Bloggang.com : weblog for you and your gang

Group Blog

 
All blogs

 

เรื่องสั้น - ข่มขืน..ฆ่า! โดย หมีบางกอก

ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว...ขสมก.ยังคงไม่ใยดีว่าเธอกำลังนั่งคอยอยู่

คันที่แล้วก็ว่าง..แต่ดันขับเลยไปเฉย ทั้งๆ ที่ยืนคอยที่ป้ายกันไม่ใช่น้อย หลายคนต้องหันมาพึ่งมินิบัสสีเขียวอย่างไม่เต็มใจ

ตราบใดที่บริการขนส่งมวลชนบ้านเรายังต้องพึ่งรัฐวิสาหกิจปลวกๆ แบบนี้ คุณภาพชีวิตจะเหลืออะไร...

เธอนึกถึงชีวิตประจำวันที่แสนจะซ้ำซากอย่างเหนื่อยหน่าย...นี่กว่าจะถึงบ้าน..กี่โมงกันเนี่ย

ชำเลืองไป..เขาคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่ดูไม่เลวอยู่ ผูกไทท่าทางเหมือนหนุ่มออฟฟิศ ยืนแกว่งอยู่นานพอสมควร

มองไปทางขวา..รถแอร์คันนั้นดูคลับคล้ายคลับคลา...อ้าว..คนละสายไปซะฉิบ

หันกลับมาก็แทบสะดุ้ง หนุ่มคนนั้นมายืนอยู่ข้างๆ เมื่อไรไม่ทราบ หน้าตาก็พอควงไปวัดตอนสายๆ ได้อยู่ เขาก้มหน้าลงมา
“สายไหนไปบางลำพูมั่งครับ?”

ก่อนจะเอ่ยปาก เธอก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อรู้สึกถึงปลายแหลมของคมมีดทิ่มมาที่ด้านหลัง...

ยังไม่ทันที่จะเงยหน้า ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มก็ถูกตะปบเข้าที่จมูก...ปากที่กำลังจะเปล่งเสียงร้องพลันต้องอ้าค้างอยู่เช่นนั้น ...พร้อมความรู้สึกที่ดับวูบไป


...................................................................................


ในความเลือนลางของสติ...

หูยังคงอื้อ..ตายังคงพร่า...สมองเหมือนไม่สั่งงาน

ความรู้สึกเริ่มกลับมา..ใบหน้าของใครคนนึงที่คุ้นๆ

ลมหายใจติดขัด... มือแข็งแรงค้ำคออยู่ เธอหมดแรงจะดิ้นรน...

ใบหน้าเริ่มชัดขึ้น.. หนุ่มที่ป้ายรถเมล์นั่นเอง หน้าตาก็ไม่บอกว่าเป็นผู้ร้ายเลยนี่

มองไปข้างตัว บนพื้นหญ้ารกมีแต่เศษถุงพลาสติกเกลื่อนไปทั่ว นั่น.. กระเป๋าถือของเรานี่.. โทรศัพท์มือถือหลุดหล่นออกมา..ไม่เห็นมันสนใจ

ความรู้สึกเริ่มชัดเจนอีกครั้ง..เมื่อรู้สึกว่าท่อนล่างตัวเองกำลังถูกปลดเปลื้อง...

พอเริ่มขยับตัว..มือที่ค้ำคอเริ่มกดน้ำหนักลงมา...เสียงลมหายใจฟืดฟาดดังใกล้หู...
“ไม่อยากตาย..อย่าดิ้น...”

ตัวมันใหญ่กว่าร่วมสองเท่า น้ำหนักที่กดมาทำให้กระดิกกระเดี้ยอะไรก็ไม่ได้...

สายตาเริ่มกวาดไปรอบๆ นี่มันพงหญ้าแถวไหนกัน ..อาการคันเริ่มตามมา แม่งจะหาที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือไง...

มีดสปริงปลายแหลมหล่นอยู่อีกข้าง.. อุปกรณ์ที่มันจี้ลากเธอมาจากป้ายรถเมล์นั่นเอง

มือคว้าแขนล่ำที่ค้ำคออยู่นั้น...เสียงกระซิบรอดไรฟันออกมา
“เบาๆ ก็ได้..ชั้นหายใจไม่ออก”

สายตาไอ้หมอนั่น..พิศวงอยู่แวบหนึ่ง ยังดีที่มือเริ่มคลายออก...เธอพลิกตัว

กำปั้นถูกเงื้อขึ้นอีก...เธอสะดุ้งยกแขนขึ้นบังโดยสัญชาตญาณ
“คอนด้อมอยู่ในกระเป๋าโน่น...”

มันชะงัก..มองดูเธออย่างแปลกใจนิดๆ เธอพยักเพยิดไปที่กระเป๋าถือ...

มันก้มลงมาประชิด จนได้กลิ่นเหล้าจางๆ จากลมหายใจ...
“กูชอบสดๆ...”
“มันครบรอบเดือนแล้ว ..อยากเลอะก็ตามใจ”

ไอ้เวรนั่นอึ้งไปพักใหญ่..มันหันไปคว้ามีดสปริง อีกมือยังไม่ยอมปล่อยจากคอของเธอ ท่าทางมันมืออาชีพ...

กระเป๋าถูกเทออก ซองคอนด้อมร่วงลงมา 2 ซอง มือถือมีดยังค้ำที่คอ รู้สึกถึงคมมีดเย็นยะเยือกกดลงไปบนเนื้อ

ลมพัดเย็นวูบ ท่อนล่างรู้สึกโล่งว่างเปล่า...บ้าเอ๊ย..

ปากมันฉีกซองคอนด้อมอย่างชำนาญ เธอไม่กล้าขยับตัว รู้สึกเจ็บตรงคมมีดที่กดลงบนเนื้ออ่อนบนคอ...
“เบาๆ หน่อย..มีดมันบาด”

มันจัดการกับคอนด้อมอย่างรวดเร็วในความมืดสลัว เธอยังคงไม่กล้ากระดิกกระเดี้ย...
“ทำไมต้องใช้มีดด้วย...ทำดีๆ ก็แล้วกัน”

มันโถมเข้ามาทั้งตัว จนเธอต้องเอามือยันไว้
“นังนี่ท่าทางเจนจัด..”
มือมันกลับมาค้ำคออีก...
“ อุ๊ย ค่อยๆ หน่อย..ชอบรุนแรงหรือไง”

อีกมือเริ่มตะโบมที่หน้าอก ไอ้เวร..ทำเป็นแค่นี้เหรอ.. มันส่งเสียงงึมงัมอย่างหื่นกระหาย...เธอพยายามจะพลิกตัวแต่ก็ไม่สำเร็จ น้ำหนักมันมากเกิน...เอ๊ะ ตกลงมันเข้ามายังหว่า...

แวบนึง..เธออดขำในใจไม่ได้...เคยอ่านจากไหนไม่ทราบว่าพวกที่ชอบข่มขืนเนี่ย..มักจะมีปมบางอย่าง..อย่างเช่น ของเล็กเกินกว่าจะให้ความสุขหญิงทั่วไปได้ ก็เลยต้องมาปล่อยความหื่นกับคนที่ไม่มีทางต่อต้าน ทำตัวเป็นมาสเตอร์ควบคุมเกมส์เซ็กซ์...ถึงจะบรรลุซึ่งจุดสุดยอด...

เอ๊ะ..นี่เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงเริ่มนึกสนุกกับมัน..บ้ารึเปล่าเนี่ย...

จริงๆ หุ่นมันก็บึ้มไม่เลวหรอกนะ...ถ้าอะไรๆ มันใหญ่ตามหุ่นกว่านี่อีกสักนิดด....

เธอทำเป็นดิ้นรนขัดขืน...ผลลัพธ์คือโดนฝ่ามือมันไปหนึ่งฉาด...หน้าชาไปเหมือนกัน แต่ผลที่ได้คือเลือดวิ่งพล่านไปทั้งตัว...อะดรีนาลีนเริ่มทำงาน...ความตื่นเต้นถาโถมเข้ามาอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เธอจิกผมมันขึ้นมา กัดเข้าที่คอประมาณย้ำๆ มันครางลั่นเลยคราวนี้ …….

เล็บจิกเข้าที่กลางหลังเปลือยเปล่า กรีดจนประมาณเลือดซึมซิบๆ มันผวาขึ้น เธอผวาตามขึ้นไปกอดรัดไม่ยอมปล่อย...ในแสงสลัว เธอยังเห็นตามันเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น...

ฉับพลัน..นัยน์ตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น..ต้องเบิกค้างอยู่เช่นนั้น

ร่างถูกพลิกกลับไปลงไปนอนกับพื้นหญ้า...สีข้างปรากฏมีดสปริงของตนเองดื่มลึกจนมิดใบมีด ทั้งร่างชาค้างไปราวกับเป็นอัมพาต

เธอพลิกกลับมาอยู่ด้านบน ม่านตาขยายออกด้วยอารมณ์ตื่นเต้น มองไปรอบๆ คว้าเชือกพลาสติกสีชมพูที่ตกอยู่ ..คงจะยาวพอนะ

ตำแหน่งที่เธอขย่มมันอยู่...ให้ความรู้สึกมีชัยเหนือเพศผู้อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เหงื่อซึมออกมาทั้งร่างที่ร้อนผ่าวด้วยอารมณ์ระทึกอย่างไม่เคยนึกว่าจะรู้สึกอะไรได้ขนาดนี้

มือตวัดเชือกพลาสติกรอบคอไอ้หนุ่มนั่น..กระชาก...นัยน์ตามันเหลือกลานแทบจะถลนออกมา...มือทั้งสองไร้เรี่ยวแรงสะเปะสะปะไปมา....ขาสองข้างสั่นเกร็งระริก...หรือมันกำลังถึงจุดสุดยอดอย่างที่ไม่เคยถึงมาก่อน?

เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสถึงความหฤหรรษ์อย่างที่ไม่เคยพานพบ... เสียงกรีดร้องดังก้อง....


..................................................................................


นิ้วที่กำลังพรมไปบนคีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่วต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงแม่เพื่อนตัวดีที่แอบเล่นเน็ตอยู่ข้างๆ
“อุ๊ย..ตายแล้ว นี่มันยังจับไม่ได้กันอีกเหรอ...ดูสิ เจออีกศพแล้วที่ป้ายรถเมล์”

เธอหันไปมองเป็นเชิงถาม...
“ฆาตกรฆ่าข่มขืนไงเธอ... นี่มันย้ายไปอาละวาดแถวป้ายรถเมล์ย่านบางบัวทองอีกแล้ว...”

นัยน์ตาเป็นประกาย เธอเลื่อนเก้าอี้ตัวเองไปข้างๆ จอของเพื่อนสาว
“เธอว่าไงนะ...มันเกิดขึ้นอีกแล้วเหรอ?”

แม่เพื่อนสาวทำหน้าสยอง
“น่ากลัวนะเธอ..ดีมันไม่มาเกิดแถวออฟฟิศ”

เธอมองภาพข่าวในจอคอมพ์ ถอนใจ...
“บางบัวทอง..ไกลชะมัด”

เพื่อนสาวหันมาทำหน้าฉงน

เธอหัวเราะ..เลื่อนเก้าอี้ตัวเองกลับไปที่โต๊ะ คลิกเข้าไปในเว็บของ ขสมก. ไม่เลวหรอก..อย่างน้อยก็ยังมีบริการทางอินเตอร์เน็ต พอทันสมัยอยู่...

เอ..ไอ้ป้ายรถเมล์ที่ว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของบางบัวทองนะ....


.................................................................................................

 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 14:37:14 น.  

เรื่องสั้น - "เดือนแห่งความน่าเบื่อ" โดย หมีบางกอก

พฤษภา..กันยา..ตุลา

แปลกใจว่าเดือนสำคัญในประเทศไทย..มันวนเวียนมีให้พูดถึงกันแค่นี้หรือ?

เนื้อหาบทความและกระทู้ในเว็บที่กำลังผ่านตาไปเรื่อยๆ วนเวียนไปมากับเดือนซ้ำๆ เหล่านี้ คนยุคนี้หลายคนกำลังย้อนรอยกลับไปสู่พฤษภาทมิฬ กันยาอาถรรพ์ ..แล้ววกมาที่ตุลาวิปโยค โดยหันมาประณามว่าจิตสำนึกคนยุคนี้หายไปไหน...ราวกับเหตุการณ์ในสมัยนั้นคือที่มาของความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน

เขาขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างพยายามทำความเข้าใจ...

บางทีเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนเดือนตุลาหลายคนที่กลายมาเป็นนักธุรกิจ เศรษฐียาชูกำลัง นักร้องนักดนตรี ดร.นักวิชาการ ไปจนถึงนักการเมืองและเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล ถึงได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตัวเองไปได้ขนาดนั้น

เพื่อนร่วมสังคมอินเตอร์เน็ตบางคน อายุอาจจะเรียกได้ว่าคราวลูก..ลุกขึ้นทำตัวเป็น Activist กันเป็นเรื่องเป็นราว อาศัยข้อมูลทั้งบนดินและใต้ดินมาเป็นข้อโต้แย้งกันในวุ่นวาย ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งต่างสีต่างฝ่าย ..อ่านไปอ่านมาก็เรื่องซ้ำๆ เรื่องที่เคยเถียงกันไปถกกันมา..จนเลิกเถียงไปแล้วตั้งแต่สมัยหลายปีกระโน้น คนที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ยุคนั้นกับตัวเอง จะเข้าใจบริบทความเป็นไปของมันแค่ไหนกันนะ...หรือเอาแต่อ่านเรื่องราวของคนที่ตัวเองศรัทธาแล้วก็เชื่อตามนั้น?

เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย นึกไปถึงเพื่อนสหายเดือนตุลาที่เพิ่งเจอกันที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ได้เจอกันมาเป็นชาติ ก็ยังดีที่จำกันได้ดี เดี๋ยวนี้เป็นใหญ่เป็นโตในธนาคารของรัฐ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยก่อนเข้าป่ายังจำได้ว่าเขาแรงไม่น้อย แต่เดี๋ยวนี้เป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวกันไปตามกาลเวลา ดูสุขุมคัมภีรภาพขึ้นเป็นคนละคน บริบทของสังคม แต่ละยุค แต่ละสมัย ก็เปลี่ยนไปตามเวลาและสถานการณ์

เขาหันไปคลิกรีโมททีวีเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ อย่างเบื่อหน่าย ..จากผู้ที่เคยสนใจข่าวการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กลับกลายเป็นแฟนละครหลังข่าวไปได้ยังไงก็ไม่ทราบ

แต่ครั้นดูไปสักพักก็จำเรื่องราวแต่ละเรื่องสับสนปนเปกันไปหมด ..ก็มันมีอะไรต่างกันมั่ง เปิดมาช่องนี้ก็กรี๊ด..เปลี่ยนไปช่องนั้นก็ตบกัน..กลับมาอีกช่องก็..อ้าว..นั่นเขาเรียกว่าจูบกันเหรอนั่น ตะแคงหน้ากันคอบิดหลบมุมกล้องได้เคอะเขินดีแท้ ราวกับมิตร ชัยบัญชากำลังจุมพิตเพชรา เชาวราษฎร์ในหนังของดอกดินยุคโน้น เขานึกขำในใจ อะไรๆ มันก็ย้อนยุคได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งสติปัญญาของคน

เอ้า โฆษณาอีกแล้ว ..ละครช่องไหนดังมีอันต้องดูโคตรสะนากันตาตั้ง..ยิ่งกว่าเนื้อหาละคร...เชื่อว่าชาวบ้านร้านตลาดคงก่นด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองพอๆ กะเขาแหละ เออ แล้วสินค้ามันจะขายดีมั้ยเนี่ย ถ้ามีแต่คนสาปแช่งทุกวัน.. แล้วเมืองไทยเรามีหนังโฆษณาให้ดูอยู่สองแบบคือ ไม่ตลกติงต๊อง ก็ฮาร์ดเซลซะไม่มี

เอาน่า..ก็ยังดีที่มีหนังเด็กพิการมาร้องเพลง เคส เซรา น่ารักๆ ให้ฟัง ถึงแม้จะพยายามสร้างภาพบิลท์อารมณ์กันสุดๆ แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมแม่ๆ ทั้งหลายต้องทำหน้าทุกข์ระทมตอนจบขนาดนั้น

ในที่สุดก็วนกลับมาที่ช่องข่าว ทั่นนายกของเราช่างเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่ทำงานหนักจริงๆ ไหนจะเป็นนายแบบโฆษณา ไหนจะต้องคอยบรรยายสารพัดสถาบัน ไหนต้องแถลงข่าว ไหนจะ..บลาๆๆ โชคดียังไม่ต้องไปออกเกมส์โชว์นะ ออกจะเป็นห่วงสุขภาพอยู่ เดี๋ยวจะไม่มีแรงไปประชุม ครม.

อ้อ..ยิ้มน้อยลงก็ได้นะทั่น จะเป็นซูเปอร์สตาร์ไปถึงไหน ยังไงทำหน้านิ่งๆ ซะยังดูน่าเชื่อถือกว่า โดยเฉพาะเวลาออกแขกบ้านแขกเมือง กดมาช่องนี้..อ้าว ชุมนุมอีกแล้ว ขอไม่ดูแล้วกันนะ อ้าปากก็เดาได้แล้วว่าจะพูดเรื่องอะไร..

เขาชำเลืองตาไปที่กองหนังสือพิมพ์บนโซฟา ตกลงจะอ่านอะไรดี ฉบับที่เคลมว่าขายดีที่สุดก็สับสน..หน้านึงก็แดงเถือก อีกหน้ากลับหันมาด่า ขณะที่ค่ายใหญ่อีกฉบับซึ่งเคยมีเนื้อหาสาระกลับกลายพันธุ์ตั้งแต่ถูกซื้อหุ้น เนื้อหาที่พึ่งพาได้ในความตรงไปตรงมากลับกลายมาเป็นสื่อโปรปะกันดาตัวบุคคลแถวตะวันออกกลางไปซะฉิบ สงสัยต้องเขียนตำราจรรยาสื่อสารมวลชนกันขึ้นมาใหม่กระมัง

หันกลับไปคว้าเน็ตบุ๊คข้างตัวกลับมาคลิกดู.. มีเรื่องราวของนายทหารเก่าที่วกกลับมาเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ขณะโชว์พาวออกไปจับมือกับประเทศ(ที่เคยเป็น)เพื่อนบ้าน เขาก็ต้องถอนใจอีกครั้ง นึกไปถึงสมัยที่เขาเคยไปพักผ่อนที่รีสอร์ทของเพื่อนแถวเมืองชายหาดอันโด่งดัง เคยเห็นนายทหารผู้นี้ออกมาจับไม้จับมือแสดงความสนิทสนมกับบรรดาสหายเก่าที่กลับมา Reunion ร้องเพลงสร้างชาติกันเป็นที่บันเทิง ได้ยินแว่วๆ ว่าประมาณนัดมาเข้าเฝ้าอะไรสักอย่าง สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใหญ่ซึ่งร่วมโต๊ะกับเขาอยู่ตอนนั้นเป็นอันมาก เพราะว่าท่านไม่เคยทราบกำหนดการนี้มาก่อนทั้งๆ เป็นหน้าที่โดยตรง

เออ..แสดงว่าท่านผู้นี้คงเก่งเรื่องกลยุทธ์การสร้างภาพมาแต่ไหนแต่ไร....หวังว่าคงไม่ถูกตราหน้าเป็นพระยาละแวกท้ายที่สุดหรอกนะ

แล้วก็ต้องมาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงดัง”ปัง” เหมือนเสียงปืนหรือไรกันนั่น... เขาผวาลุกขึ้นตรงไปที่ริมหน้าต่างแหวกม่านออก ที่หน้าเซเว่นอีเลเว่นฝั่งตรงข้ามวัยรุ่นแก๊งค์เด็กแว้นกำลังชุลมุนตะลุมบอนกันไม่รู้ใครเป็นใคร ตามด้วยเสียงกรี๊ดๆ ของสก๊อยสาวที่กำลังถูกฉุดกระชากลากถู เขาอ้าปากค้าง..

หรือเพราะว่านี่มันเดือนพฤษภา..ใครว่าเด็กรุ่นนี้ไม่รู้จักพฤษภาทมิฬ...
อ้าว..นั่นหนุ่มผูกไทที่กำลังยืนตะลึงหน้าเครื่องเอทีเอ็มพลอยโดนหางเลขลงไปกองกับพื้น...

เขาหันไปคว้ากล้องถ่ายรูปดิจิทัล DSLR บนโต๊ะทำงานก้าวออกไปที่ระเบียงห้องยกขึ้นส่องซูมเข้าไปอย่างรวดเร็ว นิ้วกดชัตเตอร์ด้วยสัญชาตญาณ แต่แล้วก็ต้องหลุดปากอุทาน เมื่อในเฟรมเห็นหญิงสาวในชุดทำงานที่ยืนตกใจเคว้งอยู่หน้าประตูร้านเซเว่นถูกฟาดด้วยอะไรสักอย่างลงไปกองกับพื้น วัยรุ่นชายผิวคล้ำอีกคนจิกผมขึ้นมา...

มีเสียง..เพี้ยะ..ดังขึ้นจากระเบียงห้องข้างๆ ภาพจากวิวไฟน์เดอร์ในกล้องเห็นไอ้หนุ่มเด็กแว้นคนนั้นปล่อยมือถลาไปปะทะกระจกหน้าร้านรูดลงไปกองกับพื้น เขาหันขวับไปที่ระเบียงสบกับสายตาของหญิงสาววัยสามสิบอัพเจ้าของห้องซึ่งประคองปืนยาวติดกล้องขนาด .22 ในมือ เธอยักคิ้วกลับมา เขาอึ้งไปอึดใจหันกลับมาส่องกล้องอีกที..หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายกำลังได้รับความช่วยเหลือจากพนักงานเซเว่นสองคนช่วยกันกึ่งลากกึ่งประคองเธอเข้าไปในร้านอย่างทุลักทุเล...

หันมาอีกที เพื่อนข้างห้องคนนั้นหายไปแล้ว เขาหันกลับไป.. มันยังตะลุมบอนกันไม่เลิกอีกแน่ะ แล้วตำรวจหายไปไหนกันหมด เสียงปืนก็ดังออกขนาดนั้น โชคดีว่าเป็นกลางคืน ไม่งั้นคนที่ป้ายรถเมล์อีกไม่น้อยจะต้องถูกลูกหลง เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก หันกลับเข้าไปค้นลิ้นชักโต๊ะทำงาน เปิดกล่องคว้าปืนลมสั้นสำหรับแข่งขันออกมายัดลูกเข้าไปอย่างรีบร้อน

โผล่มาที่ระเบียง สาวสก๊อยผมสั้นในชุดกางเกงฮ้อทแพนท์สั้นจู๋กำลังวิ่งไปกรีดร้องไปตรงเข้ามาที่คอนโดของเขา ตามด้วยไอ้หนุ่มหน้าเสี้ยมสองคน ในมือคนหนึ่งมีปืนพก อีกคนคงเป็นท่อนแป๊บเหล็กอะไรสักอย่างเงื้อตามหลังมาอย่างเฉียดฉิว ไม่มีเวลาคิดอะไรแล้ว นิ้วกระดิกปล่อยกระสุนปืนลมสั้นออกไป เสียงดังเชี้ยะสั้นๆ ตามด้วยเสียงอุทานพร้อมแป๊บเหล็กปลิวหลุดมือ ลงไปนอนดิ้นกระแด่วๆ มือกุมหัว

ไอ้คนถือปืนเงยหน้าขึ้นมาโดยบังเอิญ ในความมืดยังเห็นตามันกระทบไฟริมถนนวาวโรจน์ ปืนพกในมือยกขึ้นเล็งมาที่เขา พลันเสียงเพี้ยะดังซ้ำมาจากระเบียงข้างๆ จนเขาสะดุ้ง ไอ้หมอนั่นหงายเก๋งลงไปดิ้นกับพื้นอีกคน แม่สาวสก๊อยได้แต่หลับหูหลับตาร้องกรี๊ดๆ...

เสียงไซเรนรถตำรวจดังไล่กันมาเป็นพรวนอย่างรวดเร็ว... กลุ่มขาแว้นที่กำลังทุบตีกันชุลมุนต่างแตกกระจายราวผึ้งแตกรัง เสียงรถตำรวจเบรคกันสนั่น ตามด้วยเสียงปืนเสียงโทรโข่งสับสนวุ่นวายไปหมด...

เขาค่อยๆ โผล่หน้าขึ้นมาจากระเบียง เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ...หันไปอีกที สายตาของสาวข้างห้องกำลังจับจ้องมาอย่างยิ้มๆ เธอยกนิ้วโป้งให้ เขาชูสองนิ้วตอบไป ทั้งสองหลุดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

เป็นครั้งแรก..ที่เขารู้สึกหายเบื่อเป็นปลิดทิ้ง...ชีวิตก็มีอะไรสนุกๆ ทำเหมือนกันนะ...

 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 19:18:33 น.  

เรื่องสั้น - 2012 โดย หมีบางกอก

วันนี้แล้วสินะ วันที่ 21....

โชคดีที่เกิดวันที่ 19 ธันวา ..เลยได้ฉลองไปแล้ว โล่งอกไปที

ไม่ต้องมาเกร็งว่าจะได้เป่าเค็กกะเค้าหรือเปล่า... แต่เอาเถอะ ถึงจะมีแค่ตาสนกะยายแจ่มมาเป็นแขก ก็ช่างหัวมัน..อย่างน้อยก็มีปาร์ตี้ล่ะวะ

เหลือบสายตาไปที่ฝาผนัง ภาพจำลองปฏิทินมายันใส่กรอบทองดูอลังการ ถึงจะดูโดดๆ ไม่ค่อยเข้ากับเดคอเรชั่นสไตล์จีนแอนทีค..รอบบ้านก็เหอะ

ตัวเลข 21/12/12 แลดูเด่นบนกรอบนั้น .. แหม เลขสวยอยู่ ถ้างวดนี้ออกคงถล่มทลาย โชคดีที่เขาเลิกเป็นเจ้ามือไปนานแล้ว

ชาวมายันมันรู้ดีได้ไงนะ ดัดจริตทำเป็นปริศนาให้คนทั้งโลกป่วนไปหมดกับไอ้ 2012 บ๊องๆ เนี่ย แต่ก็ เอ่อ..มันก็เป็นเหตุผลให้เกิดบ้านหลังนี้ขึ้นมานี่นะ อุตส่าห์มาอยู่บนดอยที่เกือบสูงที่สุดของเมืองไทยแล้วนา ยังไงก็เซฟไว้ก่อน

มองไปรอบๆ นึกภูมิใจอยู่กลายๆ บ้านนี้เขาอุตส่าห์ออกแบบอย่างพิถีพิถันด้วยตัวเองเชียวนะ หลังคาทำด้วยวัสดุพิเศษป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ได้..อย่างน้อยก็ระดับหนึ่งหรอกน่า

กระจกลามิเนตรอบๆ บ้านหนาถึงสามชั้นเคลือบฟิล์มกรองแสงแบบเดียวกับที่ใช้กับยานดิสคัฟเวอรี่เลยนา วัสดุผนังแบบสังเคราะห์ฝังแผ่นเหล็กอยู่ตรงกลาง แข็งแรงยิ่งกว่าห้องใต้ดินของมหาเศรษฐีหมื่นล้านที่กำลังร่อนเร่พเนจร อ้อ พูดถึงห้องใต้ดิน เขาก็เตรียมไว้เหมือนกัน พร้อมด้วยเสบียงอาหารเพียบชนิดอยู่ได้เป็นเดือน ต้องผ่านประตูวัสดุกันรังสีถึงสองชั้นกว่าจะลงไปได้

แล้วเขาจะมีอะไรต้องกลัวอีก ….

มีเศรษฐีใหม่อีกหลายเจ้าที่แห่แหนกันไปสร้างบ้านหรูกันบนเขาใหญ่ หรือแถวเชียงใหม่ ก็คงด้วยวัตถุประสงค์เดียวกับเขาแหละ คิดว่าจะหนีภัยพิบัติพ้น แต่พวกนั้นเชื่อว่าไม่มีใครลงทุนออกแบบและใช้วัสดุอย่างเริดเทียบเทียมเขาได้เป็นแน่

นิ้วคลิกรีโมทในมือ...ภาพข่าวทั่วๆ โลกดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนใหญ่ผู้คนเริ่มหันมาพึ่งศาสนากันเป็นพะเรอ โบสถ์คริสต์ สุเหร่าอิสลาม เทวสถานฮินดู หรือแม้แต่วัดไทย คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่พากันเข้าไปสวดมนต์ขอพร เกิดจะมาศรัทธาอะไรกันตอนนี้ พอใกล้ตายค่อยเริ่มรู้สึกตัว..ว่างั้น

แวบนึงก็นึกสงสาร คนที่มีโอกาสแบบเขาคงมีหนึ่งในแสน หรือเผลอๆ ในล้าน โชคดีที่ไม่มีเรื่องลูกเมียให้มาห่วงหน้าพะวงหลัง อยากทำอะไรก็ทำ... เคยชวนเพื่อนบางคนมาอยู่ด้วย ก็ดันห่วงครอบครัวอีก เฮ้อ..

หันไปดูช่องไทยๆ ก็มีแต่ข่าวการเตรียมการป้องกันของทางการ ที่ต้องเตรียมรับมือกับระดับน้ำที่เริ่มสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปีที่แล้ว จนเดี๋ยวนี้กรุงเทพฯ จะเหมือนเนเธอร์แลนด์อยู่รอมร่อ ล้อมรอบด้วยเขื่อนสูงที่สร้างกันมาตั้งแต่สองปีก่อน ยังไม่รวมถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ ในการปรับสภาพอากาศที่ทางภาคีอาเซียน ซึ่งรวมทั้งจีนและญี่ปุ่นช่วยกันร่วมมือคิดค้น ทั้งฝนสังเคราะห์ระบบใหม่ อุปกรณ์สร้างชั้นบรรยากาศเพื่อป้องกันพายุ ไปจนถึงเครื่องอุดรูรั่วของชั้นโอโซน

ดีเหมือนกันนะ หายนะที่กำลังคืบคลานกลายเป็นส่วนทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาสามัคคีกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน บรรดากลุ่มสารพัดสีบ้านเราก็พลอยหายไปโดยปริยาย หันมาจับมือกันต้านภัยพิบัติกันเป็นอันดี

เขาอดหัวเราะหึๆ ในใจไม่ได้..

แต่ถ้าแกนแม่เหล็กโลกมันหมุนกลับตาลปัตรจนครบรอบอย่างที่สหรัฐกำลังรอประกาศผลอยู่ อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ เกราะกำบังโลกคงอ่อนกำลังลง...นึกถึงพายุสุริยะซึ่งกำลังก่อตัวและจะพัดมาถึงในอีกไม่นานนี้ ตึกรามบ้านช่องธรรมดามันจะมีอะไรเหลือ? เงินหลายล้านที่ลงทุนจ้างวิศวกรจากนาซ่ามาออกแบบบ้านหลังนี้คงคุ้มค่านะ

เขาเดินออกมายืนที่ริมระเบียงมองผ่านกระจกพิเศษที่ใช้ตัวยึดแบบสไปเดอร์ไร้กรอบ...ทิวทัศน์เขียวชะอุ่มรอบตัวยังคงสวยงามอิ่มตาเหมือนเคย แม้ว่าอากาศจะร้อนขึ้นมาจากปีก่อน แต่บนยอดดอยเล็กๆ ที่เขายอมจ่ายใต้โต๊ะซื้อมานี้ก็นับว่าอากาศยังเย็นระรื่นกว่าใน กทม.แน่นอนอยู่

เสียงนักข่าวทีวีกำลังสัมภาษณ์หลวงปู่เกจิอาจารย์ดังซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงที่โบสถ์วัดริมน้ำแห่งหนึ่ง ท่านกำลังมาร่วมพิธีนั่งสมาธิภาวนาเพื่อรวมพลังจิตของบรรดาเกจิทั่วประเทศในการป้องกันภัยครั้งสำคัญให้กับประเทศชาติ

“พลังบุญบารมีของผู้ทรงศีล รวมไปถึงพลังจิตของคนหมู่มากที่ศรัทธา หากปฏิบัติได้พร้อมๆ กันด้วยเจตนารมณ์เดียวกัน จะได้พลังมหาศาลอย่างไม่คาดคิดเลยทีเดียว ในยุคสงครามโลกที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะเคยทราบประสบการณ์เหล่านี้มาบ้างแล้ว แต่คราวนี้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมาส่งผลไปทั่วโลก เราในฐานะที่เป็นเมืองพุทธศาสนา และได้อุตส่าห์เตรียมฝึกฝนทางจิตให้กับผู้คนทั่วประเทศมาเป็นปีเพื่อจะรับมือเหตุการณ์นี้ ก็ต้องทำหน้าที่กันอย่างสามัคคีพร้อมเพรียงกัน..”

เสียงหลวงปู่รูปนั้นแว่วๆ ผ่านโสตประสาท...พร้อมเสียงสวดพาหุงลอยตามมา

หรือเพราะอย่างนี้ แม้กระทั่งแม่บ้านหรือคนสวนก็ยังขอตัวกลับไปอยู่กับครอบครัวของเขา เพื่อสวดมนต์ภาวนา? บางทีเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนพวกนี้คิดอะไรอยู่.. อยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยกว่ากลับไม่เอา..

พลันท้องฟ้าตรงหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน เขากดรีโมทเปลี่ยนไปฟังซีเอ็นเอ็น นั่นไงล่ะ จริงเสียด้วย พายุสุริยะกำลังมาถึงโลก...พยับเมฆหมุนวนแปรรูปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีทั้งๆ ที่อาทิตย์ยังไม่ทันอัสดง ริ้วของแสงแปลกๆ ที่คล้ายปรากฏการณ์ออโรร่าแถบขั้วโลกระบายวูบวาบอยู่บนฟ้าสีครามม่วง

เขาผงะถอยออกมา มือคว้ารีโมทอีกอันกดให้ม่านกันรังสีเลื่อนลงมาปิดกระจก หันไปมองโทรทัศน์ก็ปรากฏสัญญาณที่ถูกรบกวน เขากดกลับไปทีวีไทย เสียงโฆษกแว่วๆ มาว่า น้ำเริ่มเอ่อเข้ามารวดเร็วขึ้น แต่กำแพงเขื่อนยังต้านไว้อยู่ ขณะที่เกิดปรากฏการณ์คล้ายสึนามิที่ภูเก็ต แต่เขื่อนป้องกันที่สร้างขึ้นดูจะใช้ได้ผลดี การเตือนภัยทำได้ฉับพลันทันการณ์

เขาถอยออกมาจนชนโซฟา ทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง นี่เขากำลังต้องผจญกับเหตุการณ์บ้าๆ อยู่คนเดียวหรือนี่..?

ขณะนั้น เขาเริ่มรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนน้อยๆ จนช้อนกระทบกับแก้วกาแฟบนโต๊ะ กระจกรอบบ้านเหมือนลั่นกราว...เขาหดขาขึ้นมาบนโซฟา คว้าหมอนมากอดแนบอก หน้าเริ่มไร้สี ยังไงน้ำคงไม่เอ่อขึ้นมาถึงที่นี่เหมือนในหนังดอกนะ...

เสียงนักข่าวหัวเห็ดยังคงรายงานข่าวต่อเนื่อง เออ..ไอ้พวกนี้นี่มันทนทายาดจริงๆ

“กรุงเทพฯ ยังคงได้รับแรงสั่นสะเทือน แต่ไม่มากตามที่คาดคิดค่ะ อุณหภูมิในบรรยากาศสูงขึ้นกว่าปกติ แต่ประชาชนทุกคนยังมีขวัญกำลังใจดีค่ะ โดยเฉพาะคน กทม.ต่างพร้อมใจกันปฏิบัติสมาธิสวดมนต์กันอย่างแน่วแน่จากทุกมุมเมือง ...โอ..คุณผู้ชม ดูสิคะ คิดว่าดิฉันคงไม่ได้ตาฝาด”

กล้องโทรทัศน์ที่จับภาพมุมสูงของกรุงเทพฯ จากตึกของสถานี ได้เผยให้เห็นภาพที่แปลก ชวนขนลุก แตไม่ได้ด้วยความน่าสะพรึงกลัว หากแต่หากเต็มไปด้วยความปิติอย่างประหลาด...

รังสีเรืองแสงสีฟ้านั้นมาจากไหน ดูตัดกับท้องฟ้าที่เมฆกำลังป่วนและเริ่มกลายเป็นสีแดงม่วงขึ้นทุกทีๆ หากแต่รังสีเย็นนั้นดูแผ่ครอบคลุมไปทั่วปริมณฑล....จากภาพที่เห็นขณะกล้องกำลังแพนไปรอบๆ เสียงสวดมนต์ได้ยินแว่วผ่านเข้ามาราวกับดังมาจากทั่วสารทิศ

เสียงนักข่าวสาวรายงานต่ออย่างระล่ำระลัก
“ทางสถานีเตือนภัยได้รายงานด่วนมาค่ะว่ากระแสพายุสุริยะได้พาดผ่านหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯของเราอย่างเฉียดฉิว แต่ที่น่าประหลาดคือไม่ทำความเสียหายใดๆ เหมือนกับบางประเทศที่กำลังโดนอยู่ตอนนี้นะคะ มีคำเตือนว่าผู้ที่อยู่ในที่สูงมากๆ อย่างบนภูหรือยอดดอยทางภาคเหนือให้รีบลงหลุมหลบภัยที่เตรียมไว้จะปลอดภัยกว่าค่ะ..”

เขาเบิกตากว้าง...ขณะที่รู้สึกหลังคาบ้านสั่นกราว...กระจกรอบด้านลั่นเปรี๊ยะ.. เขาผวาลุกขึ้น มองผ่านหน้าต่างบานเล็กด้านข้าง ไฟกำลังลุกติดต้นยางสองคนโอบสูงลิ่วนั้น

พื้นสะเทือนวูบราวแผ่นดินไหว..กรอบรูปยักษ์ปฏิทันมายันพลันร่วงลงกระทบพื้นแตกกระจาย...เขาสะดุดแจกันใบเขื่องที่กลิ้งลงมาจากโต๊ะ ถลาไปตะกายกับพื้นแกรนิตอย่างดีที่ร้าวไล่ไปเป็นทาง

คว้าม่านกันรังสีดึงตัวขึ้นมาได้ ยังไงต้องรีบลงไปที่ห้องใต้ดินให้ทัน....

แต่แรงเขย่าอีกครั้ง ทำให้เขาเสียหลัก..มือลากม่านแง้มออกทำให้เขาได้เห็นบรรยากาศด้านนอก ป่าเขาที่เคยเขียวครึ้มเย็นสงบกลับกลายเป็นนรกสันดาปที่เต็มไปด้วยเปลวไฟสีส้มจัดจ้า และ..ด้วยอนุสติสุดท้ายที่ขาดผึงไปพร้อมกับกระจกนิรภัยที่กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับโดนระเบิดนาปาล์ม....

..................................................................................

 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2552 12:18:08 น.  

นวนิยาย"มันตรา" บทส่งท้าย Mystery of Mantra : Final Episode




ท่ามกลางหมอกอันคลุมเครือนั้น แสงไฟฉายคู่หนึ่งส่องเห็นเป็นลำแกว่งไกวไปมา เสียงฝีเท้าสองคู่เดินมาอย่างระแวดระวัง..ตามมาด้วยเสียงระวินกำลังต่อว่ากับธานี
“นายมันหาเรื่องจริงๆ ว่ะ ธานี...หลงไปโผล่เมืองลับแลจะทำยังไง”

ธานีจุปาก พยายามตะแคงหู
“วิน..นายหุบปากซักนาทีนึงได้มั้ย...ไหว้ละ”
ระวินขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“อะไรอีกล่ะ..มีแต่หมอกประหลาดๆ..เหมือนอยู่ในหนังผี”
“ไปๆๆ เดินต่อ...”
“ไปดีเหรอวะ ธานี”
“เอ๊ะ ไอ้นี่.. ก็นายไม่ใช่เหรอที่ออกความเห็นให้ตามมา”
“ก็..ว้า..ไอ้เสียงครืนๆ เมื่อกี้จนรถสะเทือนน่ะ ก็อดห่วงมันตรามันไม่ได้”

ธานียกมือห้าม ระวินอ้าปากค้าง
“นายรู้สึกมั้ย..”
ระวินชักเหงื่อซึม
“อะไรอีกฟระ”
“หริ่งเรไรมันเงียบไปหมดเลย”

ระวินตาโต ชี้ไปที่ตะกรุดไฮเทคของคุณลุงอมรที่ห้อยอยู่บนคอของธานี มันส่งแสงสัญญาณสีแดงอยู่วาบๆ

“ธานี ตะกรุดนั่น..”
ธานีชี้กลับมาที่ระวินเช่นกัน
“เฮ้ย ของนายก็เหมือนกันว่ะ ส่งแสงแว๊บๆ อยู่นั่น”
“แสดงว่า...”

ระวินทำท่าขนพองสยองเกล้า ธานีตรงเข้ามาโอบไหล่ปลอบ
“เฮ่ย..ใจเย็นๆ น่า ก่อนลงจากรถนายก็เตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้วนี่หว่า ไหน..เช็คดูซิ.. หอกกายสิทธิ์ของหมวดมายันต์เอามายัง..”

ระวินดึงหอกสั้นข้างเอวที่มีหน้าตาคล้ายลิ่มมากกว่า ชูขึ้นมา ลวดลายที่เหมือนยันต์นั้นดูขลัง
“มีดล่ะ..”
“เวร..ลืมไว้ที่รถ..”
“เออๆ..ไม่เป็นไร..เรามีสมิธ 9 มม. แล้ว..รีบไปกันเถอะ”

ธานีไม่รอช้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปข้างหน้า เขาเริ่มเห็นแสงไฟส่องจางๆ ผ่านหมอกมาบ้างแล้ว ต้องมีบ้านคนอยู่ข้างหน้าเป็นแน่ ระวินกำลังจะอ้าปากค้าน พลันต้องรีบสาวเท้าตาม..หันหน้าหันหลังล่อกแล่ก...


........................................................................................


ก่อนหน้านั้น...

มันตราพบตัวเองอยู่ในห้องโถงกว้างที่มลังเมลืองไปด้วยแสงสว่างจากเปลวเทียนที่วางอยู่เป็นระยะ ข้างหน้าโน่นคล้ายโต๊ะหมู่บูชาอะไรสักอย่าง เขาสาวเท้าเข้าไปช้าๆ ...

“ยินดีต้อนรับ อวตารแห่งสองภพ..”
เสียงห้าวต่ำ ดังมาจากด้านหลัง

มันตรายังคงยืนนิ่ง
“ในที่สุด เราก็ได้พบกันเสียที..”
เสียงนั้นเหมือนอ้อมมาทางด้านขวา..

มันตราชำเลืองตาม
“ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรลงไป”

ขณะที่หันกลับมา..เบื้องหน้าโต๊ะหมู่บูชานั้น ร่างของหนุ่มใหญ่กลางคนในชุดสีขาวคอจีนปรากฏอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ใบหน้าคมด้วยเคราคางแพะนั้นเด่นด้วยนัยน์ตาที่สว่างวาวสีเหลืองฟางดังที่คุ้นเคยจากมโนคติ โครงสร้างใบหน้านั้นไม่ค่อยคล้ายคนไทยสักเท่าไร โดยเฉพาะใบหูที่เรียวแนบไปกับกะโหลกศีรษะ ออกจะดูแหลมไปนิดทำให้นึกไปถึงหูของสป็อคในหนังสตาร์เทร็คอยู่รำไร...

“พบกันครั้งแรกก็ทำตัวราวกับเป็นศาสดา..”
คำตอบนั้นเจือไปด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ

สีหน้าของมันตรายังคงนิ่ง
“หรือเพราะโลกนี้มิใช่ของท่าน...”

คิ้วเรียวนั้นเลิกขึ้นด้วยอาการสนเท่ห์น้อยๆ

“ไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบเช่นนั้นหรือ..”
มันตราเอ่ยเนิบๆ พร้อมก้าวเข้าไปเรื่อยๆ

แต่แล้วเหมือนถูกพลังอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นผลักดันเอาไว้ อาจารย์สรชัชพยักหน้าช้าๆ
“ท่าทางท่านพัฒนาไปได้รวดเร็วเกินคาดนะ มันตรา”

“มิบังอาจ ..เท่าที่เราเห็น..จิตของเผ่าพันธุ์ท่านสูงส่งกว่าที่คิด ไม่เข้าใจว่าท่านทำเช่นนี้ด้วยเหตุผลอันใด?”

ร่างในชุดขาวตรงหน้าเริ่มแปรเปลี่ยน ผิวพรรณทั่วร่างกลายสภาพคล้ายกับสีเงินยวง สะท้อนแสงเทียนเป็นเงาวาว

“ท่านไม่เข้าใจ? หรือแกล้งไม่เข้าใจ...ทายาทผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านยังมองไม่ออกอีกรึ?”

คริสตัลชิ้นเล็กๆ นับพันเริ่มปรากฏ..วิ่งไล่พัวพันไปทั่วร่างของมันตรา ปลายแหลมที่สลักเสลาลวดลายพุ่งออกมายาวขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหมวกนักรบที่คล้ายชฎาอยู่กลายๆ เปล่งประกายสีฟ้าขาวสว่างเรืองรองไปทั่วห้อง มือที่ยื่นไปข้างหน้าปรากฏคฑาคริสตัลใสด้ามยาวยืดออกมา มันตรายกขาทั้งสองขึ้นขัดสมาธิเพชรโดยที่ร่างกายยังคงลอยกระเพื่อมอยู่กลางอากาศเช่นนั้น มือขวาที่กำด้ามคฑากระแทกลงบนพื้นจนรู้สึกถึงความสะเทือน...

เสียงเหมือนประจุแม่เหล็กไฟฟ้าครางต่ำๆ ล้อมไปรอบตัว กลายเป็นครึ่งวงกลมใสเรืองแสงครอบร่างของทั้งสองไว้...แสงเทียนรอบด้านกระพือวูบ...


................................................................................................


ภาพบนจอมอนิเตอร์หายวับไป

ฉัตรกระซิบผ่านเฮดเซ็ท
“จริงอย่างว่า.. ท่าทางมันมืออาชีพ กล้องวงจรปิดโดนไปเรียบร้อย..”

เสียงก็อกแก็กตรงหน้าต่างห้องกรณิช ฉัตรถอยฉากหลบไปหลังม่าน

บานหน้าต่างที่ถูกงัดแงะ..เปิดออก ใบหน้าที่สวมหมวกไอ้โม่งยื่นผ่านหน้าต่างเข้ามา..

บาเร็ตต้า 9 มม.จ่อมับเข้าที่หัว..
“อยู่นิ่งๆ ..”

หมอนั่นชะงัก..พลิกหน้าหันมามอง นัยน์ตาสีเหลือบนั้นขยายขึ้นราวกับตาแมวสว่างเรืองในความมืด

ฉัตรตะลึงงัน เหมือนร่างกายถูกฟรีซแช่แข็ง สติวูบวาบ..ภาพรอบตัวหมุนคว้าง

ตะกรุดไฮเทคของคุณลุงอมรที่คล้องคอไว้วาบสัญญาณไฟสีแดงขึ้นทันที…ในอนุสติที่เหลืออยู่เพียงริบหรี่ เห็นใบหน้าคุณลุงอมรปรากฏขึ้นมากระทันหันพร้อมเสียงตะโกนเรียกชื่อตัวเองดังก้องไปทั้งโสตประสาท

ฉัตรสะดุ้งสุดตัว พบตัวเองยืนจ้องปืนค้างอยู่ ขณะที่ไอ้โม่งชุดดำนั้นกำลังดึงหมวกออก แยกเขี้ยวขาวโพลนในความมืดถลันก้าวเข้ามา...

นิ้วพลันกระดิกโดยอัตโนมัติส่งลูกกระสุน 9 มม.พาราเบลลั่มรวดเดียว 4-5 นัดส่งเข้าลำตัวไอ้เวรเขี้ยวยาวนั่น ได้ผลอยู่..เล่นเอาถลาไปปะทะกระจกตู้เสื้อผ้ากระจายไปทั้งบาน

ขณะเดียวกันประตูห้องก็ถูกเปิดผางออก ไฟเปิดสว่างพรึบทั่วทั้งห้อง ตำรวจในชุดคอมมานโด 2 คนถลันเข้ามาพร้อมปืนกล HK MP 5 ในมือ ไอ้เวรนั่นลงไปไถลเถลือกกับพื้นได้แป๊บเดียวก็กระโจนเข้าใส่ฉัตรอีกอย่างว่องไวราวไม่รู้สึกรู้สมกับลูกกระสุนที่ฝังอยู่ในร่าง ฉัตรหมุนตัวหลบซัดกลับด้วยท่าจรเข้ฟาดหางเข้าท้ายทอยพอดี ร่างปลิวเข้าไปหาสองหนุ่มหน่วยพิเศษ

ด้วยความไวเป็นเลิศ..ไอ้หมอนั่นพลิกตัวกลางอากาศคว้าไหล่ตำรวจหนุ่มคนด้านซ้ายขย้ำเขี้ยวลงไปเต็มๆ เสียงหนุ่มเคราะห์ร้ายร้องลั่นอย่างเจ็บปวด นิ้วกระดิกส่งกระสุน MP5 สาดขึ้นไปบนเพดาน เล่นเอาแชนเดอร์เลียขนาดย่อมกระจัดกระจาย เกล็ดคริสตัลปลิวว่อนไปทั้งห้อง

ตำรวจหนุ่มอีกคนมัวยืนตะลึงยกมือบังเศษคริสตัลที่ซัดเข้ามาเต็มหน้า ...

..ไอ้เวรแวมไพร์ยังกัดอีกคนไม่ปล่อย..

แต่ฉัตรก็กระโจนข้ามเตียงมาถึงตัวแล้ว มืออีกข้างกระชากวัตถุลักษณะคล้ายหอกสั้นสลักลายยันต์เหมือนของระวินออกมาจากซองข้างกาย เสียบเข้ากลางหลังไอ้เขี้ยวยาวพอดิบพอดีกับตำแหน่งหัวใจ...

เท่านั้นเอง.. ไอ้เวรแวมไพร์นั่นถึงกับอ้าปากค้าง ปล่อยตำรวจหนุ่มลงไปดิ้นกระแด่วๆ อยู่กับพื้นกุมไหล่ตัวเองที่โทรมไปด้วยเลือดแดงฉาน..กระเซ็นเปรอะไปบนพรมสีเบชราคาแพงนั้น ปากก็ร้องโอดโอย...

ฉัตรขย่มตัวลงไปอีกให้ปลายหอกนั้นจมลึกลงไปจนแน่ใจว่าเสียบคาตรงหัวใจ ไอ้หมอนั่นตาค้างเกร็งสั่นระริกไปทั้งร่าง แปลกที่เลือดสีคล้ำซึมออกมาจากรอยแผลด้านหลังเพียงเล็กน้อย ตำรวจหนุ่มคอมมานโดอีกคนเพิ่งได้สติถลันเข้ามายก MP5 ขึ้นเล็ง ฉัตรรีบยกมือห้าม

“ไม่เป็นไรแล้ว.. ตอนนี้มันจะช็อกเป็นอัมพาตไปอย่างนี้ จนกว่าเราจะถอนลิ่มนี้ออก”

ตำรวจหนุ่มคนนั้นยังคงยืนตะลึงพรึงเพริดกับภาพตรงหน้า ฉัตรรีบสำทับ
“เอ้า..มัวตะลึงอยู่นั่นแหละหมู่ รีบพาเพื่อนไปพยาบาลเร้ว..อย่าลืมฉีดเซรั่มภายใน 20 นาทีนี้นะ”

ฉัตรหันมากระชากคอไอ้เวรนั่นขึ้นมา หน้าตาก็คล้ายคนไทยอยู่
“เอ็งมาคนเดียวเหรอ..”

นัยน์ตาอันเหลือกค้างกลอกไปมา เสียงเหมือนมันกำลังสำลักผสมหัวเราะเยาะอยู่กลายๆ

ฉัตรสังหรณ์...รีบกดสวิทช์เฮดเซ็ท
“มายันต์...นายอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ใช่ไหม?..”


………………………………………………………………


ประตูห้องเปิดออก...

ระวินกับธานียืนตะลึงงันกับภาพที่ปรากฏอยู่ในสายตา ห้องโถงนั้นสว่างเรืองไปด้วยรัศมีสีฟ้าอ่อนของครอบวงกลมล้อมร่างสองร่างที่นั่งประจันหน้ากันอยู่ ที่น่าประหลาดคือ ทั้งสองฝ่ายต่างหลับตาพริ้มราวกับอยู่ในสมาธิดิ่งลึก ร่างในเกราะคริสตัลคุ้นตานั้นแน่นอนว่าต้องเป็นมันตรา ส่วนอีกร่างหนึ่ง..ผิวที่ละเลื่อมราวกับเงินยวงนั้น ไม่น่าเป็นใครอื่น นอกจากอาจารย์สรชัช...

ระวินกลืนน้ำลาย หันมาสบตากับธานี
“ตกลงเอายังไงกันดีวะ ธานี”

สีหน้าของธานีตอนนี้คงบอกได้อย่างเดียวว่าปั้นยังไงก็ไม่มีทางเหมือน ทันใดนั้นเองเสียงสัญญาณเตือน SMS ดังขึ้น ทำเอาทั้งสองสะดุ้ง ระวินลนลานล้วงมือถือขึ้นมา หน้าจอปรากฏข้อความจากมันตรา!

“อย่าให้ใครเข้ามาแตะต้องร่าง”


...........................................................................................


ปอร์เช่รุ่นล่าสุดจอดอยู่ในเงามืดใต้ร่มหูกวางไม่ห่างจากกำแพงสูงของบ้านหลังนั้นมากนัก ตรัยยืนพิงประตูรถอัดควันบุหรี่เข้าปอดอย่างเงียบๆ ม่านตาที่เปลี่ยนสีได้นั้นขยายกว้างขึ้น โฟกัสพุ่งตรงเข้าไปในบ้านโดยไม่ต้องอาศัยกล้องส่องทางไกล ความมืดยามราตรีสว่างไสวเหมือนกลางวันในคลองจักษุของตรัย ร่างในชุดดำสองร่างกำลังปีนป่ายขึ้นข้ามกำแพง

“คริส..นายไม่มีสิทธิ์พลาดแล้วนะครั้งนี้”
เสียงรำพึงอยู่ในลำคอ ขณะที่เปิดประตูก้าวเข้าไปในรถ

ปอร์เช่คันงามเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ

คนที่กำลังถูกเอ่ยถึง กำลังกดปุ่มอุปกรณ์บางอย่างที่คล้ายรีโมทคอนโทรลในมือ สายตากวาดไปรอบบริเวณบ้าน จุดไฟสีแดงของกล้องวงจรปิดดับวูบไปทีละจุด คริสหันมาพยักหน้าเรียกคู่หูร่างใหญ่ผิวดำสนิทซึ่งกำลังลากหน่วยรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งโยนเข้าไปหลังพุ่มดอกชบา

“เฮ้ บ๊อบ..นายทำอะไรน่ะ”
ตาผิวหมึกแยกเขี้ยวขาวสว่างในความมืด
“แหะๆ ก็.....”
“บ้าเอ๊ย..บอกแล้วว่าห้ามกินแถวนี้”
“เอาน่า..แค่กัดไปทีเดียวเอง...”

คริสส่ายหน้า กระโดดไต่ขึ้นไปตามผนังตัวบ้านอย่างว่องไว ตามติดด้วยเจ้าหนุ่มนิโกรคนนั้น คริสก้าวข้ามระเบียงเข้าไป กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยโชยเข้าฆานะประสาทที่ว่องไวยิ่งกว่าสุนัขล่าเนื้อ
“นายเข้าไปอีกห้องนะ อย่าให้มีเสียงล่ะ”

เงียบ..คริสหันกลับมา นายบ๊อบหายไปไหนแล้ว...

คริสเริ่มเอะใจ มองซ้ายมองขวา..แต่นั่นเสียงเหมือนนกตัวใหญ่ยักษ์กำลังกระพือปีกไกลๆ

เขาเงยหน้าขึ้นไปเบื้องบน พระจันทร์ 14 ค่ำส่องสว่างลอดกลุ่มเมฆจางๆ แต่นั่นมันเหมือนเงาอะไรสักอย่าง..ด้วยปีกที่กว้างกว่านกชนิดใดในโลก กำลังหิ้วร่างที่รูปลักษณ์คล้ายๆ เจ้าบ๊อบห้อยต่องแต่งลอยเด่นย้อนแสงจันทร์อยู่ตรงนั้น..

คริสอ้าปากค้าง ความพิศวงยังไม่ทันขาดหาย ร่างซึ่งมั่นใจได้มากขึ้นว่าเป็นบ๊อบเพราะเสียงร้องโหยหวนขณะที่ถูกปล่อยลงมาจากความสูงประมาณ 50 เมตร หล่นลงมาประทบพื้นซีเมนต์หน้าบ้าน..เสียงดังหนักทึบปนกรุบกรับเหมือนกระดูกกระเดี้ยวกำลังย้ายที่...ต่อให้คงกระพันแค่ไหน ก็คงใช้เวลานานกว่าจะเก็บชิ้นส่วนให้เข้าที่ได้ครบ...

คริสกระโดดทีเดียวขึ้นมาอยู่บนหลังคาบ้าน ร่างกายเหมือนกำลังแปรสภาพ ใบหน้าอันหล่อเหลากลับกลายจนแทบจำเค้าสภาพเดิมไม่ได้ ดวงตาขยายออกส่งประกายสีเลือดโชนออกมา ไหล่ขยายกว้างขึ้นดันเสื้อยืดสีดำที่ใส่อยู่จนแทบปริออก ปากที่อ้ากว้างคำรามเสียงไม่คล้ายสัตว์ใดๆ ในโลกนี้ วาววับด้วยเขี้ยวขาวกระทบแสงจันทร์..

ขณะเดียวกัน เงาร่างของเจ้าของปีกกว้างซึ่งกระพือซ้ำเพียงหนเดียว ก็พุ่งปราดลงมามองแทบไม่ทัน...

สวนกับร่างของคริสที่กระโจนลอยละลิ่วเข้าใส่ด้วยพลังมหาศาลเหลือเชื่อ...


………………………………………………………….........................


ด้วยสปีดที่ยิ่งกว่าความเร็วแสง...แสงสีสารพันที่วูบผ่านตัวไปเหมือนกำลังทิ้งไปอยู่เบื้องหลัง ดวงดาวดารดาษกลายเป็นฉากไพศาลอยู่เบื้องหน้า กลุ่มสสารหลากสีในหลากรูปทรงลอยอยู่เคว้งคว้างทั่วไป...กลุ่มควันที่คล้ายพลังคอสมิคสีสันแปลกๆ นั้นกำลังรวมตัวกันส่องประกายแสงออกมาเป็นระยะอยู่ข้างหน้า

“เจ้ามาอีกทำไม..?”
เสียงทรงอำนาจนั้นกระหึ่มราวกับระบบ THX

“มีใครบางคนที่ท่านควรได้พบ..”
อาจารย์สรชัชในรูปลักษณ์ที่เงาวาววับ ลอยคว้างอยู่..ผายมือออก

“หมายความว่ายังไง..”

ยังไม่ทันขาดคำ ร่างในชุดเกราะนักรบแห่งสวรรค์ปรากฏวูบตามหลังสรชัชมา ลอยเด่นส่งประกายระยิบระยับอยู่ตรงหน้า...

“มันตรา!”
เสียงนั้นพลันอุทานด้วยความคาดไม่ถึง

“ในที่สุด ข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านถึงเลือกเวลานั้นในการกลับไปจุติยังโลกมนุษย์...”
เสียงที่เปล่งออกมาบ่งบอกความไม่กริ่งเกรงจากสรชัช

“และข้าไม่คิดว่าท่านจะมีความหวังดีใดๆ ต่อทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์..รวมทั้งตัวข้า”

กลุ่มควันหลากสีตรงหน้าม้วนตัวปั่นป่วนขยายออก ประกายแสงแลบแปลบปลาบออกมาจากข้างใน พร้อมเสียงหัวเราะอย่างเหี้ยมๆ
“ข้าคิดไม่ผิดว่าท้ายสุด.. เจ้าก็ต้องตระบัดคำสัญญา ถ้าเจ้ายังคิดว่าแค่เพียงสองแรงจิตวิญญาณกระจ้อยร่อยอย่างเจ้า จะทำไรข้าได้ละก็ เจ้าสมควรไปเกิดใหม่ได้แล้ว..”

ประกายเจิดจ้าส่งรัศมีออกมาจากร่างของมันตราพร้อมน้ำเสียงที่กังวานก้อง

“น่าอับอายที่มาอยู่ถึงดินแดนซึ่งมนุษย์นับถือว่าสูงส่งเยี่ยงพรหมเช่นนี้ หากจิตใจยอกย้อนต่ำช้าคิดอุบายแม้กระทั่งจะบิดเบือนบุญกรรมตัวเอง อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าบุญเก่าของท่านกำลังจะหมดในอีกชั่วไม่กี่เพลา...บัดนั้น ท่านจะต้องกลับมาเสวยกรรมหนักที่ยังคั่งค้างอยู่ในอบายภูมิ...”

สรชัชหันมามองมันตรา..นี่หรือ..คือกุญแจไขปริศนา
“นี่เอง..เป็นเหตุผลที่ท่านต้องการเล่นตลกกับวัฏสังสาร คิดจะเปลี่ยนภพภูมิเพื่อยืดเวลากระนั้นรึ..”

สรชัชหันขวับกลับมา นัยน์ตาสว่างจ้าลุกโชน
“งั้นเราจะช่วยส่งให้ท่านไปถึงจุดหมายเร็วขึ้นก็แล้วกัน..”

โดยไม่ทันที่มันตราจะห้าม สรชัชพุ่งลิ่วตรงเข้าไปหาแล้วด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะกำหนดได้ จิตทั้งหมดรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว รำลึกถึงบุญวาสนาทั้งหมดเท่าที่มี ขอแลกกับการทำความดีครั้งสุดท้าย ในมโนคติช่วงนั้น สรชัชได้บรรลุแก่สติเบื้องลึกของตัวเองแล้วว่าจุดหมายปลายทางของเขาได้ถูกกำหนดมาเพื่อการนี้...อยู่ที่เขาจะเลือกฝ่ายดำหรือขาว และเขาเท่านั้นที่เป็นตัวแปรของบุญกรรมครั้งสุดท้ายต่ออรูปพรหมมิจฉาทิฏฐิองค์นี้

ในที่สุดหลักธรรมที่ได้เรียนรู้จากโลกมนุษย์..ก็ได้นำมาใช้เป็นครั้งสุดท้าย...

ร่างสีเงินยวงนั้นส่องประกายสว่างจ้าจนแสบตาพุ่งตรงไปด้วยแรงจิตครั้งสุดท้ายตรงเข้าหากลุ่มควันคอสมิคหลากสีที่สร้างเป็นกำแพงรูปธรรมป้องกันอรูปพรหมนั้น

เสียงคำรามก้อง..
“เจ้ากล้าท้าทายอำนาจข้า...”

กลุ่มควันคอสมิคตลบวูบรวมตัวเข้าหากันขณะที่พลังจิตแรงกล้าของสรชัชพุ่งเข้าปะทะ...

แสงจัดจ้าวาบขึ้นราวกับเกิดซูเปอร์โนวา เกิดเป็นวงแหวนพลังตีกลับวูบออกมาจนมันตราต้องยกมือป้องสายตา ทั้งร่างสะท้านด้วยแรงส่งของพลังย้อนกลับ ได้เห็นพลังของเกราะแห่งสวรรค์ที่ทำงานปกป้องได้อย่างน่าทึ่ง

หลังจากจุดระเบิดอันสว่างจ้าจนสายตาพร่าเลือนไปนั้นจางลง มันตราก็ต้องประหลาดใจกับกลุ่มพลังคอสมิคที่สลายตัวไปสิ้น แต่โสตประสาทยังอื้ออึงด้วยพลังบีบอัดเมื่อชั่วครู่..

รอบด้านกลายเป็นความว่างเปล่า พร่างพรมไปด้วยกลุ่มดาวนับไม่ถ้วนบนจักรวาลอันมืดมิด...

เสียงนั้นยังคงอยู่..แต่คล้ายอ่อนแรง...
“ไอ้มนุษย์หน้าโง่....”

มันตราบังคับตัวเองลอยเข้าไปใกล้ เกราะเปล่งรัศมีจ้าขึ้นเรื่อยๆ มือทั้งสองประนมขึ้น

“...ท่านสรชัชนับเป็นกุญแจดอกสุดท้าย เป็นกรรมปัจจุบันที่จะส่งผลในทันทีเมื่อท่านหมดบุญในชั้นอรูปพรหมนี้...ท่านจงเตรียมตัวรับผลกรรมที่กำลังเกิดขึ้นเถิด”

เสียงนั้นยังคงหัวเราะตอบเย้ยหยันอย่างแผ่วๆ
“มันตรา เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถจะหยุดยั้งข้าได้กระนั้นรึ”

ประกายเล็กๆ ที่เคว้งคว้างบนจักรวาลนั้น จุดกระพริบขึ้นอย่างกระท่อนกระแท่น กลุ่มสสารกำลังก่อตัวขึ้นมาใหม่...

มันตราหลับตาลง มือถวายบังคมขึ้นเหนือหัว
“โอม...ข้าแต่จิตจักรวาลอันไพศาลในทุกชั้นทุกภพภูมิ ข้า..มันตรา..ทายาทแห่งมหาเทพและพญามารขอเชิญท่านทั้งหลายมาร่วมพิพากษากรรมแห่งอรูปพรหมที่กำลังจะบังเกิดขึ้น ณ บัดนี้”

เสียงนั้นอุทานอย่างโกรธเกรี้ยว...
“เจ้าบังอาจ....”

มันตรานัยน์ตาวาววับ
“ณ วินาทีนี้ท่านยังไม่สำนึก...”

คฑาคริสตัลยืดขวับยาวออกมาจากฝ่ามือ ถูกขว้างออกไปเบื้องหน้า…

ประกายจ้าส่งแสงออกมาจากปลายคฑาที่เป็นรูปทรงกลมส่องสว่างไปทั่วอวกาศเวิ้งว้างรอบด้าน เหมือนกับฉายเป็นภาพสมมติของบรรดามหาเทพมหาพรหมในทุกเหล่าชั้นที่พากันมาชุมนุมพร้อมๆ กัน ความมืดมิดของจักรวาลได้ปราศนาการไปพลันด้วยความสว่างไสวระยิบระยับราวกับเกล็ดคริสตัลเป็นหมื่นแสนของสวารอฟสกี้ ..แม้มันตราเองยังอดตื่นตาไปกับความงามของอีกภพภูมินี้มิได้

กลุ่มควันคอสมิคที่กำลังเริ่มก่อตัวนั้นราวกับถูกช็อตด้วยกระแสพลังงานที่เหนือกว่า ประกายฟ้าแลบแปลบปลาบวิ่งไปทั่ว

...แว่วเหมือนเสียงสวดมนต์มาไกลๆ จะว่าเป็นบาลีก็ไม่ใช่ เหมือนภาษาแขกที่ไม่คุ้นหู...

“ปล่อยข้าไปเถิด...ข้าไม่อยากไปอบายภูมิ...ให้โอกาสข้าสักครั้ง...”
เสียงทรงอำนาจนั้น กลับกลายเป็นความทุรนทุราย...

กลุ่มสสารหลากสีนั้นมีอาการวูบเข้าออกเหมือนอาการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่แล้ว พลันประหนึ่งถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ

..กลุ่มพลังนั้นวูบหายวับไปกับตา...

มันตราประนมมือขึ้นเหนือเกล้า...ภาระครั้งสุดท้ายของเขาน่าจะจบสิ้นลงเสียที

ความรู้สึกสุดท้ายที่จำได้คือ ตัวเองดังถูกดูดวูบกลับเข้าสู่อุโมงค์มิติ...แสงระยิบของกลุ่มดาวนับล้านดวงถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง...


.................................................................................................


ประตูห้องเปิดปังออก...

ธานีและระวินผวาลุกขึ้นมา...

ตรัย ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น มองเข้ามาในห้องด้วยความพิศวงในภาพของมันตราและอาจารย์สรชัชตรงหน้า

โดยไม่สนใจสองหนุ่มที่เฝ้าอยู่ ตรัยปราดตรงเข้าไปที่ร่างทั้งสองซึ่งนั่งสมาธิอยู่ ..ก็ต้องผงะด้วยพลังเรืองแสงที่ครอบไว้…

..แต่มันกำลังเริ่มกระพริบเป็นระยะ หรือมันกำลังอ่อนพลังลง?

ตรัยหลับตานิ่งสักครู่ ครั้นลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนราวกับฝังทับทิมเข้าไป ร่างกายขยายขนาดขึ้นรวดเร็ว เขาวิ่งตรงฝ่าเข้าไปในครอบพลังนั้น

ร่างถลันเข้าไปได้ครึ่งหนึ่ง พร้อมพลังเรืองแสงกระพริบวูบวาบ ประกายไฟฟ้าวิ่งไปทั่วร่างของตรัย เสียงร้องของตรัยก้องไปทั้งห้อง แต่มือที่กลายเป็นกรงเล็บมรณะกำลังเอื้อมเข้าไปใกล้ร่างของมันตราทุกที

ธานีไม่รอช้าวิ่งเข้าไปทิ่มปากกระบอกสมิธแอนด์เวสสันไปที่ด้านหลังของตรัย นิ้วในโกร่งไกกดติดๆ กันไปไม่ได้นับ กระสุนบางนัดทะลุเฉียดอาจารย์สรชัชไปกระทบเทวรูปบนโต๊ะหมู่บูชาแตกกระจาย

ระวินโวยวาย
“เฮ้ย ระวังกระสุนทะลุไปโดนมันตรา..”

ตรัยกระดอนออกมาราวกับถูกทุบ กลิ้งลงไปกับพื้น ธานีหันปากกระบอกปืนตาม แต่ก็ไม่ทันกับความว่องไวที่เกินมนุษย์ ตรัยกระโจนขึ้นมาคว้าคอธานีด้วยพลังมหาศาลยกลอยขึ้นทั้งตัว ธานีตาเหลือก ปืนหลุดกระเด็นไปจากมือ ดิ้นรนพยายามแกะคีมเหล็กที่บีบคออยู่

ทันใดนั้นเอง ตะกรุดที่คล้องคอก็ส่งประกายวาบ

ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต ตรัยผงะหงายร้องอุทานไม่เป็นภาษา ปล่อยมือจากคอธานี

โดยยังไม่ทันตั้งตัว ระวินถลันเข้ามาด้วยความเร็วเหลือเชื่อ อุปกรณ์เดียวกับที่ฉัตรใช้ถูกดึงออกมาจากซองที่คาดเอวไว้ กำแน่นด้วยสองมือปักเข้าที่หน้าอกอย่างแม่นยำ...แต่กำลังของระวินยังไม่พอที่จะกดปลายหอกสั้นนั้นให้ลึกลงไปกว่านั้น

ตรัยร้องลั่น ยันเท้าขวาถีบระวินลอยละลิ่วไปไกล น้ำหนักออกขนาดนั้น...

ในเวลาเดียวกัน ธานีก็ตะกายขึ้นมา กระโจนสวนเข้าไปอย่างไม่กลัวตายตะปบด้ามหอกสั้นนั้นกดเข้าไปอีก ตรัยคำรามลั่นอ้าปากกว้างร่างกายเริ่มเกร็ง แต่ก็พยายามดิ้นรน เขี้ยวยาววาววับห่างจากคอธานีแค่องคุลี... มือคว้าเข้าที่ท้ายทอย

ทันใดนั้น อุ้งมือแข็งแรงโผล่มาจากไหนไม่ทราบจิกเข้าที่ผมของตรัยลากพรวดออกไป ธานีไถลกลิ้งออกไปด้านหนึ่ง

มายันต์นั่นเอง ในร่างที่เปลือยท่อนบนด้วยกล้ามเนื้อละเลื่อมเป็นสีทองแดงยามกระทบแสงเทียนวูบวาบรอบด้าน เขากระชากตรัยซึ่งพยายามดิ้นรนดึงลิ่มออกลอยพ้นพื้น ซัดเปรี้ยงเข้าด้วยแข้งขวา ตรัยปลิวละลิ่วไปราวกับถูกม้าดีดปะทะเข้ากับเกราะเรืองแสงจนกระดอนออกมา คราวนี้เกิดประกายไฟฟ้าช็อตจนครอบแสงดับวูบไป

แต่ร่างของตรัยกระดอนกลับมาพร้อมปากที่อ้ากว้าง เขี้ยวที่ยาวยืดออกมาเป็นนิ้ว และกรงเล็บที่ตะปบเข้ามา...ขณะที่ระวินกำลังยงโย่ยงหยกลุกขึ้น.. ก็ต้องตาเหลือกเมื่อเห็นเขี้ยวแวมไพร์ลอยมาอยู่ตรงหน้า

แต่ก็ไม่เร็วไปกว่านักรักบี้เก่าอย่างธานี ที่กระโจนเข้ามาแท็คด้านหลังอย่างแม่นยำ ร่างทั้งสองฟาดลงกับพื้นไม้สักโบราณดังสนั่น.. ลิ่มลงยันต์ที่ปักอกอยู่นั้นดันพรวดผ่านหัวใจทะลุด้านหลังของตรัยออกมาร่วม 3 นิ้ว.. เลือดสีคล้ำทะลักตามออกมากระจายจนระวินตะกายหลบแทบไม่ทัน ถลาไปปะทะกับอ้อมแขนที่รับไว้ทันท่วงที

“เฮ้ย...วิน...!!”

นั่นเสียงมันตรานี่...

“ไอ้มัน...”
ระวินตะโกนลั่นอย่างดีใจ กอดคอมันตราแน่น

มายันต์หันขวับไปตามเสียง มันตรากำลังประคองระวินอยู่ เขามองไปรอบๆ อย่างงงๆ กับเหตุการณ์

นั่นอาจารย์สรชัช ร่างหงายพาดไปกับโต๊ะหมู่บูชา...ใบหน้าขาวซีด ราวกับไร้ลมหายใจ

ธานีกลิ้งตัวออกจากร่างของตรัยที่กำลังสั่นระริก เลือดดำคล้ำเริ่มไหลนอง ควันจางๆ ลอยกรุ่นออกมา

ธานีเอามือยันพื้นกุมสีข้างทำหน้าเบ้...มายันต์ตรงเข้าไปประคองลุกขึ้นมา...


...............................................................................................


คุณลุงอมรถอนใจเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจบลง
“ลุงเพิ่งค้นพบคำตอบบัดนี้เอง...”

“คำตอบอะไรเหรอคะ?”
สาวิตรีทำหน้าสงสัย

“บุคคลสุดท้ายซึ่งเป็นผู้ชาย ที่ลุงยังค้นไม่พบไงล่ะหลาน”

ธานี..ด้วยใบหน้าที่มีร่องรอยบอบช้ำพอท้วมๆ ลืมตาโตอย่างนึกอะไรได้
“ผมจำได้แล้วครับ คุณลุง”

อิ๊ดหันมามองอย่างหมั่นไส้
“พี่ธานี เกิดจะรู้อะไรขึ้นมาเชียว”
“ก็คนที่ต้องมาเป็นทีมเวิร์คคนสุดท้ายของมันตราในการ save the world ไงล่ะ อิ๊ด..”

ระวินรีบยื่นหน้าเข้ามา
“ใช่ๆ...เราเจอคุณกรที่เป็นผู้หญิงอีกคนนึงแล้ว แต่ผู้ชายอีกคนล่ะ”
“นั่นสิครับ เรายังไม่เจอไม่ใช่เหรอครับ”
ธานีหันมาเสริม

คุณลุงหัวเราะเบาๆ มันตราหันมายักคิ้ว
“รู้ได้ไงว่ายังไม่เจอ”

สาวิตรีทำหน้าฉงน
“แสดงว่า...เธอรู้...”

คุณลุงยิ้ม
“หนูสา.. ลองนึกดูดีๆ”

สาวิตรีหันมาสบตากับอิ๊ด อิ๊ดหันมามองธานีต่อ ธานีหันไปพยักเพยิดกับระวิน ระวินเกาหัว
“ผมว่าน่าจะเป็นหมวดมายันต์ขวัญใจมันตราเขานะครับ”
ว่าแล้วแอบแลบลิ้นให้สาวิตรี เลยโดนหยิกเข้าทีนึง

คุณลุงอมยิ้ม มันตราขมวดคิ้วทำปากขมุบขมิบให้ระวิน
“นั่นเขาทำหน้าที่อัศวินคู่ใจให้ต่างหาก..เหมือนกับคุณฉัตร หรือคุณธานีนั่นไง”

ร.ต.อ.ฉัตรกระแอม หลังจากเงียบมานาน
“ง่า..ผมขอออกความเห็นมั่งนะครับ”
ระวินอมยิ้ม
“นึกว่าลืมเอาปากมาด้วย”
ฉัตรแอบค้อน
“ผมว่า คนนั้นไม่ใช่ใครหรอกครับ...”

คราวนี้ทุกคนยื่นหน้าเข้ามาราวกับนัดกันไว้
“ก็ศัตรูคู่อาฆาตของเราไงล่ะครับ..”

อิ๊ดอุทาน
“อาจารย์สรชัชเหรอคะ..”

คุณลุงชูนิ้วให้กับฉัตร
“แม่นแล้ว คุณฉัตรเก่งมาก...”

สาวิตรีหันมามองมันตราเป็นเชิงถาม

มันตราพยักหน้ารับ
“ถูกต้องแล้วครับ ในห้วงเวลาที่เราสื่อสารกันครั้งสุดท้ายนั้น ความเข้าใจก็กระจ่างในบัดนั้น อาจารย์สรชัชเขาพยายามทดสอบผมทุกวิถีทางว่า ผมคือตัวจริงหรือไม่ ถ้าไม่สามารถผ่านด่านสุดท้ายเข้าไปเจอเขาได้ ทุกอย่างก็คงไม่ลงเอยแบบนี้..”

ทุกคนต่างพากันอึ้ง...คุณลุงพยักหน้าช้าๆ
“อาจารย์สรชัช เขาคงรู้ตัวในช่วงหลังๆ แล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น แต่เขาคงถลำตัวไปมากเกินกว่าจะถอน และในฐานะคนที่ทรงอำนาจจิตสูงขนาดนั้น เขาย่อมต้องเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่เป็นสัญญาณเตือนจากอนาคต”

มันตราถอนใจ
“เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญนะครับ ผมเองก็ไม่นึกว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ได้ และก็ได้แต่หวังว่า..เรื่องทำนองนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต..”

ธานีตบบ่ามันตรา
“เราเข้าใจนาย...กว่าจะผ่านมาได้ เลือดตาแทบกระเด็น..”
ระวินเบ้ปาก
“ก้นเราระบมไปหมดเลย”

มันตราหัวเราะหึๆ
“ระบมเพราะเรื่องอื่นหรือเปล่า..”
ระวินแยกเขี้ยว
“ไอ้บร้า...”
ฉัตรอมยิ้ม ระวินหันไปค้อน
“ยิ้มอะไร..”
“แน้..ยิ้มก็ไม่ได้..”

สาวิตรีหันไปกราบคุณลุงที่ไหล่
“ต้องขอบพระคุณคุณลุงมากๆ เลยค่ะ ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากคุณลุง พวกเราหลายคนถ้าจะแย่..”

คุณลุงอมรยิ้ม
“ไม่หรอกหลาน ต้องขอบคุณพวกเราทุกคนต่างหาก เพราะเรามีหน้าที่ซึ่งถูกกำหนดไว้แล้ว ลุงเป็นเพียงผู้ที่คอยช่วยเหลือให้ทุกคนฟันฝ่าไปจนถึงจุดหมายเท่านั้น...”

คุณลุงหันมาทางมันตรา
“มันตรา..อย่าเพิ่งท้อไปซะก่อนล่ะ เหตุการณ์ที่ผ่านมามันก็เหมือนบททดสอบครั้งสำคัญที่เราต้องสอบให้ผ่าน.. อนาคตข้างหน้ายังมีอะไรอีกมากมายที่เราคาดเดาไม่ได้”

ระวินกระแอม
“อย่างเช่นชีวิตรักใช่หรือเปล่าครับ..”
มันตราจุปาก
“ชอบนอกเรื่อง..”
คุณลุงหัวเราะ
“นั่นก็อีกด่านหนึ่ง.. ทุกคนต่างมีจุดอ่อนของตัวเองที่ต้องสอบให้ผ่านแหละ คุณวิน”

ธานีเอ่ยขึ้น
“คุณลุงพูดเหมือนว่า เหตุการณ์มันยังไม่จบ...?”
สาวิตรีเสริม
“นั่นสิคะ สาก็รู้สึกแปลกๆ ..คุณลุงเล่นทิ้งท้ายไว้แบบนี้..”

“อย่าเพิ่งคิดมาก มีชีวิตเพื่อปัจจุบันก็พอ ประคองสติไว้ให้อยู่กับตัวตามหลักวิปัสสนาของพระพุทธองค์ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง..”

“ประโยคนี้..เห็นด้วยที่สุดเลยครับ คุณลุง”
ทุกคนหันตามเสียงทุ้มๆ ที่ดังมาจากเบื้องหลัง ร.ต.ท.มายันต์นั่นเอง

“อ้าว..หมวดมายันต์ มาเมื่อไรคะ ไม่ให้สุ้มให้เสียง..”
สาวิตรีทักทาย

มายันต์ยิ้ม..เขาก้าวเข้ามานั่งลงระหว่างฉัตรและมันตรา
“ขอโทษนะครับ มาช้าไปนิด..หวังว่าทุกคนคงไม่หิวจนเกินไป..”

มันตราพยายามทำหน้านิ่ง ระวินชำเลืองพลางอมยิ้ม
“แหม ขาดหมวดไปคน..อาหารคงหมดอร่อยเป็นแน่”

มายันต์หัวเราะ..ถือวิสาสะเอื้อมมือมาโอบบ่ามันตรา..ตบเบาๆ ที่ไหล่..
“แหม พูดแล้วชักหิว ได้เวลาหรือยังครับ?”

มันตราหันมาสบตา แววตาคนข้างๆ ถึงจะดูเศร้าลึกๆ แต่ก็อบอุ่นด้วยความรู้สึกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“ก็รอหมวดอยู่คนเดียวแหละครับ...ไม่มีใครอีกแล้ว”

สาวิตรีรีบประคองคุณลุงลุกขึ้น
“ไปๆๆ งั้นเราไปที่ห้องอาหารกันเลยดีกว่าค่ะ คุณลุง”

ทุกคนต่างพากันลุกขึ้น ธานีโอบเอวประคองอิ๊ดเดินตามสาวิตรีกับคุณลุงไป ระวินแอบชำเลืองมองมันตราแล้วก้มลงกระซิบกับฉัตรพร้อมส่งเสียงหัวเราะคิกคัก มันตรายกมือชี้หน้า ...มายันต์เลยคว้ามือมันตราดึงให้ลุกตาม

ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ มือทั้งสองบีบกระชับกันแนบแน่น

ฤาจะเป็นได้เพียงแค่นี้?


.................................................................................................

อวสาน

 

Create Date : 03 ตุลาคม 2552
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2552 0:32:08 น.  

นวนิยายแนว Y + Mystery: มันตรา บทที่ 24



คุณหญิงศรีสมรยกมือทาบอกด้วยอาการตกใจกึ่งไม่เชื่อหูตัวเอง
“อะไรกันเนี่ย...แม่ไม่อยากจะเชื่อ”

กรณิชถอนใจเฮือกใหญ่ ดึงผ้าพันคอไหมออก
“นี่ไงคะ เชื่อไม่เชื่อ หนูก็เกือบไม่รอดมาเห็นหน้าคุณแม่...”

คุณหญิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นรอยช้ำรอบคอลูกสาว หันไปมองหน้ามันตราสลับกับ ร.ต.อ.ฉัตรซึ่งอยู่ในเครื่องแบบเต็มยศ ส่วนมายันต์เดินเตร่ไปริมหน้าต่างกวาดสายตามองผ่านๆ อย่างระแวดระวัง

“ตายแล้ว ลูกกร..มันขนาดนี้เลยเหรอ”

กรณิชนิ่วหน้าเมื่อมือคุณหญิงสัมผัสเข้าที่รอยช้ำเขียว
“เบาๆ ค่ะคุณแม่ หนูยังระบมอยู่เลย นังนั่นแรงมันยังกะช้างสาร”

คุณหญิงมีสีหน้าเผือดลง
“แม่ไม่นึกจริงๆ ว่า ....”
“ว่าอาจารย์จะเกี่ยวข้องใช่ไหมคะ?”
กรณิชเอ่ยเรียบๆ แต่สายตาที่จับจ้องมาเหมือนกำลังค้นหาความจริงบางอย่าง

คุณหญิงหลบสายตา เสไปหยิบแก้วน้ำมาจิบ
“กรสงสัยแต่แรกแล้ว...ว่าคุณแม่ยังไม่ได้เล่าอะไรบางอย่าง..”

คุณหญิงยกผ้าเช็ดหน้าปักลูกไม้ซับเหงื่อที่หน้าผาก
“แม่...เอ้อ..ไม่นึกว่ามันจะมีอะไรซ่อนเร้นขนาดนั้น...ก็แค่อาศัยพึ่งพาเรื่องพิธีกรรมไสยศาสตร์อะไรพวกนั้น...”

กรณิชเลิกคิ้ว มันตรากับฉัตรมองหน้ากัน
“อะไรนะคะ...แสดงว่าคุณแม่...”

คุณหญิงรีบจับมือลูกสาว
“แม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์น่ะลูกกร หนูก็รู้ว่าคุณพ่อหนูระยะหลังหายไปจากบ้านบ่อยๆ ..ก็เรื่องนังนั่นแหละ..เฮ้อ ตายจริง นี่ชั้นต้องมาเล่าอะไรอีกเนี่ย”

มันตราขยับตัวลุกขึ้น พยักหน้ากับฉัตร
“ไม่เป็นไรครับคุณหญิง ผมเข้าใจดี มันเป็นเรื่องส่วนตัว คุยกับคุณกรต่อเถอะครับ ผมกับฉัตรขอตัวก่อนแล้วกัน..”

คุณหญิงมีอาการละล้าละลัง
“เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณมันตรา..ดิชั้น...”

กรณิชเอื้อมมือคว้าแขนมันตราไว้
“พี่มันตราคะ...”

คุณหญิงบีบแขนกรณิชแน่น
“ลูกกร..ท่าทางมันไม่ชอบมาพากล...มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเราอีกหรือเปล่าเนี่ย...”

ฉัตรเอ่ยขึ้น
“ผมคิดว่า..ตอนนี้คุณกรกับคุณหญิงควรจะเปลี่ยนที่อยู่สักพักนะครับ”

คุณหญิงกับกรณิชมองหน้ากัน
“ขนาดนั้นเชียวเหรอคะ ผู้หมวด..”

กรณิชพยักหน้า
“กรคิดว่าหมวดฉัตรพูดถูกแล้วค่ะ ตอนนี้คุณพ่อยังดูงานที่ดีซีอยู่ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะ..”
“ดีกว่าครับ รอให้ทางเราจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน”

คุณหญิงหันซ้ายหันขวา มองออกไปเห็นคนสวนกำลังดายหญ้า
“แล้วใครจะอยู่เฝ้าบ้านล่ะคะ ดิชั้นออกเป็นห่วงแม่บ้านกับพวกเด็กๆ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ปล่อยไว้ให้เป็นหน้าที่ของเราเถอะครับ”

สักพักคุณหญิงศรีสมรก็ขอตัวไปแพ็คของลงกระเป๋า... กรณิชชำเลืองจนเห็นคุณแม่ลับสายตา
“ขอบคุณนะคะ ที่ช่วยเป็นธุระอธิบายให้คุณแม่ฟัง กรมืดแปดด้านจริงๆ ..ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ยิ่งเรื่องยายแหม่มผีนั่น..เอ่อ”

มันตราเสริม
“ผมคุยกับฉัตรแล้ว คิดว่าเราให้แกรู้แค่ว่าเป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติดก็พอแล้ว อะไรที่มันนอกโลกไปกว่านั้น เดี๋ยวจะไปกันใหญ่....”

“ค่ะ กรเข้าใจ...แล้วงานแถลงข่าวของเราล่ะคะ กรสับสนไปหมดแล้ว”

“อย่ากังวลเลยครับ เรายังมีเวลาอีกสองอาทิตย์ เดี๋ยวผมหาทางหนีทีไล่ไว้เอง ตอนนี้ให้พ้นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ไปก่อน.. เราจะไม่รอให้มันเกิดขึ้นซ้ำสอง มีทางเดียวคือ ต้องยุติมันก่อนที่อะไรจะแย่ไปกว่านี้...”

สีหน้าของมันตราดูเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง


.................................................................................................



ธานีอยู่ในตำแหน่งสารถีเหยียบคันเร่งพาเจ้าเอสยูวีคันกระทัดรัดพุ่งปราดไปเลี้ยวเข้าซอย ระวินโวยวายอีกตามเคย
“เฮ้ย นี่ไม่ได้รีบไปแข่งกับร่วมกตัญญูนะเฟ้ย..”

ธานีหัวเราะ
“รถมันตราเนี่ยขับมันดีว่ะ...”
“เฮ้ย ช้าหน่อยก็ดี ธานี เดี๋ยวก็เลยหรอก... แผนที่ยิ่งเขียนไว้ไม่ค่อยรู้เรื่อง”
มันตราหันมาจับแขนธานีขณะที่พยายามมองเส้นทางในแผนที่

ธานีชะโงกหน้ามองผ่านกระจกหน้า ที่เริ่มมีโปรยฝนมากระทบเปาะแปะ
“แปลกแฮะ ฟ้าครึ้มฝนเริ่มมาอีกแล้ว..”

ระวินมองไปรอบๆ อย่างหวาด
“สงสัยอีตาอาจารย์สรชัช มันคงจะรู้ตัว”

มันตราชำเลือง
“บอกแล้วว่าไม่ต้องมาก็ได้...”

ธานีนิ่วหน้า
“ได้ไงวะ เราสามทหารเสือ มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณอยู่แร้ว..”

ระวินทำหน้าเบ้
“เลือดสุพรรณ จะตายด้วยกันอยู่แล้วอะสิ”

มันตราตบบ่าธานี
“ธานี เลี้ยวเข้าซอยเล็กข้างหน้านี่แหละ”

บรรยากาศที่ครึ้มยามเย็น กลับมืดลงไปอีกด้วยพยับเมฆฝนสลับประกายสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบระหว่างหมู่เมฆเป็นครั้งเป็นคราว ธานีขับเข้าไปเรื่อยๆ ช้าๆ สองข้างทางเหมือนมีหมอกจางๆ ลอยไหลออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้...

ธานีขมวดคิ้ว
“นายแน่ใจเหรอ..”

มันตราพยักหน้าช้าๆ โยนแผนที่ไปด้านหลัง
“นายไม่ได้สังเกตหรือว่า ตั้งแต่เราเข้ามาในซอยเปลี่ยวเนี่ย มันแปลกๆ อยู่ ไม่มีอะไรตรงกับแผนที่สักอย่าง..”

ระวินชักหน้าไม่ดี
“ทำไมเหรอ มัน..”
ไม่ทันขาดคำ เหมือนมีหมอกหนาทึบปรากฏอยู่เบื้องหน้า สองฟากที่รกครึ้มไปด้วยสวนผลไม้ทำให้บรรยากาศยามชิงพลบดูมืดครึ้มลงไปกว่าปรกติ

ธานีขมวดคิ้ว
“แปลก..หน้านี้ไม่น่าจะมีหมอกเยอะขนาดนี้”

ระวินทำหน้าสยอง
“มาถูกซอยแน่นะ..”

มันตรายิ้มเหี้ยมๆ
“สัญชาตญาณเราไม่เคยผิดหรอก วิน...จอดตรงนี้แหละ ธานี”

ธานีหันมามองอย่างประหลาดใจ แต่ก็เบรครถนิ่งสนิทแต่โดยดี มันตราเปิดประตูรถก้าวลงไป
“เฮ้ย ไอ้มัน เอ็งจะทำอะไร...”
ระวินระล่ำระลัก

มันตราหันมามองเหมือนสั่ง
“ทั้งสองคนอยู่บนรถนั่นแหละ ห้ามตามเข้ามาเด็ดขาดเข้าใจไหม”

ธานีทำหน้าเหรอ
“มันตรา นายจะเดินเข้าไปคนเดียวอะนะ..”

ประกายสีเงินวาวขึ้นในแววตาอีกแล้ว ระวินรู้สึกเยือกไปถึงสันหลัง
“อย่าเสี่ยงเลยธานี นายสองคนจะเป็นภาระให้เรามากกว่า”

ธานีจะอ้าปากค้าน ระวินจับแขนไว้เป็นเชิงห้าม
“ปล่อยมันไปเหอะ ธานี มันตรามันรู้ว่าต้องทำอะไร”

มันตราโบกมือให้ขณะเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงตรงไปที่กลุ่มหมอกซึ่งค่อยๆ ขยายตัวปกคลุมซอยเล็กๆ นั้น


.................................................................................................


ฉัตรเพิ่งวางสายจากระวิน หันมามองมายันต์
“มันตราเข้าไปคนเดียว”

มายันต์เลิกคิ้ว
“ก็น่าจะอย่างนั้น...”
“นายคิดว่ามันเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า..”
“สองคนนั่นยังอ่อนหัดนัก..”
“อ้อ กลัวเป็นภาระ..ว่างั้น แล้วมันตรามันหวังอะไรจากการเผชิญหน้า?”
มายันต์ยักไหล่...

ฉัตรมองอย่างหมั่นไส้
“เรารู้นะว่านายไม่ได้บอกอะไรบางอย่าง...”

มายันต์ยิ้ม
“เรามาสนใจกับแผนคืนนี้ที่บ้านคุณหญิงกันดีกว่า.. นายว่ามันจะมาหรือเปล่า?”

ฉัตรยักไหล่บ้าง
“ใครจะไปรู้....”


.................................................................................................


แสงไฟวับแวมที่ส่องผ่านหมอกครึ้มมาบ่งบอกว่ามีบ้านของใครสักคนอยู่ข้างหน้า มันตรายังคงก้าวไปข้างหน้าเนิบๆ อย่างสม่ำเสมอ ในความมืดครึ้มที่ปกคลุมเข้ามาอย่างรวดเร็ว..หมอกเริ่มจางออกไป บ้านแบบโบราณข้างหน้าห้อมล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่แทนรั้ว ฟ้าคำรามครืนครันนานๆ ครั้งให้บรรยากาศราวกับหนังสยองขวัญ มันตรามองไปรอบๆ ดูราวกับบ้านนี้ร้าง ถ้าไม่เพราะแสงไฟจากห้องชั้นล่างที่ส่องผ่านหน้าต่างออกมา

ก่อนที่มันตราจะก้าวเข้าไปใกล้กว่านั้น เสียงย่ำเท้าหนักๆ จนรู้สึกได้ถึงพื้นที่สั่นสะเทือนกลับสวนเข้ามา... มันตราชะงัก ถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบ่งบอกความรู้สึกคุ้นเคยอะไรบางอย่าง นัยน์ตาสีเหล็กเริ่มทอแสง พลังมหาศาลนั้นประหนึ่งไม่อยากให้เขาก้าวเข้ามาใกล้ตัวบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศครึ้มแต่ยังไม่ถึงกับมืดนั้น รูปทรงของพลังงานบางอย่างเริ่มสานขึ้นมาเป็นรูปร่างเรืองๆ ไม่น่าจะผิด..ไอ้ยักษาตนนั้นนั่นเอง

มันตราหรี่ตา สัมผัสพิเศษมองลึกเข้าไปราวกับเอ็กซเรย์ มันก็แค่ลูกสมุนที่ถูกพลังอำนาจที่เหนือกว่าควบคุมอยู่ เพียงแต่เป็นสมุนที่มีระดับ ไม่ใช่สัมภเวสีกะเลวราช
“ทำไมเจ้าไม่กลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่”

จุดเล็กๆ สองดวงที่เหมือนประหนึ่งนัยน์ตาคู่นั้น ส่งประกายวาบ
“อย่าคิดว่าคราวนี้เจ้าจะรอดไปได้...”
เสียงนั้นคำรามกลับมา

มันตราเลิกคิ้ว
“คงเห็นข้ามาคนเดียวกระมัง..เลยเหิมเกริม?”

นัยน์ตาคู่นั้นแดงวาวบ่งบอกอารมณ์
“แน่นักรึ...อย่าอยู่เลย!”

พลังงานมหาศาลนั้นถาโถมเข้ามาจนมันตรารู้สึกได้ถึงแรงกดดันจนหูอื้ออึง ทั้งร่างราวกับถูกบีบเค้นให้กระดูกกระเดี้ยวแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย รอบกายเหมือนถูกร้อยรัดด้วยแสงเรืองที่เปล่งประกายเป็นรูปลักษณ์ของยักษ์ปักหลั่น

เจ้ายักษ์ตนนี้ดูมีพลังที่มองไม่เห็นมากมายขึ้นกว่าเดิมจนสร้างขึ้นมาเป็นรูปธรรมสัมผัสได้จะจะโดยไม่ต้องอาศัยร่างมนุษย์มาเป็นสื่ออีกแล้ว หรือนี่คือ..ผลงานของอาจารย์สรชัช...

ร่างของมันตราลอยขึ้นมาจากพื้นสนามหญ้าหน้าบ้านราวกับถูกบีบเค้นอยู่ในอุ้งมือมโหฬารของยักษาตนนั้น แต่น่าแปลกใจว่าทำไม..มันตราถึงไม่ได้มีอาการดิ้นรนเหมือนกับเหยื่อทั่วๆ ไปที่ตกอยู่ในอุ้งมือของคิงคอง...

ฉับพลัน แสงเรืองสว่างไสวพราวขึ้นมารอบกายของมันตราพร้อมเกราะแห่งสวรรค์ที่กระจายพรึบไปทั่วทั้งร่างด้วยปลายแหลมคมของคริสตัลที่แทงตัวออกมามากมาย และเรืองแสงในตัวได้ราวกับไฟนีออนฉะนั้น...

เสียงร้องคำรามนั้นกรีดขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดเหลือแสน... บ่งบอกความรู้สึกของเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี พลังเรืองแสงที่ก่อร่างเป็นรูปยักษ์ตนนั้น ราวกับถูกทุบด้วยฆ้อนขนาดยักษ์กระแทกให้กระจัดกระจายไปรอบด้าน ต้นไม้ใบหญ้าถึงกับกระพือวูบราวกับถูกพายุ บ้านโบราณสั่นกราวไปทั้งหลัง กระเบื้องหลังคาผุๆ บางชิ้นปลิวกระเด็นตกลงมา

เบื้องหลังหน้าต่างชั้นบนนั้น อาจารย์สรชัชถอยผงะออกไปด้วยแรงกระเพื่อมของพลังงานที่ทะลุผ่านเข้ามา กระจกหน้าต่างลั่นเปรี้ยะ บางบานทนแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวถึงกับร้าวไปทั้งบาน


...........................................................................

 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 14:14:28 น.  

1  2  3  4  5  6  

Bkkbear

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

งานเขียนบทความ บทหนัง เรื่องสั้น และนวนิยาย "มันตรา" ในบล็อกนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย Bkkbear (หมีบางกอก) ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
Website counter
 
Friends' blogs
[Add Bkkbear's blog to your weblog]
Links
 

MY VIP Friend

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.