูแล้ว ค่อนไปทางไม่ชอบน่ะค่ะ
รู้สึกว่าหนังมันทำให้ เรื่องๆ หลายเรื่อง
"ง่ายดาย" เกินไป
คือตอนแรกก็ทำท่าจะแตะประเด็น
ปัญหาชีวิต ที่ยากๆ
แต่ไปๆ มา ทุกอย่างแอปปี้ เอนดิ้ง
โดย: grappa วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:8:35:31 น.
  

สวัสดียามสาย ๆ ของวันหยุดพักผ่อนจ้า

ขอบคุณค่ะ แหม๋ น่ารักจริง ๆ น้องสาวกำลังอยากดูอยู่เลย

เด๋วจะอ่านเอาไปฝากน้องแล้วกันค่ะ

มีความสุขวันหยุดพักผ่อนนะค่ะ
โดย: NinG_CDC วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:11:07:33 น.
  
อ่านเรื่องราวแล้วอยากดูจังค่ะ...

ขอบคุณนะคะที่แวะไปให้กำลังใจ^_^
โดย: lonely sea IP: 210.86.145.3 วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:14:55:25 น.
  
พล็อตหนังแบบเดิมๆ การดำเนินเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าจะจบอย่างไร แต่กลับทำออกมาได้แบบพอดีๆ จนดูจบแล้วรู้สึกอิ่มเอิบ ประทับใจ และมีความสุขมากๆค่ะ
ชอบประเด็นย่อยๆที่หนังใส่ไว้ เช่นเรื่องระหว่างพ่อกับยาย คุณตากับบทกวี มันเพิ่มประเด็นที่น่าสนใจให้หนัง และมันเข้ากับเนื้อเรื่องหลักได้อย่างลงตัวและน่ารักดีค่ะ

โดยรวมแล้วชอบมากๆเลยค่ะ หนังเรื่องสุดท้ายที่เราดูแล้วมีความสุขขนาดนี้ คือ Love actually
โดย: azzurrini วันที่: 21 มกราคม 2549 เวลา:20:46:58 น.
  
ว่าจะกำลังไปดูพอดีเลยค่ะ

โดย: วัฌชา วันที่: 22 มกราคม 2549 เวลา:10:42:55 น.
  
โดยรวมหนังเรื่องนี้สนุกกว่าที่คิดไว้ค่ะ มีข้อตินิดหน่อยก็คือ หนังยาวไปนิด มีฉากที่คิดว่าจะจบหลายฉาก แต่ก็ยังจบไม่ลงซักที

ที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษคือ Cameron Diaz เธอถ่ายทอดพัฒนาของตัวละครที่เธอแสดง (Maggie) ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เราเชื่อจริง ๆ ว่าเธอเปลี่ยนไป ...

ส่วนที่ขโมยซีนที่สุดในหนังคือ นักแสดงอาวุโส "Sherry MacLaine" นิ่งและสุขุม สมแล้วที่ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ
โดย: Tai-Sarunya IP: 203.107.193.5 วันที่: 22 มกราคม 2549 เวลา:20:16:37 น.
  
ตกลงรอเป็นแผ่นดีกว่ามั้ยน้อ?

อืมม์ๆ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 22 มกราคม 2549 เวลา:22:56:50 น.
  
ดูท่าทางจะดีกว่าที่คิดนะครับ แต่ผมเองก็ cancel เรื่องนี้ไปแล้วล่ะ เพราะทั้งเกอิชา และอื่นๆ ก็จะทำเอาผมกระเป๋าฟีบจะแย่...
โดย: nanoguy IP: 203.151.140.118 วันที่: 24 มกราคม 2549 เวลา:17:59:58 น.
  
สวัสดีค่ะ
ดูแล้ว ชอบค่ะ
ตัวหนังทำได้สนุกดี ไม่น่าเบื่อ แต่คิดว่ายังทำได้ไม่ถึงบทประพันธ์ ออกจะหลวมๆไปบ้าง แต่วิธีการเล่าเรื่องดำเนินเรื่องก็โอเค
ชอบที่สุดคงเป็นบทประพันธ์ เพราะเชื่อว่าบทประพันธ์คงมีความลึกซึ้งมาก ในการกล่าวถึงความรู้สึกของตัวละคร ที่เกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ของคนแต่ละคน

ถ้าใครชอบหนังแนวความสัมพันธ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ให้แง่คิดหลายอย่างในความสัมพันธ์หลายรูปแบบ ทั้งพี่น้อง พ่อลูก ยายกับหลาน แม่เลี้ยงลูกเลี้ยง แบบแฟน แบบกิ๊ก และอื่นๆ ทำให้เห็นทั้งด้านดีและด้านที่เป็นปัญหา
ส่วนนึงที่ได้คือ บางครั้งการบาดหมางยาวนาน อาจเกิดจากปัญหาเส้นผมบังภูเขาคือ
การขาดการสื่อสารกันนั่นเอง
เพราะคนเราหลายครั้งอาจมีทิฐฐิ เชื่อในความคิดตัวเองมากซะจน ไม่ยอมรับความคิดคนอื่น
โดย: in my wear!!! IP: 202.28.181.9 วันที่: 25 มกราคม 2549 เวลา:17:06:33 น.
  
In her shoes ผมคงรอดู DVD
เพราะรู้สึกว่าหนังออกจะเป็นหนังผู้หญิงไปหน่อย

ตอนดู Title ผมก็คิดนะครับ
ว่าดูยังไง ก็ไม่ใช่พี่น้องกัน

พรุ่งนี้จะไปดู Unfinished Life ครับ

โดย: Marvellous Boy วันที่: 27 มกราคม 2549 เวลา:10:07:16 น.
  
ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์เรื่องนี้ค่ะ

โดยส่วนตัวเราค่อนข้างจะอินกะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบพี่-น้องมากเป็นพิเศษค่ะ เพราะเราเองมีน้องสาวที่รักและสนิทมากอยู่คนนึง ยิ่งเดือนหน้าเราจะต้องเดินทางไกลไปเรียนต่อ ก็ยิ่งใจหายไงไม่รู้ค่ะ เพราะไม่เคยห่างกันเลย
โดย: ลิปดา-พิลิปดา วันที่: 27 มกราคม 2549 เวลา:22:39:23 น.
  
เพิ่งได้ไปดูมา ประทับใจเหมือนกันกับ In Her shoes
โดย: หลังจอ (ไมได้ login) IP: 202.183.197.15 วันที่: 31 มกราคม 2549 เวลา:10:11:09 น.
  
ขอคารวะท่านผู้นี้
โดย: Kinneto IP: 58.8.10.95 วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:6:11:37 น.
  
ชอบบทความที่คุณเขียนค่ะ อ่านเพลินดีจัง
เห็นด้วยที่ว่าเลือกบทกวีมาใส่ลงในหนังได้อย่างเหมาะเจาะ

ทั้งสองบท เป็นบทกวีที่ทรงพลังมาก ขนาดอ่านเฉยๆ โดยไม่ต้องมีเรื่องราวในหนังมากระตุ้นอารมณ์ ยังทำเอาน้ำตาคลอได้เลยค่ะ
โดย: supernova IP: 161.200.128.11 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:21:19:12 น.
  
เพิ่งดู DVD วันนี้ค่ะ รีบเข้ามาอ่านรีวิวเลย ชอบบทกลอนตอนสุดท้ายมากๆ ทำเอาน้ำตาซึมเลย
โดย: Jib IP: 202.7.166.166 วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา:19:18:33 น.
  
เชื่อไหมว่าอ่านรีวิวหนังเรื่องนี้ใน blog นี้ ก็จะร้องไห้แล้วน่ะ T_T

ชอบที่ยกประโยคที่เราเองก็โดนมากๆตอนดูหนัง “ without her, I don't make sense." ซึ้งเลยนะ แล้วกับตอนที่อ่านกลอน i carry your heart with me (i carry it in my heart) ก็แบบว่าต่อมน้ำตาแตกจนได้เลยล่ะ

ชอบหนังเรื่องนี้ ชอบการพูดถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เพื่อน มิตรภาพ

หมายเหตุ ไม่ชอบตอนต้นเรื่องเหมือนคุณ จขบ เลยค่ะ แต่ชอบ คาเมรอน นะ จริงๆชอบทุกตัวแสดงในเรื่องน่ะ เล่นเก่งกันดี
โดย: cottonbook วันที่: 18 เมษายน 2549 เวลา:12:34:07 น.
  
Great review :)
I watched this movie yesterday,and I like it.
I like the poems and the story.

It really good to read your review after watching it.I see it more clearly.

Thank you.
โดย: Rie IP: 58.8.166.16 วันที่: 20 กรกฎาคม 2549 เวลา:1:41:40 น.
  
เราก็เป็นอีกคนหนึ่งเหมือนกันที่อ่านรีวิวแล้วจะร้องไห้อีกรอบ เคยได้ยินมาว่าเป็นหนังดี แต่ว่าไม่คิดเลยว่ามันจะดีขนาดนี้ ... ไม่ได้ดูหนังดราม่าที่ดูสบายแต่ว่าอิ่มไปถึงข้างไหนแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ...
โดย: sovo IP: 202.129.44.58 วันที่: 3 สิงหาคม 2549 เวลา:9:14:56 น.
  

อ่านแล้วเข้าใจหนังมากขึ้นเลยค่ะ
ทำให้รู้ความหมายของ in her shoes
ขอบคุณมากๆค่ะ
โดย: nuna IP: 58.8.155.126 วันที่: 17 กันยายน 2549 เวลา:13:19:00 น.
  
เพิ่งอ่านหนังสือเรื่องนี้จบค่ะ ชอบมากๆ ประทับใจตอนท้ายๆมาก แอบเช็ดน้ำตาไปด้วย
แต่ไม่เคยดูหนังค่ะ พออ่านหนังสือจบ คิดว่าจะไปซื้อมาดูเหมือนกัน แต่กลัวจะผิดหวัง เพราะหนังสือเขียนไว้ดีมาก ทำให้มีภาพของตัวละครอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่เท่าที่เห็น คิดว่า Cameron Diaz ไม่ใช่แม็กกี้ในหนังสือเลยค่ะ ส่วน Toni Collette เป็นโรสได้เลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะส่วนตัวชอบเธออยู่แล้วด้วย แล้วก็อยากเห็นเจ้าพิทูเนีย(น้องหมาปั๊ก)มากๆ เพราะอ่านหนังสือแล้วชอบมันมาก ไม่รู้ว่าในหนังใส่ไว้หรือเปล่า
จะซื้อมาดูดีมั้ยคะเนี่ย???
โดย: mrs.monalisa วันที่: 21 ธันวาคม 2550 เวลา:21:56:32 น.
  
ชอบบทความ อ่านแล้วมีความรู้สึกอยากหามาดู ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ
โดย: gvd อุบล IP: 203.157.112.2 วันที่: 24 มกราคม 2551 เวลา:15:25:05 น.
  
I just watched it this evening. Really enjoy the plot and the poem....Thanks for your story.
โดย: Shoe lover IP: 130.88.163.160 วันที่: 28 เมษายน 2551 เวลา:5:27:03 น.
  
ชอบหนังเรื่องนี้ค่ะ เพราะเป็นผู้หญิงด้วยกันเอง เลยเข้าใจถึงความคิดของผู้หญิง 2 คนที่มีความแตกต่างกันในการใช้ชีวิต
แล้วก็ชอบบทของ Maggie ตรงที่มีการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง และชอบมากขึ้นเมื่อมีการเรียนรู้จากผู้ที่สูงวัยกว่าที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากกว่า และชอบตรงที่มีการแทรกบทกวี ในเรื่องเหมือนกันค่ะ ^^
หนังดูสวยงาม น่าประทับใจดีค่ะ
โดย: ployzaa IP: 113.53.43.233 วันที่: 11 พฤศจิกายน 2552 เวลา:23:31:35 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด