The Longest Yard , เกมส์เก่าเอามาเล่าใหม่ใช้วิธีการเดิม


....เดือนนี้ยังมีหนังหลายเรื่องที่น่าสนใจ(สำหรับผมคือ The Island,Somersault และ Crash) สัปดาห์นี้เองก็มีหลายเรื่องเข้ามาที่น่าสนใจเช่นกัน(The Machinist-หนังที่ไม่คิดว่าจะได้มาเข้าโรงคงมาเพราะอานิสงส์จากปีกค้างคาว และ The Keys to the House รวมไปถึงหนังจากสัปดาห์ก่อนที่ใครต่อใครล้วนชื่นชมอย่างCity of God) เมื่อวานนี้ผมเองอยากจะดูหนังที่ไม่เครียด สบายๆ และพอมีเรื่องราวให้หยิบยกมาคิดต่อบ้าง ทางออกที่ผมคิดว่าดีที่สุดคือเข้าโรงสยามรอบ18.30น.แล้วไปพบกับหนังเก่าที่เอามาเล่าใหม่อย่าง The Longest Yard หนังที่มี...

โครงเรื่อง

ตัวเอกคืออดีตนักกีฬาที่ต้องออกจากวงการด้วยข่าวการล้มบอล ชีวิตตกต่ำจนต้องมาติดคุก + คุกที่มีพัสดีรักกีฬากับผู้คุมจอมโหดที่คอยสกัดดาวรุ่ง + นักโทษที่ถูกรังแกกลายเป็นพวก”ขี้แพ้”แต่มีดีในตัว >> การแข่งขันระหว่างทีมผู้คุม+ทีมนักโทษ / มีหนอนบ่อนไส้ + มีฉากการสูญเสียที่เรียกน้ำตา + ฉากแข่งกีฬาเป็นไคลแมกซ์ในตอนท้าย

...ข้างต้นคือพล็อตคลาสสิคที่ถูกดัดแปลงมาครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านหนังหลายต่อหลายเรื่องทั้งกีฬาอเมริกันฟุตบอล หรือ ฟุตบอล และจะว่าไปแล้วตัวพล็อตเองก็มีแง่มุมที่น่าสนใจในตัวอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น

เรื่องของคน...ชีวิตของคนที่ตกต่ำถึงขีดสุดจนขาดคนที่คอยเคียงข้างขาดมิตรแท้ และใช้ชีวิตตัวเองไปในทางที่ผิดจนต้องไปลงเอยที่คุก เช่นในเรื่องตัวเอกPaul Creweก็คือชายคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียศักดิ์ศรีและศรัทธาการยอมรับจากคนรอบข้าง รวมทั้งจากตัวเองด้วย และเขาก็ถูกตีตราบาป(stigma)ไปโดยอัตโนมัติ

เรื่องของคุกและนักโทษ...สถานที่ๆหลายคนมองเหมือนกับสถานที่สุดท้ายบนพื้นโลกที่เราจะอยากไปใช้ชีวิตอยู่ เหล่านักโทษถูกมองผ่านสายตาจากคนนอกเหมือนกับเศษเดนมนุษย์และก็ถูกตีตรา(stigma)ไปแล้วเช่นกัน ทั้งที่ ความผิดของเขามันเป็นแค่บางเรื่องบางส่วนในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตแต่กลับต้องถูกตีตราและเหยียดหยามไปชั่วชีวิต

เรื่องของความเป็นคน...จึงถูกหยิบยกผ่านกีฬา อันจะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ บทพิสูจน์ศรัทธาและคุณค่าในตัวเอง ไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นตัวละครในShawshank redemptionที่ออกจากคุกมาแล้วปรับตัวไม่ได้จนต้องฆ่าตัวตายในท้ายที่สุด เพราะเมื่อเขาออกมาถึงแม้ว่าโทษจะหมดลงแต่ความเป็นคนของเขาก็ถูกทำลายไปหมดสิ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าไปในคุกแล้ว เมื่อก้าวมาสู่โลกภายนอกเขาตราบาปที่ถูกตีไว้มันก็ติดตัวไปจนยากจะปรับตัวได้จริง
....เราเองจะเห็นความเสียดสีเย้ยเยาะหลายหนที่คนในกฎหมายกลับพยายามเล่นผิดกติกาและคนที่ถูกตราว่าเป็นคนนอกสังคมอย่างนักโทษพยายามที่จะเอาชนะและเล่นตามกฎเกณฑ์ ดังนั้นเมื่อเราเห็นฉากเหล่านี้เราก็ไม่ต่างจากคนดูในสนามตอนท้ายที่เริ่มต้นจะเชียร์เหล่าผู้คุมพร้อมกับตีสีหน้าใส่ทีมของเหล่านักโทษ ก่อนที่จะแปรมาเชียร์ทีมของนักโทษในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นก็เพราะเราเองก็เป็นคนหนึ่งในสังคมที่ถูกสั่งสอนหรือเรียนรู้โดยอัตโนมัติเมื่อเราเห็นภาพของคนสองกลุ่มนี้ยืนคู่กันว่า คนคุก=คนเลวหรือคนโกง /ผู้คุม=คนดี และคุณค่าของความเป็นคนกลับสูญสลายเพียงเพราะการทำผิดไปหนเดียวแล้วถูกตีตรา

....เราเองหลายครั้งก็อาจจะเคยตีตราตัวเอง เช่น มองตัวเองต่ำต้อย มองตัวเองไร้ค่า หลายครั้งเพื่อนร่วมสังคมเราก็ถูกตีตราเช่น คนไข้ที่เจ็บป่วยทางจิตก็ถูกตีตราว่าเป็นคนบ้า ฯลฯและเมื่อถูกตีตรา สถานะทางสังคมก็ถูกลดชั้นไปโดยอัตโนมัติ อาจจะเป็นเพราะสังคมปัจจุบันที่เรามองของที่ยี่ห้อจนพาลไปถึงมองคนแค่เปลือกหรือตราที่ถูกตี(Labelled)ไว้ เราจึงใช้ชีวิตโดยพยายามที่จะรักษาภาพมากกว่าจะใช้ชีวิตที่คิดถึงคุณค่าที่แท้จริงและความเป็นมนุษย์ในตัวเรา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลุกขึ้นมากู้ศักดิ์ศรีและศรัทธาต่อตัวเองกลับมา...

หากคุณไม่เคยดูหนังที่มีพล็อตข้างต้นมาก่อน

The Longest Yard คือ หนังที่เล่าเรื่องได้สนุกสนานไปได้เรื่อยๆ การเดินเรื่องฉับไวผ่านการถ่ายทำแบบเอาใจวัยรุ่นเต็มที่ มีมุขตลกสอดแทรกอยู่เป็นระยะๆ มีจุดเซอร์ไพรซ์คนดูที่คาดไม่ถึงชนิดที่ค่อนข้างพลิกผันอารมณ์พอสมควร ความขำแปรผันตรงตามหนังตัวอย่าง(ถ้าคุณชอบมุขจากหนังตัวอย่าง มุขที่เหลือในโรงก็จะประมาณนั้น แต่ถ้าดูหนังตัวอย่างแล้วยังไม่ขำที่เหลือในโรงก็นั่งไม่ขำเช่นกัน)

หากคุณเคยดูหนังที่มีพล็อตข้างต้นมาก่อนแล้ว

The Longest Yard คือ การรีเมคที่ทำออกมาชนิดที่เรียกว่าเหมือนนักเรียนลอกการบ้านส่งครูโดยไม่ได้ใช้ทักษะหรือกึ๋นในตัวเองเลย แม้ว่าการเล่าเรื่อง,จุดสะเทือนใจ,รายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้หนังจะคงของเดิมไว้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่องค์ประกอบอื่นนั้นหนังกลับไม่สามารถสร้างความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้เลย(นอกจากการถ่ายทำตามสไตล์MTVและเพลงประกอบ)
....การเล่าเรื่องเป็นไปอย่างแห้งแล้งเหมือนบทที่เขียนให้ตัวละครต้องจงใจทำโดยตัวละครนั้นไม่ได้เข้าใจการกระทำของตัวเองด้วยซ้ำ ฉากการขั้นการคัดเลือกตัวละครแต่ละตัวไม่ได้มีความน่าสนใจ ความสัมพันธ์ระหว่างกันของแต่ละคนไม่ได้สร้างความรู้สึกผูกพันมากพอที่จะทำให้ผมเชื่อได้ว่าคนเหล่านี้คือเพื่อนที่พระเอกโหยหามานานและพร้อมที่จะกล้าทำอะไรเพื่อพวกเขา เมื่อเริ่มต้นได้แห้งแล้งแบบนี้ฉากไคลแมกซ์สุดท้ายคือที่สนามกีฬาจึงไม่สามารถเร้าอารมณ์คนดูได้อย่างที่หนังสูตรนี้หลายต่อหลายเรื่องทำสำเร็จมาแล้ว(เช่นตอนพระเอกเปลี่ยนใจ ดูยังไงก็ไม่น่าเชื่อถือไม่คล้อยตาม) ในส่วนของมุขตลกก็จัดได้ว่าทำออกมาได้เท่าทุนคือถ้าคุณขำกับมุขในหนังตัวอย่างคุณก็จะขำกับมุขที่เหลือแต่ไม่มีมุขไหนที่เด็ดไปกว่านั้นอีกแถมหลายมุขยังซ้ำกับเรื่องทำนองนี้ที่เคยสร้างมาแล้ว

....การเลือกAdam Sandler มารับบทนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก สำหรับผมมองว่ามันเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ของหนังเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ ในแง่ของทักษะการแสดงคงไม่ต้องมีอะไรให้ต้องตำหนิเพราะเขาแสดงให้เห็นแล้วว่าหากต้องรับบทที่มีความเป็นดราม่าในตัวเองเขาก็สามารถทำได้ดีเหมือนอย่างที่เห็นแล้วในSpanglish หรือ Punch-Drunk Love แต่ข้อด้อยของเขาในเรื่องนี้คือ บุคลิกของเขาขาดพลังของความเป็นผู้นำที่จะสร้างทีมได้ ขาดความกร้าวความดิบอย่างที่Burt ReynoldsหรือVinnie Jonesเคยเป็น เมื่อบทนำไม่เข้มแข็งพอจึงทำให้ไม่สามารถจะนำคนดูให้เดินตามรอยเขาไปได้

สิ่งที่ชอบ

1.เพลงประกอบ...ไม่เสียแรงที่สร้างจากบริษัทของMTV การคัดเพลงประกอบมีส่วนอย่างมากที่ทำให้หนังเรื่องนี้ครึกครื้นมากกว่าตัวหนังจริงๆ และการเล่นกับการตัดภาพหรือมุมกล้องก็ฉวัดเฉวียนได้ใจคนรุ่นใหม่น่าเสียดายที่เทคนิคนี้เองก็เก่าแล้วเช่นกัน

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.การรีเมคที่ขาดเอกลักษณ์ ขาดกึ๋น....หนังหลายเรื่องที่เป็นการรีเมค โดยการเล่าเรื่องยังคงโครงเดิมแทบจะทุกรายละเอียดแต่ผู้กำกับสามารถที่จะใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปในหนังได้หรือดัดแปลงบางอย่างให้มันแตกต่างออกไป มีการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง แต่กับเรื่องนี้นอกจากบางมุขตลกและการถ่ายภาพผมไม่เห็นอะไรที่ดีไปกว่าหนังที่เคยดูมาก่อน

2.การเลือกAdam SandlerมารับบทนำPaul Crewe

3.การเล่าเรื่องและพัฒนาการของบท ...จริงอยู่ที่มีความสนุกแต่ก็เป็นความสนุกแบบจัดให้เป็นช่วงๆ เหมือนกับทำอาหารตามสูตรในตำราทุกประการ บวกกับบทไม่มีพัฒนาการคนดูเองก็ไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมไปกับหนังได้เมื่อถึงตอนที่ถึงจุดสำคัญหรือตอนจบ คนดูไม่ได้ผูกพันกับหนังมาตั้งแต่ต้นก็จะได้แค่สนุกกับฉากนั้นด้วยมุขที่ชงมาเพื่อให้สนุกเท่านั้นเอง

สรุป...ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น หากไม่เคยดูพล็อตทำนองนี้มาก่อนเลยเป็นหนังที่ดูสนุกเพลินขำๆ แต่หากเคยดูโครงเรื่องนี้มาแล้วไม่ว่าจะเป็นจาก Mean machine/The Longest Yard/Victoryฯลฯ นี่เป็นการรีเมคที่น่าผิดหวัง สำหรับผมในฐานะคนที่เคยดูเรื่องราวนี้มาก่อนแล้วเมื่อต้องมาเจอกับรูปแบบเดิมๆจึงออกมาทางเสียดายตังค์นิดๆ



Create Date : 15 กรกฎาคม 2548
Last Update : 15 กรกฎาคม 2548 15:20:34 น.
Counter : 2861 Pageviews.

3 comments
Anyone Who Had A Heart (Oldies) - Dionne Warwick ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(10 มี.ค. 2562 10:31:45 น.)
การทำภาพนูนต่ำ “ข้างหลังหญิงสาวในเสื้อโค้ตสีแดงเชอร์รีที่ดูเหมือน” (ไข่ย้อย ดากานดา) A Bas-Relief ทุเรียนกวน ป่วนรัก
(22 ก.พ. 2562 01:47:57 น.)
วิธีรับมือกับ...มรสุมฝุ่น Princezz Matcha Latte
(31 ม.ค. 2562 17:07:35 น.)
บันทึกน้องหนาม ... รีบูเทีย (Rebutia) ดอกขาว ฟ้าใสวันใหม่
(18 มี.ค. 2562 09:43:26 น.)
  
เอาไว้ดูคลายเครียดเฉยๆ ว่างั้นเหอะ..หรือเปล่าคะ?


แล้วดู City of God ยังอะคะ?

ไม่แน่ใจว่าไม่ได้ผ่านตาหรือเปล่า

(ไม่ได้เข้า bloggang บางวันน่ะ)


อยากอ่านความเห็นอะค่ะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:15:18:37 น.
  
อยากดู City of God ล่ะครับ

ถ้าจะให้ผมยกเหตุผลมาบอกว่าอยากดูเรื่องนี้ตรงไหน ก็คงเอาเป็นว่านักมวยปล้ำมาเล่นหนังหลายคน 55+
โดย: nanoguy unlog IP: 203.151.140.116 วันที่: 15 กรกฎาคม 2548 เวลา:19:26:02 น.
  
สาวไกด์ใจซื่อ ....มีแผ่นแล้วแต่ยังไม่ได้ดูเลยครับ เห็นใครดูแล้วก็ชมกันทั้งนั้นคงต้องหาโอกาสดูซะแล้ว (สามารถเช็คได้ว่าเรื่องไหนเขียนแล้วหรือยังได้จากที่หมวดห้องเก็บหนังได้นะครับ หรือ ไปที่หน้าแรก จะมี10บทความล่าสุดอยู่ด้านล่าง)

nanoguy...เห็นหลายคนที่ชอบเรื่องนี้ก็เพราะนักมวยปล้ำเหมือนกันครับ(พอดีผมเองไม่รู้จักซักคนแหะๆ)
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 16 กรกฎาคม 2548 เวลา:1:00:44 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด