The Break-Up , วิธีทำลายชีวิตคู่ตัวเองให้ย่อยยับ


ข้อมูล:หนังมีความยาว 105 นาที , หนังได้รับเรท PG-13 ,กำกับโดย Peyton Reed มีผลงานที่เรารู้จักกันดีอย่าง Down with Love , Bring It On ฯลฯ , ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 5.8/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Rotten ด้วยคะแนน 33%

...Brooke Meyers (Jennifer Aniston) บอกลูกค้าที่เข้ามาในแกเลอรี่ที่เธอทำงานว่า อย่าซื้องานศิลปะเพียงเพราะว่า มีคนบอกว่าชิ้นนี้มีค่า วาดโดยศิลปินชื่อดัง เพราะ เมื่อซื้อไปคุณต้องอยู่กับมันชั่วชีวิต ต้องทนดูทุกวัน แต่จงซื้อเพราะ ว่า รักงานชิ้นนี้จริงๆ การเลือกชีวิตคู่ก็เช่นกัน

เธอเปรียบเทียบได้ดี ทำให้เราได้เห็นภาพการเลือกคู่ของหลายชีวิตที่เลือก เพราะ คิด ว่าคนๆนั้นดีแบบนั้น เขาว่าดีอย่างนี้ เขามีการศึกษาชาติตระกูลดี หรือ เธอมีความดีดุจดั่งแม่พระ เป็นการเลือกโดยพิจารณาคุณสมบัติหรือจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างภายนอกโดยไม่ได้ถามใจข้างในตัวเรา ทั้งที่คนที่จะไปอยู่ด้วยไม่ใช่เสียงภายนอกคือเราเอง คนที่ดีที่สุดไม่ใช่คนที่จะอยู่กับเราได้นานที่สุด

The Break-Up เป็นเหมือนคู่มือหรือกรณีศึกษาชั้นดี ให้คนใช้ชีวิตคู่มาดูเพื่อเรียนรู้ตัวอย่างว่า ความรักที่เคยหวานสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นขมได้อย่างไร ดังตัวอย่างต่อไปนี้



หญิง: ทำไมไม่ซื้อส้มที่ฝากไว้มาให้ครบ 12 ลูก เอาไว้ประดับโต๊ะ
ชาย: จะซื้อ 12 ลูกทำไม แค่ 3 ลูกก็พอ ไว้สำหรับกิน

ชาย: ผมอยากได้โต๊ะพูลมาไว้กลางห้อง เป็นความใฝ่ฝันมานานแล้วถ้ามีคอนโดของตัวเอง
หญิง: ไม่จำเป็น เพราะไม่มีเนื้อที่พอแล้ว ตรงนั้นต้องวางโต๊ะอาหาร

หญิง:มาช่วยล้างจานหน่อย
ชาย: ยังเหนื่อยจากงาน ล้างไปก่อน

หญิง: ทำไมไม่ช่วยงานบ้าน ทำไมเอาแต่นั่งพักผ่อนดูทีวี เล่นเกมส์ ทำไมต้องปล่อยให้ฉันทำงานอยู่คนเดียว
ชาย: แล้วเคยเข้าใจบ้างมั้ยว่า ผมทำงานจากที่ทำงานมาเหนื่อยขนาดไหน เพื่อหาเงินมาให้ครอบครัว อยู่บ้านก็ขอพักบ้างไม่ได้หรือไง

หญิง: คุณเคยเห็นคุณค่าฉันบ้างไหม
ชาย: แล้วคุณละ เคยเห็นผมมีความหมายบ้างหรือเปล่า

...ความรัก จาก หวาน มันกลายมาเป็น ขม ได้อย่างไร บางคู่ไม่เคยรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ ด้วยบางครั้งมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว หรือ บางครั้งมันก็ค่อยๆกัดเซาะซึมลึกมานานโดยไม่ได้ใส่ใจ และ หลายๆครั้ง สาเหตุก็มาจากเรื่องเล็กนิดเดียว

Gary กับ Brooke เริ่มต้นชีวิตแต่งงานอย่างสนุกเบิกบานจนน่าอิจฉา ก่อนที่ ความเป็นตัวของตัวเอง จะเริ่มยึดครองชีวิตสมรส ต่างฝ่ายต่างคาดหวังกับอีกฝ่าย และ ต่างฝ่ายก็เริ่มที่จะไม่ยอมกัน

ปัญหาเล็กๆภายในวันเดียวจึงทำให้นำไปสู่การแยกทาง

ทั้งคู่เลิกกันแต่ยังจำต้องอยู่ร่วมกันเพื่อรอคนมาซื้อห้องของพวกเขา เวลาที่เหลือช่วงสั้นๆนี้ หนังแสดงออกชัดว่าต่างฝ่ายยังมีความต้องการในกันและกัน แต่ สิ่งที่พวกเขากระทำต่อกันมันกลับยิ่งทำให้ระยะห่างของทั้งคู่ห่างไกลออกไป

...ถ้าลองมองภายในตัวคนเราเป็นชั้นๆเหมือนภูเขาน้ำแข็ง หรือ iceberg เราจะพบโครงสร้างของจิตใจและพฤติกรรมว่ามีความเชื่อมโยงกัน จากชั้นล่างสุดไปชั้นบนสุด เพียงแต่ว่า เรามักมองเห็นกันแต่ชั้นบนๆ และ ปัญหาก็เกิดจาก การไม่สามารถสื่อสารความปรารถนาที่แท้จริงของจิตใจที่อยู่ชั้นล่าง

ทั้ง Brooke และ Gary เป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบที่ดีที่จะช่วยให้เราได้เห็นและเข้าใจ ว่า ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยศึกษาจากภูเขาน้ำแข็งในตัวละครทั้งสองคน

1.ชั้นพฤติกรรม หรือ behaviour คือ ชั้นบนสุด ที่คนเรามักจะเห็นชัดเจนที่สุด

Brooke (เลิกกัน , ทะเลาะ, ด่า ,ควงชายหนุ่มมาหวังให้หึง) หรือ Gary (โต้เถียง, ไม่ยอม, เอาโต๊ะพูลมาวาง ,ชวนสาวมาเปลี้องผ้าเต้นรำ)

2.ความรู้สึก หรือ feeling

Brooke , Gary (ผิดหวัง, เสียใจ, โกรธ,น้อยใจ)

3.ความคาดหวัง หรือ expectation

Brooke (อยากให้เขาเข้าใจ, อยากให้เขาช่วยงานบ้านโดยที่ไม่ต้องบอก) , Gary (ไม่อยากให้มาควบคุมเรื่องเสื้อผ้า ,อยากให้ปล่อยเขานั่งพักผ่อนหลังเลิกงาน )

4.การรับรู้ หรือ perception

Brooke (ถ้ารักกันต้องเข้าใจ ต้องรู้ใจ , การไม่เข้าใจคือการไม่แคร์ ,การประชดแค่อยากให้อีกฝ่ายกลับมาคืนดี ฯลฯ) หรือ Gary (การประชด การไล่ หมายถึง การจบกันถาวร)

5.ความปรารถนาในใจ หรือ yearning คือ ชั้นที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีอยู่ในตัว

Brooke ,Gary (การยอมรับ , การเห็นคุณค่า , ความรัก ฯลฯ)

6.ตัวตน self

... ชั้นบนสุดคือ ชั้นพฤติกรรมเป็นชั้นที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ เช่น ตบตี ฆ่าตัวตาย ทะเลาะ ฯลฯ และ คนเรามักจะวนเวียนอยู่กับชั้นบนๆ แต่หากสำรวจลงไปให้ลึกในใจ เราจะเห็นว่า มันมีที่มาจากตัวตนของเราต้องการการเติมเต็ม

พฤติกรรมที่แสดงออกมาจากความรู้สึก และ มาจากความคาดหวังที่มีทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่น มาจากการรับรู้ที่เรามีกรอบความคิดอยู่ในหัว และ มาจากความปรารถนาในใจ

ตัวตนของทั้งคู่ ล้วนต้องการ การยอมรับ , การเห็นคุณค่า , ความรัก ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน แต่ จุดจบที่ต้องเลิกรา มาจาก การไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง Gary และ Brooke ใช้วิธีการที่อ้อมค้อมและทำร้ายใจกัน

...Gary ยังรักและต้องการ Brooke แต่เขาเลือกที่จะ นิ่งเฉย นอนเล่นเกมส์ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่คิดจะง้อ ประชดประชันใส่ทุกครั้งที่เธอพาผู้ชายเข้ามา

...Brooke ยังรักและยังต้องการ Brooke แต่เธอเลือกที่จะ ไล่เขาออกจากวงโบว์ลิ่งให้ขายหน้า พาหนุ่มอื่นๆควงเย้ยสายตา ไม่สนใจที่จะพูดจาดีๆ

...หลายๆคู่ สามารถมองเห็นปัญหา และ รู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร แต่ แค่ รู้ และ เห็น ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาความสัมพันธ์ได้ ยังต้องลงมือทำ แต่หากเลือกลงมือทำโดยใช้วิธีผิดๆมันก็เป็นเหมือนการลัดวงจรให้ความรักหมดอายุเร็วขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับ ที่ทั้ง Gary และ Brooke ลงมือทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ด้วยการใช้วิธีประชด เพิกเฉย หรือ ทำร้ายให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ลง


ทั้งคู่เป็นมนุษย์ที่มาจากดาวคนละดวงเหมือนอย่างที่ John Grey บอกไว้ในหนังสือ Men are from Mars, Women are from Venus จึงทำให้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ตรงช่องสัญญาณ และ การที่แต่ละคนต่างก็ถือตัวเองเป็นใหญ่ก็ยิ่งทำให้ปิดกั้นการที่จะเข้าใจหรือรับสัญญาณที่อีกฝ่ายสื่อออกมา

แต่ ความแตกต่าง หรือ การทะเลาะกัน ไม่ใช่ต้นตอของการต้องเลิกรา เพราะหลายๆคู่ที่ทะเลาะกันแล้วก็กลับมาดีกันอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขจนแก่เฒ่า แต่บางคู่นั้นแต่งงานได้ไม่นานทะเลาะครั้งเดียวก็หย่าร้างกันไป

ต้นตอของการเลิกรา มาจาก การไม่จัดการสมานความสัมพันธ์ที่เริ่มมีรอยร้าว ด้วยการ ปล่อยทิ้งไว้ หรือ ถ่างมันให้ขยายใหญ่ขึ้น อันเนื่องมาจาก การที่ต่างฝ่ายก็เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และ คิดว่า อีกฝ่ายต้องเป็นคนเปลี่ยนแปลง

...หากตอนต้น Brooke เปรียบเปรยการเลือกคู่ครองว่าเหมือนกับการเลือกงานศิลปะ การทะเลาะกันของชีวิตคู่ก็คงเหมือนกับการบูรณะชิคาโก้ที่ Gary เล่าให้นักท่องเที่ยวฟังตอนนำทัวร์

ชิคาโก้เคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ แต่หลังไฟไหม้ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาดีกว่าเดิมและใหญ่กว่าเดิม ชีวิตคู่ก็เช่นกัน หากทะเลาะกันไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน หากได้ต่างฝ่ายยังคิดที่จะบูรณะความสัมพันธ์ แล้วหันหน้ามาปรับความเข้าใจ

มันไม่เพียงแต่ทำให้ ความสัมพันธ์กลับมาสมานดังเดิม หลายครั้งความสัมพันธ์หลังความขัดแย้งของหลายคู๋ดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างคนก็ต่างเข้าใจกันได้มากขึ้น

...แต่ถ้าต่างฝ่าย ต่างไม่คิดที่จะช่วยกันดูแลความสัมพันธ์ ต่างฝ่ายต่างถือทิฐิแห่งตนเป็นใหญ่ การคิดแต่จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บ คิดแต่จะทำร้ายกัน

หากเปรียบกับไฟไหม้ชิคาโก้ มันก็เหมือนกับปล่อยให้ไฟไหม้แล้วทิ้งไว้เหลือเพียงเศษเถ้าธุลี เมื่อเวลาผ่านไปนาน ลมก็พัดฐานและเศษเถ้านั้นหมด จนเมื่อเริ่มคิดได้ เราก็ไม่อาจบูรณะเมืองใหม่ขึ้นมาได้อีกแล้ว เพราะไม่หลงเหลือทรัพยากรใดๆ ความรัก ก็เป็นเช่นเดียวกัน

...ถ้าชีวิตจริงเป็นเหมือนหนังบางเรื่องก็คงจะดี ที่เมื่อคนหนึ่งสำนึกได้ แล้วมาขอโทษทำตัวดี แล้วอีกฝ่าย ก็ให้อภัย แล้วคนสองคนก็รักกัน แต่ชีวิตจริงไม่ใช่เช่นนั้น หากคนสองคนเลือกที่จะไม่ดูแลและทำร้ายกันให้เจ็บปวด ความรักมันก็ย่อมมีวันที่จางหายไป


Spoiler alert : ข้อเขียน ตัวสีเหลือง ข้างล่างนี้ เล่าถึงจุดสำคัญของหนังตอนท้าย



ดังเช่นในเรื่อง เมื่อวันที่ใกล้ต้องย้ายออก Brooke เลือกที่จะชวนเขาไปฟังดนตรีแต่ ด้วยความคิดความเข้าใจแบบหนุ่มที่มาจากดาวศุกร์ Gary ไม่เข้าใจว่า นี่คือการขอคืนดี เขาเข้าใจว่า ความรักนั้นมันจบลงแล้วตั้งแต่วันที่บอกเลิกกัน นั่นทำให้เขาต้องปล่อยให้เธอต้องนั่งรออย่างเจ็บปวดเพียงคนเดียว จนเมื่อเขาตระหนักได้ มันก็สายเกินไป เพราะ น้ำตาของ Brooke วันนั้น ก็คือ วันที่เส้นด้ายความรักในตัวเธอมีให้เขาขาดสะบั้นลงอย่างถาวร


...หากทั้งสองคนได้มีโอกาสมานั่งดูชีวิตตัวเองแบบนี้ แล้วได้เรียนรู้ว่า แค่เพียงยอมงอนง้อ แค่เพียงยอมลดทิฐิ แค่เพียงยอมอ่อนลงและเปิดใจ แค่เพียงเอ่ยคำ ขอโทษ แค่เพียงบอกว่า ฉันอยากให้คุณเห็นคุณค่าฉันมากกว่านี้ แค่เพียงบอกว่า ฉันรู้สึกเสียใจ แต่ ฉันก็ยังรักคุณ แทนที่จะประชดประชัน แทนที่จะมาทำร้ายกัน แทนที่จะพยายามทำให้อีกฝ่ายเจ็บมากขึ้น บางทีบทลงเอยก็คงไม่เป็นเช่นนี้

.... The Break-Up เป็นหนังที่ผิดความคาดหมายของผมไปมาก เพราะ ผมนึกว่ามันจะเป็นหนังคอมิดี้ที่มีเรื่องราวชีวิตคู่มีปัญหาเป็นแก่น แต่ มันกลับเป็นหนังดราม่าที่มีความเป็นคอมิดี้สอดแทรกอยู่เล็กน้อย หนังถ่ายทอดประเด็นรักร้าว-รักจางได้อย่างสมจริงชนิดดูไปเครียดไป ยิ่งฉากจบที่หลายคนอาจสงสัยเหมือนไม่ชัดเจน แต่ตัวผมเองกลับมองว่า นี่คือฉากจบที่สมจริงและคล้อยตามอารมณ์ที่หนังนำเสนอมาตลอด

ต้องยอมรับเป็นหนังที่ ดีกว่าที่คิด และ โดนกว่าที่คาด หลายฉากหลายตอนใครที่เคยมีประสบการณ์แบบในหนัง ต้องอึ้งกับความจริงที่หนังนำเสนอว่ามันช่างคล้ายคลึงกับเราเสียนี่กระไร

Vince Vaughn และ Jennifer Aniston คู่รักทั้งในจอและนอกจอ ให้การแสดงที่ยอดเยี่ยม Vince Vaughn เล่นได้ดีเหลือเกินในฉาก สำนึกผิดและพยายามขอคืนดี และ Jennifer Aniston ก็เล่นได้สุดยอดในฉาก สีหน้านิ่งอึ้งปวดร้าวตอนกลับบ้านมาเจอสาวเต้นรำ และ ฉากร้องไห้ตอนท้าย


สิ่งที่ชอบ

1.การถ่ายทอดปัญหาชีวิตคู่ ... เป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก หนังให้ข้อคิดและให้ตัวอย่างสำหรับคนที่อยากรู้ วิธีการทำลายชีวิตคู่ของตัวเองให้พังย่อยยับ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ หนังยังเป็นเหมือนตำราที่ให้เราได้เรียนรู้และศึกษาว่า วิธีการที่ผิดพลาดในการรักษาความสัมพันธ์เป็นอย่างไร เรา เคยใช้ หรือ กำลังใช้ วิธีการเหมือนตัวละครในหนังอยู่หรือไม่?

2. Vince Vaughn และ Jennifer Aniston

3.โดน ... หนังเล่าเรื่องได้"โดน"ใจ จริงใจ และ สมจริง ตัวอย่างแต่ละเหตุการณ์นั้นเชื่อได้ว่า คนส่วนใหญ่ล้วนเจอะเจอ เพียงแต่รูปแบบอาจต่างออกไปเท่านั้นเอง

สรุป ... นี่คือหนังที่ให้บทเรียนชีวิตคู่ ให้คนดูได้ศึกษาว่า ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร และ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว หากอยากให้ชีวิตคู่ตัวเองย่อยยับบ้างต้องทำอย่างไร หนังแสดงวิธีการแก้ไขปัญหาแบบผิดๆให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นกระจกให้ส่องตัวเองว่า เรากำลังใช้วิธีนั้นอยู่บ้างหรือเปล่า และ ให้เห็นผลลัพธ์ของการกระทำว่า หากเรายังจะเลือกทำแบบในหนัง บทสุดท้ายจะเป็นเช่นไร

The Break-Up ไม่ใช่หนังตลก แต่เป็นหนังชีวิตที่ดูสนุก ผู้มีประสบการณ์ร่วมอาจต้องเสียน้ำตากับหนังโดยไม่รู้ตัว


เริ่มต้นอ่าน Blog นี้มีข้อสงสัย + แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบ คลิกไปคุยกันที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 25 กรกฎาคม 2549
Last Update : 25 กรกฎาคม 2549 16:00:07 น.
Counter : 1665 Pageviews.

25 comments
วัดภาวนาโซล ประเทศเกาหลีใต้ จัดโครงการปฏิบัติธรรมนานาชาติ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม นานาชาติโทชิหงิญี่ปุ่น Turtle Came to See Me
(13 มี.ค. 2562 20:11:50 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
++++ มามะมาพาไปชิม ร้านโอ้กะจู๋ กับ โป่งแยงแอ่งดอย ที่เชียงใหม่ รวม2ร้านไปเลยค่ะ ++++ life for eat and travel
(18 มี.ค. 2562 21:45:57 น.)
นุ่งซิ่นชวนแว้นคลายร้อน ตะลีกีปัส
(11 มี.ค. 2562 12:44:10 น.)
  
แวะมาเมื่อไหร่ได้อะไรดีๆกลับไปนอนฝันดีทุกทีสิน่า
.....
รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
โดย: montagio วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:0:21:08 น.
  
ดีจังคะ ที่ได้แนวความคิดดีๆ จากคนที่ดูหนังไปใช่เพียงแค่ความบันเทิง
โดย: มะปรางเปรี้ยว IP: 71.146.147.58 วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:1:01:06 น.
  
เป็นหนังคู่มือสำหรับการครองคู่
พอจะพูดแบบนี้ได้มะคับ

ถ้าเป็นคู่มือน่าจะอยู่ในหมวดคำเตือนมากกว่ามั้ง (อ่านจากเรื่องที่เล่ามานะ) 555
โดย: ดำรงเฮฮา วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:3:03:28 น.
  
ปกติ ไม่สนใจพวกบล็อกหนังคะ...เผอิญหัวข้อวันนี้โดนใจ มาอ่านเก็บข้อมูลไว้เตรียมหย่า เอ๊ย ม่ายช่าย เป็นข้อคิด....
เขียนเก่งจังเลยคะ ไว้จะมาร์คบล็อกของคุณ ไว้อ่านเวลาว่างจากลูกนะคะ
ขอบคุณคะ
โดย: null (มรรคณิชา ) วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:3:38:33 น.
  
เพิ่งจะได้แผ่นมาครับ ว่าคืนนี้จะเปิดดู
โดย: Zantha วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:6:44:12 น.
  
ใช่..ใช่...รู้สึกเหมือนกันว่าดูไปเครียดไป ...
แต่รวมๆก็โอเคเน่อ
ชอบคุณเขียนจัง ^-^
โดย: Life's like that IP: 202.91.23.1 วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:9:24:37 น.
  
+ อืม ... เนื่องจากตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่ดูเรื่องนี้ ก็เลยอ่านไปแบบเต็มๆ รวมทั้งตรง spoil alert ด้วย ... ต้องบอกว่าที่ผมประเมินจากหน้าหนังกับหนังตัวอย่างที่ได้ดูไปนั้น มันผิดจากความเป็นจริงที่คุณ จขบ. เขียนไว้เป็นโยชน์ทีเดียว ... เลยเป็นข้อพิสูจน์อีกครั้งว่าหนังทุกเรื่อง จะดีหรือไม่ดี จะชอบหรือไม่ชอบ ตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้พิสูจน์ด้วยการเข้าไปชมเอง หนังที่คนนึงชอบ อีกคนอาจไม่โดนเลยก็ได้ ... เมื่อรู้เรื่องมาถึงขนาดนี้ ก็คงต้องรอแผ่นแล้วอ่ะคับ เหอะๆ - -"
+ ส่วนผม ประสบการณ์ตรงประมาณนี้อาจยังไม่เคยเจอเต็มๆ เพราะกับความสัมพันธ์รอบๆ ตัวผมเอง เวลารู้สึกว่ามีปัญหา ผมมักใช้วิธีพูดคุยแบบเปิดอกอยู่เสมอ เพื่อเคลียร์ความรู้สึกระหว่างกัน มีอะไรก็คุยกันตรงๆ ไปเลย เลยไม่ค่อยเจอภาวะอมพะนำอันน่าอึดอัดเท่าไหร่อ่ะคับ
โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:11:01:51 น.
  
โดนค่ะ โดนจริงๆ
ทุกฉากทุกตอนเราว่า เราผ่านมาแล้วหมดเลยนะ
เวลาทะเลาะกัน มันจะเริ่มต้นด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเสมอ
โดย: vodca วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:12:44:07 น.
  
ไปดูมาแล้วค่ะ.. รู้สึกเหมือนเรื่องของตัวเองมาก ๆ .. ในโรงแค่น้ำตาซึม.. ตอนนั่งรถกลับบ้าน.. น้ำตากลับไหลแบบไม่รู้ตัวเลยค่ะ..

ส่วนตัวหนัง.. ดูเรื่อย ๆ ค่ะ..
โดย: ..ยออู.. วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:15:33:22 น.
  
กะว่าจะไปดูรอบ 2 ครับ

...ไม่ใช่เพราะชอบเรื่องนี้มากๆหรอกนะ
บังเอิญว่ารอบแรกเจอเพื่อลากเข้าไปดูตอนเหนื่อยๆ
ก็เลยแอบหลับในโรงหนัง
ก็เลยได้ดูแบบหลับๆตื่นๆ พอมาอ่านรีวิวแล้ว
รู้สึกว่าต้องเสียอีก 120 บ. ไปดูให้ได้เลย
โดย: hAmlet IP: 124.121.135.160 วันที่: 25 กรกฎาคม 2549 เวลา:17:57:27 น.
  
ความจริงว่าจะข้ามเรื่องนี้ไปแล้ว ยกเว้นแต่จะมีใครชวนดู แต่พออ่านแล้วรู้สึกว่าไม่น่าพลาดค่ะ ยังอยากเห็นตอนจบว่านางเอกตัดสินใจยังไง (ไว้เป็นตัวอย่าง อิอิ)

ถ้ามีโอกาสคงหามาดู
โดย: unwell วันที่: 26 กรกฎาคม 2549 เวลา:18:03:23 น.
  
โอ้ มีวิเคราะห์ตามiceberg theoryด้วย....

ไปดูมาตั้งแต่เข้าวันแรกๆค่ะ ส่วนตัวคิดว่าตัวหนังเองก็ดีอยู่ แต่มันง่วงชวนหลับมากๆ สงสัยเป็นเพราะไม่ค่อยโดนมั้ง(ไม่เหมือนจขบ. แหะๆ)

ตัวละครที่เป็นนางเอกนี่สมควรเป็นตัวแทนของผู้หญิงจริงๆ เสมือนจริงมาก โดยเฉพาะประโยค "ฉันอยากให้คุณทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่อยากให้ทำเพราะฉันบอก"......บางครั้งเราก็อยากให้เค้ารู้หรือให้ทำโดยไม่ต้องบอก มันจะแสดงถึงความเต็มใจมากกว่า ....แต่พวกผู้ชายก็ไม่ค่อยจะรู้เอาซะเลย ไม่รู้มาจากดาวดวงไหน
โดย: โยเกิร์ตรสสตอว์เบอร์รี่ IP: 202.28.181.10 วันที่: 29 กรกฎาคม 2549 เวลา:9:14:25 น.
  
ตอนจบใน Spoil Alert ผิดจากที่ผมคิดไว้มากมายเลยครับ - -
จริงๆก็อยากดูเจนนิเฟอร์ อนิสตัน แต่หมั่นไส้ วินซ์ วอห์น

แล้วก็ไม่ค่อยมีเงินด้วย เลยไม่ดูดีกว่า เหอๆๆ
โดย: nanoguy (nanoguy ) วันที่: 30 กรกฎาคม 2549 เวลา:0:48:54 น.
  
วิเคราะห์ได้เยี่ยมมากค่ะ
โดย: modoko IP: 203.149.7.50 วันที่: 1 สิงหาคม 2549 เวลา:16:23:11 น.
  
ที่จริงก็ซื้อดีวีดีมาแล้ว ไม่รู้อะไรเกี่ยวกะหนังเรื่องนี้หรอกค่ะ แต่เห็นว่าน่าดูก็เลยซื้อ ปรากฏว่าซับอังกฤษที่แปลไว้มั่วมากๆๆๆ แบบนางเอกพูดมาประโยคเดียว ซับแปลอะไรมาไม่รู้ยืดยาว ก็เลยปิดล่ะ ว่าจะไปเปลี่ยนก่อนกลับเมืองไทยอาทิตย์หน้า แต่ถ้าไม่ทันเปลี่ยน ก็คงไปดูที่เมืองไทยล่ะค่ะ หวังว่าคงยังไม่ออกนะคะ อยากชวนหวานใจไปดูด้วยกัน เผื่อเค้าจะเข้าใจประโยคที่คุณค.ห.12 มา quote ไว้บ้าง "ฉันอยากให้คุณทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่อยากให้ทำเพราะฉันบอก"......อ่านแล้วโดนอย่างแรงค่ะ
โดย: ลิปดา - พิลิปดา (เดี๋ยวนี้ขี้เกียจล็อกอิน) (ลิปดา-พิลิปดา ) วันที่: 1 สิงหาคม 2549 เวลา:16:24:05 น.
  
พอได้อ่าน blog ของคุณแล้ว รู้สึกได้ว่าตรงกับตัวเองมาก แต่ความสัมพันธ์ที่มีไม่ใช่ในทางคู่รัก แต่เป็นความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่านำเป็นข้อคิดได้ค่อนข้างดีทีเดียว บางครั้งเพราะเรามัวแต่คิดเข้าข้างตัวเอง คิดไปเองฝ่ายเดียว หรือคิดมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่วิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้ต่างฝ่ายเข้าใจกัน ก็คือการพูดคุย แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิกัน ผลที่เกิดขึ้นคือ ต่างทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ย่อยยับเร็วขึ้น ทั้ง ๆ ที่ต่างฝ่ายไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้นเลย ใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ (รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย) น่าจะไปหามาดูนะคะ บางทีแค่การเปิดอกคุยกัน หรือ คำสั้น ๆ อย่าง "ขอโทษ" อาจทำให้ปัญหาเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่จบลงได้ด้วยดีก็เป็นได้
สำหรับความสัมพันธ์ของผู้เขียน โชคดีที่จบลงได้ด้วยดี แม้จะต้องขอโทษก่อนโดยที่ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิดเลยก็ตาม เพราะบางครั้งมิตรภาพมันก็สำคัญมากกว่าทิฐิ หรือ ความต้องการเอาชนะอีกฝ่าย หวังว่าหลายคู่ที่เคยประสบกับปัญหานี้จะไม่ทำตามหนังนะคะ และขอให้ทุกคู่โชคดี กลับมาคืนดีกันอีกครั้ง
สุดท้าย ก็ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของ blog มีผลงานดี ๆ แบบนี้มาให้พวกเราอ่านเรื่อย ๆ นะคะ จะคอยเป็นกำลังใจให้ และจะคอยเข้ามาอ่าน review หนังเรื่องอื่น ๆ เรื่อย ๆ สู้ ๆ นะคะ c',)
โดย: pumpui IP: 58.8.143.198 วันที่: 1 สิงหาคม 2549 เวลา:22:57:55 น.
  
ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลยค่ะ
ได้มาอ่านที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนวิเคราะห์ ทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้ คิดว่าจะพยายามหาแผ่นมาดูค่ะ
จากการอ่านมองว่าหนังน่าจะทำได้สมจริง ในอารมณ์ของความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความรัก ใคร่ พฤติกรรมที่ตรงข้ามกับใจ กับ ความปรารถนาที่แท้จริง จากส่วนของหนังและบทสนทนาที่คุณยกมา
คุณจขบ.เขียนวิเคราะห์ ได้เข้าใจและโดนใจจังค่ะ
โดย: The Breakfast IP: 58.9.162.140 วันที่: 20 สิงหาคม 2549 เวลา:13:55:52 น.
  
ไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะทำออกมาได้ดีขนาดนี้ ดูจากหน้าหนังตอนแรก เฉยๆมาก (ไปดูช่วงท้ายของโปรแกรม แทบไม่เหลือรอบฉายแล้ว)

บางส่วนในหนังเรื่องนี้ ถ้าเกิดเป็นผม บางครั้งผมอาจจะทำแบบที่แกรี่ทำในหนังก็ได้ แต่อย่างที่แกรี่ทำ มันก็ย่อมไม่ถูกเสมอไป แต่ทำไงได้ในเมื่อบางคนมีความคิดตัวเองเป็นหลัก มันก็ไม่ถือเป็นสิ่งที่ผิดหรอก แต่ทิฐิของคนมันดันไม่ลดเสมอไป

ชอบมากครับ หนังเรื่องนี้ (1 ใน 3 ของปีนี้เลย) แล้วได้อ่านบทวิเคราะห์ในนี้ ก็เยี่ยมจริงๆ ครับ
โดย: iui วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:1:44:23 น.
  
โดนครับ
โดย: Des IP: 202.139.214.181 วันที่: 9 ตุลาคม 2549 เวลา:23:25:13 น.
  
ดูโปสเตอร์หนัง แล้วไม่คิดว่าเรื่องนี้จะออกมาแนวนี้เหมือนกันอ่ะค่ะ... แอบน่าสนใจ
โดย: Mocha Macchiato วันที่: 26 ตุลาคม 2549 เวลา:22:37:45 น.
  
ขอบคุณครับ ที่ทำให้รู้ว่า หนัง ไม่ได้ให้แค่บันเทิง
โดย: No.06 IP: 202.29.22.189 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2549 เวลา:9:24:52 น.
  
หนังให้อะไรมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
โดย: ชมพู่ IP: 125.25.164.224 วันที่: 9 มกราคม 2550 เวลา:21:42:55 น.
  
+**+จากหนัง The Break up .....*0*

ใครก้อได้โปรดเอื้อเฟื้อเนื้อเพลง ซาวแทร๊คตอนจบของหนัง ที่ขึ้นต้นว่า "I can see the clearly now the rain is gone.............

อยากได้ชื่อเพลง เนื้อเพลง และหากท่านที่มีน้ำใจส่งเพลงมาหั้ยฟังได้ด้วยจะขอกราบบบบบอย่างจริงใจเลยค่ะ

ได้โปรด....

จากคุณ : เ ช อ รี่~*จัง
ได้โปรด
โดย: +**+จากหนัง The Break up .....*0* IP: 125.24.165.249 วันที่: 21 มกราคม 2550 เวลา:3:55:03 น.
  
+**+จากหนัง The Break up .....*0*

เชอรี่จัง มะกี้ลืมฝากเมลค่ะ แหะๆ
โดย: cherry555_@hotmail.com IP: 125.24.165.249 วันที่: 21 มกราคม 2550 เวลา:3:57:43 น.
  
เพิ่งไปเอามาดูอีกรอบครับ...ดูไปอินมากๆ
โดย: chee1313 IP: 119.42.112.160 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2554 เวลา:8:54:10 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด