X-Men: The Last Stand , X = mutant , รักร่วมเพศ , คนผิวดำ , ยิว ฯลฯ


ข้อมูล:หนังมีความยาว 104 นาที / กำกับโดย Brett Ratner / หนังได้รับเรท PG-13 / ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 7.2/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Rotten ด้วยคะแนน 55%


... X-Men อาจโชคดีที่ไม่ต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงในสังคม สามารถใช้ชีวิตเดินไปมาบนถนนได้เหมือนคนธรรมดาสามัญ แต่พวกเขาก็มีชะตากรรมที่น่าเศร้าต่างไปจากเพื่อนฮีโร่คนอื่นๆ เมื่อพลังวิเศษของพวกเขา ไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีบทบาทเป็นผู้กอบกู้โลก หรือ ใช้ต่อกรกับเหล่าร้าย สำหรับ X-men ความแตกต่างของพวกเขาบนโลกใบนี้ไม่ได้ทำให้เขาเป็นฮีโร่ แต่มันกลับเป็น ความกลายพันธุ์ หรือ ความแปลกแยกในสังคม ทำให้เขาต้องกลายเป็นเหมือนคนนอก เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม และ ถูกมองจากคนธรรมดาด้วยสายตาที่มีความหวาดกลัว หวาดระแวง และ ไม่ไว้วางใจ

หากมองในแง่มุมนี้ เราก็จะพบว่า X-Men ก็ไม่ต่างอะไรจาก ชาวรักร่วมเพศที่เติบโตขึ้นมาในสังคมที่เป็น homophobia ไม่ต่างอะไรจาก การเป็นคนผิวดำที่อยู่ในชุมชนเหยียดสีผิว ไม่ต่างอะไรจากการเป็นคนอาหรับในสังคมที่หวาดกลัวภาวะการก่อร้าย ฯลฯ

... ใน X-Men: The Last Stand ความแตกต่างของพวกเขา ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นเหมือนโรคร้าย ที่ต้องใช้ยาบำบัด โดยลืมไปว่า ความแตกต่าง ( mutant / homosexual / คนดำ ฯลฯ) ไม่ใช่ ความผิดปกติที่ต้องรักษา

การบำบัดรักษา ไม่ได้มาจากความคิดของเหล่า mutant แต่กลับเป็น มนุษย์ ที่พยายามทดลองค้นคว้าและดิ้นรนจะมารักษาพวกเขา มันไม่ใช่ความต้องการของ mutant แต่เป็นความต้องการของ มนุษย์ธรรมดา และ หากถามว่า อะไรซ่อนอยู่ในใจ(hidden agenda) ของกลุ่มคนที่คิดยารักษาขึ้นมา คงเดาได้ไม่ยากว่า มันมาจาก อคติในใจ

พ่อของ Angel เป็น ตัวแทนที่ดีของคนกลุ่มนี้ เพราะเขาเองคือคนที่อยากให้ลูกรักษา โดยไม่คำนึงว่ามันเป็นความต้องการของลูกหรือไม่ คนเป็นพ่ออาจรู้สึกอับอาย เสื่อมเกียรติ จนไม่อาจยอมรับลูกตัวเองที่มีความแตกต่างผิดแผกออกไป

พ่อของ Angel ไม่ต่างอะไรกับ แม่ของ Bree Osbourne ชายหนุ่มผู้มีความเป็นหญิงอยู่เต็มร้อยภายในตัว จากหนังเรื่อง Transamerica ผู้ปกครองของทั้งสองคนไม่สามารถยอมรับลูกตัวเองได้เพราะมีอคติกับสิ่งที่ลูกคิดและลูกเป็น (mutant / transexuality) และ พวกเขาก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้ลูกเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งที่มันไม่ใช่สิ่งที่ลูกปรารถนา


ปีกของ Angel ก็เหมือนกับ ความเป็นเพศหญิงของ Bree Osbourne ใน Transamerica ที่ถูกกีดกั้น จากอคติทางสังคมและจากครอบครัว สิ่งที่ Angel ต้องการ คือ ชีวิตที่เขาจะบินได้อย่างมีอิสรภาพ การบินที่ไม่ได้แค่หมายถึง การล่องลอยบนฟากฟ้า แต่ หมายถึง การมีชีวิตอยู่ในสังคมโดยได้กับการยอมรับและมีสิทธิเท่าเทียม

.. ไม่ใช่แค่ ความอับอาย แต่มนุษย์ยังมีอคติที่ก่อตัวจาก ความรังเกียจ เหยียดหยาม ดูถูก และ หวาดกลัว จึงอาจจะกล่าวได้ว่า แผนการณ์ที่จะนำยามาล้างบางบำบัด mutant มันก็เป็นความหวาดกลัวเดียวกันกับที่ ฮิตเลอร์คิดจะกวาดล้างชาวยิวให้หมดโลก การพยายามจะเอายามารักษา ไม่ต่างอะไรกับ การพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่มีเคยมีมาในประวัติศาสตร์

... สุดท้ายแล้ว ความไม่สามารถยอมรับความแตกต่างนี้เอง จึงนำไปสู่ "ความหวาดกลัว" มนุษย์กลัวการถูกคุกคามจาก mutant เฉกเช่นเดียวกับ mutant เองก็กลัวการถูกทำลายล้าง ความหวาดกลัว นำพวกเข้าเข้าสู่สมรภูมิรบที่ทุกฝ่ายต่างสูญเสีย ความแตกต่างไม่ใช่แค่ก่อสงครามระหว่างมนุษย์กับ mutant แม้แต่พวกเดียวกันอย่าง mutant กับ mutant ที่มีความคิดนโยบายต่างกันก็ยังต้องมาเข่นฆ่ากัน ก็เพียงเพราะไม่สามารถเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของกันและกัน



... สำหรับคนดู x-men ย่อมอยากเห็นว่า มีตัวละครใหม่ๆตัวไหนบ้างที่ได้มาโชว์ความสามารถพิเศษ ในภาคนี้มีการเสริมทัพมากหน้าหลายตา แต่ว่าตัวละครที่โผล่มามีบทบาทเด่นในหนังจริงๆ มีแค่

Beast บุรุษขนสีฟ้าผู้มีตำแหน่งสำคัญในฝ่ายรัฐบาล

และ

Kitty Pride ที่มามีบทบาทมากขึ้นในการมาเป็นกิ๊กใหม่ของ iceman

ในขณะที่หน้าใหม่ส่วนที่เหลือขนทัพมาเป็นจำนวนมาก แต่มีบทบาทเพียงเพื่อแค่มาโชว์ตัว เช่น Angel ที่แค่โผล่มาบอกว่า ฉันไม่อยากเป็นแบบนี้ >> ฉันจะบิน แล้วไปจบลงที่ บินมารับพ่อ , Juggernaut ( แฟนบอลจับตาดูให้ดีเพราะนี่คืออดีตนักเตะจอมซ่า Vinnie Jones), Multiple Man มาเพื่อหลอกล่อ 1 ฉากแล้วจากไป และ อื่นๆอีกเช่น Colossus , Sentinel , Psylocke , Callisto ฯลฯ


… การที่ตัวละครหน้าใหม่หลายคนได้โผล่มาแค่ไม่กี่นาทีก็น่าเห็นใจ แต่เหลียวมาดูคนเก่าๆเองก็ใช่ว่าจะมีชีวิตอยู่ยืนยาว เพราะในภาคนี้คนเขียนบทใจกล้าถอดตัวละครออกไปจากหนัง ด้วยการฆ่าตัวละครสำคัญๆให้ตายลงได้อย่างไร้เยื่อใย หรือ หากไม่ตายก็ถูกถอดสถานภาพความ mutant ลงกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา ซึ่งความเลือดเย็นของคนเขียนบทนี้มีผลดีต่อตัวหนังตรงที่ว่า มันทำให้สถานการณ์ในหนังบีบคั้นกดดันมากขึ้นและมันทำให้หนังไม่ได้มีตอนจบแบบให้เราเดาได้ง่ายจนเกินไป


Cyclops & Storm

Cyclops ก็ยังคงไม่ได้เป็นตัวเอกเหมือนที่ผ่านๆมาเหมือนในการ์ตูน แถมยังดูทรุดโทรมและแทบจะไม่ได้ใช้พลังอะไรในภาคนี้ ใครเป็นแฟน Cyclops ต้องเผื่อทำใจผิดหวังกับบทบาทที่โผล่มาน้อยกว่าตัวละครใหม่ๆเสียด้วยซ้ำ

Halle Berry ให้สัมภาษณ์ว่าในภาคนี้เธอมีบทบาทมากยิ่งขึ้น แต่ดูๆแล้ว บท Storm ของเธอก็ยังดูเป็นบทสมทบที่เด่นน้อยสุดในบรรดาแกนนำ แว่วมาว่า ในภาคหน้าหากยังมีตัวละครนี้อีก เราจะไม่ได้เห็นเธอในบทนี้อีกแล้ว


Pyro & Iceman

คู่หูดูโอ น้ำ-ไฟ สะท้านใจสาว มีบทบาทมากขึ้น แต่ผมกลับรู้สึกว่าทั้งคู่ไม่สามารถแสดงความเด่นหรือความสามารถทางด้านการแสดงออกมาได้ดีพอ เมื่อต้องมาเดินชนไหล่กับนักแสดงยอดฝีมือมากหน้าหลายตาในเรื่อง ทั้งคู่จึงมีดีแค่ปล่อยไฟกับพ่นน้ำแข็งเท่านั้น


Mystique

ด้วยชะตากรรมอันอาภัพแต่ภาคนี้เราจะได้เห็นเธอเป็น x – women กันเสียที Rebecca Romijn หุ่นดีและสวยมากในภาคนี้


Rogue

ในขณะที่ใครๆต่างก็หวาดกลัวและต่อต้านการใช้ยา ดูเหมือนว่า Rogue(Anna Paquin) อาจจะดูเป็นตัวละครที่ผ่าเหล่าผ่ากอ และ ดูอ่อนแอ เมื่อเธอตัดสินใจยอมไปรับยาเพื่อให้ตัวเองหมดสภาพจากการกลายเป็น mutant เพียงเพราะว่า ความรัก เธอเป็นตัวละครหนึ่งที่การมีพลังพิเศษที่มุมหนึ่งใครมองก็ดูเหมือนว่าจะดี แต่ในมุมกลับกันมันกลับทำลายชีวิตเธอให้ต้องตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างอะไรไปจาก คนพิการ

ใครเลยจะอยากเกิดมาตาบอดมองไม่เห็นคนที่ตัวเองรัก ใครเลยจะอยากเกิดมาแขนพิการไม่สามารถโอบกอดคนรักตัวเอง เช่นเดียวกัน Rogue ที่ชีวิตเธอไม่สามารถจะสัมผัสความรักความอบอุ่นจากคนรักได้ ดังนั้นสิ่งที่เธอเลือกคงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นหนึ่งในการต่อสู้เพื่อเอาชนะโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาของตัวเอง เธอพยายามที่จะสร้างทางเลือกของชีวิตให้กับตัวเอง

Wolverine ทักเธอก่อนออกจากโรงเรียนเพื่อไปเปลี่ยนแปลงตัวเองว่า การตัดสินใจครั้งนี้ขอให้ตัดสินใจเพราะตัวเธอไม่ใช่เพราะคนอื่น

คนเรามักคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อคนอื่นอยู่เนืองๆ เรามีชีวิตให้คนอื่นมากจนเกินไป จนเมื่อใครบางคนจากเราไป เราจึงลืมการใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง


Xavier & Magneto


สองสหายเก่าที่เคยมีอุดมการณ์ร่วมกันแต่สุดท้ายต้องแยกย้ายตามนโยบายตัวเอง อย่าง Magneto (Ian McKellen) Xavier (Patrick Stewart) เป็นการคัดเลือกตัวละครที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สองแกนนำของสองฟากฝั่งแม้จะดูว่าเดินเกมส์ต่างนโยบายแต่ทั้งคู่ก็ดูมีความผูกพันมีเยื่อใยมิตรภาพต่อกัน และ ในภาคนี้เราจะเห็นเทคโนโลยีของโลกเซลลูลอยด์ที่บันดาลให้ ความหนุ่มความเด้งปรากฎบนใบหน้าของทั้งคู่ในฉากเปิดเรื่อง ที่ย้อนความไปหลายสิบปีก่อนตอนที่ทั้งคู่ยังเป็นเพื่อนกัน


Wolverine

ตัวละครหลักสำคัญในหนังยังคงเป็น Wolverine ซึ่งก็คงเป็นเพราะคาแรกเตอร์ตัวละครที่หนังสามารถเล่นกับฉากแอคชั่นได้สนุกกว่า Cyclops บวกกับเสน่ห์แบบแมนๆของ Hugh Jackman จนทำให้เขาสามารถสร้างแฟรนไชส์หนังเป็นของตัวเองได้ โดยหนังที่จะสร้างออกมาก็คาดกันว่าจะเป็นชื่อ Wolverine ในภาคนี้เขาเองต้องมามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเหมือนคนนอกแต่ในภาคนี้เขาเป็นคนในและเป็นผู้นำของทีม X –men อย่างเต็มตัว


Jean Grey / Dark phoenix

ถึง Wolverine จะเป็นตัวเอก แต่ นักแสดงที่เป็นจุดโฟกัสของผมและคิดว่าเธอ x สมกับ x –men มาตั้งแต่ภาคแรกกลับเป็น Jean Grey และดีใจเป็นพิเศษเมื่อภาคนี้เธอได้มีบทบาทมากขึ้นจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของเรื่อง กับการถือกำเนิดใหม่ เป็น Dark phoenix

การกำเนิดของ Dark phoenix นี่เองเป็นปมทางจิตวิทยาที่หนังใส่เข้ามานอกเหนือไปจาก มุมมองความแตกต่างและอคติทางชาติพันธุ์ที่กล่าวไว้ตอนต้น หนังพูดย้ำถึง จิตใต้สำนึกและจิตสำนึกผ่านปากของ Charles Xavier สองครั้ง โดยครั้งหนึ่งเขาพูดสอนนักเรียนเกี่ยวกับคนไข้คนหนึ่งที่สูญเสียสมองส่วนหน้าไป และ อีกครั้งคือการพูดโยงใยไปถึง Jean Grey หรือ Dark phoenix

Jean Grey เป็นเหมือนร่างหนึ่งของเธอที่สามารถควบคุม แรงขับ หรือในทางทฤษฎีจิตวิทยาของ Freud เรียกว่า drive ในตัวมนุษย์ และ Dark phoenix คือ การปลดปล่อยจิตใต้สำนึกให้ออกมาโลดแล่นใช้ความต้องการอย่างไม่ต้องยับยั้งชั่งใจ

เมื่อเธอกลับมาครั้งนี้เราจึงเห็น ความรุนแรงในการทำลายล้างตามอารมณ์โกรธโดยไม่คำนึงถึงความถูกผิด ไม่คิดว่าคนที่เธอฆ่าจะเป็นใคร(aggressive drive) และ การกระโดดเข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงวูฟเวอรีนแสดงถึงแรงขับทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น(sexual drive)โดยเธอไม่คิดจะควบคุมเหมือนที่ผ่านๆมา

การมีตัวตนของ Jean Grey ก็เป็นการมีสองบุคลิกไม่ต่างจาก ตัวละครอย่าง Jekyll and Hyde และ จะว่าไป มันก็ไม่ต่างจากเราๆทุกคนที่ย่อมต้องมี drive แต่เราจะบริหารจัดการมันได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ เหมือนกับคำถามที่ Charles Xavier ถาม Jean Grey ถึงพลังในตัวเธอว่า

เราเองจะเป็นคนคุมพลังเหล่านี้หรือปล่อยให้พลังนี้ควบคุมเรา

...พลังที่เขาพูดถึงมันก็มีความหมายถึง drive ของมนุษย์เราดีๆนี่เอง หากเรามีความปรารถนาที่มากมายอยู่ภายใน เราจะปล่อยให้แรงปรารถนานั้นคุมเรา หรือไม่ ตัวอย่างของคนที่ปล่อยให้ ความปรารถนาหรือแรงขับมีอิทธิพลเหนือชีวิตก็เช่น หลายคนที่ชีวิตจมจ่อมอยู่กับความรักแบบไม่ลืมหูลืมตา บางคนที่ผิดลูกผิดเมียชู้สาวเพราะกิเลสตัณหาที่ไม่อาจห้ามใจ หลายชีวิตที่หวังความก้าวหน้าในวิชาชีพจนต้องสูญเสียชีวิตส่วนตัวและคนรอบข้างไป หรือ เราจะเลือกควบคุมมันไว้ ปล่อยให้มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต

ความหมายของ พลัง ไม่ได้หมายถึงแค่ แรงขับในความหมายทางจิตวิทยา แต่มันยังหมายถึง อำนาจในความหมายทางสังคมวิทยา หากเมื่อใดก็ตามที่เรามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เราจะเลือกใช้มันอย่างเหมาะสมสร้างความดีให้กับสังคม ให้กับประเทศ หรือ เราจะปล่อยให้พลังอำนาจควบคุมเราและหลงระเริงไปกับมันในการใช้อำนาจ หาผลประโยชน์ใส่ตัวเป็นคนสองหน้า หน้าหนึ่งหลอกประชาชนว่ารักชาติ แต่อีกหนึ่งหน้ากลับใช้อำนาจเผาผลาญเงินงบประมาณอย่างเพลินมือ


… จุดร่วมที่แข็งแกร่งของไตรภาค X – men คือ บทภาพยนตร์ สองภาคก่อนหน้านี้มีบทหนังที่แข็งแรงและแน่นปึ้ก มีทั้งสาระและความสนุกสนาน มีความจริงจังในตัวไม่ต่างอะไรจากหนังดราม่าดีๆ ที่สะท้อนแง่มุมทางสังคม มีปูมหลังของตัวละคร มีวิสัยทัศน์การมองเรื่องราว ต้องชมคนเขียนบทที่สามารถดัดแปลงจากการ์ตูนหลายเล่ม หลายตัวละคร หลายตอนที่ไม่ต่อเนื่องกัน ให้มาอยู่ในหนังสองชั่วโมงได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ การสร้างขบวนการฮีโร่มันเป็นโจทย์ที่น่าจะยากกว่าการสร้างหนังฮีโร่เดี่ยวๆอย่าง Spider man / Batman เพราะหนังต้องกระจายความสำคัญให้กับตัวละครจำนวนมาก ซึ่งทั้งสองภาคที่ผ่านมาก็ทำได้ดี

…ในภาคนี้ ประเด็น ความเป็นคนนอก และ ชนกลุ่มน้อย ยังคงถูกนำมาเล่าต่อเนื่องจากสองภาคก่อน การเพิ่มพล็อต ยา + การรักษา เป็นพล็อตที่ฉลาดและเฉียบคมอย่างยิ่งในการแตกหน่อเนื้อหามาจากสองภาคก่อน มีการแตกประเด็นอีกหลายๆอย่างที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าภาคนี้น่าจะมีมุมมองและสาระมากกว่าในสองภาคก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่ น่าเสียดายที่คนดูคงไม่สามารถได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวมุมมองดีๆของหนัง เพราะเวลาของหนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว บวกกับการตัดต่อแบบฉับไวเน้นฉากแอคชั่นมันส์ๆ จนประเด็นย่อยๆที่หนังเปิดไว้ไม่ได้ถูกนำมาย่อยต่อ

หนังไม่มีเวลาให้เราได้มาอ้อยอิ่งกับชะตากรรมของตัวละครหรือขบคิดข้อคิดที่หนังมีอยู่ในมือ แถมหนังยังจบภายในเวลาที่ไม่ถึงสองชั่วโมง ส่งผลให้ แทนที่มันจะเป็นอีกหนึ่ง x –men ที่เป็นแอคชั่นสนุกมีสาระและชาญฉลาด มันกลับไปได้แค่ หนังแอคชั่นประจำซัมเมอร์ที่ดูสนุกเพียงอย่างเดียว

... หลายคนเคยหวั่นใจในตอนแรกว่าเปลี่ยนผู้กำกับจาก Bryan Singer (รายนี้หันไปหลงใหลกางเกงในแดงแทน) มาเป็น Brett Ratner ผู้กำกับที่มีผลงานดังๆอย่างหนังแอคชั่นคอมิดี้เรื่อง Rush Hour ซึ่งทำให้คนดูอาจปรามาสเขาล่วงหน้า กับการที่เขาต้องมาทำหนัง x เรื่องนี้ต่อจากสองภาคก่อนที่สร้างออกมากวาดคำชมไปเป็นกระบุงโกย แต่อย่าลืมว่า Brett Ratner เองก็เป็นคนเดียวกับที่ทำหนังดราม่าดีๆอย่าง The Family Man และธริลเลอร์ดราม่า Red Dragon ซึ่งหากย้อนดูผลงานของเขาที่ผ่านมาจะเห็นจุดเด่นหนึ่งคือ ไม่ว่าจะหนังแนวไหน เขาสามารถกำกับมันออกมาได้สนุกเสมอ และ หนังของเขามีค่าเฉลี่ยของผลงานอยู่ในเกณฑ์ดีมาตลอด เรียกได้ว่า ไม่ถึงกับ A+ แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ด้อยตกต่ำกว่า B บทบาทของเขาในภาคนี้ก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่งในแง่ของความสนุกตื่นเต้น แต่ในแง่การสร้างอารมณ์ร่วมแล้วเขายังทำได้ไม่ดีพอ แม้ตัวละครหลักๆจะจากไปเราก็ไม่ได้รู้สึกอาลัยอาวรณ์มากนัก หรือ แม้หนังจะมี CG หรือ เทคนิคตื่นตาตื่นใจขนาดโยกสะพานโกลเด้นเกท แต่หนังกลับไม่สามารถสร้างความรู้สึกอลังการได้ตามที่มันควรจะเป็น

สำหรับผมเองซึ่งไม่ใช่แฟนการ์ตูน และ ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ชื่นชอบหนังสองภาคก่อนมากมาย ผมจึงไม่ได้แบกความคาดหวังไว้กับ X-Men: The Last Stand มากมาย นั่นทำให้ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน จะว่าไปแล้ว หากเราไม่เอาเปรียบเทียบกับสองภาคก่อน หนัง x ภาคนี้จัด เป็น อีก 1 หนังซัมเมอร์ที่มีดูสนุกและมีคุณภาพดีเรื่องหนึ่ง หากจะมีความรู้สึกขัดๆก็ตรงที่หนังตัดจบเรื่องราวแต่ละฉากแต่ละตอน ตัดตัวละครออกไปเร็วๆ จนทำให้ดูห้วนๆเป็นช่วงๆ ซึ่งหนังจะโทษใครไม่ได้ก็เป็นจากตัวหนังเอง ที่พยายามจะเล่าประเด็นมากมาย ต้องการใส่ตัวละครหลายตัว แต่ไม่ให้เวลาในการเล่าเรื่องให้มากพอ แต่ก็ยังดีที่ไม่รวบรัดตัดความให้สั้นเกินไปจนไม่เหลืออะไรให้คิดอย่าง Poseidon

สิ่งที่ชอบ

1.บทภาพยนตร์ … อย่างที่บอกไว้ว่า หากผมเองเป็นผู้กำกับ ถ้าได้เห็นบทร่างแรกที่พูดถึง การรักษาเยียวยา mutant ก็คงอดไม่ได้ที่อยากจะสร้างภาคนี้ขึ้นมา เพราะมันเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เป็นมุมมองที่ฉลาดในการเปรียบเทียบโลกในหนังกับโลกความจริง และ ประเด็นนี้เองยังสามารถต่อยอดเพื่อทำความเข้าใจคนกลุ่มนี้ได้มากยิ่งขึ้น ตัวบทหนังฉบับนี้ยังมีแง่มุมดีๆอีกมากมาย

2.ความสนุก … จะขาดๆเกินๆวิ่นๆแหว่งๆอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองว่า Brett Ratner ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมของการสร้างหนังให้สนุกได้ ช่วงเวลานาทีของหนังผ่านไปโดยไม่รู้สึกว่า น่าเบื่อหรือชวนกระสับกระส่าย

3. Famke Janssen … สวย สง่า มีราศี sexy ดูดี แสดงเด่น

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.บทภาพยนตร์ ... จริงที่หนังมีเนื้อหาน่าสนใจ มีหลายแง่มุมดีๆ แต่หนังตัดประเด็นดีๆที่มีให้สั้นกุด ตัวละครหลายตัวใช้ประโยชน์ไม่คุ้ม ( Angel เป็นตัวละครที่ผมรู้สึกว่าเสียของมากที่สุด) สิ่งดีๆที่คนดูน่าจะได้รับจึงลดน้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

2.หนังสั้นไป ... ไม่เห็นเหตุผลอื่นใดนอกจากการหวังผลจากรอบฉายที่มากขึ้น จึงทำให้หนังตัดตัวเองให้มีความยาวแค่ 104 นาทีเท่ากับภาคแรก (ภาค 2 ยาว 133 นาที) ทั้งที่ภาคนี้ตัวละครก็มาก ประเด็นก็เยอะ เป็นการตัดสินใจที่น่าผิดหวัง เพราะดูจาก บท จากนักแสดง และ จากผู้กำกับ เชื่อว่า ต่อให้ยาว 2 ชั่วโมงกว่า มันก็มีศักยภาพที่จะดูสนุกและมีสาระอยู่ได้


สรุป ... ใครรักหนัง x ชอบ x ก็ไปปิดไตรภาค X - men กันได้แบบไม่รู้สึกเสียดายตังค์อะไร เริ่มต้นเทศกาลหนังซัมเมอร์ฟอร์มยักษ์ของปีนี้ ผมเองผิดหวังมากับ Mi3 , Poseidon และ The Da Vinci Code การได้ดู X-Men: The Last Stand แม้จะไม่เติมเต็มแต่มันก็ให้ความบันเทิงมากที่สุดเมื่อเทียบกับสามเรื่องที่ผ่านมา จัดได้ว่าเป็นหนังแอคชั่นดูสนุกมีคุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง

ป.ล. ... ยังอาสาเป็นหน้าม้ามาเชียร์ต่อ หนังยังไม่ออกจากโรง แว่วว่าตอนนี้ ย้ายกลับไปอยู่โรงสยามเหมือนเดิมแล้ว >> Always: Sunset on Third Street , บางสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ


ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ บทความน่าสนใจ หรือ เริ่มต้นอ่านBlogนี้มีข้อสงสัย หรือ แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบนอกเหนือบทความนี้ คลิกไปคุยกัน --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 31 พฤษภาคม 2549
Last Update : 1 มิถุนายน 2549 22:03:23 น.
Counter : 2859 Pageviews.

23 comments
ทีวีอนิเม หน่วยผจญคนไฟลุก ประกาศผู้ที่มารับบทเป็น Joker iamZEON
(12 ก.พ. 2562 16:25:58 น.)
สวนลุงวุฒิ อ.ภูเรือ จ.เลย : อาณาจักรของกุหลาบหินแห่งภูเรือ JinnyTent
(24 ก.พ. 2562 18:45:14 น.)
++++ มามะมาพาไปชิม ร้านโอ้กะจู๋ กับ โป่งแยงแอ่งดอย ที่เชียงใหม่ รวม2ร้านไปเลยค่ะ ++++ life for eat and travel
(18 มี.ค. 2562 21:45:57 น.)
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด เหม่ยเซียนถาว เกศสุริยง
(4 ก.พ. 2562 10:59:41 น.)
  
ยังไม่ได้ดู ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล
โดย: ชายคา IP: 124.121.17.209 วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:6:49:22 น.
  
เปรียบเทียบมุมมองหนังได้ดีมากๆนับถือๆ
โดย: ตี๋น้อย (Zantha ) วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:7:26:40 น.
  
ตัวเองน่ะตอนแรกไม่คิดจะดูหนังเรื่องนี้เลยค่ะ (แล้วก็ไม่เคยดูซักภาค)

ครั้งนี้ก็เลยอ่านรีวิวแบบเต็มๆ

อ่านแล้วอยากไปดูเลยแฮะ

แต่ว่า..ยังมีอีกหลายเรื่องเลยนะนี่ที่อยู่ในคิวต้องดู จะได้ดูมั้ยนี่ตรู
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:9:24:11 น.
  
ผมยังไม่ได้ดูหนัง X เลยแฮะ คาดว่าคงเป็นเสาร์นี้ เพราะอาทิตย์ที่แล้วมัวแต่ไปเก็บใบตองกะก้านกล้วย แล้วก็แว้บไปดู "พระมหาชนก" (บัตรฟรี โควต้าของเพื่อน) ที่เมืองทองฯ อยู่ ... แถมอาทิตย์นี้ก็ไม่เหลือหนังน่าดูเข้าด้วยจิ ทั้งหนังตัวอย่างของรักจัง กับ นู๋หิ่นก็ ........ (อย่างที่เห็นๆ กัน) หนังนอกก็ดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่อาทิตย์หน้า (8 มิ.ย.) รู้สึกว่าจะมีหนังน่าดูเยอะกว่าเยอะเลย (ดูจาก 'เหลิมไทย พันธุ์ทิพย์) ก็มี The Omen, Over the hedge, Scary Movies 4 แล้วก็ Don't tell ... ซึ่งผมคิดว่าคงดู Over กับ Don't ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอฟังเสียงวิจารณ์อีกที ...

สำหรับหนัง X (ผมยังไม่ได้อ่านข้างบนนะ เพราะแค่นี้ก็รู้เรื่องไปเยอะแล้ว เด๋วจะดูไม่หนุก) ... ตอนแรกมีเพื่อนผมคนนึงที่ชอบดูหนังอินดี้มั่กมาก มันโทรมาบ่นว่าผิดหวังเหลือเกิน ผมยังงงว่ามันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่เท่าที่ฟังๆ มาจากอีกหลายๆ เสียง เห็นก็ชมๆ กันนี่ครับ ... คงเป็นเพราะมันตั้งความหวังไว้สูงเกินไปละมัง แต่ยังไงผมก็คงดูอ่ะครับ เด๋วไว้ดูแล้วจะมาเขียนใหม่น้า
โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:10:44:12 น.
  
หนังไม่แย่หรอกแต่ดีไม่เท่าที่ควรจะเป็นนะ
ไม่สมกับที่รอเลย
โดย: 54645 IP: 58.9.40.200 วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:15:06:43 น.
  
บทวิจารณ์น่าสนใจและ ละเอียดดีมาก
สองภาคแรกของ Bryan Singer ทำได้ดีมาก จนภาคนี้ มาเปลี่ยนผู้กำกับ อาจมีอะไรต่างออกไป แต่ก็ไม่ผิดหวังเลย
ยอมรับว่าคนเขียนบท กล้ามาก เล่นกำจัดตัวละครเด่นๆ ทำเอาช็อคไปหลายฉาก
เห็นด้วยที่ว่าหนังสั้นไปหน่อย มีตัวละครหลายตัวที่น่าจะให้โอกาสได้โชว์ตัวมากกว่านี้ (Angel, Rogue, ... ) แต่ก็เป็นปัญหาของ X-Men มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ที่มีตัวละครเยอะมาก ก็ไม่ง่ายเลยที่จะแบ่งเวลากันลงตัว
อยากให้ DVD ออกมา ฉบับ director's cut หรือ มีโบนัส deleted scences ต่อให้ยาวสองถึงสามชั่วโมงก็ไม่เบื่อ
โดย: เวรกรรม IP: 193.48.219.8 วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:15:32:19 น.
  
ไปดูมาแล้วเหมือนกันค่ะ เมื่อคืนวานนี้เอง
ก้อสนุกพอประมาณ ณ ระดับนึง แต่ไม่มากเท่าที่ควร อาจเป็นด้วยตัวละครหลากหลายมาก แต่กระจายบทได้ไม่ดี บางคนมาแล้วก้อไป เหมือนอย่าง Angel หรือ Cyclop ที่หายไปจากหนังตั้งแต่สิบนาทีแรก (อุ๊บส์)
แต่พอมาอ่านรีวิวที่จขบ.เขียนเปรียบเทียบถึง X กับเรื่องต่างๆ แล้วก้อ อืม เห็นด้วยอย่างยิ่ง
โดยส่วนตัวแล้วยอมรับว่าภาคนี้สาวจีน ภาคดาร์คไซด์ เธอแลดูดึงดูดและมีพลังในตัวหนังอย่างมาก และแลดูเซ็กซี่มากกว่าสตอร์มเสียอีกค่ะ ถ้าใครคิดจะดูเอามันอย่างเดียวก้อต้องถือว่าคุ้มค่าตั๋วค่ะ
แต่ผิดหวังตอนสุดท้ายอย่างเดียว ตอนที่ขึ้นจอมาว่าให้รอชมบทสรุปสุดท้ายของหนังหลังจากจบเครดิตของหนังอันยาวนานแล้ว เหอ ๆ ๆ ไม่สมกับการรอคอยเลย
ป.ล. ตอนนี้อยากดู The Omen มากๆๆๆๆ
โดย: aorengja IP: 202.147.38.96 วันที่: 31 พฤษภาคม 2549 เวลา:16:12:49 น.
  
อย่างว่า..ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับหนัง เมื่อเข้าไปดูก็รู้สึกสนุกดี และจังหวะของหนังก็กระชับกว่าสองภาคแรก (ถึงแม้จะทำให้รายละเอียดบางส่วนหายไปอย่างที่คุณ จขบ เขียนไว้ก็ตาม) ทำให้ติดตามไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่รู้สึกเบื่ออะไร และนำมาถึงไคลแมกซ์ได้อย่างไม่มีเครื่องหมายคำถามเหมือนสองตอนแรก ไบรอัน ซิงเกอร์ทำได้ดีก็จริง(โดยเฉพาะ ในแง่อารมณ์และรายละเอียด) แต่เขามักจะมาเสียเวลากับรายละเอียดก่อนไคลแมกซ์ ทำให้จังหวะหนังยืดออกไป แล้วคนดูเริ่มคิดถึงความสมเหตุผลในฉากแอ็คชั่นนั่นๆ ซึ่งนับว่าอันตราย แต่ภาคนี้เราตามมันไปได้เรื่อยๆ ด้วยจังหวะกำลังพอดี (จริงๆ ปัญหาของแรงจูงใจในแต่ละฉากแอ็คชั่นก็ยังมีอยู่แหละ แต่จังหวะหนังที่ดี ทำให้เราให้อภัยมันได้) หนังซูเปอร์ฮีโร่มันมีสูตรสำเร็จของมัน ถ้าคนดูรู้สึกสนุกแบบไม่ทันกลับมาเห็นข้อบกพร่อง ก็นับว่าใช้ได้

เสียดายแต่ตัวละครบางตัวนั่นแหละ ที่ทิ้งไปด้วยเหตุผลของเวลา โดยเฉพาะ Angel ที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรมันๆ จากเขา บางฉากที่อยากโชว์ความอลังการอย่างการฉีกสะพานแขวนออกมาพาดข้ามเกาะ ถ้ามานั่งนึกต่อเรื่องเหตุผล ก็คงขำๆ แต่จังหวะหนังก็ทำให้เราติดตามไปได้เรื่อยๆโดยไม่คิดมาก ชอบการเขียนบทเหมือนที่คุณ จขบ ว่าเช่นกัน เขากล้าที่จะทำลายตัวละครบางตัวลงโดยไม่เกรงใจแฟนๆ เพื่อทำให้หนังดูเข้มข้นและจริงจังขึ้น ประเด็นความขัดแย้งเรื่องยารักษาการกลายพันธุ์ก็เข้ายุคสมัยดี ตัวโร้คเองก็ถือว่าเป็นสมดุลของเรื่องที่ทำให้เห็นว่า มนุษย์กลายพันธุ์นั้นแต่ละคนต่างมีปัญหาและเหตุผลของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน การกลับมาเป็นมนุษย์ธรรมดาของเธอ ดูน่าจะคุ้มค่ากว่าการเป็น Mutant

แปลกใจอยู่เหมือนกันว่ามีกระแสผิดหวังไม่น้อย แสดงว่ามุมมองในการดูหนังของคนรุ่นนี้อาจมีอะไรที่แปลกแยกอยู่ บางคนก็ไปสนใจประเด็นย่อยมากกว่าประเด็นหลัก บางคนก็สนใจตัวละครมากกว่าตัวเรื่อง บางคนเอาใจใส่เหตุผลของฉากแอ็คชั่นมากกว่าปล่อยใจสนุกไปกับจินตนาการ ฯลฯ และ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ไม่ได้เป็นแฟนการ์ตูน X men มาก่อน (เหมือนที่ติดตาม Spider man, Daredevil, Superman ฯลฯ) แต่เมื่อมาเป็นฉบับหนังแล้ว กลับชอบเรื่องนี้มากกว่า ด้วยเหตุผลเดียวกับคุณ จขบ คือ นั่นคือการแสดงถึงปัญหาความแปลกแยกของสังคมได้อย่างแยบยล

ขำอยู่เล็กน้อยตรง gimmick ให้นั่งรอดูคลิปตอนจบ คนทำหนังคงแอบประชดคนดูเล็กๆ ฐานที่ไม่ยอมรอดูเครดิตไตเติลตอนจบ เลยบังคับให้นั่งชมซะสะใจไปเลย ดูเหมือนจะทิ้งท้ายราวจะมีภาคต่อไปเป็นแน่แท้

อ้อ ชื่อของโร้ค น่าจะสะกดอย่างนี้ใช้มั้ยครับ “Rogue”
โดย: Bkkbear IP: 124.120.197.98 วันที่: 1 มิถุนายน 2549 เวลา:12:20:08 น.
  
>บลูยอชท์ ... ไม่ได้ไปงานเมืองทองเหมือนกันครับ ส่วน รัก-หนูหิ่น-จัง ก็คงไม่ได้ดู เมื่อวานเลยไปดู ALways รอบสอง ส่วนวันนี้ก็ paradise now ครับ อาทิตย์หน้าหนังน่าดูเพียบอีกแล้ว

aorengja ... รอ Omen มากๆเหมือนกัน ส่วนตอนแถมหลังเครดิต คนที่ดูรอบเดียวกันดูจบปรบมือกันใหญ่ ไม่ใช่เพราะประทับใจ แต่ออกแนว เออ ทำไปได้

Bkkbear ... ขอบคุณครับ สำหรับชื่อโร้ค ผมเองพิมพ์ไปอ่านไปเพลิน จนไม่ทันสังเกตเลยว่าผิด

... ขอบคุณความเห็นอื่นๆด้วยนะครับ ที่แวะเวียนมาพูดมาคุยกัน
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 1 มิถุนายน 2549 เวลา:22:11:23 น.
  
เห็นด้วยอ่ะค่ะ...ที่ว่าหนังเลือกหยิบประเด็นมาเล่นได้ดี แต่กลับแก้ปัญหาได้ไม่ดีเท่าไหร่
เหมือนจะพยายามทำเป็นดราม่า แต่มันไปได้แค่แอคชั่นสนุกๆ สักเรื่อง (ออกแนวเดียวกับ The Island ที่เน้นมันไว้ก่อน)
แล้วตัวละครออกมาดูไม่มีความสำคัญยังไงไม่รุ้สิคะ 2 ภาคก่อนเขียนบทของแต่ละตัวละครได้ดีมาก เฉลี่ยบทดี แต่นี่กลับตัดๆ ออกมาโชว์พลังฉาก สองฉาก จบ...
ตอนที่ชาร์ลตายรู้สึกแบบว่าเสียใจ (แต่ไม่สุดๆ เลยอ่ะ) คิดว่าเหลืออยู่แค่นี้ ไม่ทีหัวเรือ แล้วเขาจะรอดกันได้ยังไง แต่พอมาถึงตอนจบ กลับไม่ถูกใจอ่ะค่ะ ที่เลือกที่จะจบแบบนี้อ่ะ แบบว่าหลายอย่างมันแบบผ่านไปดื้อๆ อย่างเด็กคนนั้น (ชื่อรัยหว่า ที่มีพลังให้กลายเป็นคนธรรมดาอ่ะค่ะ) ก็ช่วยออกไปก็จบ ไม่มีอะไรเลย
จะว่าผิดหวังก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่หวังเท่าไหร่ เนื่องจากการได้ข่าวว่าเปลี่ยนผกก. ก็ทำให้ไม่ค่อยหวัง แต่ก็ไม่อคติ... แต่เมื่อดูแล้ว ชอบ 2 ภาคแรกมากกว่าอ่ะค่ะ แต่ยังไงก็ดูสนุกๆๆๆ
โดย: Vicky IP: 58.9.83.179 วันที่: 4 มิถุนายน 2549 เวลา:22:26:52 น.
  
เขียนได้ดีมากๆ เพิ่งได้ดูเมื่อเย็นวาน
บ่นๆ กับเพื่อนว่า มันจบไวจัง
มาอ่านในนี้ ก็เลยได้พบว่า มีคนคิดเหมือนกับเราด้วยแฮะ
โดย: patsonic IP: 58.10.167.146 วันที่: 5 มิถุนายน 2549 เวลา:14:22:50 น.
  
เพิ่งดูมาเมื่อวันเสาร์ครับ ... พออ่านรีวิวเต็มๆ ก็รู้สึกคล้ายๆ คุณ จขบ. และอีกหลายท่านอีกแล้วคือ บทภาพยนตร์ มีทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ ... โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบดูหนังแอ๊คชั่นที่เน้นสู้เอามันส์ แต่สู้เสร็จแล้วไม่เหลืออะไรติดหัวสมองเลย ... แต่กับเรื่องนี้ผมยอมรับว่าผมมันส์ไปกับหนังนะครับ ... สำหรับสิ่งที่ไม่ชอบก็คงเป็นการ "ฆ่า" ตัวละครที่คนดูเคยผูกพันมาในภาค 1-2 อย่างง่ายดายและรวบรัดเกินไป (และถึงขั้นตัด Nightcrawler ออกไปเลย เพราะพลังพิเศษดันไปคล้าย Kitty Pride เข้า) อย่างเช่น Prof. Xavier, Cyclops, Mystique ฯลฯ หรือบางตัวอย่าง Rogue, Colossus, Multiple man หรือ Angel ก็แทบไม่มีบทบาทอะไร ส่วนเจ้าหนูตัวคีย์เวิร์ดก็ไม่ต้องทำอะไรเลย รอคนมาช่วยอย่างเดียว
+ เลยมีความรู้สึกว่าภาคนี้ ความเป็นดราม่ามันน้อยลง และกลายเป็นหนังแอ๊คชั่นมากขึ้น และผมก็รู้สึกว่ามันจัดว่าดีทีเดียวนะครับ (อย่างน้อยก็ดูสนุกกว่า D.Code แน่นอน) ... ส่วนประเด็นลึกๆ ที่จะโยงไปถึงความรู้สึกแบ่งแยกในสังคมนี่ ผมกลับนึกไม่ถึงแฮะ นับว่าคุณจขบ. เชื่อมโยงความคิดได้เจ๋งเป้งมาก ...
+ ถ้าเป็นแบบนั้น ข้อคิดสำคัญอีกอย่างจากหนังก็น่าจะเป็น "ความแตกต่างคือความสวยงาม ถ้าคนเรายอมรับมันให้ได้ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่เอาเปรียบกันและกันมากเกินไป โลกนี้คงสงบสุขขึ้นอีกจมเลย" ... ซึ่งถ้า ทั่นบุช, แบลร์, แบ๊ว, บลา...บลา คิดได้เยี่ยงนี้ ... โลกที่อบอวลด้วยไฟสงคราม การก่อการร้าย และน้ำมันแพงหูดับเช่นทุกวันนี้ ก็คงมีสภาพดีขึ้นกว่านี้อ่ะครับ
โดย: บลูยอชท์ รีเทิร์น IP: 210.1.33.130 วันที่: 5 มิถุนายน 2549 เวลา:15:04:12 น.
  
คิดเหมือนคุณ aorta เหมือนกัน... เสียดายตัวละครมากๆ แต่ละตัวดูแล้วเหมือนไม่มีอะไรเลย มาๆแล้วก็ไป... ทำเอาคนความจำสั้นอย่างเราลืมไปเลยว่ามีตัวละครตัวนี้ด้วย

แล้วก็ชอบข้อคิดของคุณบลูยอชท์จังค่ะ ^__^
โดย: snowbell IP: 58.136.73.115 วันที่: 6 มิถุนายน 2549 เวลา:3:09:44 น.
  
แวะมาจ่ายค่าอ่านค่ะ
กินใจมาก"คนเรามักคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อคนอื่นอยู่เนืองๆ เรามีชีวิตให้คนอื่นมากจนเกินไป จนเมื่อใครบางคนจากเราไป เราจึงลืมการใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง "
ชอบเรื่องนี้สุดๆ ไม่เคยอ่านคำวิจารณ์แบบนี้มาก่อนเลย เวลาดูก็ชอบจะเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกิดในชีวิตจริงๆบนโลก ภาคแรกก็รู้สึก ว่าเรื่องเหมือนชนกลุ่มน้อยในสังคมจังเลย
พอถึงตอนที่จะเลือก ไม่เลือกที่จะเป็นมนุษย์ บีบใจเหลือเกินว่า แม้ในชีวิตจริงๆบางคนก็เลือกที่จะทำเพื่อคนอื่น หรือเลือกเพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่การเป็นที่ยอมรับ
จะมีคนสักกี่มากน้อยที่หาญกล้ายืนหยัดในความเป็นตัวเอง ท่ามกลางความรังเกียจเดียจฉันท์จากคนรอบข้าง หรือยังอยู่แม้จะไม่เป็นอย่างที่สังคมกำหนด
โดย: จรมาเจอค่ะ IP: 58.8.123.172 วันที่: 6 มิถุนายน 2549 เวลา:15:09:42 น.
  
ขอบคุณคับ คุณ Snowbell #13 ... อ้ายกระผมมันเป็นพวก Anti-Capitalism (ไม่อาวว ... ระบอบทุนนิยม) ก็เพราะเหตุผลประมาณที่เขียนไปนั่นแหละครับ ผมมองว่าทุนนิยมและบริโภคนิยม มันทำให้ทั้งในภาพใหญ่ระดับประเทศ และ ภาพย่อยระดับปัจเจกรายบุคคล เร่งที่จะเอารัดเอาเปรียบกัน ทำกำไรระหว่างกันให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมและศีลธรรมจรรยาอันดี และอีกทั้งยังเป็นการเร่งบริโภคทรัพยากรของโลก ทำให้ลูกหลานพวกเราที่จะเกิดมาในอนาคตลำบากมากขึ้น การรุกล้ำดัดแปลงหรือทำลายธรรมชาติ ก็คงเริ่มเห็นผลกันแล้วว่าธรรมชาติจะปรับสมดุลย์ (หรืออีกนัยก็คือ รูปแบบที่มนุษย์เรียกว่า 'ภัยพิบัติ' อย่างเช่น สึนามิ, แผ่นดินไหว, ไต้ฝุ่น, ปรากฏการณ์เรือนกระจก ฯลฯ) เช่นใด .......... ให้บังเอิญว่าช่วงนี้รัฐบาล ทั่นๆ ทั้งหลายที่ผมเอ่ยนามไว้ใน #12 ก็ใช้นโยบายโปร-ทุนนิยม กันหมดซะด้วยสิ ก็เล่นบ่นขึ้นมาอ่ะครับ
เฮ้ออ ... เพ้อเจ้ออารายเนี่ยเรา - -" แหะๆ
โดย: บลอชท์ยู IP: 210.1.33.130 วันที่: 7 มิถุนายน 2549 เวลา:12:06:18 น.
  
ยังไม่ได้ไปดูเลยค่ะ สงสัยตจะอด
โดย: mda IP: 203.159.0.14 วันที่: 8 มิถุนายน 2549 เวลา:15:04:01 น.
  
ชอบ X-men111 มากกว่าภาคก่อน ๆ เพราะได้อารมณ์เหมือนดูการ์ตูนชั้นดีเรื่องหนึ่ง
สนุกสนานฉาบไว้ซึ่งสาระ(ที่แล้วแต่ใครจะใคร่ค้นหา)
สำหรับผมอยากอ่านการ์ตูนชุดนี้ขึ้นมาทั้งที่ก่อนหน้านี้เฉย ๆ
ภาคนี้เปิดเรื่องน่าสนใจเช่นเดียวกับ 2 ภาคแรก ฉากต่อสู้มีเยอะ ยาว สนุกทุกฉาก(โดยเฉพาะที่บ้านของจีนย์) ได้ใช้พลังกันเต็มที่ มิวเทนต์มีหลายตัว จึงเด่นนำหน้าภาคอื่น ที่หลังจากดูดีวีดีซ้ำแล้วมันได้อารมณ์ว่าต่อสู้แต่สู้กันจริง ๆ น้อยสั้นแค่ดึงไฮไลท์มาเท่านั้น
จังหวะของหนังมีความกระชับไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แถมกระจายความเด่นให้กับตัวละครได้ดี อันนี้สูสีกับภาคสอง
ผมว่าหนังชุดนี้มาถูกทางแล้ว อย่าให้ต้องมาจริงจังขนาด The Hulk เลย ได้ประมาณ Spider-man1-2 เลยทีเดียว
อย่าลืมเรามาดูหนังที่สร้างจากการ์ตูนครับ
โดย: ประหลาดตนจังฮู้ IP: 58.64.107.22 วันที่: 11 มิถุนายน 2549 เวลา:17:54:21 น.
  
เฉยๆกับภาคนี้นะครับ ผมว่ามันเป้นหนังที่"กึ่งๆ"ไงก็ไม่รู้

ตอนที่ไพโรกะไอซ์แมนสู้กันได้แรงบรรดาลใจจากดราก้อนบอลรึปล่าวคับ เหอๆ
โดย: EqUiNoX IP: 124.120.8.49 วันที่: 12 มิถุนายน 2549 เวลา:9:58:53 น.
  
ไม่เคยได้ดูหนัง X มาก่อน หมายถึง หนังตระกูล X-Men เลย
แต่ได้อ่านที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียน วิเคราะห์ได้ดี ทำให้เปลี่ยนความรู้สึกแต่เดิมคิดว่าเป็นแค่หนังแอคชั่น แต่พออ่านพบว่ามีสาระซ่อนไว้
แต่อาจเป็นจากความสามารถของคุณผมอยู่ข้างหลังคุณ ที่สามารถวิเคราะห์ได้ดีทีเดียวเชียว อ่านแล้วได้แง่มุมเกี่ยวกับการแบ่งแยกในสังคมมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดความบาดหมาง สงคราม

ช่างไม่น่าเลยจริงๆ เฮ้อ
โดย: X-woman IP: 58.9.156.20 วันที่: 13 มิถุนายน 2549 เวลา:0:26:56 น.
  
เพื่อนเล่าให้ฟังว่าตอนจบเรื่อง credit ขึ้นหมดแล้วจะมีต่ออีกนิดอะครับ

ผมพลาด ...

โดย: jumdafcukup IP: 137.92.97.114 วันที่: 15 มิถุนายน 2549 เวลา:3:10:25 น.
  
ปกติไม่ค่อยชอบหนังแอ๊คชั่น ฮีโร่ ซุปเปอร์ฮีโร่ แต่ยอมรับว่าดูเรื่องนี้แล้วสนุกมาก ใจจดจ่ออยู่หน้าจอตลอดเรื่อง ตื่นเต้นทุกนาที มันส์กว่า 2 ภาคที่ผ่านมา

ที่สำคัญคือ Wolverine โดดเด่นจริงๆในภาคนี้ เหมาะกับคนที่ชอบ ฮิวส์ แจ๊คแมน ที่จะไปชื่นชมกัน
โดย: X-Lek IP: 161.200.255.162 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2549 เวลา:20:12:42 น.
  
เป็นแฟนเหนียวแน่นของ x-men
แจงได้ละเอียด ดีคับ
ช่วยผมได้เยอะ
แล้วจะติดตามอีก
โดย: โปสกวน โปสการ์ด (tonklato ) วันที่: 13 ตุลาคม 2550 เวลา:23:19:03 น.
  
แต่ โร้ก ไม่ได้รับยาจริง ๆ เพราะในหนังบอกว่า โร้กตัดสินใจไม่ฉีดยาตัวนั้น ตอนหลัง

อ่านจาก Wiki มา
โดย: ขอแจม ช้าไปหน่อย IP: 210.246.73.80 วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:19:18:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด