Death Note 2: The Last Name , ได้เวลาเก็บสมุดคืนเจ้าของ


...ก่อนไปดูหนังภาคนี้ มีกฎบางกฎที่จำเป็นต้องทบทวน เพราะจะมีบางช่วง ที่หนังเดินเรื่องไวไม่ทันให้หายใจ จนคนไม่เคยอ่านการ์ตูนอาจสงสัยพลางคิดในใจว่า มันยังไงนะตอนนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎที่ว่า

การกำหนดการตายทำได้แค่ภายใน 23 วัน ไม่สามารถกำหนดให้ตายนานกว่าเวลานั้นได้

...จาก blog ที่แล้ว ที่ได้วิเคราะห์มุมมองของ Death note พร้อม กับคำถามที่ตั้งไว้ว่า (หากยังไม่ได้อ่าน ชวนไปอ่านก่อนเริ่มต้นอ่าน blog นี้)

Death Note , สมุดเล่มนี้ ดี จริงหรือ?
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=10-2006&date=01&group=1&blog=1

ผมเองได้ตอบไว้แล้วว่า อำนาจที่ไร้ขอบเขต บางสิ่งที่ไร้ข้อจำกัด ใช่ว่าจะดีเสมอไป ดังนั้น คงไม่ดีแน่ถ้าโลกใบนี้จะมี Death Note

ในตอนนี้ ผมเริ่มสงสัยว่า แล้วสมมติ เราใช้ Death Note อยากเหมาะสม ไม่ใช้ฆ่าคนพร่ำเพรื่อ จะพิพากษาก็ทำตามตัวบทกฎหมาย การมี Death Note ก็อาจไม่เลวนัก ถ้าเราจะมี Death Note ไว้เป็น ก๊อกสอง ตอนที่ อาชญากรหลุดพ้นจากรูโหว่ของตัวบทกฎหมาย

ติดอยู่อย่างเดียวที่ผมหาคำตอบที่ดีไม่ได้ว่า

ใครกันเหมาะสมในการจะเป็นคนครอบครอง Death Note

...ลองหลับตาแล้วเลือกซักคนในใจว่า

คุณจะเชื่อใจให้ใครเป็นคนถือ Death Note สมุดที่สามารถพิพากษา คนได้ทั้งโลก เพียงแค่รู้ชื่อของคนตรงหน้า

หลังจากได้ชื่อของใครคนนั้นที่คิดว่าเหมาะสมแล้ว ลองคิดตามดูเล่นๆว่า คุณไว้ใจเขาได้จริงหรือ คุณมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่

ว่า

คนๆนั้นจะใช้ Death Note อย่างยุติธรรมตามกฎหมาย , คนๆนั้นจะไม่ใช้มันเพื่อปกป้องตัวเองเมื่อจำเป็น คนๆนั้นจะไม่ใช้มันเพื่อปกป้องลูกเมียหรือคนที่รักหากถูกคุกคาม , คนๆนั้นจะใช้มันตามกฎหมายที่บัญญัติไว้จริงๆ

...ผมคิดไม่ออกจริงๆว่า จะมีใครที่เหมาะสมกับการใช้ Death Note

และนั่นทำให้ผมคิดว่า ปัญหาจริงๆไม่ได้อยู่ที่ตัว Death Note แต่ ปัญหาที่ตามมาเกิดจากคนซึ่งเป็นผู้ใช้

มนุษย์ที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ไม่ได้เหมาะกับ อำนาจที่ไร้ขอบเขต เช่นเดียวกับ แหวนของกอลลั่ม ปัญหาของมันไม่ใช่ตัววัตถุ แต่ มันไม่ได้เหมาะกับคน

เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนยังมีความยึดติดและลุ่มหลงอันเป็นกิเลสเบื้องต้น ต่อให้คนๆนั้นจะฉลาดเฉลียวเพียงใด เป็นคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์หรือตัวบทกฎหมายมากแค่ไหน เป็นคนที่ดูเหมือนจะดีเพียงใด เมื่อคราวจวนตัว เมื่อถึงคราวที่จำเป็น สุดท้าย มนุษย์ก็ไม่วายที่จะใช้มันเพื่อ ตัวเอง หรือ คนที่เรารัก

ไม่แปลกหรอก เพราะ เรายังคงล้วนอยู่ในโลกของความอยากได้อยากมี โลกของความรักความเกลียดชัง

...Death Note 2 แสดงเราได้เห็นอีกครั้งว่า ตัวละครในหนังที่ครอบครองสมุดเล่มนี้ ล้วนเป็นตัวแทนมนุษย์ที่ใช้ Death Note เพื่อตอบสนองกิเลส หรือ แรงขับภายในของตัวเอง(Id / drive) หากไม่ใช้มันเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อคนที่ตัวเองรัก ก็เป็น การทำลายคนที่ตัวเองเกลียดชัง

ไลท์ ... ดูน่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะกับการเป็นเจ้าของ Death Note ด้วยความเป็นคนฉลาด มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนว่าจะใช้พิพากษาคนผิด Death Note สำหรับไลท์ มีไว้เพื่อสร้างโลกในอุดมคติ ก่อนที่เราจะเห็นเขาใช้มันเพื่อทำลายคนอื่นที่เป็นคนธรรมดา เพียงเพื่อไม่ให้คนอื่นเปิดโปงตัวเขาได้ ไลท์ ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่การเสียสละเพื่อสร้างโลก แต่คือ สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ทำเพื่อปกป้องตัวเอง

มิสะ ไอดอลสาว ... มีอดีตที่บอบช้ำ จนดูเหมือนว่า เธอน่าจะนำ Death Note มาเพื่อปกป้องผดุงความยุติธรรม แต่เมื่อเธอครอบครองโน้ต เธอกลับใช้เพื่อคนที่ตัวเองรัก เธอทำได้ทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ไลท์พอใจ ซึ่งนั่นก็คือ มนุษย์ที่ทำเพื่อเติมเต็มความรักที่โหยหาและขาดหายไป(sexual drive)

คิโยมิ ทาคาดะ นักข่าว ... ที่ดูเหมือนมีหลักการ และ ไม่คิดใช้ร่างกายเข้าแลกกับตำแหน่งหน้าที่ เมื่อเธอได้ครอบครอง Death Note เธอก็ไม่ได้ใช้กำจัดคนชั่วเพียงอย่างเดียว เมื่อเธอถูกเหยียดหยามถึงขีดสุด เธอก็พร้อมที่จะใช้เพื่อกำจัดคนที่เธอเกลียดชัง ซึ่งนั่นก็คือมนุษย์ที่ยังมีความแค้นความอาฆาตและความรุนแรง(aggressive drive) สุดท้ายเธอก็ไม่ต่างจากไลท์ที่ใช้ฆ่าใครก็ได้ เหมือนผักปลาอย่าง นายตำรวจที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เพียงเพื่อปกป้องตัวเอง

แทนที่ Death Note จะช่วยสร้างโลกในอุดมคติตามที่ไลท์ฝัน แต่มันกลับกลายเป็นการสร้างโลกใบใหม่ ที่ ผู้คนไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคนอื่น Death Note กลายเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้เพื่อตอบสนองกิเลสของตัวเอง (ไลท์ทำเพื่อตอบสนองความอยาก มิสะทำเพื่อให้ได้ความรัก คิโยมิทำเพื่อแก้แค้น)


... Death Note ในการ์ตูน ภาคแรกจบลงอย่างทำร้ายจิตใจผู้อ่านหลายคน ซึ่งผิดวิสัยการ์ตูนทั่วไปในการให้ ตัวละครฝ่ายธรรมะต้องตายจากไปและปล่อยให้ฝ่ายอธรรมครองเมือง เป็นการทำให้คนอ่านต้องใจหายครั้งที่สองเมื่อได้เห็น L ตกเก้าอี้โดยไม่มีทีท่าจะลุกขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ อ.โอบาตะ คนวาด เคยทำให้คนดูต้องอึ้งกิมกี่ไปทีนึงแล้วที่ปล่อยให้ ซาอิ จาก ฮิคารุ เซียนโกะ หายไปแบบไม่ย้อนกลับมา

แล้วอาจารย์ก็เริ่มต้นต่อภาคสองที่บางคนว่ากันว่า เขียนต่อเนื่องด้วยเหตุผลทางการตลาด พร้อมเปิดตัวละคร Mello กับ Near สองผู้สืบทอดเจตนารมย์จาก L ที่ต้องต่อกรกับ ไลท์ ซึ่งก้าวไกลไปถึงระดับโลกแล้ว เนื้อหาในภาคสองขยายวงกว้างลามไปถึงสหรัฐอเมริกา แต่ ปรากฎว่า ยิ่งขยายวงของเนื้อเรื่องกว้างมากไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ เนื้อหาสนุกน้อยลงเท่านั้น การขับเคี่ยวทางเชาว์ปัญญาเริ่มซับซ้อนมากขึ้น หลายตอนเริ่มปริ่มๆจะออกทะเล และ เริ่มมีตัวหนังสือยุ่บยั่บจนทำให้ขี้เกียจอ่าน

ตัวละคร M กับ N แม้จะเก่งจะเท่เพียงใด แม้จะออกแบบบุคลิกให้มีความแปลกแตกต่างอย่างเป็นตัวของตัวเอง แต่ คาแรกเตอร์ของตัวละครก็ไม่แข็งแรงพอจะมาแทนที่ L ได้

ก่อนที่ในที่สุด อ.จะปิดฉาก Death Note อย่างสมบูรณ์แบบในภาคสองนี้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าก็ยังมีคนอ่านที่ไม่พอใจในตอนจบนี้อยู่ดี ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นผลมาจากความสามารถของผู้เขียนเองด้วย ที่สามารถ สร้างตัวละครสองฟากฝั่งให้คนดูเอาใจช่วยได้พอๆกัน และ ทำให้ตัวละครที่ควรจะเป็นผู้ร้าย กลับกลายเป็นตัวละครเอกที่คนอ่านไม่อยากให้แพ้หรือตายจาก

ดังนั้น จุดที่น่าหนักใจที่สุด ของ หนังภาคนี้ ไม่ใช่ว่า จะดำเนินเรื่องอย่างไร แต่จะเลือกจบอย่างไร จึงจะหาทางออกได้น่าพึงพอใจมากที่สุด

หากจะจบแบบการ์ตูนเพื่อเปิดทางไว้ภาคต่อ ก็เกิดคำถามว่า หนังจะสามารถดัดแปลงภาคสองของการ์ตูนออกมาได้หรือเปล่า เพราะภาคหนึ่งว่ายากแล้ว การสร้างภาคสองที่เป็น Death Note ระดับเวทีโลกเชื่อได้เลยว่ายิ่งยากกว่าแสนสาหัสและมีแววจะเลอะเทอะได้ง่ายๆ หรือ หนังตอนนี้จะปิดฉากจบแค่ภาคแรก ซึ่ง หากให้ L รอด แฟนๆไลท์คงงอนน่าดู แต่ หากให้ ไลท์รอด ผู้หลักผู้ใหญ่หรือใครอีกหลายคน(รวมทั้งผมที่เป็นผู้น้อย)ก็อาจจะไม่ชอบใจ ที่หนังเชิดชูแนวคิด ศาลเตี้ย

และนี่คือส่วนที่ต้องชม ผู้กำกับที่ทำหน้าที่เขียนบทในภาคสองนี้ ที่จัดการรวบรัดทั้งสองภาคในการ์ตูนมารวมกันและดัดแปลงผสมผสานปิดฉาก Death Note ได้อย่างสวยงาม เป็นการประนีประนอมการ์ตูนกับหนัง ประนีประนอมแฟนๆของ ไลท์ กับ L ให้มาหาจุดตรงกลางได้อย่างลงตัว

...เนื้อหาของภาคสองดำเนินเรื่องต่อเนื่องมาจากภาคแรก ที่จบค้างไว้ว่า มิสะ กำลังจะโดนทำร้าย และ แน่นอนว่า เป็นการเปิดตัว เรม กับ Death note เล่มสอง ซึ่งหากใครไม่ได้ดูภาคแรกมาก่อนก็อาจงงเล็กน้อยแต่พอเข้าใจได้ เพราะหนังก็จะตามมาด้วยเกริ่นเรื่องไว้อยู่พอสมควร

มิสะ ก้าวเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในภาคนี้ ในฐานะคนรักของไลท์ และ ในฐานะ คิระ หมายเลข 2 นอกจากนี้ หนังยังเปิดตัวละครสำคัญอีกหนึ่งคน ที่ผสมผสานตัวละครจากการ์ตูนทั้งสองภาคไว้ในคนเดียว นั่นคือ นักข่าวสาว คิโยมิ ทาคาดะ ซึ่ง จัดได้ว่า เป็นตัวละครสำคัญที่ดัดแปลงจากต้นฉบับได้เข้าท่า เพราะ ช่วยให้หนังมีเอกภาพต่างไปจากการ์ตูน เช่นเดียวกับ ตัวละคร ชิโอริ แฟนของไลท์ในภาคแรก

ในภาคนี้ หนังเปิดเรื่องด้วยการเล่าต่อจากภาคแรกแล้วก็ค่อยๆไล่ไปตามเนื้อหาการ์ตูนของภาคแรกเป็นหลัก นั่นคือ มี คิระ หมายเลข 2 ต่อมา ทั้งไลท์และมิสะถูกจับ ตามไปสู่การพิสูจน์เพื่อหาคิระตัวจริง ก่อนที่ ทั้ง ไลท์ และ L จะวางแผนที่คิดว่า เฉียบคมที่สุด ในการที่จะจัดการกับอีกฝ่าย

และแม้ว่า ทั้ง ไลท์ กับ L จะเหมือนกันตรงที่เป็นคนฉลาด ชอบเอาชนะ ในแผนการของแต่ละฝ่ายนี้เอง เราจะยิ่งเห็นตัวตนที่แตกต่างของตัวละครสองคนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

L ทุ่มเทให้กับการสืบสวน แต่ก็ไม่ยอมที่จะปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องมาเดือดร้อน แม้เขาจะกังขากับกฎ 13 วันจนเปรยว่าจะใช้นักโทษประหารมาทดสอบ ซึ่ง จะว่าไปก็ดูพอยอมรับได้ เพราะ นักโทษประหารก็คือ คนที่รอวันตาย แต่ ท้ายที่สุด เขาเองก็เป็นคนที่ไม่คิดจะเอาชนะใครโดยต้องใช้ชีวิตคนอื่นเป็นสะพานให้ก้าวไปถึงเป้าหมาย สำหรับ L ชีวิตของคนไม่ว่าจะเป็นใคร จะใกล้ตายหรือไม่ ล้วนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

ไลท์ ทุ่มเทให้กับการกำจัด L และ ก็ยินดีที่จะกำจัดคนใกล้ชิดได้ง่ายดายเหมือนเด็ดใบไม้ใบหญ้า หากเขาคิดว่าจำเป็น จนอาจทำให้ใครต่อใครพาลคิดสงสัยว่าทำไม คนอย่างไลท์ทำไมเปลี่ยนแปลงจากตอนต้นได้ถึงเพียงนี้ บางที ไลท์อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย จากที่เคยเขียนถึงใน blog ที่แล้วไว้ว่า ด้วยบุคลิกของคนที่มี IQ ล้นปรี่ แต่มี MQ ที่ตกต่ำขาดศีลธรรมในใจ จนเป็นบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial personality disorder) คนอย่างไลท์อาจเดินเฉียดชนเราในสังคมโดยที่เราดูไม่ออก

เพราะหากคบกันแค่เปลือก คนกลุ่มนี้จะอยู่ภายใต้บุคลิก นุ่มนวล ชวนให้ประทับใจ แววร้ายจะฉายออกมาก็ต่อเมื่อ ผลประโยชน์ของตัวเองถูกเบียดบัง หรือ เมื่อจำเป็นต้องเอาตัวรอด หรือ จำเป็นต้องหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง คนกลุ่มนี้ก็จะฉายแววออกมาให้เห็นได้ทันที และ วิธีการที่ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองของไลท์ ก็คือ การอ้างเหตุผลที่สวยงามชวนให้คล้อยตาม (rationalization) ซึ่งมักเป็นวิธีของคนเลวที่ฉลาดมักใช้อยู่เสมอ เช่น ไลท์อ้างการเสียสละเพื่อสร้างโลกใบใหม่ ทั้งที่ความจริง สิ่งที่เขาทำไม่ใช่ การเสียสละแต่คือการฆาตกรรม

เรียกได้ว่า ไลท์ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นใครสำคัญกับตัวเองแค่ไหนก็ตาม และเราจะได้เห็นว่า ลุค เอง ก็เป็นตัวละครที่เหมือนกระจกส่องมิตินี้ของไลท์

ตัวละครทั้งลุค และ ไลท์ คือ ตัวละครที่ไม่แคร์ชีวิตใคร ทุกสิ่งที่ทำไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ( ความทะยานอยากของไลท์ และ ความสนุกของลุค) กระจกบานนี้ของไลท์ส่องให้ไลท์เองก็ได้บทเรียนอันเจ็บแสบจากลุค อันเป็นบทเรียนที่ตัวเองทำกับคนอื่นมาตลอด นั่นคือ การไม่เคยเห็นชีวิตคนอื่นอยู่ในสายตานอกจากความต้องการของตัวเอง

....ถึงแม้ว่า ตากล้องในหนังจะน่าชื่นชมที่ดูช่างขยันถ่ายแต่ขาอ่อนของมิสะ กับ คิโยมิ บ่อยครั้งเหลือเกิน แต่ที่ชื่นชมมากกว่าคือ คนออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมให้กับ มิสะ จนทำให้เธอ เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เหมือนเดินออกมาจากหน้ากระดาษในการ์ตูนอย่างไม่ผิดเพี้ยน (เหมือนกับลุค ในภาคแรก ผิดกับ เรม ที่ดูออกจะเหลี่ยมๆไปหน่อย)

ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ฝ่ายคอสตูมของมิสะ เป็นคนเดียวกับ คนจัดหาหน้ากากให้ L ในภาคนี้หรือเปล่า ถ้าใช่ ก็น่าปรบมือให้ทีเดียว เพราะหน้ากากของ L ก็ขำขโมยซีนอย่างมาก จนทำให้คนดูจดจำสิ่งนี้เป็นลำดับต้นๆเมื่อคนพูดถึงหนังภาคนี้

...สำหรับตัวหนังแล้ว หากวัดกันภาคต่อภาค ภาคสองอาจมีดีตรงสามารถขมวดปมตอนจบได้อย่างกระชับและลงตัวกว่าที่คิดไว้ แต่ อารมณ์ของหนังนั้น หลายฉากในภาคแรก ทำได้จริงจัง เข้มข้นหนักแน่น และ ชวนติดตามได้มากกว่า ทั้งที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่า เนื้อหาจะดำเนินไปในทิศทางใด และ บางฉากยังทำออกมาได้กดดันและน่ากลัวเสียด้วยซ้ำ แต่ในภาคนี้ดูเบาๆไปเรื่อยๆ จนทำให้หลายฉากที่น่าจะดีได้มากกว่านี้ดำเนินไปอย่างแกนๆตามบทที่กำหนดไว้

โดยเฉพาะฉากจบ ที่ตัวบทเขียนไว้อย่างดีกับการขมวดการ์ตูนสองภาคแล้วดัดแปลงมา แต่ มันกลับดูขาดพลัง มันยืดเยื้อในบางตอนที่เจตนาจับคำพูดยัดปากตัวละครเพื่อสอนเรื่องถูก-ผิด และ ในขณะเดียวกัน มันก็รวบรัดตัดความเกินในบางช่วงจนคนดูตามไม่ทัน เช่น การเฉลยทริกที่ L จัดการไลท์ แถมที่แย่ยิ่งกว่า คือ สีหน้าตัวละครในฉากสำคัญนี้ดูไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะ พ่อของไลท์ ยิ่งทำให้ฉากนี้ดูแบนราบไร้มิติไปตามตัวละคร จะว่าไปแล้ว สีหน้าตัวละครในการ์ตูนยังจะดูมีอารมณ์มากกว่าเสียด้วยซ้ำ

รูปแบบการเล่าเรื่องของทั้งสองภาคนี้ก่อให้เกิดปัญหาเล็กๆเหมือนกัน อันไม่รู้ว่ามาจากตัวผู้กำกับ หรือ มาจากตัวผมเองที่อ่านหนังสือมาก่อนแล้ว นั่นคือ หนังสร้างความน่าติดตามในฉากเปิดเรื่อง ก่อนที่จะรู้สึกว่าหนังมันอืดๆยืดๆอยู่พักใหญ่ในช่วงกลางไปจนท้าย ก่อนจะมาเข้มข้นอีกทีตอนปิดเรื่อง


สิ่งที่ชอบ

1.การดัดแปลงจากการ์ตูนมาเป็นหนังสือ ... กับตัวหนังสือที่ยึกยือเยอะแยะไปหมด กับการต่อสู้ที่เป็นแอคชั่นทางความคิด หนังสามารถดัดแปลงให้มาเป็นภาพได้อย่างลงตัว และ ที่ยอดเยี่ยมของภาคนี้ คือ การผสมผสานเรื่องราวทั้งสองภาค ดึงบางส่วนมา และ ตัดบางส่วนทิ้ง ได้อย่างพอดิบพอดี ตัวละครใหม่ที่สร้างมาก็ทำให้หนังกระชับขึ้น และ ที่สำคัญ ยังคงธีมหรือแนวคิดหลักจากการ์ตูนได้ครบถ้วน

2.ตอนจบ ... ฉลาดในการเลือกทางออกให้กับตอนจบของหนัง

3.หน้ากากของ L และ คิโยมิ ทาคาดะ ... อันแรกขำ ส่วนคนหลัง เอ่อ

สิ่งที่ไม่ชอบ

1.ฉากจบ ... หนังผูกเรื่องตอนจบไว้อย่างดี แต่ ฉากนี้กลับดู เฉยๆ ไปเสียได้ ผู้กำกับไม่สามารถถ่ายทอดฉากไคลแมกซ็ได้เข้มข้นหรือมีพลัง บางช่วงก็เยิ่นเย้อ บางตอนก็รวบรัด แถม ตัวละครก็หน้าตายด้านไร้อารมณ์

สรุป ... เป็นการดัดแปลงการ์ตูนที่สร้างยากโคตรเรื่องหนึ่งให้มาเป็นหนังสองภาคได้อย่างน่าพึงใจ ใครได้ดูภาคแรกไม่ต้องลังเลใจไปดูต่อภาคสอง ใครไม่เคยดูภาคแรกไปดูภาคสองทำการบ้านก่อนซะหน่อยก็ดูรู้เรื่อง เป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูนได้ดี ชนิดที่ว่า คนอ่านการ์ตูนน่าจะพอใจ และ คนไม่เคยอ่านการ์ตูนก็น่าจะสนุกไปกับหนังโดยอาจงงเล็กน้อยตามไม่ทัน ซึ่งหนังสือการ์ตูนก็รอตอบทุกคำถามไว้แล้ว

ป.ล. ... คิดเล่นๆเขียนไว้ใน ป.ล. ของบล้อกก่อน กลายเป็นความจริงเสียแล้วกับ 20th Century Boy ฉบับหนังใหญ่คนแสดงจริง โอ้วดีใจ ซือตาลาลา กูตาลาลา



ชวนไปแสดงความเห็นในวาระเปิด Blog ใหม่ครับ กับ Blogปักหมุด
หนังที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับ"พ่อ" เรื่องใดที่อยู่ในใจคุณ
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aorta&month=12-2006&date=04&group=11&blog=1



ขอฝาก"หนังสือรัก"ไว้กับผู้อ่านด้วยเน้อ กับ พ็อกเก็ตบุ้คเล่มแรก ที่หยิบยกความรักและความสัมพันธ์ในภาพยนตร์ มาช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองและคนรอบข้าง ได้มากขึ้นและลึกซึ้งกว่าเดิม



(วางขายตามร้านหนังสือทั่วไปแว้ว)
ปีใหม่นี้ มอบ"หนังสือรัก" เป็นของขวัญแด่คนที่คุณรัก



ชวนไปอ่านบทความเรื่องอื่นๆ คลิก >> หน้าสารบัญ

เริ่มต้นอ่านครั้งแรก ชวนคลิก ชวนคุยกันที่ --> หน้าแรก

รวบรวมรายชื่อหนังเรื่องเก่าๆที่เคยเขียนไว้แล้วที่ ---> ห้องเก็บหนัง




ขอคิดค่าบริการต่อการอ่าน 1 หน้าในอัตราเพียง

ความเห็น
ของคุณมีประโยชน์กับผู้อ่านคนถัดมา คำทักทายของคุณเป็นกำลังใจให้ผู้เขียน คำติชมหรือคำแนะนำของคุณจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพัฒนาหากคุณเข้ามาอ่านครั้งถัดไป



Create Date : 06 ธันวาคม 2549
Last Update : 6 ธันวาคม 2549 1:04:03 น.
Counter : 2304 Pageviews.

26 comments
Don't Worry Be Happy - Bobby McFerrin ... ความหมาย tuk-tuk@korat
(24 ก.พ. 2562 16:10:07 น.)
บันทึกน้องหนาม ... รีบูเทีย (Rebutia) ดอกขาว ฟ้าใสวันใหม่
(18 มี.ค. 2562 09:43:26 น.)
นุ่งซิ่นชวนแว้นคลายร้อน ตะลีกีปัส
(11 มี.ค. 2562 12:44:10 น.)
跟老婆打架了 วิวาทกับภรรยา Kavanich96
(5 ก.พ. 2562 02:37:33 น.)
  
เพิ่งดูมาวันนี้สดๆร้อนๆ

ดูเพลินเลยนะ ตอนจบถึงรู้ตัวว่าเมื่อยคอ

แบบว่านั่งติดหน้าจอเลยอ่า คนเย๊อะเยอะ^^
โดย: Reaper's raspberry วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:1:45:30 น.
  
ยังไม่ได้ดูเลยครับ เนื่องจากผลกรรมที่ไปสปอยล์ภาคการ์ตูนให้เพื่อน
เพื่อนเลยมาสปอยล์ภาคหนังโรงแก้แค้น 55 รอพบกันในรูปแบบดีวีดีเช่าละกัน
โดย: sTRAWBERRY sOMEDAY วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:2:50:27 น.
  
ไปดูมาเมื่อวันที่หนังเข้าวันแรกเลย ได้สมุดมาด้วย ต้องยอมรับถึงสติปัญญาคนเขียนที่สามารถเล่าเรื่องไม่ผูกตัวเองได้ และคนที่ดัดแปลงจากการ์ตูนมาเป็นหนัง จบได้ประทับใจมากมาย โดยเฉพาะหน้ากาก ของ L
โดย: Ple So gOoD วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:9:26:11 น.
  
กรี๊ดยังไม่อ่านนะคะ

เพราะตั้งใจจะไปดูก่อนง่ะ
โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:13:35:15 น.
  
ไม่อยากให้ L ตามเล้ย
แต่ว่าก็สมศักดิ์ศรีมากกว่าในการ์ตูนหล่ะ

โดย: ป้าคาปู IP: 203.144.184.61 วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:14:45:05 น.
  
ปลื้ม L มากค่ะ ได้ข่าวว่าจะมีสร้างภาคแยกให้ L โดยเฉพาะ ถ้ามีจริงจะดีใจมั่ก ๆ
โดย: unwell วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:17:14:37 น.
  
ไปดูมาแล้วครับ ถือว่าสนุกและก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว

แต่ฉากจบนี่ก็ออกจะแบนราบไปหน่อยจริง ๆ โดยเฉพาะพ่อของไลท์ หน้าตายเกินไปหน่อยทั้งที่ฉากเปิดตัวที่เอารถมาชนจอโทรทัศน์นั้นสุดเท่ในความคิดผมเลย

อ้อ! ส่วนตัวผมชอบภาคแรกมากกว่านะครับ
โดย: Mr.Learning IP: 124.121.56.163 วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:17:24:50 น.
  
เป็นภาคจบ ที่จบได้ประทับใจดีเลยทีเดียวครับ...
ต้องยกย่องคนเขียนบท ที่รวบรัดตัดตอนอีก 7 เล่ม
ให้ออกมาเป็นหนังสองชม.กว่า ที่ลงตัว ดูสนุก แบบว่า คนอ่านมาแล้วก็ยังสนุกไปกับหนังได้ (แม้จะลุ้น หรือระทึกกับการหักมุมได้น้อยกว่าตอนที่เราอ่านหนังสือไปสักนิดนึง)

ผมขอไม่เห็นด้วยตรงที่ฉากจบสำหรับผม เป็นสิ่งที่ผมชอบ ...เพราะหนังมันพยายามอัดอั้นความกดดันของผมเพื่อรอคอยจะมาปล่อยในฉากขายฉากนี้ ...มันแข็งแรงในความรู้สึกของผมมากจริงๆ (ยังแอบขนลุกทั้งๆที่รู้ว่าชื่อสุดท้ายคือใครในที่สุด)

ปล. ผมแอบดีใจที่ 20th Cen จะได้เป็นหนังเหมือนกันครับ แต่สุดจะกังวลก็ไอ้ตรงที่ การ์ตูน
มันช่างมีเนื้อเรื่องยิบย่อยเยอะแยะ หลายพลอตมาปนเปจนคล้ายๆจะมั่ว ...ถ้าจัดการบทไม่ดี รับรองคงโดนแฟนกระหน่ำเป็นแน่
โดย: OncE UPoN'-'a MaN วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:21:55:54 น.
  
คนเขียนบท ดัดเรื่องได้กลมกล่อมดีครับ
แต่ปรุงรสขั้นสุดท้ายแหลมไปนิด ในเรื่องความชอบธรรมของกฎหมาย..
ในเมื่อหนังนำเสนอแนวคิดศาลเตี้ยว่าเลวชาติสามานย์ (มากกว่าที่ในการ์ตูนนำเสนอ) ก็น่าจะแก้ต่างให้ระบบกฎหมายได้ใสสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ในหนังครับ

ส่วนฉากจบ คิดเหมือนกันว่ามันยัดคำพูดเหลือเกิน - -*
โดย: nanoguy (nanoguy ) วันที่: 6 ธันวาคม 2549 เวลา:22:23:11 น.
  
อ่านการ์ตูนเรื่องนี้นานมากแล้ว
เลยจำรายละเอียดของการ์ตูนไม่ค่อยจะได้
(จริงๆมันก็มีส่วนทำให้ตื่นเต้นกับหนังมากกว่าปกติด้วย ^^")

แอลในภาคนี้ ขโมยซีนเต็มๆค่ะ ออกฉากไหน มองแต่แอลคนเดียว ไม่ได้มองใครเล้ยย (เอ๊ะ หรือว่าเป็นอยู่คนเดียว)

* เรื่องคุณพ่อไลท์นี่ T-T ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถลบบทบาทของพิธีกรรายการอาหารออกไปได้เลย -"- .. เลยไม่อินตามสักเท่าไหร่
* ^^" เก๋า เก๋า จะเป็นหนังที่ทำให้คุณผมอยู่ข้างหลังคุณประทับใจได้หรือไม่ รออ่านตอนต่อไปค่ะ
โดย: Abstract Life IP: 61.47.64.118 วันที่: 7 ธันวาคม 2549 เวลา:3:19:14 น.
  
โดย: ๆฤิด IP: 222.46.18.34 วันที่: 7 ธันวาคม 2549 เวลา:13:04:15 น.
  
แอลฮาอย่างแรง แม้หน้าตาจะไม่เหมือนในหนังสือเป๊ะ แต่การแสดงทำให้เชื่อแล้วว่าคือแอลที่ดูฉลาด และ ต๊อง ในคราวเดียวกัน

มีอยู่ช่วงหนึ่งเผลอวูบไป ง่วงมาก แต่ก็ตื่นมาดูต่อไป ภาคสองทำออกมาดี รวบบทให้เข้าใจง่าย แต่ยาวไปหน่อย พอนึกว่าจบก็ยังไม่จบ ยืดไปซักหน่อย โดยรวมแล้วชอบมากค่ะ
โดย: คาซาม่า IP: 124.121.139.97 วันที่: 7 ธันวาคม 2549 เวลา:21:05:44 น.
  
ไม่ได้รู้จัก Death note มาก่อนเลย ภาคแรกไม่ได้ดูด้วยค่ะ มาดูภาคสองเพราะได้ยินคนพูดถึงเยอะ และมีคนใจดีชวนดู และ ที่ดูรู้เรื่องเพราะมีคนใจดีเล่าเนื้อเรื่องให้ฟัง ก็เลยเข้าใจได้

หนังสนุกดีพอประมาณ ขำๆ เพลินๆ ขำหน้ากากแอล น่ารักดี
และเห็นด้วยว่า แอลเป็นจอมขโมยซีนมั่กๆๆๆ ค่ะ
พอได้ยินว่าไลท์หน้าตาหล่อเป็นเทพบุตร ก็รู้สึกว่าคนเล่นทำให้นึกภาพเทพบุตรไม่ออกเลย แต่ก็ยอมรับการแสดงว่าเขาก็สื่อนิสัยใจคอไลท์ได้เนียนดีค่ะ
โดย: Date note 2 IP: 58.9.159.236 วันที่: 11 ธันวาคม 2549 เวลา:18:37:20 น.
  
+ เพิ่งดูมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาครับ ... ถือซะว่าผมไปติดตามสิ่งที่ค้างคาใจจากภาค 1 ว่าเนื้อเรื่องมันจะเป็นยังไงต่อไป (เพราะไม่เคยอ่านการ์ตูนมาก่อน เลยเดาพล็อตไม่ค่อยจะถูก) ... ก็ถือว่าดัดแปลงมาได้ดี โดยที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายความเป็นการ์ตู๊น การ์ตูนอยู่อ่ะครับ ดูเพลินดีเหมือนกัน
+ เห็นด้วยว่าตอนจบเป็นแบบนั้น ยุติธรรมดีแล้วกับทั้ง 2 ฝ่ายกับการหักเหลี่ยมเฉือนคม ผลัดกันถือไพ่เหนือกว่ามาตลอดทั้ง 2 ภาค เพราะถ้าฝ่ายใดฝ่ายนึงรอด มันก็จะชวนให้ตีความเฉไฉไปได้ (โดยเฉพาะถ้าให้ L ตายฝ่ายเดียวด้วยละก็ ... ) และโดยเฉพาะจุดจบของไลท์ที่เกิดจาก (Xไม่อยากspoil X) เข้าใจคิดดีครับ
+ ขำหน้ากาก L เหมือนกัน คิดได้ไง ฮาโคตรๆ แล้วยิ่งบวกกับบุคลิกอัจฉริยะติงต๊องของเค้าเข้าไปอีกอ่า
โดย: บลูยอชท์ IP: 202.69.140.233 วันที่: 12 ธันวาคม 2549 เวลา:11:19:24 น.
  
i really love this movie
es...L and misa
โดย: aya IP: 210.213.27.50 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:19:22:26 น.
  
มายืนยันว่าสำหรับคนไม่เคยอ่านมาก่อนก็ชอบมากๆเลยค่ะ
ปกติไม่ค่อยชอบหนังญี่ปุ่น คือรู้สึกมันอาร์ตๆมากไป
ดูไม่ค่อยสนุก
แต่มาเจอเรื่องนี้...สุดยอดเลยค่ะ
อยากดูซ้ำอีก อยากอ่านการ์ตูนด้วย
โดย: tabby girl IP: 202.122.130.31 วันที่: 2 เมษายน 2550 เวลา:16:49:26 น.
  
ชอบ L มากๆ
โดย: พลอย IP: 203.113.17.167 วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:15:42:50 น.
  
สงสาร L จังถูก นาย LIGHT ฆ่าตาย ฮือ...ฮือ...
โดย: พลอย IP: 203.113.17.167 วันที่: 3 เมษายน 2550 เวลา:15:45:54 น.
  
งงอ่ะ สรุปว่า death note มีกี่เล่มอ่ะ เพราะว่าตอนใกล้จบ ที่คิระเขียนลงในdeath note (ที่มิสะเอามาให้แต่มันเป็นของปลอม) ว่าให้พ่อตัวเองเอา death note มาคืน แต่เล่มจริงอยู่L ส่วนอีกเล่มก้อคือเล่มที่เร็มทำลายไป แล้วสรุปว่าคิระนึกว่าเล่มที่อยู่ของพ่อตัวเองคือ death note ไหนอีกอ่ะ
โดย: งง IP: 203.113.33.6 วันที่: 8 เมษายน 2550 เวลา:23:54:10 น.
  
ดูภาคสองก่อนดูภาคหนึ่งอ่ะ สนุกดี ชอบ L มากๆ เลย และก็ชอบตัวละคร Kira ด้วย ดูเป็นคนเลวมั่กๆ เห็นแก่ตัวได้สุดๆ

ดูภาคสองจบก่อนภาคหนึ่ง เลยไม่ได้รู้รสของการรอคอยภาค 2 ซึ่งหลายคนรอคอยการต่อสู้ตัวต่อตัวระหว่าง L กับ Kira

โดย: Hana IP: 58.181.185.76 วันที่: 12 พฤษภาคม 2550 เวลา:17:59:53 น.
  
อีตายากามิคะโจ พ่อไลท์นี่รำคาญมาตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ช่างไม่มีอารมณ์ในใบหน้าซะเหลือเกิน

ยังไงก็ทนไม่ได้อ่ะค่ะ หน้าตามีผลเยอะนะกับอิมเมจตัวละคร คุณเป็นผู้ชาย อาจจะไม่เข้าใจ แต่สาวๆ ที่เห็นไลท์หน้าบานนี่แล้ว ไม่รู้จะเอากะจิตกะใจที่ไหนไปเชียร์พี่แก

งานนี้แอลฉกคะแนนความน่ารักไปกินตลอดรอดฝั่ง (เราว่านี่ก็เป็นอีกตัวที่ออกมาจากละครเป๊ะๆ เลยนะ ชอบน้ำเสียงเวลาพูดมากๆ ตรงตามจินตนาการเลย) โดยเฉพาะท่าจับโทรศัพท์มือถือ ...โหย เอาใจไปเลยค่ะ

สรุปว่า เฉยๆ กับหนังค่ะ
เพราะรักการ์ตูนเรื่องนี้มากๆ เลย ตอนแอลตาย ร้องไห้ เศร้าโศก สิ้นหวังพอๆ กะตอนป๋าดัมฯตายเลย (จะสปอยล์คนอ่านแฮร์รี่ป่ะเนี่ย)

ไม่ค่อยชอบสี กะ ภาพบางตอน ไม่ให้บรรยากาศโตเกียวเลยอ่ะค่ะ เหมือนไปถ่ายที่บ้านนอกที่ไหน

ยังไงก็ชอบฉากจบของการ์ตูนมากกว่า ... ไลท์ว่ายน้ำ .. เอิ๊กส

ปล. คิระ เนี่ย มันน่าจะมาจาก คำว่า killer ซึ่งพอเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้ว มันจะอ่านว่า คิล่า แล้วภาษานี้ไม่แยกตัว ล กะ ร ค่ะ เลยกลายเป็นคิระ ไป (มั้ง)
โดย: The SoVo (http://kangalala.spaces.live.com/) IP: 122.16.126.6 วันที่: 12 สิงหาคม 2550 เวลา:0:07:30 น.
  
ชอบมากเลย L
โดย: pom IP: 124.157.184.10 วันที่: 29 กันยายน 2550 เวลา:21:36:35 น.
  
อยากให้มีภาค 3 ต่อจังเลยอะ เป็นหนังญี่ปุ่นที่ทำได้ดีมากเลย
โดย: pom IP: 124.157.184.10 วันที่: 29 กันยายน 2550 เวลา:21:38:47 น.
  
DEATH NOTE 2 มันมากเลย
โดย: DONG IP: 222.123.129.93 วันที่: 6 ตุลาคม 2550 เวลา:13:02:14 น.
  
อยากให้มีภาค 3 ต่อจังเลยสนุกมากเลย
โดย: dong IP: 222.123.129.93 วันที่: 6 ตุลาคม 2550 เวลา:13:04:26 น.
  
ไปดู L change the world กันค่ะ หนุกมากๆ ยิ่งกว่า death note
โดย: L IP: 125.26.187.41 วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:9:01:32 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aorta.BlogGang.com

"ผมอยู่ข้างหลังคุณ"
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 71 คน [?]

บทความทั้งหมด