Me and You and Everyone We Know , เราอยู่ร่วมกัน เรารู้จักกัน แต่เราไม่เชื่อมต่อถึงกัน


...ปีที่แล้วผมได้แผ่นหนังเรื่องนี้มาดูโดยไม่ได้ตั้งความคาดหวัง ไม่ได้คิดอะไร แค่เห็นว่าไม่มีอะไรจะดูเลย เปิดดูตอนใกล้จะนอน แต่เมื่อดูจบ ผมถึงกับตาสว่างและไม่รีรอที่จะจัดเปิดสมองส่วนบันทึกความทรงจำ แล้วนำหนังเรื่องนี้ติดอันดับ 1 ใน 10 หนังที่ผมชอบที่สุดในปีที่แล้วอย่างไม่ลังเล พลางนึกเสียดายที่จะมีหลายๆคนต้องพลาดหนังเรื่องนี้ไป เพราะเดาไว้ว่า หนังคงไม่เข้าโรงแน่ๆ แต่ผมก็ต้องดีใจเมื่อเห็นเครือ Apex นำเรื่องนี้มาฉายในปีนี้ในโครงการ Little big film

ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาจากหนังเรื่องนี้เวลาเล่าให้ใครฟัง ผมบอกไปว่า หนัง”จี๊ด”มาก

”จี๊ด” เป็นคำคุณศัพท์ที่ผุดขึ้นมาทันทีหลังหนังจบ มันคือความรู้สึกที่ไม่ใช่แค่เจ๋ง เพราะนอกจากความเจ๋งมันยังแอบเข้าไปกัดกินใจให้ร้องซี้ด จาก เจ๋ง + ซี้ด เลยกลายเป็น จี๊ด ในที่สุด

และคงเป็นเพราะ ในตอนที่ผมดูดีวีดีที่บ้านนั้น ผมเองก็กำลังอินกับหนังสือที่ผมชอบมากที่สุดของปีที่แล้วอย่าง 5 people you meet in heaven แม้จะแตกต่างกันเหลือเกิน แต่มีสิ่งหนึ่งร่วมกันที่ผมอ่านแล้วชวนให้คิดถึง คือ ความเกี่ยวโยงกันของผู้คนบนโลกใบนี้

...เคยคิดไหมครับ ว่า คุณเองอาจมีความสัมพันธ์กับใครบางคนที่ไม่รู้จักอย่างไม่รู้ตัวโดยมีเส้นด้ายบางๆที่มองไม่เห็นเชื่อมกันอยู่ เวลาคุณหกล้มลง คุณอาจไม่รู้ตัวว่าแรงล้มนั้นก็ส่งต่อไปถึงใครคนนั้นได้ เหมือนกับหนังเรื่อง crash ที่ทำให้เราได้เห็นว่า คนในสังคมนี้มีแรงกระทบหรือมีโมเมนตั้มส่งต่อถึงกัน

ความสัมพันธ์ใน Crash หรือ 5 people you meet in heaven ชี้ให้เห็นว่า การกระทำใดๆไม่ว่าจะแง่ดีหรือร้าย ซึ่งเราอาจคิดว่า มันเรื่องของฉันไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับใคร มันกลับไปกระทบคนอื่นได้โดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่ความสัมพันธ์ใน Me and You and Everyone We Know ทำให้เราได้เห็นว่า ในโลกใบนี้เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แม้มันจะดูโดดเดี่ยวเพียงใด ยังมีหลายๆคนรอบๆตัวเราที่โยงใยกันไปมา เพียงแค่ว่า เราจะหันมาใส่ใจในกันและกันหรือไม่เท่านั้นเอง

...ฉากเก๋ๆ ฉากหนึ่งในเรื่อง คือฉากที่ พ่อลูกคู่หนึ่งซื้อปลาทองมีชีวิตใส่ถุงมาจากห้างสรรพสินค้า ปลาทองที่อยู่ในถุง ถูกลืมวางทิ้งไว้บนหลังคารถขณะกำลังเปิดประตู แล้วรถก็ขับออกมาบนถนน โดยมีถุงปลาทองบนหลังคา ชีวิตปลาทองตัวนี้พร้อมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ

คริสตีน นางเอกของเรื่องขับรถไปกับปู่ มองดูจากเลนข้างๆ พลางคิดไปว่า ปลาทองตัวนี้คงต้องตายแน่ๆ เพราะแค่เบรค ถุงก็จะร่วงตกมาที่พื้นแตกกระจาย ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่ อธิษฐานให้กับมัน

ทันใดนั้น รถคันนั้นก็เบรค แต่ ปลาทองยังไม่ตาย

เพราะข้างหน้ายังมีรถอยู่อีกคัน แรงเบรคส่งผลให้ ถุงปลาทอง กระเด็นกระดอนส่งต่อไปยังท้ายรถคันหน้า

คริสตีน เปลี่ยนใจ รีบขับแซงไปดักรถคันที่มีปลาทองอยู่บนหลังรถ เพื่อชะลอความเร็วให้รถคันที่มีปลาทองไม่ขับเร็วจนเกินไป ถุงปลาทองจะได้ไม่ร่วงตกลงมา

แต่สุดท้าย ปลาทอง ก็ตกลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชีวิตปลาทอง ดูช่างน่าสงสารเหลือเกิน ชีวิตที่ไม่มีทางเลือกก็เหมือนกับบางชีวิตของคนเรา

ชีวิตที่โดดเดี่ยว และ ไม่มีทางให้ไป การมีชีวิตรอดอยู่ได้ขึ้นอยู่กับคนรอบตัว

เพราะหากไม่มีรถคันหน้า มันก็คงตายตั้งแต่คราวแรก

หากเราเป็น ปลาทอง การมีชีวิตที่ตัวเองไม่มีสิทธิเลือก ต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นๆบังคับทิศทาง ต้องกระเด็นกระดอนไปตามแรงของคนควบคุม ก็แย่พออยู่แล้ว แต่เราจะอ้างว้างเงียบเหงาเพียงใด เมื่อมองมารอบๆแล้วเห็นคนอื่นๆแค่มองแต่ไม่มีแม้แต่ความตั้งใจจะช่วยเหลือ มันคงเป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยวชนิดสุดจะทานทน

ในสังคมที่ต่างคนต่างอยู่ มันก็เหมือนกับการถอดปลั๊กและ disconnect ในกันและกัน ทั้งที่ ฉัน เธอ และ ทุกคนที่เรารู้จัก (Me and You and Everyone We Know )ต่างก็เดินเฉียดชนกันไม่เว้นแต่ละวัน

นั่นคือเรื่องของ คริสตีนและปลาทอง

แต่เรื่องราวของหนังไม่ได้มีแค่นั้น เพราะ ยังมีเรื่องของ คริสตีน และ ริชาร์ด พนักงานร้านขายรองเท้าที่เพิ่งแยกทางกับภรรยา


ครั้งแรกที่พบกัน ริชาร์ดแนะนำให้คริสตีนซื้อรองเท้า เธอตัดพ้อบอกว่า คู่ไหนๆก็เหมือนๆกันเพราะยังไง มันก็กัดเท้าเธออยู่ดี เธอมีส้นเท้าที่ต่ำทำให้เธอหลีกเลี่ยงไม่ได้ ริชาร์ดโต้แย้งว่า อย่าคิดว่าเราสมควรต้องรับต้องเจอสิ่งที่ไม่ดี



เป็นความจริง หากเรามองอย่างคริสตีนเราจะเห็นตัวเองว่า เราสมควรแล้วที่ต้องทนต่อไป

แต่หากเรามองในมุมของริชาร์ด เราจะเห็นว่า ไม่ใช่ตัวเราหรอกที่ไม่ดี ไม่ใช่ตัวเราไม่มีคุณค่า เพียงแค่ว่า เรายังหารองเท้าที่เหมาะสมกับตัวเราไม่ได้เท่านั้นเอง

การใช้ชีวิตก็เช่นกัน หลายคนเข้าใจว่าตัวเองเป็นเท้าที่ผิดปกติจึงต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทน เช่น หญิงสาวหลายคนยอมมีชีวิตอยู่อย่างแสนสาหัสกับคนรักที่ทำร้ายร่างกายเพราะเข้าใจว่า ตัวเองมีค่าเพียงเท่านี้แค่นี้คือดีที่สุดแล้วสำหรับชีวิต ทั้งที่จริงแล้วเธอไม่จำเป็นต้องยอมทนเลย เธอยังมีทางเลือกที่ดีกว่า เธอมีคุณค่ามากกว่านั้น เพียงแค่คนรักของเธอยังเป็นแค่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับเท้าเท่านั้นเอง

จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์สร้างความรู้สึกดีๆให้เกิดขึ้นในใจทั้งสองคน แต่ทั้งคู่ก็หาได้ลงเอยอย่างง่ายดาย เพราะความแตกต่างในบุคลิกนิสัย ระหว่างคนที่กล้าทำอะไรดังที่ใจเรียกร้อง ทำตามสัญชาตญาณ กับ อีกคนที่ขาดความมั่นใจและต้องคิดพิเคราะห์สถานการณ์ ทำให้เรื่องราวของทั้งคู่ต้องติดๆหยุดๆกันไป

ยัง หนังยังไม่จบแค่เรื่องของ ริชาร์ด และ คริสตีน


คริสตีนเป็นศิลปินอิสระที่ทำงานหลักเป็นคนช่วยขับรถให้คนสูงอายุ เธอมีงานอดิเรกคือการสรรสร้างงานศิลปะ ซึ่งตัวเองหวังอยากนำเสนอให้กับเจ้าของแกเลอรี่

เธอนำงานไปเสนอด้วยตัวเองให้กับหญิงสาวเจ้าของแกเลอรี่ถึงที่ทำงาน แต่เจ้าของแกเลอรี่กลับบอกให้เธอส่งทางไปรษณีย์ด้วยท่าทีแบบมะนาวไม่มีน้ำ ทำให้เธอไม่เข้าใจว่า การที่เธอมาถึงนี่แล้วทำไมยังต้องกลับไปส่งทางไปรษณีย์อีก ฉากนี้มีความต่อเนื่องไปถึงการไม่สามารถแยกของจริง – ของปลอมของหญิงสาวเจ้าของแกเลอรี่ เพราะนี่คือการสะท้อนและกัดหยิกสังคมในยุคไซเบอร์ที่เจ้าของแกเลอรี่แสวงหา



สังคมที่ คนเรา สื่อสาร กันแบบ คนต่อกัน น้อยลง สังคมที่เราให้คุณค่ากับอินเตอร์เน็ต ตัวเลข ฯลฯ สังคมที่การพูดกัน การสื่อสารกันเป็นความแปลกแยกแปลกปลอม สังคมที่มองไม่เห็นหัวและไม่ใส่ใจกันและกัน

เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ เรามองเห็นคนแต่เราไม่เห็นคน เราเห็นเขาเป็นแค่สินค้า เป็นแค่งาน เพราะเปลือกภายนอกที่เคลือบฉาบอยู่ เราสร้างความปลอมแปลงให้กับเปลือกภายนอกเพื่อบดบังตัวตนของตัวเรา จนเราไม่สามารถมองหรือแยกแยะระหว่างจริงหรือลวง

จนในช่วงเวลาหนึ่ง ที่เธอถอดเกราะภายนอกออกเหลือแค่ความเป็นคน หญิงสาวเจ้าของแกเลอรี่ผู้มีระยะห่างกับผู้คนก็สามารถสัมผัสได้ถึง ความรู้สึก ที่เธอและคริสตีนมีเหมือนๆกัน นั่นคือ ความโดดเดี่ยวในโลกใบนี้ คือ ความเป็นมนุษย์ที่เธอและคริสตีนมีร่วมกัน ความเป็นมนุษย์ที่หายไปในยุคสมัยดิจิตอลและ นำไปสู่การเชื่อมโยงกันด้วย “มักกะโรนี”


หนังไม่ได้มีแค่เรื่องของ คริสตีนและเจ้าของแกเลอรี่ เพราะเธอทั้งคู่ยังมีความเกี่ยวโยงไปถึง เด็กชายสองคน




ปีเตอร์และร็อบบี้ เป็นพี่น้องที่มีพ่ออย่าง ริชาร์ด ความสัมพันธ์ของพ่อลูกนี้ไม่ใคร่ดีนัก เพราะคนเป็นลูกก็เกิดความรู้สึกต่อต้านลึกๆกับพ่อที่แยกทางมากับแม่ ส่วนคนเป็นพ่อเองลึกๆก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำหน้าที่พ่อได้ดีพอ ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันแต่เหมือนว่ามียังขาดการเชื่อมต่อ(connect)เข้าไปถึงภายในกันและกัน

และแต่ละคนก็มีความรู้สึกอ้างว้างซึ่งนำพ่อให้ไปพบกับคริสตีน ความเหงาของร็อบบี้พาเขาไปพบกับหญิงสาวในอินเตอร์เน็ต และ ความโดดเดี่ยวของปีเตอร์พาเขาไปพบกับหญิงสาวอีกสามคน นั่นคือ เด็กข้างบ้านที่มีความฝันที่จะสะสมข้าวของไว้ให้สามีและลูกตอนโต และ คู่เพื่อนซี้ที่สนใจในเรื่องของความเป็นสาวที่กำลังก้าวย่างเข้ามา



หนังยังมีเรื่องของปู่และคนรัก และ เรื่องของเพื่อนร่วมงานของริชาร์ดกับสองสาว ซึ่งเรื่องราวของผู้คนทั้งหลายในเรื่องล้วนก็มาขมวดเจอกันเป็นวงกลม เป็นวงกลมของความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคนที่มีชีวิตอยู่อย่างเหมือนไม่สามารถเชื่อมต่อ (disconnect) กันได้ ก่อนที่จะมาพบใครอีกคน และ เชื่อมต่อ(connect) กันได้ในที่สุด

...ความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือ ความรู้สึกไร้ตัวตนของมนุษย์นั้นก็เหมือนกับตัวปลาทองในหนัง ที่แม้มีผู้คนรอบกายแต่ก็ไร้ซึ่งคนสนใจ หรือ หากจะมีการพูดคุยก็เป็นการเชื่อมกันได้แค่ที่เปลือกแต่การเชื่อมนั้นมันไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป เพราะมันก็เป็นเหมือนกับการสร้างความสัมพันธ์เพียงผิวเผินเช่นตอนที่ คริสตีนเจอกับเจ้าของแกเลอรี่ หรือ ตอนที่ริชาร์ดกำลังจะแยกทางกับภรรยาและลูกชายก็เหมือนไม่ได้พยายามจะเข้าหาสนใจ

การเผามือแม้เขาจะบอกว่าเพราะเป็นธรรมเนียมที่ทำสืบต่อกันมา แต่ มันก็เป็นการกระทำที่ทำให้เพื่อรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้ เหมือนที่บางคนใช้วิธีทำร้ายตัวเองเช่นกรีดข้อมือ กินยาเกินขนาด ฯลฯ พวกเขาบางคนไม่ได้ทำเพราะผิดหวังเสียใจ แต่ทำไปเพราะ รู้สึกไม่มีใครและไร้ตัวตน

อุปสรรคในการเชื่อมต่อหรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้คนรู้สึกเช่นนี้ ก็มาจากการไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ และ ไม่เอาใจใส่คนรอบข้างหรือคนใกล้ตัว นับวันปลั๊กที่เชื่อมต่อผู้คนในสังคมก็เริ่มหลุดมากขึ้นไปทุกที



นอกจากเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หากมองถึงความเป็นปัจเจกของแต่ละตัวละคร หนังยังพูดถึงรูปแบบการใช้ชีวิตและตัวตนของคนแต่ละช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น จินตนาการและความอยากรู้อยากเห็นของวัยเด็ก, การก้าวข้ามวัยของวัยรุ่นเด็กสาวที่สนใจใคร่รู้ในเรื่องของเพศ , ความไม่มั่นคงและความโดดเดี่ยวของคนในวัยทำงาน ไปจนถึง ความอ้างว้างเปลี่ยวเหงาของวัยชรา

เรื่องราวของแต่ความสัมพันธ์แต่ละมีประเด็นดีๆที่สอดแทรกอยู่มากมาย สุดแล้วแต่ใครจะมองในมุมไหน หรือ หากจะไม่ขบคิดหนังก็ให้ความเพลิดเพลินโดยไม่รู้สึกเบื่อ ในข้อคิดของหนังยังมีความงดงามของอารมณ์ที่ส่งต่อมาให้คนดู ซึ่งตัวหนังแสดงออกชัดเจนว่าผู้กำกับทำหนังเรื่องนี้ไปด้วยอารมณ์ศิลปินที่มีอยู่ล้นเปี่ยม และ ผลงานของเธอชิ้นนี้ก็เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

ซึ่งบางอารมณ์ของหนังทำให้ผมรู้สึกโยงไปถึงความเหงา และการเติมเต็มในกันและกัน + ตัวตนของตัวผู้กำกับที่ถ่ายทอดออกมาในหนัง ใน Lost in translation (สองเรื่องนี้ก็มีเป็นหญิงสาวอารมณ์ศิลปินเหมือนๆกัน) จะต่างก็ตรงที่ว่า Lost in translation อาจสัมผัสคนดูแค่ที่อารมณ์แต่เรื่องนี้ ยังไปเล่นกับ ความคิด ของคนดู



Me and You and Everyone We Know เป็นหนังที่หลายคนเห็นชื่ออาจพาตัวเดินหนี เพราะเห็นชื่อแล้วขยาดคาดว่าจะเป็นหนังอาร์ตที่ดูยากเย็นแสนเข็ญ นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะ นี่เป็นหนังที่ดูเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ยากจนต้องใช้ความพยายามดูและก็ไม่ได้ง่ายเหมือนหนังสีลูกกวาด ไม่อืดอาดเนิบนาบให้นอนคอพับคาโรง เพียงแค่ รสชาติของหนังอาจไม่คุ้นลิ้นเท่านั้นเอง


สิ่งที่ชอบ

1.จี๊ด ... จี๊ดไม่ใช่ชื่อคน แต่ จี๊ด คือ อารมณ์ความรู้สึกที่ได้หลังดูหนังจบ หลายจุดของหนังที่ดูแล้วต้องชมคนเขียนบทซึ่งก็เป็นคนเดียวกับผู้กำกับ ว่า คิดได้ยังไง ไม่ใช่แค่คิดได้ไง แต่ยังนำเสนอออกมาได้อย่างมีเสน่ห์เหลือเกิน

เรียกได้ว่าหลายฉากในหนัง ถ้าคนทำไม่แน่จริงผลที่ออกมามีสิทธิจะออกมาโดดเด้งเหมือนนักเรียนหนังอยากลองอยากโชว์ฝีมือจนล้นเกิน อย่างที่หลายคนขยาดว่าจะเป็นหนังแบบติ๊สแตกหรือเปล่า หรือ ตัวหนังอาจกลายเป็นดูปลอมหรือดูเฟคหรือดูเสแสร้งได้ง่ายๆ แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้รู้สึกเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย หนังเล่าเรื่องอย่างจริงใจและไม่ติ๊สแตกอย่างที่หลายคนคิด

2.มิแรนดา จูลาย ... จากข้อ 1 ผู้ที่สมควรได้รับคำชมไปเต็มๆคือเธอคนนี้ ผู้รับบทควบทั้งกำกับ เขียนบท และ นำแสดงเอง ไม่น่าแปลกใจที่หนังไปคว้ารางวัลในหลายๆเทศกาลหนังมาแล้ว เพราะ เธอได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เห็นกับการเขียนบทที่จัดจ้าน จี๊ดจ๊าด แต่ก็ไม่หลุดหรือแปลกแยก ทั้งยังงดงามและเปี่ยมด้วยปรัชญาแถมสะท้อนมุมมองสังคมบวกข้อคิดอีกมากมาย

3.ความคิด ... หนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆของคนแต่ละคู่เหมือนไม่มีอะไร แต่ดูๆไปหนังกลับมีนัยยะแฝงอยู่เกือบตลอดเวลา และความคิดที่ผู้กำกับแนบแฝงไว้ก็ไม่ได้ยากเย็นที่จะต้องปีนบันไดแปลความ มันดูง่ายและสนุกไปในคราวเดียว

4.ฉากเดินไปตาม Tyrone Street , ฉากติดกาวในห้างสรรพสินค้า และ ฉากปลาทอง .... ฉากเหล่านั้นเก๋ไก๋และให้อารมณ์แปลกประหลาดที่ยากจะลืมได้ลง สองฉากแรกโรแมนติกมาก เป็นความโรแมนติกที่ไม่ได้หวานแหววแต่เป็นความโรแมนติกที่ดูจริงใจและผลิออกมาจากความคิดของตัวละคร มิหนำซ้ำยังสอดใส่ไดอะล็อกที่เปรียบเปรยชีวิตคู่ได้อย่างน่าสนใจ ส่วนฉากหลังเป็นฉากที่ทำให้ผมตาค้างเพราะทึ่งในไอเดียและการลำดับภาพ เป็นจุดเริ่มต้นที่มีพลังให้ผมต้องตั้งใจดูตอนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก

สรุป ... Me and You and Everyone We Know เป็นหนังที่ มีทั้งกึ๋น มีทั้งความงดงาม มีทั้งข้อคิด มีทั้งความเป็นศิลปะ นี่เป็นเหตุผลของคำว่าจี๊ดที่ผมบัญญัติให้เฉพาะกับเรื่องนี้ เป็นเหตุผลที่ผมเลือกให้เป็น 1 ใน 10 หนังที่ผมชอบมากที่สุดของปีก่อน และ เป็นเหตุให้ผมยอมเสียเงินตีตั๋วไปดูในโรงอีกครั้งหนึ่งแม้จะเคยดูแผ่นไปแล้วก็ตาม อยากให้ได้ไปดูกันครับเป็นอีกเรื่องที่ขอเชียร์อย่างออกหน้า


ป.ล. 10 หนังประทับใจของปีก่อน(ไม่เรียงลำดับ)

1.Marathon หรือ Running boy
2.Me and you and everyone we know
3.Nana
4.เฉิ่ม
5.Hana & Alice
6. 24 ซีซั่น 3
7.Proof
8.Finding Neverland
9.The Chronicles of Narnia: The Lion, The Witch and the Wardrobe
10.Hidden

... รายละเอียดของความชอบเขียนไว้ที่นี่ครับ

5 หนังไม่ชอบ + 10 หนังชอบ (ของปีที่ผ่านมา)
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&group=1&month=01-2006&date=10&blog=1


เริ่มต้นอ่าน Blog นี้มีข้อสงสัย + แวะเวียนมาพูดคุยถาม-ตอบ คลิกไปคุยกันที่ --> หน้าแรก


รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง



ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป


Create Date : 04 กันยายน 2549
Last Update : 6 กันยายน 2549 12:59:26 น.
Counter : 1798 Pageviews.

32 comments
วัดภาวนาโซล ประเทศเกาหลีใต้ จัดโครงการปฏิบัติธรรมนานาชาติ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม นานาชาติโทชิหงิญี่ปุ่น Turtle Came to See Me
(13 มี.ค. 2562 20:11:50 น.)
Don't Worry Be Happy - Bobby McFerrin ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(24 ก.พ. 2562 16:10:07 น.)
สวนลุงวุฒิ อ.ภูเรือ จ.เลย : อาณาจักรของกุหลาบหินแห่งภูเรือ JinnyTent
(24 ก.พ. 2562 18:45:14 น.)
跟老婆打架了 วิวาทกับภรรยา Kavanich96
(5 ก.พ. 2562 02:37:33 น.)
  
ชอบฉากปลทองเหมือนกันค่ะ ดูแล้วแบบว่า...เป็นประกาย
โดย: เด็กน้อยคนเดิม วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:2:41:18 น.
  
อยากดูเหมือนกัน แต่พอดีดู An Inconvinient Truth ไปก่อนแล้วอินจัด เลยไม่ได้เรื่องนี้ต่อเลยอ่า อิอิอิ เอาไว้จะไปดูบ้างงงง
โดย: อานาตะโออาอิชิมัตสึ วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:8:39:42 น.
  
อยากดูมากค่ะ

พี่กรัปป้าก็แนะนำเหมือนกัน

แต่ยังไม่ได้ดูเลยง่ะ

ไม่รู้จะได้ดูหรือเปล่าเลย
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:10:26:33 น.
  
ยังไม่ได้ดูเลยครับ เพราะเลือกไปดู An Inconvinient Truth ก่อน คาดว่าอาทิตย์นี้คงไปดูครับ เพราะเพื่อนก็แนะนำมาว่าหนังดีกว่าคิด ขอบคุณสำหรับรีวิวมากๆ ครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าพลาดไม่ได้เลย
โดย: เข็มขัดสั้น วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:11:43:24 น.
  
ว่าจะไปดูอยู่เหมือนกันครับ
โดย: I will see U in the next life. วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:14:15:35 น.
  
ไปดูมาแว้ว นั่งดูในโรงก็ไม่ค่อย get แต่พอมาอ่านบล็อกจึงถึงบางอ้อ ทำให้อยากกลับไปดูใหม่อีกรอบบบ
โดย: อิอิอุอุ IP: 202.28.169.165 วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:14:38:01 น.
  
ตอนแรกได้ตั๋วฟรีจากเวบพันติ๊บรับ นัดแฟนแล้วว่าจะไปดู แต่ก็ติดงานด่วนเลยไม่ได้ไป

แต่ก็ไม่ได้เสียดายอะไร เพราะไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ คาดว่าคงเป็นหนังติสท์อีกเรื่อง ที่อาจจะดูไม่รู้เรื่อง เหมือนกับที่ผมเคยนั่งใบ้กินในเรื่องไรน้า

หนังญี่ปุ่นที่เข้าฉายใน ลิตเติ้ลบิ๊กฟิล์ม คราวที่แล้วน่ะครับ สเนคๆ จูนๆ เนี่ยแหละ

อ่านบล๊อคแล้ว อาจจะหาโอกาสไปดู เพราะชื่นชอบ CRASH มากๆ ชอบหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบนี้

แต่ เอ เห็นคุณโยงไปถึง LOST IN TRANSLATION ว่าอารมณ์ใกล้เคียงกัน ผมเริ่มลังเลใจแล้วนะเนี่ย เพราะเป็นอีกเรื่อง ที่ผมดูแล้วไม่อิน ไม่เข้าใจ ว่าติด1ใน5เรื่องสุดท้ายออสการ์ได้ไง
โดย: จอมผีดิบมันตรัย IP: 203.188.20.141 วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:21:46:01 น.
  
+ ผมดูเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยดู An inconvenient truth (รอบห่างกัน 15 นาที) ... ซึ่งตอนแรกว่าอาจจะดูต่อกันไม่ไหวเหมือนกัน เพราะคนละอารมณ์ คนละแนวเลย แต่สุดท้ายก็เหมา 2 เรื่องจนได้ ... ดังนั้น อารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับจากเรื่องนี้ จึงยังไม่งวดนัก (แต่ก็รับรู้ได้ถึงความ 'จี๊ด' เช่นกัน) มาตกตะกอนนอนก้นเอาตอนอ่านรีวิวที่นี่ นี่เองฮับ
+ ขอชื่นชมฝีมือการกำกับ + เขียนบท + นำแสดง ของ ผกก. คนเก่ง มิแรนด้า จูลาย ด้วยคน ... ที่เธอสามารถเก็บเอาสิ่งละอันพันละน้อย ที่หลายคนอาจมองว่าเป็น 'ความบ้าบอคอแตก' และเลือกที่จะมองข้ามมันไป มาเกาะเกี่ยวและร้อยเรียงเป็นเรื่องราวดีๆ อย่างหนังเรื่องนี้ ... แค่ดูฉากแรกๆ ผมก็รู้สึกได้ถึงความ เพี้ยน ประหลาดหลุดโลก แต่ก็น่ารัก ของเรื่องราว (แค่พระเอกโผล่ออกมาฉากแรกๆ ก็ sentimental ซะ ...) แล้วก็มาสะดุดพลังเอาที่ฉาก 'ปลาทองบนหลังคารถ' ที่ได้ยินมานานแล้วเช่นกันครับ
+ พระเอก (จอห์น ฮอว์ก) แสดงได้ดูเอ๋อๆ แต่ก็จริงใจ ... นางเอก ผกก. เล่นเอง เฉียบอยู่แล้ว ... ส่วนดาราที่เหลือก็ทำหน้าที่ของตนเองได้ดี ไม่มีใครเด่นจนถึงกับขโมยซีน แต่ก็ไม่มีใครด้อย จนทำให้เนื้อเรื่องสะดุด ... และการที่ดาราทั้งหมด 'โนเนม' ก็ทำให้อินได้ง่ายขึ้นว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่คนเราอาจได้เจอในชีวิตประจำวันจริงๆ (เพียงแต่เราอาจไม่ได้ใส่ใจมัน)
+ ชื่อหนังมันเก๋ไก๋ ... คุณ ผกก. เธอก็สามารถผูกโยงเอารูป (เรียกไม่ถูก) ลายประกอบเล็กๆ ตอนต้นเรื่อง เอามาเป็นประเด็นจนได้ ... เจ๋งง่ะ

### Spoiler alert ###
+ ตอนแรกก็งงๆ ว่านางเอกปิ๊งอะไรพระเอกนักหนา (จนถึงกับต้องทำอะไรขนาดนั้น) ทั้งๆ ที่ภรรยาเก่าและเจ้าลูกชาย 2 คนยัง 'ต่อ' กับเค้าไม่ติดเลย ... แต่พอมาคิดอีกที การที่พนักงานขายคนนึง ทำการขายของอย่างมืออาชีพ เอาหัวใจใส่เข้าไปในการบริการให้กับลูกค้า (ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค จนทำให้เธอซื้อรองเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อกลับมาบ้าน) ... คงทำให้เธอรู้สึกว่า เธอน่าจะ 'ต่อ' กับคนๆ นี้ได้ติด ... ฉากตอนลงเอย ก็ทำได้ซึ้งดีครับ
+ สำหรับประเด็นของแต่ละคู่ ก็มีเรื่องราวมากมายที่ชวนให้ขบคิด ตัวอย่างเช่น ...
- ศิลปินใหญ่เธอคือคนที่แชทลามกกับเจ้าหนูตัวน้อยจริงหรือไม่ (แต่น่าจะจริง ดูจากสัญลักษณ์รูป (X...X 555) ตรงป้ายแสดงผลงาน) ... ถ้าใช่ เธอทำไปเพื่ออะไร ปมในใจเธอคืออะไรกันแน่
- หลังจาก 2 สาวกะจะบุกบ้านเพื่อนพระเอกผู้เขียนข้อความแสนห่าม (แต่ตัวจริงกลับกลัวหงอ) ... แล้วทำไมเธอถึงวิ่งลงบนไดไปและหัวเราะไป มันเหมือนกับเธอคิดจะทำอะไรต่อไป (เอ่อ ... แต่ฉากสยิวกิ้วนั่นกับเจ้าตัวพี่ชาย ทำเอาผมตัวเกร็งไปเหมือนกันนะครับ เหอะๆ)
- ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับสาวน้อยข้างบ้าน จะกิ๊กกันต่อมั้ย (เพราะเธอดันไปเห็นซีน XXX นั่นเข้า) ... แต่ก็ดีแล้วที่หนังไม่เลือกเล่นประเด็นนี้ ไม่งั้นอาจทำให้เนื้อเรื่องเสียหายได้ (แต่คนดูอย่างผมดันแอบคิด 555)
- คุณปู่จะอยู่อย่างไรต่อไป เมื่อคุณย่าจากไปแล้ว (โดยที่นางเอกทำให้เธอสมหวังก่อนตาย) ... นางเอกจะยังขับรถให้คุณปู่นั่งอยู่มั้ย
- แล้วถ้านางเอกก้าวเข้ามาเป็นแม่ใหม่ ... ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับลูกทั้ง 2 จะดีขึ้นมั้ย รวมทั้งตัวเธอด้วยที่ได้ลูกติดกำลังจะโตมาตั้ง 2 คน
ฯลฯลฯ

+ สรุปว่า หนังที่ดำเนินเรื่องในแนว connection เชื่อมโยงกันไปมาแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเลือกทำออกมาในแนว ซีเรียส มีความเป็นดราม่าอยู่สูง ... แต่กับเรื่องนี้ กลับทำออกมาในสายตาของศิลปิน ผู้มีความเป็น 'อัตลักษณ์' ในตัวอยู่สูง ทำให้หนังดู 'รื่นรมย์' ดีเหลือเกิน ... ขอ Two thumbs up ด้วยคนครับ
โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 4 กันยายน 2549 เวลา:23:02:02 น.
  
เรื่องนี้ก็ดูตอนเป็นแผ่นครับ ชอบมาก ๆ
โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 5 กันยายน 2549 เวลา:17:50:58 น.
  
โดยความเห็นส่วนตัว ชอบ Lost in translation กับ Crash มากกว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะคะ เพียงแต่ว่าอารมณ์ร่วมไปกับหนังเรื่องนี้น้อยกว่าอะคะ อืมม แล้วจะเขียนวิจารณ์เรื่อง An inconvenient truth มั้ยอะคะจขบ.
โดย: aorengja IP: 58.136.204.77 วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:0:43:00 น.
  

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำกับหนังดีดี
อ่านแล้วอยากดูมั่งจังค่ะ..
คงหาไม่ยากใช่มั้ยคะ
โดย: *~ If TomOrRoW nEveR CoMeS ~* IP: 203.144.240.229 วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:12:22:45 น.
  
^
^
... หาไม่ยากครับ ตอนนี้ฉายที่ลิโด้โรงเดียวครับ

... ต้องขอโทษด้วยคร้าบ ที่อาจทำให้คุณ จอมผีดิบมันตรัย เข้าใจผิดไปได้ถึง LOST IN TRANSLATION แล้วเกิดลังเลใจจนอดไปดู คือ คนละแนวทางชัดเจนครับ เพียงแต่อารมณ์โดดเดี่ยวในสังคม กับ การสะท้อนตัวตนของผู้กำกับที่มีความเป็นศิลปินในตัวสูงเหมือนๆกัน แต่ไม่ต้องกลัวว่าดูเรื่องนั้นไม่สนุกแล้วเรื่องนี้ไม่สนุกด้วย ต่างกันแน่นอนครับ

บลูยอชท์... จริงๆยังมีประเด็นปู่ย่า กับ หนุ่มข้างบ้านขี้อายแต่แอบลามก อีก แต่พอดีเหนื่อยเขียนไม่ทันครับ เลยขอข้ามไป แหะๆ

aorengja ... An inconvenient truth คงขอบอกผ่านครับ เพราะผมเผลอหลับตอนกลางเรื่อง เอ๊ยไม่ใช่ๆ เพราะไม่มีเวลาครับ สรุปสั้นๆว่าเป็น หนังสารคดีที่ดีนะครับ ดูจบแล้วผมยังท่อง โลกร้อนๆ อยู่ในใจอยู่เลย ภาพที่คัดมาทั้งภาพถ่ายและกราฟฟิก ติดตาคนดูได้ดี

....ขอบคุณคร้าบกับทุกๆความเห็นที่เข้ามาพูดคุยกัน
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:12:43:07 น.
  
เพิ่งไปดูเรื่อง An inconvenient truth มาเมื่อวานนี้ค่ะ ดูแล้วอินจิง ๆ ค่ะ กระตุ้นต่อมอนุรักษ์โลกขึ้นมาอีกเยอะเลย ไม่ว่าจะชอบบุช หรือชอบกอร์ หรือไม่ชอบทั้งสองคน ก็อยากให้ไปดูกันนะคะ เพื่อรณรงค์ให้คนอนุรักษ์โลกนี้ไว้ตราบนานเท่านาน
โดย: aorengja IP: 58.136.204.154 วันที่: 6 กันยายน 2549 เวลา:23:21:40 น.
  
อืม...สารภาพว่าดูไม่รู้เรื่องค่ะ คือก็เข้าใจเรื่องราวนะคะ แต่มีงงๆหลายฉากทีเดียว เช่นฉากที่สองสาวไปถึงบ้านของเพื่อนพระเอก แล้วพอไม่เจอใครก็วิ่งออกมา...ไม่เข้าใจค่ะ


อีกฉากคือตอนสุดท้ายที่ปรากฏว่าเสียงกริ๊งๆกลายเป็นเสียงเคาะเหรียญ นี่ต้องการสื่อถึงอะไรเหรอคะ(เราคิดได้แค่ว่า ที่แม่อุตส่าห์อธิบายยืดยาว กลับไม่ใช่เรื่องจริง)

ยอมรับว่าเข้าไม่ค่อยถึงค่ะ ดูแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไรเลยแฮะ มีแต่เครื่องหมาย question mark เต็มหัว ที่ชอบมีแค่ฉากปลาทอง กับเรื่องรองเท้า 2 ฉากค่ะ

มาคิดๆดูแล้ว LOST IN TRANSLATION เป็นอีกเรื่องที่เราดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยน่ะค่ะ แถม 10 หนังโปรดในปีที่แล้วของพี่ เราได้ดูแค่ 4 เรื่อง แถมไม่ชอบซักเรื่องอีกต่างหาก หุๆ

ปล. แต่เราชอบ season change มากๆเลยค่ะ กลายเป็นหนังที่ชอบที่สุดของปีนี้ไปแล้ว และก็ชอบมากกว่าแฟนฉันและเพื่อนสนิทเหมือนกันค่ะ จะรออ่านเรื่องนี้นะคะ
โดย: azzurrini วันที่: 7 กันยายน 2549 เวลา:12:50:10 น.
  
^
^
... พี่ขอโต๊ด พี่เสียจาย ที่วันนั้นเชียร์ให้น้องหนูไปดูเรื่องนี้

เสียงเคาะเหรียญ ... อาจไม่ได้มีความหมายอะไรเลยก็ได้ แต่ ความรู้สึกตอนนั้น มันคือความเหงา เด็กคนนี้น่าจะเหงา เพราะ เสียแม่ พ่อเข้าไม่ถึง พี่ติดสาว สาวในเน็ตรู้ตัวจริงแล้ว ฯลฯ + ความหมายของการเคาะของคนก่อนหน้านั้นคือบอกว่า เคาะเพื่อฆ่าเวลาให้หมดไป และ ฉากนี้ก็กัดแม่ในฉากที่แม่ทำท่าเหมือนอธิบายเรื่องเสียงนี้ให้ลูกฟังเป็นคุ้งเป็นแคว ฉากนั้น แม่ดูดีกว่าพ่อที่เหมือนตัดบท แต่ความจริงแล้ว แม่เองก็ไม่ได้จริงใจตอบคำถามลูกแค่ตัดบทด้วยวิธีที่เนียนกว่าแค่นั้น

ฉากวิ่งออกมา ... คือสองสาวนี่เข้าใจว่า เป็นเหมือนวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อสาวอยากลอง อยากรู้ อยากเห็น ถ้ามีใครอยู่อาจจะลองหรือยอมถึงขนาดมี sex ด้วย แต่พอไม่มีใครก็หนีออกมา พร้อมคิดว่า "เย้ สำเร็จแล้ว พอแค่นี้แหละ ช่วยไม่ได้ไม่มีใคร" เหมือนกับที่เธอไปลองกับพี่ชายหนุ่มในห้องกันสามคน ก็เป็นความอยากรู้อยากลองว่า "ฉันเป็นสาวแล้วนะ" เท่านั้นเอง

ป.ล. เมื่อวานไปดูรอบสองมา ก็ยังยืนยันว่า รัก season change มากที่ซู้ด เป็นความรู้สึกรักหนังมากๆถัดจาก เฉิ่ม ที่ได้ดูปีที่แล้ว (เป็นหนังของแก๊งค์ผกก.ทีมนี้ ที่ชอบมากที่สุดเช่นกัน ชอบมากกว่าแฟนฉัน เพื่อนสนิท และ เด็กหอ)
โดย: "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" วันที่: 7 กันยายน 2549 เวลา:15:14:12 น.
  
dialogue ในเรื่องนี้นี่ชวนคิดในหลายๆฉากนะครับ.. เยอะจนคิดตามไม่ทันเลยแฮะ - -*
ชอบฉาก ))<>(( ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกแฮะ..
ผมว่าจริงๆเรื่องนี้มันเหมือนกับการ "เก็บเล็กผสมน้อย" เอามารวมๆกันจนกลายเป็นหนังเรื่องนึงอะครับ

ปล. อยากดู Seasons Change
ปล.2 Miranda July เป็นคนเดียวกับที่เล่นโฆษณา Rexona ชุดที่เป็นผู้หญิงในร้านหนังสือรึเปล่าครับ? หน้าคล้ายกันมากๆ
โดย: nanoguy IP: 203.113.35.10 วันที่: 7 กันยายน 2549 เวลา:22:30:03 น.
  
เพิ่งได้ดูเรื่องนี้ครับ
มึนๆ ในหลายๆ ตอน โดยเฉพาะตอนจบ lol

แต่เป็นหนังที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่งเลยครับ ออกมาจากโรงแล้วรู้สึกดี ดีที่ได้ดู ภาพสวย แสงสวย

ดูแล้วรู้สึก 'จี๊ด' อย่างที่คุณว่าจริงๆ แหละครับ

ส่วนตัวประทับใจฉากที่นางเอกเขียนคำว่า me กับ you บนรองเท้าแล้วก็ขยับๆ ๆ ๆ นั่นมากที่สุดอ่ะครับ เรียบๆ ง่ายๆ แปลกๆ แต่พุ่งตูมมาโดนเต็มๆ เลยครับ

รอบทความ season change อยู่นะครับ :P
โดย: กึ่งอัตโนมัติ (กึ่งอัตโนมัติ ) วันที่: 7 กันยายน 2549 เวลา:23:32:53 น.
  
จริงๆแล้วหลายๆอย่างในเรื่องนี้ผมชอบนะ
สิ่งเล็กน้อยๆธรรมดาๆรอบๆตัวในชีวิตประจำวัน
ดูมีความหมายขึ้นมาทันที
เหมือนผมได้รู้จากหนังว่ามนุษย์เราเนี่ยถ้ามันไม่ได้สือสารกันก็ไม่มีทางได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของกันและกันซะที
เสียงประกอบก็ดีครับ ฟังแล้วมันปล่าวเปลี่ยวเหงาดี
รวมถึงตัวละครที่ดีมาก 2 คนที่ผมชอบคือ คริสติน กับ ร๊อบบี้
คริสติน...สายตาเธอมีเสนห์ประหลาดๆ ผมเลยหลงซะ
ส่วน ร๊อบบี้...เด็กอะไรน่ารักน่าชังจริงๆ แสดงได้ดีมากๆ มันทำให้ผมยิ้มมุมปากได้ตลอดเวลา
แต่...เมื่อดูจบ
ผมกลับไม่ได้รู้สึกประทับใจซักเท่าไร
อาจเป็นเพราะรสชาติมันเเปลกๆไม่คุ้นลิ้นอย่างที่คุณว่า หรืออาจเพราะว่า ผมคาดว่าหนังมันจะมาแนวๆ feel good ประทับใจน้ำตาซึมมากไปหน่อย ดูเสร็จเลยยังเหงาๆหลอนๆซะ งง ว่าแล้วนี่เรารู้สึกไงกันแน่

ตอนนี้เริ่มซึมๆตกตะกอนแล้ว
หนังมันไม่ได้ดีแบบปุ๊บปั๊บฉาบฉวยแต่มันค่อยๆซึมเข้ามาเรื่อยๆ

ไว้ดูอีกรอบแน่นอน
โดย: kimprite วันที่: 8 กันยายน 2549 เวลา:11:14:49 น.
  
colourful and lifeliness.
อุอุ ขอแอบมั่วใช้ภาษาปะกิตเน้อ
ดูหนังจบแล้วอี้งและอิ่มเอม
ทั้งยังทำให้เราย้อนสำรวจความหมายจากหลากหลายความสัมพันธ์ของแต่ละชีวิตที่ดำเนินและดำรงอยู่ร่วมกัน
ปล.หวังว่าจขบ.ตัวจริงคงจะไม่ใช่เด็กชายหัวหยิกแอบเล่นเน็ตอยู่บ้านหละ เหอเหอ

โดย: being there IP: 58.9.161.139 วันที่: 9 กันยายน 2549 เวลา:21:30:14 น.
  
ผมอยากดูหนังสักเรื่อง เป็นหนังแบบที่จินตนาการไว้ แล้ว..เรื่องนี้ ใช่..เลยคับ (เว่อไปป่าวหว่า)
โดย: norwegian-.-wood IP: 58.10.93.109 วันที่: 10 กันยายน 2549 เวลา:1:07:59 น.
  
ก่อนอื่นต้องขอบคุณ คุณผมอยู่ข้างหลังคุณ อย่างมหาศาล ที่ทำให้ได้มีโอกาสดูหนัง จี๊ด สุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เรื่องนึง
ชอบหลายๆอย่าง ทุกฉาก ทุกบทสนทนาของเรื่อง เพราะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่แทนความหมายของความรู้สึก ความคิด ความต้องการ ความไม่ต้องการ และชีวิต ในคนหลายแบบ หลายวัย
ฉากที่ดูแล้วรู้สึกสะท้อนใจ คือ ฉากเด็กน้อย กับผู้หญิง ให้ความรู้สึกถึงการแสวงหาความอบอุ่น และการเหงา ว้าเหว่ ได้ซึมลึก
ชอบที่คุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนวิเคราะห์ โดยเฉพาะ
"แต่หากเรามองในมุมของริชาร์ด เราจะเห็นว่า ไม่ใช่ตัวเราหรอกที่ไม่ดี ไม่ใช่ตัวเราไม่มีคุณค่า เพียงแค่ว่า เรายังหารองเท้าที่เหมาะสมกับตัวเราไม่ได้เท่านั้นเอง การใช้ชีวิตก็เช่นกัน หลายคนเข้าใจว่าตัวเองเป็นเท้าที่ผิดปกติจึงต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทน เช่น หญิงสาวหลายคน.......... เธอยังมีทางเลือกที่ดีกว่า เธอมีคุณค่ามากกว่านั้น เพียงแค่คนรักของเธอยังเป็นแค่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับเท้าเท่านั้นเอง"
ชอบมากเลยค่ะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง จริงที่สุด ค่ะ
โดย: You everyone know and I everyone don't know IP: 202.28.181.9 วันที่: 11 กันยายน 2549 เวลา:16:09:16 น.
  
มาคุยด้วยนะคะ (เจ้าของบล็อกจะยังกลับมาอ่านมั้ยนี่?)


สำหรับเรา ขอคุยสองประเด็นที่มาอ่านเจอในหน้านี้นะคะ


เสียงเคาะเหรียญ คิดคล้ายๆ ที่จขบ.ตอบไปค่ะ คือท้ายที่สุด คนที่ดูเหมือนฉลาด ดูดี พยายามตอบลูก ก็มั่วเช่นกัน ตนเองก็ไม่รู้แต่ก็พูดให้ดูดีได้ เป็นการพลิกโฉมหน้าอีกด้านของเมียพระเอก ที่ใครๆ ก็คิดว่า ดูเหมือนฝ่ายชายจะไม่ได้เรื่องจนฝ่ายหญิงต้องทิ้งไป

แต่ช็อตนี้ทำให้เราเข้าใจว่า ฝ่ายชายเค้าก็มีข้อดีของเค้า เค้ายังคงห่วงใยลูก และจริงใจกว่าฝ่ายหญิงในบางเรื่องด้วยซ้ำค่ะ





คนแชทกับเจ้าหนู เราคิดว่าไม่ใช่ตัวศิลปินใหญ่ค่ะ

น่าจะเป็นตัวเลขาหรือใครซักคนที่คิดป้ายโฆษณางานศิลปะครั้งนี้ให้กับแกลลอรี่นี้นะคะ






ส่วนประเด็นหญิงสาวทำไมชอบชายหนุ่มคนนี้หนักหนา

ขอสารภาพว่า ถ้าเป็นเรา แล้วเจอผู้ชายอย่างในเรื่องในสถานการณ์เดียวกับนางเอก

เราคงตกหลุมรักเช่นกันค่ะ
(ซึ่งผู้ชายหลายคนอาจไม่เข้าใจใช่มั้ยคะ? )
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 11 กันยายน 2549 เวลา:17:31:21 น.
  
ที่เราไม่คิดว่า สาวคนนั้นไม่ใช่เจ้าของแกลอรี่ เพราะเจ้าของแกลอรี่ผมยาวค่ะ

เลยคิดว่าเป็นเลขาของเจ้าของแกลอรี่มากกว่าอะค่ะ
(เธอคนที่มาตามนัด ผมสั้นและสีออกแดงๆ อะค่ะ)

สงสัยต้องไปดูแผ่นอีกรอบ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 11 กันยายน 2549 เวลา:18:25:56 น.
  
555 ได้ดูเรื่องนี้เพราะเพื่อนชวน ตามคำแนะนำของพี่
ดูจบ หันมามองหน้ากัน แบบว่า งง ไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอมาอ่านที่พี่ review แล้วก็....ok
เข้าใจขึ้นเยอะ
2 สาว คนที่อวบๆหน่อย น่ารักดีจัง
โดย: heartfelt melody IP: 58.9.65.251 วันที่: 15 กันยายน 2549 เวลา:20:19:24 น.
  
เพิ่งไปดูมาเมื่อวานคะ ตอนหนังจบ งงมาก แบบว่าจบแล้วเหรอเนี่ยยย เหมือนจบแต่เรายังไม่เข้าใจหนัง แต่พอมาอ่านบล็อกของพี่ เข้าใจขึ้นเยอะเลยคะ ^o^ ขอบคุณค่า
ป.ล. หนังสือจะวางขายรึยังคะ ??
โดย: little red devil16 IP: 58.8.59.215 วันที่: 17 กันยายน 2549 เวลา:12:05:08 น.
  
ดูเรื่องนี้จบแล้ว อยากใช้คำว่า ไม่สนุก แต่ เหงา ค่ะ ตอนออกมาจากโรง รู้สึกเหงา ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ^^ ..

ตอนแรกตั้งใจอยากจะไปดูเรื่องนี้มาก ๆ แต่ว่าพอไปดูแล้วก็ไม่เข้าใจหลาย ๆ ฉากค่ะ (โดยเฉพาะฉากหญิงสาวในเน็ทนัดพบกับบ๊อบบี้ แหะ ๆ จำผู้หญิงไม่ได้..) เลยตั้งใจมาอ่าน review ของพี่แหละค่ะ รู้สึกเข้าใจเนื้อเรื่องขึ้นเยอะเลย ;)

ชอบฉากปลาทอง กับ ตอนเด็กไปเจอเสียงเคาะเหรียญตอนเช้าค่ะ แต่ไม่ค่อย รู้สึกอะไรกับความสัมพันธ์ของนางเอกกับพระเอกเท่าไหร่
โดย: คิม IP: 203.107.217.194 วันที่: 18 กันยายน 2549 เวลา:23:27:31 น.
  
คืออยากทราบค่ะว่าเพลงที่เปิดในเรื่องชื่อเพลงอะรัยคะ...และก็เพลงที่เปิดตอนหนังจบด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ...พอดีชอบเพลงเรื่องนี้มาก
โดย: bez_iamme IP: 210.86.214.85 วันที่: 19 กันยายน 2549 เวลา:11:44:17 น.
  
อ่านวิจารณ์นี้แล้ว รู้สึกว่า เรื่องนี้น่าดูอย่างแรงอ่ะคะ เราดูแล้วจะต้องชอบแน่ๆ... หวังว่าจะดูรู้เรื่อง
โดย: Mocha Macchiato วันที่: 26 ตุลาคม 2549 เวลา:22:04:08 น.
  
ตอนที่เจ้าของแกลลอรี่ เห็นว่าตัวเองคุยกะเด็กชาย รู้สึกว่าเธอคงเหงา มากขึ้นไปอีก
โดย: amoderndog (amoderndog ) วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:20:26:30 น.
  
อยากดู รอ dvd ไม่ออกซะที เจ้า EVS ออกแต่ vcd เศร้า...
โดย: netwalker IP: 58.10.134.97 วันที่: 27 มกราคม 2550 เวลา:16:18:28 น.
  
เพิ่งดูเสร็จ
ยังอึ้งๆ ในอารมณ์หม่นมัวอยู่เลย
เนื้อเรื่องไม่ฉูดฉาดแต่ดูแล้วตื่นเต้นตลอดเวลา
ชอบฉากปลาทอง
ฉากเดินคุยกันบนถนน
ฉากโดนไล่ลงจากรถ
ฉากพระอาทิตย์ขึ้น
ฉากเป็นหนอน
ฉากเล่าเรื่องครัว
แล้วก็ชอบตัวแสดงทุกคน (โดยเฉพาะลงรักพระเอกกะนางเอกไปแล้ว)
...ยังบอกอะไรได้ไม่มาก
เพราะกำลังดำผุดดำว่ายในคลื่นอารมณ์สีฟ้าหม่นอยู่เลย
โดย: http://kangalala.spaces.live.com/ IP: 122.16.120.225 วันที่: 28 มกราคม 2550 เวลา:14:13:08 น.
  
ตอบเรื่องเพลงในเรื่องให้คับ

เพลงในตัวอย่างหนังเป็นของ spiritualized ชื่อเพลง any way that you want me

หาโหลดได้ในเน็ตคับ

โดย: nonghoey IP: 58.64.103.112 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:9:20:30 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด