Paradise now , สวรรค์อยู่หนใด



ข้อมูล:หนังมีความยาว 90 นาที / หนังได้รับเรท PG-13 / ใน IMDB.com ให้คะแนนเรื่องนี้ 7.7/10 ส่วนใน //www.rottentomatoes.com ให้เรื่องนี้ Fresh ด้วยคะแนน 88% / หนังคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม, European Film Award สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, Independent Film Award สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม, National Board of Review สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ฯลฯ เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม


...Khaled กับ Said เป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งคู่มีชีวิตเหมือนคนธรรมดา ไม่ได้เป็นพวกคลั่งศาสนาหรือบ้าองค์กรใดๆ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบกับครอบครัวไปวันๆ เหมือนชาวปาเลสไตน์คนอื่นๆ

วันหนึ่ง Khaled กำลังจะตกงานเพราะความเลือดร้อน ส่วน Said ก็กำลังจะมีความรักกับหญิงสาวนาม Suha ลูกสาวของวีรบุรุษชาวปาเลนไตน์ วันนั้นเป็นวันเดียวกันกับที่ ทั้งสองคนได้รับคัดเลือกให้เป็นมือระเบิดพลีชีพวางระเบิดกลางเมืองเทล อา วีฟ ประเทศอิสราเอล

... เหตุการณ์ของหนังหลังจากนี้ เล่าเรื่องราวของ คนธรรมดาสองคนที่ชะตาชีวิตต้องเปลี่ยนไป คนสองคนที่ไม่ใช่มือสังหารหรือนักฆ่ามืออาชีพ เป็น คนธรรมดาที่มีชีวิตธรรมดา มีแม่ มีงานทำ มีความรัก ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิต

มันไม่ใช่หนังที่เล่าเหตุการณ์โด่งดังในประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวของคนสำคัญ แต่ มันเล่าเรื่องราวภายในจิตใจของคนธรรมดาที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รุนแรง คนธรรมดา ที่เราไม่มีโอกาสได้ฟังได้เห็นพวกเขา เพราะส่วนใหญ่ พวกเขาตายไปแล้ว

คนเราล้วนอยากมีชีวิตอยู่ในสวรรค์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงสวรรค์ได้อย่างที่ตั้งใจ


...ท่ามกลางความขัดแย้งมานานหลายสิบปีที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ Khaled มองว่า การมีชีวิตอยู่อย่างทุกวันนี้ไม่ต่างอะไรไปจากอยู่ในนรก เขาคงไม่มีโอกาสจะพบสวรรค์ ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่

สำหรับ Khaled การได้รับมอบหมายให้ต้องเป็นคนวางระเบิดพลีชีพ เป็นเสมือน การทำตามพระประสงค์ของพระอัลเลาะห์ มันคือ การรับใช้พระเจ้า และ มันคือการเสียสละเพื่อเพื่อนร่วมชาติ เขาเชื่อว่า มันจะนำพาให้เขาได้ไปอยู่ในสวรรค์

Suha ถึงจะมีบิดาเป็นถึงวีรบุรุษผู้เสียสละชีพเพื่อชาติของชาวปาเลสไตน์ กลับมองว่า การเข่นฆ่า มันไม่ใช่การเสียสละ แต่ มันคือการแก้แค้น และจะสร้าง วงจรการทำลายล้างชีวิตอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เธอมองว่า ความคิดเรื่องสวรรค์ของ Khaled ไม่มีทางที่จะพาไปพบสวรรค์ได้ดังตั้งใจ

... ในตอนแรก Khaled มีความมุ่งมั่น ในขณะที่ Said เกิดความลังเล เขาไม่แน่ใจและเฝ้าถาม Khaled ว่า มั่นใจหรือว่า พวกเขากำลังสิ่งที่ถูกต้อง

หลังจากทั้งคู่พันระเบิดไว้รอบตัว แต่งองค์ทรงเครื่องพร้อมเดินทางไปปฏิบัติการ เกิดเหตุขัดข้องบางประการ ทำให้ทั้งสองคนต้องวิ่งหนีไปแยกไปคนละทาง Said ก็หายไปอย่างติดต่อไม่ได้ Khaled ขอรับอาสาตามหา Said เขาเชื่อว่าเพื่อนตัวเองไม่ใช่คนทรยศ

ช่วงเวลานี้เอง ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจตัวละคร ความมุ่งมั่นของ Khaled เปลี่ยนไปเป็นความลังเลใจ ส่วนความลังเลใจของ Said แปรผันไปเป็นความมุ่งมั่น และ นำไปสู่ความกดดันอย่างที่สุดในช่วงท้าย

...ความระห่ำมุทะลุของ Khaled ดูจากภายนอกทำให้เขาดูเข้มแข็งแต่แท้จริงในใจล้วนมีแต่ความหวาดกลัว การแสดงออกเหล่านั้นมันเป็นการชดเชยความไม่มั่นใจของตัวเอง จนเมื่อโลกของเขาถูกสั่นคลอนด้วยความจริงที่ตัวเองกำลังจะเผชิญและจากปากของ Suha มันจึงทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ Said ไม่ใช่เช่นนั้น

เพราะแม้ Khaled และ Said จะเติบโตมากับ โลกภายนอก ที่เหมือนนรกคล้ายคลึงกัน แต่โลกภายในของ Said กลับต้องแบกรับความรู้สึกที่เหมือนตกนรกยิ่งกว่า สำหรับการเติบโตมาพร้อมตราบาปที่ว่า ตัวเองเป็นลูกชายของคนทรยศต่อชาติ การวางระเบิดสำหรับ Said ไม่ใช่แค่ การเอาชนะสงคราม แต่ มันคือการไถ่บาปให้กับพ่อของเขาอีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ลูกสาวของวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อชาติ กลับ ต่อต้านวิธีการรุนแรงที่พวกเขาทำอยู่ ตรงกันข้าม กับลูกชายของคนทรยศต่อชาติซึ่งไม่ได้ใช้ความรุนแรง กลับ เลือกวิธีการของความรุนแรงเข้าตอบโต้

...เราจะเห็นว่า การมาเป็นมือระเบิดพลีชีพ การเป็นมือสังหาร มันไม่ได้แปลว่า พวกเขาเป็นคนที่รักความรุนแรงเสมอไป จริงอยู่บางคนก็บ้าศาสนา บางคนก็บ้าอุดมการณ์ บางคนก็นิยมความรุนแรง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

หลายครั้งที่ประชาคมโลกหรือบุคคลอย่าง Suha ป่าวร้องต้องการสันติภาพ แต่ สันติภาพไม่สามารถเกิดขึ้นมาอย่างที่ต้องการ นั่นเป็นเพราะ เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ โลกภายในของคนเหล่านั้น เราเหมารวมว่าคนเหล่านั้นคือพวกที่บ้าความรุนแรง นั่นจึงทำให้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้แค่คนบางคนอย่าง Khaled แต่ไม่อาจเข้าถึงคนที่เติบโตมาพร้อมบาดแผลสงครามในใจอย่าง Said


ทุกคนล้วนอยากมีชีวิตอยู่บนสวรรค์ แต่ สวรรค์อยู่หนใด



...เหตุการณ์ในหนังเรื่อง Munich และ Paradise now อาจอยู่ต่างสถานที่ ต่างช่วงเวลา และ มีรายละเอียดปลีกย่อย แตกต่างกัน แต่ความจริงแล้ว ทั้งคู่ล้วนเล่าเรื่องอยู่ภายใต้เรื่องราวเดียวกัน ผ่านตัวเอกที่เป็นตัวแทนของสองชาติที่เป็นคู่อริกันระหว่าง อิสราเอล และ ปาเลสไตน์

Avner จาก Munich รับอาสาตามฆ่าชาวปาเลสไตน์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ฆาตกรรมนักกีฬาที่มิวนิค บนพื้นฐานความเชื่อว่า เป็น การต่อสู้เพื่อชาติ เป็นการประกาศไม่ยอมถูกย่ำยีจากชาวปาเลสไตน์ที่สังหารโหดนักกีฬาอิสราเอล เขาไม่ทันได้คิดว่า มือสังหารเหล่านั้น ก็มี ความแค้นที่ถูกชาวอิสราเอลกระทำมาก่อน

Khaled และ Said จาก Paradise now รับอาสาวางระเบิดสังหารชาวอิสราเอล บนพื้นฐานความเชื่อว่า เป็น การต่อสู้เพื่อทวงอิสรภาพและแผ่นดิน พวกเขาถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพและชีวิตไปโดยชาวอิสราเอล โดยหารู้ไม่ว่า คนที่ทำลายปาเลสไตน์ก็อาจเคยเป็นคนสนิทหรือญาติของเหยื่อจากเหตุการณ์มิวนิค

… ฉากจบของ Munich ตัวละคร Avner สิ้นสุดภารกิจด้วยจิตวิญญาณที่สูญสลายแถมยังพบว่า จะเข่นฆ่าไปอีกกี่ร้อยพันมันก็ไม่มีวันที่จะสิ้นสุดลง มิหน้ำซ้ำมันยังเป็นการแตกหน่อความแค้นเพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่มีคนตาย เช่นเดียวกัน เมื่อไรก็ตามที่ระเบิดของ Khaled และ Said ถูกจุดชนวนขึ้นมันก็จะทำให้การต่อสู้เพื่อแก้แค้นเกิดตามมาอย่างหาจุดจบมิได้

หาก Avner ได้พบกับ Said สิ่งที่ Avner ได้ค้นพบในตอนจบของ Munich อาจสามารถกระตุกความเชื่อของ Said ที่บอกเพื่อนว่า หากต่อสู้อย่างต่อเนื่องจนได้รับชัยชนะจะทำให้ทุกอย่างสิ้นสุดลง ซึ่งความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในทุกครั้งของการสูญเสีย มันก็จะก่อให้เกิด Avner , Khaled และ Said คนที่ 2 , 3 , 4 ตามมาอย่างไม่รู้จบ


พวกเขาทั้งสามคน เป็นแค่ตัวละครที่ต้องมาเล่นตามบทที่คนรุ่นก่อนๆเขียนไว้ พวกเขาเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆของห่วงโซ่ความแค้น พวกเขาเติบโตมาในช่วงเวลาที่ไม่มีใครหาสาเหตุว่าใครเป็นต้นตอ แต่ เป็นช่วงเวลาที่เข่นฆ่าเพื่อหาความชอบธรรมให้กับตัวเอง

…Avner ใฝ่ฝันอยากมีบ้าน Khaled ใฝ่ฝันอยากอยู่ในสวรรค์ แต่สุดท้ายแล้วการกระทำของพวกเขากลับยิ่งทำให้ บ้านและสวรรค์ อยู่ห่างไกลออกไป ไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังสร้าง นรก ไว้โดยไม่รู้ตัวให้กับอนุชนรุ่นหลังรับสืบทอดมาเหมือนที่ตัวเองได้รับ พวกเขาก็กำลังเขียนบทละครชีวิตให้ลูกหลานต้องมารับบทเดียวกับที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน


... จากหน้าหนัง Paradise now อาจจะเหมือนหนังดูยากหรือเป็นแนวสารคดี แต่ความจริงหนังไม่ได้ดูยากอย่างที่คิด ช่วงแรกของหนังเล่าเรื่องชีวิตของสองหนุ่มอย่างสามัญธรรมดา ด้วยลีลาราบเรื่อย ซึ่งมันเป็นข้อดีเพราะหนังก็กำลังเล่าเรื่องราวคนธรรมดาไม่ใช่คนสำคัญใหญ่โต หนังทำให้เราได้เห็นว่า เขาทั้งสองคนเป็นเพียงคนปกติเหมือนเราๆ และ เมื่อได้รับคัดเลือก พวกเขาเองก็มีทั้งความลังเล สับสน หวาดกลัว

...ความราบเรื่อยและธรรมดาตอนต้นทำให้ง่วงแต่หากไม่หลับจะพบว่า มันส่งผลให้ช่วงท้ายของหนังบีบคั้นและกดดันคนดูเป็นอย่างยิ่ง ผู้กำกับ Hany Abu-Assad เก่งกาจในการเล่าเรื่อง ยิ่งช่วงกลางเรื่องเป็นต้นไปหลังจากที่ Said แบกเอาระเบิดไปไหนมาไหนด้วย มันเหมือนกับ มีระเบิดอยู่ในโรงหนังที่ทำให้คนดูหายใจไม่ทั่วท้อง เดาไม่ได้ว่ามันจะตูมตามเอาตอนไหน

ความอึดอัดที่เกิดขึ้นนอกจากระเบิดที่รอการดึงชนวนแล้ว มันยังมาจาก การเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของ Said ที่ทำให้เรา เดาไม่ได้ว่ามันจะลงเอยอย่างไร และ เมื่อความอึดอัดทั้งหลายจบลงด้วย ภาพสีขาวสุดท้ายบนจอ ที่ปิดฉากอย่างไม่ทันตั้งตัวชนิดที่ บางคนที่คุ้นกับหนังสไตล์ฮอลลีวูดอาจจะงง แต่มันก็ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

...Hany Abu-Assad ผู้กำกับชาวปาเลสไตน์เป็นกลางพอที่จะไม่เล่าเรื่องเอนเข้าฝ่ายชาติตัวเองให้เป็นคนดี หนังแสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนเป็นคนธรรมดาที่เกิดมาในสังคมที่หล่อหลอมความคิดแบบ ไม่มีทางเลือก ให้กับพวกเขา

การเปรียบเปรยตอนต้นเรื่อง มีลูกค้ามาซ่อมกันชนของรถ ลูกค้าเถียงสองพระเอกว่า กันชนเอียง แต่ทั้งสองคนบอก กันชนไม่ได้เอียง ที่ลูกค้าเห็น กันชนเอียงมันเป็นเพราะพื้นที่รถจอดอยู่เอียง เมื่อลูกค้ายังคงยืนยันว่ากันชนเอียงKhaled เลยตัดสินใจ ทุบกันชนให้มันเอียงสมใจ

หาก กันชน เปรียบเหมือนชีวิตพวกเขา พวกเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่เติบโตมาในโลกที่บิดๆเบี้ยวๆ พวกเขาไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายหรือเป็น กันชนที่เอียง แต่เมื่อพวกเขาเติบโตมาบน พื้นโลกที่เอียง มันก็จึงทำให้เขาพลอยเอียงไปตามพื้นโลกที่อาศัยอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจ และ สุดท้ายเมื่อพวกเขาเองรู้สึกว่าไม่สามารถจะยืนตรงๆบนพื้นเอียงๆนี้ให้คนเชื่อ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าชีวิตนี้ ไม่มีทางเลือก ใดๆให้กับชีวิต เขาก็ทำได้แค่เพียง การต้องทำตัวเอียงตามโลกไปด้วยจริงๆ


สิ่งที่ชอบ

1.ผู้กำกับ Hany Abu-Assad … สองสิ่งที่ชื่นชมเขามากคือ วิสัยทัศน์ในการมองโลกแล้วสะท้อนออกมาในหนัง และ ทักษะในการเล่าเรื่องทำได้อย่างยอดเยี่ยม

2. สองนักแสดงนำ … Ali Suliman (Khaled) กับ Kais Nashef (Said)เล่นได้ดีเหลือเกิน โดยเฉพาะการแสดงให้คนดูได้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจแบบสลับขั้วอย่างน่าเชื่อถือ ฉากสุดท้ายของหนังที่ทั้งสองฉายพลังชีวิตของแต่ละคนออกมา คนหนึ่งแตกสลายลงพร้อมน้ำตา ในขณะที่อีกคนหนึ่งมุ่งมั่นแรงกล้าก่อนจะดับวูบไป

สรุป ... เริ่มแรกแสนจะดูราบเรียบเหมือนสารคดี พอดูไปดีๆซักพักจะเริ่มถูกตรึงไว้ด้วยการเล่าเรื่องที่เข้มข้น กดดัน และ พาคนดูไปสู่ฉากจบที่เงียบแต่ทรงพลังเว้นช่องว่างให้สมองคนดูได้คิดอะไรต่อ ยกเว้นหากใครผล็อยหลับไปก่อนมีสิทธิหลับยาว เพราะหนังไม่ได้มีช่วงเร่งเร้าอารมณ์เหมือนหนังในกระแสทั่วๆไป รอบที่ผมดูมาหลังหนังจบลง ไฟในโรงเปิดขึ้น ผมก็พบว่า มีผู้ชายหนึ่งคนที่ค้นพบ paradise now ชนิดไม่มีใครกล้าปลุกแถมเขายังมาคนเดียวอีกต่างหาก


ป.ล. ... รบกวนเวลาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่อ่าน Blog นี้แวะไปลงชื่อกันนิดนึงครับ >> ++ คนอ่าน Blog นี้ ช่วยรายงานตัวด้วยคร้าบ (1) ++

ป.ล.2 ... ยังอาสาเป็นหน้าม้ามาเชียร์ต่อ หนังยังไม่ออกจากโรง ตอนนี้ย้ายกลับไปอยู่โรงสยามเหมือนเดิมแล้ว >> Always: Sunset on Third Street , บางสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ


ติดตามบทความใหม่ๆ หรือ เริ่มต้นอ่าน Blog นี้มีข้อสงสัย + แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบ คลิกไปคุยกันที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 07 มิถุนายน 2549
Last Update : 7 มิถุนายน 2549 18:04:34 น.
Counter : 1534 Pageviews.

11 comments
:: ปูรณฆฏะ :: กะว่าก๋า
(18 มี.ค. 2562 06:13:13 น.)
+ ตุง หรือ ธุงอีสาน + wicsir
(4 มี.ค. 2562 11:02:11 น.)
พระแก้วนาคสวาท : พระแก้วในรัชกาลที่ 3 ผู้ชายในสายลมหนาว
(17 ก.พ. 2562 12:00:03 น.)
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด เหม่ยเซียนถาว เกศสุริยง
(4 ก.พ. 2562 10:59:41 น.)
  
ชอบหนังเรื่องนี้น่ะค่ะ
เห็นด้วยว่า มัน ทำให้เห็น สภาพจิตใจ ของคนธรรมดาดีๆ เห็นความสับสนของมือระเบิดพลีชีพ
ในฐานะ มนุษย์ คนนึง ที่มีความรัก ความอ่อนโยน และความอ่อนแอ
ชอบฉากที่เวลาพวกเขาอยู่กับญาติพี่น้องด้วย

ที่ชอบอีกอย่างคือ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า
ความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ เป็นอย่างไร
โลกในเขต เวสท์แบงค์ เป็นอย่างไร
ได้ดูจากเรื่องนี้ล่ะค่ะ
โดย: grappa วันที่: 7 มิถุนายน 2549 เวลา:7:04:15 น.
  
ไม่ได้ดูเรื่องนี้ค่ะ ได้ดูแต่ Innocent Voice

ถ้าไม่มีส่วนที่ไม่ชอบนี่แสดงว่า Hihgly Recommend ใช่ปะคะ?
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 7 มิถุนายน 2549 เวลา:10:18:26 น.
  
ผมอยากดูหนังเรื่องนี้มากเลยครับ ทว่ามันไม่ฉายในวงกว้าง ผู้อาศัยต่างจังหวัด (ชั่วคราว) อย่างผมคงต้องรอวีซีดี

ผมว่าหนังอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนความรู้สึกของคนอิสราเอลต่อคนปาเลสไตน์ หรือ ปาเลสไตน์กับยิว ได้ดี ก็คือ Divine Intervention แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะออกเป็น Surreal ทางกลุ่ม Impressionism ความสมจริงต่าง ๆ จึงหลุดออกไปจากความเหมือนจริงทั้งหลายพอควร

นับแต่เปิดเรื่องมา เราจะได้เห็นความชิงชังของทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่ซานตาครอสที่ถูกวิ่งตามฆ่า ถนนที่มีหลุม พอคนปาเลสไตน์ไปซ่อม คนยิวก็มาทุบให้เหมือนเดิม ฯลฯ

เป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่องครับ ที่สื่อมวลชนอิสราเอลยอมรับว่ามันจริง

เฮ้อ!!! โลกใบนี้หนอ
โดย: I will see U in the next life. วันที่: 7 มิถุนายน 2549 เวลา:11:10:34 น.
  
** (ยาวหน่อยนะ ... และ Spoil อย่างแรง) **
ผมดูหนังเรื่องนี้ไปตั้งแต่เทศกาล BKK.IFF. ครั้งที่ผ่านมา เนื่องด้วยติดใจตั้งแต่ประเด็นของหนังแล้ว จริงๆ ผมไม่ค่อยชอบหนังรุนแรงหรือแอ๊คชั่นเท่าไหร่นะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เข้าทางผมพอดี เพราะเป็น Psycho-Drama-Thriller ที่คอหนังตื่นเต้นอาจประณามว่าดูแล้วง่วงนอน ... แต่กับผม (ซึ่งชอบดูดราม่าเข้มๆ อยู่แล้ว) ผมว่านี่เป็นหนังดราม่าเชิงจิตวิทยาที่ทรงพลังมากๆ อีกเรื่องนึง อีกทั้งสถานการณ์ในเรื่อง (รวมทั้งการถ่ายทำจากสถานที่และบรรยากาศปาเลสไตน์จริงๆ) ก็บีบคั้นความรู้สึกได้เกือบตลอดทั้งเรื่อง ... ยอมรับเลยว่าหนังเรื่องนี้กระตุกอารมณ์ผมได้อย่างแรง (แรงกว่า Munich ซึ่งดูก่อนเรื่องนี้แค่ไม่กี่วัน) ... ทั้งๆ ที่ไม่มีภาพระเบิด หรือ ฉากการก่อการร้ายจะๆ ให้เห็นเลยซักฉากเดียวก็ตาม และคาดว่าเรื่องนี้น่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 หนังที่ชอบที่สุดของผมที่ได้ดูในปีนี้ด้วย ตอนจัดอันดับตอนสิ้นปีนี้

เหตุผลที่ผมชอบหนังเรื่องนี้ก็จะน่าจะเพราะ ...
1. ตัวหนังมีความทรงพลัง (ทางอารมณ์ดราม่า) เพราะเป็นการติดตามดูชีวิตของมือระเบิดพลีชีพก่อนเค้าจะออกไปปฏิบัติการ อารมณ์หนังทำได้ดี และยังมีการแทรกเกี่ยวกับประเด็นทางด้านการก่อการร้ายเป็นระยะๆ ทั้งจากคำพูดและการกระทำ ว่าจริงๆ แล้ว พวกมือระเบิดเค้าก็เป็นคน เหมือนเราๆ ท่านๆ เพียงแต่เค้าอาจมีอุดมการณ์หรือความศรัทธาบางอย่างที่คนอย่างพวกเราๆ อาจไม่มีวันเข้าใจ
2. ความเป็นกลางของหนัง เพราะหนังเนื้อหาการเมืองจ๋า แถมมีประเด็นก่อการร้ายด้วยแบบนี้ถ้าเอียงไปข้างใดข้างนึง ย่อมโดนคนที่เป็นฝ่ายไม่ดีด่าแน่นอน
3. ที่ชอบมากอีกอย่าง คือหนังลดความเครียดด้วยการใช้มุก "ตลกร้าย" ซึ่งทำให้กลมกลืนไปกับเนื้อหา แถมยังทำให้ดูไม่เครียดจนเกินไป ... มุกที่ชอบมากมาย จะเป็นตอนที่มีการบันทึกวีดิโออำลาของพระเอกและเพื่อนนั่นแหละครับ ทั้งเย้ยหยัน เสียดสีได้เจ็บแสบเจงๆ
4. ตอนจบ บทสรุปชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของพระเอกและเพื่อนได้อย่างชัดเจน เหมือนที่คุณ จขบ. เล่าไว้ ... และผมมองว่า นางเอกทำให้ทั้งพระเอกและเพื่อนเกิดความคิดใหม่ พระเอกสามารถแยกแยะออก ระหว่าง ความเชื่อและความมีเหตุมีผล+สามัญสำนึก (เห็นได้จากตอนที่โต้เถียงกับหัวหน้า ... ก็คือเหมือนเค้าคิดได้แล้วว่าโลกแห่งความเป็นจริง ... คืออะไร) และตอนจบที่ทำแบบนั้น ก็เพราะความรักเพื่อน และคงมองไม่เห็นหนทางอื่นแล้วที่จะช่วยเพื่อนได้ จีงยอมเสียสละตัวเอง ในขณะที่อ้ายตัวเพื่อนมีความศรัทธาและความมั่นคงในใจน้อยกว่าพระเอกทั้งตอนก่อนและหลังเปลี่ยนความคิด ... คงประมาณนี้แหละครับ เท่าที่ผมเข้าใจอ่ะ

สรุป ... โลกใบนี้มันช่างบ้าดีแท้ ใครกันนะ เป็นคนคิดค้น "สงคราม, อาวุธ, การต่อสู้, ฯลฯ" ขึ้นมา เจรจากันดีๆ ไม่เป็นหรือไง? (และต้องไม่มีผู้นำที่กระหายอำนาจและสงครามเหมือนอย่างบางประเทศตอนนี้ด้วยนะ) ... จริงๆ แล้ว ถ้าต่างฝ่ายต่างยอมลดละผลประโยชน์บางอย่าง และยอมรับความแตกต่างระหว่างกันให้ได้ ความหวาดระแวงระหว่างกันก็จะลดลง และโลกใบนี้ก็คงจะสงบสุขขึ้นกว่านี้อีกเยอะเลยล่ะ ...
เวลาผมดูหนังสงครามทีไร ผมจะรู้สึกทุกทีเลยว่า "นี่มันเป็นแค่เกมส์ของเด็กผู้ชายสมัยโบราณ ที่ยังไม่รู้จักวิธีการเอาชนะกันด้วยวิธีอื่น นอกจากต้องต่อสู้ห้ำหั่นกันให้ตายไปข้างนึง" ... ผมถึงไม่ค่อยชอบดูหนังสงครามเท่าไหร่ ก็เพราะเหตุนี้แหละครับ
โดย: บลูยอชท์ IP: 210.1.33.130 วันที่: 7 มิถุนายน 2549 เวลา:13:30:32 น.
  
ทำไม..อ่านแล้วนึกถึงเพลง Imagine ของ John Lennon ลอยมาเบาๆเลยหว่า
โดย: hAmlet IP: 124.121.140.44 วันที่: 7 มิถุนายน 2549 เวลา:23:19:30 น.
  
สุดๆครับเรื่องนี้
แต่ในบรรดาเรื่องที่เข้าชิงออสการ์ต่างประเทศ(ยังไม่ได้ดู Don't Tell ครับ) ผมชอบ Sophie Scholl มากกว่าเรื่องนี้แฮะ
แล้วก็ชอบเรื่องนี้มากกว่า Tsotsi ที่ได้รางวัลไปซะอีก - -

ชอบที่หนังแสดงความต่างของเวสต์แบงก์กับอิสราเอลได้ชัดจริงๆ
โดย: nanoguy IP: 203.151.140.117 วันที่: 8 มิถุนายน 2549 เวลา:2:33:50 น.
  
คุณ nanoguy เหมือนผมเลยแฮะ ... ผมดูไปแล้ว 3 เรื่อง ตอนเทศกาล BKK. IFF. ทั้งหมด ถ้าเรียงตามลำดับความชอบก็คงเป็น Paradise now -> Tsotsi -> Merry Christmas ตามลำดับ (แต่ที่ Tsotsi ได้รางวัล คงเป็นเพราะ คกก. ออสการ์ต้องการหลีกเลี่ยงอะไรที่มันอื้อฉาว และเสี่ยงต่อการโดนประท้วง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคุณสมบัตินั้นครบถ้วน เหอะๆ) ... Don't tell เข้าวันนี้แล้ว ที่ลิโดโรงเดียว คงต้องรีบไปดูแฮะ เด๋วชิงออกก่อนอีก ... ส่วน Sophi Scholl ได้ยินเสียงชื่นชมอย่างหนาหูเช่นกันครับ โดยเฉพาะการแสดงของนางเอก จูเลียน เจนตส์ ... รู้สึกจะมีโปรแกรมเข้าฉายที่ลิโดประมาณเดือนหน้า ผมคงไม่พลาดอีกรอบแล้วอ่ะครับตอนนั้น
โดย: บลอชท์ยู IP: 210.1.33.130 วันที่: 8 มิถุนายน 2549 เวลา:11:30:10 น.
  
เข้ามา review ของหนังเรื่องนี้ น่าสนใจมากค่ะ ปกติเป็นคนชอบดูหนังประเภทนี้ค่ะ
โดย: mda IP: 203.159.0.14 วันที่: 8 มิถุนายน 2549 เวลา:15:00:03 น.
  
ไปตามรอย สวรรค์จานด่วน มาค่ะ
และในที่สุดก็ค้นพบคำตอบของคำถามว่า
สวรรค์อยู่หนใด คำเฉลยอยู่ข้างล่างนี้
(SPOILER)
อย่างคาเล็ดตอนแรกใจเชื่อเหลือเกินว่าทำระเบิดฆ่าตัวตาย แล้วจะพบสวรรค์จานด่วนทันที ก็อยากทำเหลือเกิน แต่ต่อมาเปลี่ยนใจไม่เชื่อแล้ว เริ่มเห็นว่าทำแล้วจะเจอนรกจานด่วนมากกว่า จากที่อยากทำเหลือเกิน ก็ไม่อยากทำเลย
ส่วนซาอิดตอนแรกลังเล ไม่อยากทำ เพราะใจไม่เชื่อว่าทำแล้วจะเจอสวรรค์จานด่วนจริง แต่ต่อมาใจของซาอิดกลับพบว่า การทำอย่างนั้นเป็นทางเดียวจะพบสวรรค์ได้เร็วที่สุด ก็เลยอยากทำขึ้นมาอย่างมากมาย ใครห้ามก็ไม่ฟังซะแล้ว

ดังนั้นสำหรับคำถามคุณผมอยู่ข้างหลังคุณ ว่าสวรรค์อยู่หนใด

ขอตอบว่า อยู่ในใจเรานี่เอง
โดย: Paradise sound IP: 58.9.160.229 วันที่: 13 มิถุนายน 2549 เวลา:10:55:22 น.
  
ขอชื่นชม ทีมสร้างและทีมงานหนังเรื่องนี้ของปาเลสไตล์ เก่งค่ะ ฝีมือไม่ธรรมดาเลย
ที่รู้สึกทึ่งเพราะได้ยินมาว่าเป็นหนังเรื่องแรกของปาเลสไตล์ด้วย แต่ฝีมือไม่เหมือนหนังเรื่องแรกเลยค่ะ
โดย: สวรรค์ติดระเบิด IP: 58.9.158.30 วันที่: 13 มิถุนายน 2549 เวลา:22:04:26 น.
  
หุหุหุ ตอนแรกนึกว่าจะเครียดๆหน่อย
แต่ดูแล้วม่ายด้ายรู้สึกเครียดอย่างที่คิดเลยอ่า (หรือเราม่ายเครียดเอง)
นำเสนอได้น่าสนใจมาก เราว่าเป็นหนังที่ดูสนุกเรื่องนึงเลยน้า ชอบฉากซ่อมกันชนแฝงข้อคิด
แล้วก็ฉากวีดีโออะ ตอกย้ำทำให้รู้สึกว่าเค้าก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาๆคนนึง ก่อนจะกลายเป็นผู้ก่อการร้าย
โดย: มะนาว^__^ IP: 203.113.51.104 วันที่: 18 มิถุนายน 2549 เวลา:4:02:16 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด