ขอสงวนลิขสิทธิ์เพลงและเนื้อเพลงแปลของดูว้อปครับ!
Group Blog
 
All Blogs
 

Mushnik & Son เนื้อไทย จากมิวสิคัล Little Shop of Horrors เพลงจี้ๆ บ่งชี้ความงกของคน!

กลับมาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปเนิ่นนาน...สวัสดีครับ

หายหน้าไปโดยไม่ได้อัดเพลงใหม่ๆ เลย ด้วยเหตุผลสตึๆ เพียงหนึ่งเดียว คือ อากาศร้อนแทบคลั่ง ขังตัวเองในห้องนอนอบๆ ไม่ไหว เพลงเพลิงไม่ต้องอ่งต้องอัดมันละ

เพิ่งนาทีนี้นี่เองที่เริ่มสำเหนียกว่าราร้างบล็อคมานานโข สมควรจะอัพเพลงใหม่ เสียที แต่...ก็อย่างที่บอกครับ...ร้อนตับแลบเยี่ยงนี้ จะอัดเข้าไปยังไงไหว เพราะงั้น...ลองไปคุ้ยค้นเพลงเก่าๆ มา คงพอประทังไปได้บ้าง


ฉากใกล้จบของเรื่อง ออเดรย์ถูกต้นไม้งับ ก่อนจะตายเจ้าหล่อนฝากให้ซีมอร์เอาร่างเธอให้ต้นไม้กิน
ด้วยหวังว่ามันจะโตขึ้นๆ สร้างความร่ำรวยให้ซีมอร์ได้ไม่สิ้นสุด


Mushnik & Son นี้ ส่วนเนื้อภาษาไทยได้แปลเอาไว้สักสองถึงสามปีแล้ว เผอิญว่าช่วงต้นเดือนกุมภาฯที่ผ่านมา มีโอกาสได้ backing track เพลงนี้มาโดยบังเอิญ นั่นคือจุดอุบัติแห่งความคันอันนำไปสู่การอัดเสียงในวันที่ 8 กุมภาฯ และ...ตามเคยครับ...ผมดัดเสียงร้องเป็นทั้งตาเฒ่ามุชนิกจอมงก และซีมอร์...พระเอกหนุ่มที่ไม่หล่อ ไม่รวย ไม่เท่ อีกทั้งยังงกเงิ่นและเปิ่นเป็นที่สุด เนื่องจากดัดเสียงเป็นมุชนิกได้ไม่ใหญ่เท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อสร้างความต่างของสองคาแรคเตอร์ จึงดัดเสียงร้องและพูดของซีมอร์ให้เล็กลงกว่าปกติ ดังนั้นจงอย่าสนเท่ห์ว่าทำไมเสียงซีมอร์ถึงได้เป็นเช่นนั้น

เรื่องย่อๆ ของ Little Shop of Horrors ได้เคยเขียนถึงแล้วในบล็อคเพลง "หมอฟัน!" (Dentist!) จากเรื่องเดียวกัน นึกไม่ออกก็กดตรงนี้ครับ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=doowopboy&date=29-11-2007&group=1&gblog=1

"มุชนิก แอนด์ ซัน" เป็นฉากถัดจากเพลง "หมอฟัน!" นั่นเอง กล่าวคือ โอริน...หมอฟันซาดิสก์บิดมอเตอร์ไซค์มารับออเดรย์แฟนสาวกลับบ้าน เมื่อเจอต้นไม้ประหลาดในร้านเข้า จึงจำได้ทันทีว่าเป็นต้นไม้ชื่อดังที่ทั้งทีวีและวิทยุพากันโหมประโคมข่าว ว่าแล้วก็แนะซีมอร์...หนุ่มลูกจ้างสุดทึ่มผู้เป็นเจ้าของต้นไม้ ให้ลาออกจากร้านเน่าๆ นี่ แล้วเอาต้นพิสดารเข้าเมืองไปเสนอให้ร้านใหญ่ๆ ดีกว่า ขี้คร้านใครๆ จะมารุมขอให้เป็นหุ้นส่วน รับรองรวยเละ ไม่ต้องง่อยเปลี้ยจมปลักในร้านดอกไม้เยินๆ อย่างร้านนี้ ซีมอร์ไม่ชอบขี้หน้าโอรินอยู่แล้ว เลยพูดตัดรำคาญไปว่าจะลองคิดดู หารู้ไม่ว่าตาเฒ่ามุชนิกจอมงก...เจ้าของร้าน Mushnik's Skid Row Florists ลอบฟังทั้งคู่สนทนาอยู่ด้านนอกด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ พอโอรินกับออเดรย์กลับไปแล้ว มุชนิกจึงคิดหาหนทางรั้งตัวซีมอร์เอาไว้กับร้าน แม้ตนจะรับซีมอร์มาชุบเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้า แต่ก็เลี้ยงเยี่ยงคนใช้ มีค่าเพียงคนรองมือรองเท้า โดยไม่ได้นึกมาก่อนว่าวันหนึ่งซีมอร์กับต้นไม้พิลึกกึกกือจะโด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองของร้านโทรมๆ ไปโดยปริยาย ฉะนั้นวิธีเดียวที่จะรั้งซีมอร์ไว้ได้คือจดทะเบียนรับเป็นลูกบุญธรรมเสียเลย ฝืนใจสักหน่อย แต่ก็...เอาวะ เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหนเล่า!

ชื่อร้านเดิมว่า "มุชนิก'ส สกิด โรว์ ฟลอริสต์ส์" เลยมีอันต้องเปลี่ยนไปเป็น "มุชนิก แอนด์ ซัน" ด้วยประการฉะนี้...

ขอเชิญรับฟังได้ตามอัธยาศัย

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA


มุชนิก แอนด์ ซัน (MUSHNIK & SON)
ทำนองโดย Alan Menken
คำร้องภาษาอังกฤษโดย Howard Ashman
คำร้องภาษาไทยโดย doo_wop_boy (สงวนลิขสิทธิ์)
บทมุชนิกและซีมอร์ให้เสียงโดย doo_wop_boy


มุชนิก
(อยู่ที่ถนนหน้าร้าน พูดกับตัวเอง)
มันรับว่าจะคิดดู มันรับว่าจะคิดดู...
He'll think about it? He'll think about it?

ซีมอร์
(พูดกับมุชนิกที่อยู่ข้างนอก)
ผมไม่ชอบไอ้หมอนี่เลยคุณมุชนิก ดูมันพูดกับออเดรย์แต่ละทีสิ
I don't like that guy, Mr. Mushnik. You should hear the way he talks to Audrey.

มุชนิก
(กับตัวเอง)
แย่ละสิ ตะกี้มันพูดว่ามันจะลองคิดดูก่อน
Gott in himmel, no. The kid just said he'd mull it over!

ซีมอร์
มิน่าเธอถึงน่วมยังงั้น ซวยขนานแท้เลยจริงๆ
No wonder she looks so unhealthy. It's enough to make you sick.

มุชนิก
(กับตัวเอง)
เกิดถ้ามันอยาก If he left me,
จะรวยแล้วตีจาก If Seymour left me,
เราซิลำบาก Why then I'd be
ต้องตกยาก รันทด ต้องดิ้นรน Right back where I started which was
ไปตั้งต้นใหม่ Broke and starving?

ซีมอร์
คนสวยหวานแสนประเสริฐอย่างเธอ น่าจะได้กับผู้ชายที่ดีพร้อม ไม่ใช่ซาดิสก์ระห่ำอย่างไอ้บ้านี่
Sweet and good and beautiful as she is, she deserves a prince, not a sadistic creep like him!

มุชนิก
(กับตัวเอง)
ร้านก็ต้องปิด Close and bankrupt.

ซีมอร์
ไอ้คนเส็งเคร็ง! What a louse!

มุชนิก
(กับตัวเอง)
จะมีชีวิตไปได้อย่างไร? Beset, befuddled, and bereft.
ต้องออกอุบายไม่ให้มันหนี! That's what I'd be if Seymour left.

ซีมอร์
เสื่อมเสียวงการทันตแพทย์หมด He's a disgrace to the dental profession.

มุชนิก
(ทำท่าว่าคิดออก)
ซีมอร์! Seymour!

ซีมอร์
ค...ครับ? Sir?

มุชนิก
(ทำท่าพิศวาสซีมอร์ขึ้นมาเฉยๆ)
ซีมอร์… Seymour…
ถ้าฉันให้แกเป็นลูกบุญธรรม How would you like to be my son?
มีฉันเป็นพ่อผู้คอยให้คำชี้นำ เอาไหม? How would you like to be my own adopted boy?
(กับตัวเอง)
ไม่อยากจะมาพะเน้าพะนอ I never liked him much before,
แต่ว่าเพื่อเงินที่มันล่อใจ But count the cash that's in the drawer
เลยยอมเสนอ ทำไปไม่แคร์ I've got no choice- I'm much too poor-
(กับซีมอร์)
เอาน่า! Say yes!

ซีมอร์
ดะ..ดะ...เดี๋ยวนะฮะ... What for?
(จ้องมุชนิกร้องและเต้นด้วยอาการช็อค)

มุชนิก
ซีมอร์ คือฉันนั้นอยากเป็นพ่อ Seymour I want to be your dad.
อยากจะให้แกช่วยสืบสกุล ไม่มีข้อแม้ I want to see you climbing up my family tree.
อาจเคยโขกสับไม่มีชิ้นดี I used to think you left a stench.
แต่ในวันนี้ก็มีแค่แก But now I see that you're a mench,
คนเดียวแน่แท้ที่คู่ควร So I'm proposing be my son!
(ดึงซีมอร์เข้าหา ยึดบ่าซีมอร์ไว้)
“มุชนิก แอนด์ ซัน” เข้าท่า Mushnik and Son, sounds great?
สามคำฟังดูดียิ่งกว่า Three words with the ring of fate.
มะมาเลย เร็วๆ อุตส่าห์ชี้ชวน So say you'll incorporate with me.
นี่แหละชื่อร้านดังเด่น A florist's dream come true.
สองเราจะมาเป็นหุ้นส่วน Mushnik and his boychik, you.
ช่วยกันบริการครบถ้วน ม่วนหลาย! What business we'll do for F.T.D.
(ซีมอร์เริ่มเดินถอยหลัง มุชนิกตามติด)
ตกลงว่าไงซีมอร์ เอาไหม? How bout' it, Seymour? Be my son!
บอกมาให้ไว จะได้โทร.ไปหารือทนาย Just say the word, I'll have my lawyer on the phone!

ซีมอร์
อยู่ๆ ทำไมคุณดีขึ้นมา? Now, Mr. Mushnik, don't be rash.
ตลอดมาคุณดุด่าแทบตาย You always said that I was trash.

มุชนิก
(คว้าคอซีมอร์แล้วบีบ)
อ๋อนั่นฉันแกล้งหยอก! Oh I was joking!

ซีมอร์
หายใจไม่ออก! Sir, I'm choking!

มุชนิก
(เพิ่งรู้ตัว คลายมือออก)
ตายละ โทษที นี่อาจเป็นอาการตื่นเต้น Scuse the physical expression on my pride
พอจะได้มาเป็นคุณพ่อจำเป็น Of the sweet paternal mishegoss
เลยทิ้งทวนเล่นบทร้าย... I've held pent-up insi--
(ร้องยืดยาวฝันๆ ตามองที่ท้องฟ้า)
ยั้ยยัยหย่าย...ยั้ยยัยหย่าย... -ay-ay-ay...-ay-ay-ay...
หยั่ยยั้ยยัย...หยั่ยยั้ยยัย... -ay-ay-ay...-ay-ay-ay...
หยั่ยยัยย้ายยยยย....ยัยหยั่ยย้าย -ay-ay-ay...-ay-ay-ay-ide!

(ซีมอร์ออกมาที่ถนนหน้าร้านเพื่อคิดใคร่ครวญข้อเสนอของมุชนิก มุชนิกตามออกมา)

ซีมอร์
คือ… Gee..

มุชนิก
หืม? So?

ซีมอร์
แหม… Well...

มุชนิก
จ๋า? Well?

ซีมอร์
ผม... I?

มุชนิก
ว่า? You!
พูดเร็วๆ เข้าซิซีมอร์ Go ahead and say it, Seymour.
ไอ้ฉันมันรอไม่ไหว Tell me that you will...

ซีมอร์
ผมเองก็อยากรับนะ...แต่... Gee, I'd really like to, but...

มุชนิก
ไม่งั้นฉันจะกลั้นใจ... I'll hold my breath until...
(หายใจลึกแล้วกลั้นไว้จนหน้าแดง)

ซีมอร์
โอเค ตกลง ผมรับเป็นลูก! Okay...you win...I'll be your son!

มุชนิก
(พ่นลมออกมาด้วยความโล่งอก)
ไชโย โห่ฮิ้ว ได้แกเป็นลูก! Hooray, I win! He'll be my son!

ซีมอร์
จัดเตรียมได้เลย เรื่องเอกสารรับรองปะป๊า Draw up the papers, dad. I'm touched, I really am.
วันนึงต่อไปจะคอยเลี้ยงดู And when you reach age eighty-three,
ไม่ปล่อยให้อยู่บ้านคนชรา I'll let you come move in with me.

มุชนิก
จริงอ้ะ? You swear?

ซีมอร์
สัญญา! I promise!

มุชนิก
ไอ้ลูกชาย! What a son!

(ดนตรีบรรเลงจังหวะแทงโก้ สองคนเต้นรำกัน)

ซีมอร์
ดีใจที่สุดเลยครับปะป๊า! ดีใจจังเลย! ฮ่าๆๆ Oh I'm so happy, Daddy. So happy! Hehehe...

พร้อม
จะสุขหรือทุกข์ ก็ไม่ทิ้งกัน In trouble sickness and in health
จะแบ่งจะปันกำไรมากมาย We’ll share the plant and share the wealth

มุชนิก
ฉันกดเรียกทนาย? I’ll call my lawyer!

ซีมอร์
ครับปะป๊า! Call me son!

มุชนิก
(อ้าแขน)
ไอ้หนู! Son!

ซีมอร์
(อ้าแขน)
ปะป๊า! Son!

(สองคนกอดกัน)

พร้อม
“มุชนิก แอนด์ ซัน” กินขาด! Mushnik and Son, that's that!

ซีมอร์
โชคดีกลายมาเป็นทายาท Officially I'm your brat!

มุชนิก
คิดดูสิ Consider

พร้อม
มันดีเกินคาด สมใจ The matter closed and done.
บอกโลกให้รู้ว่าเรา Now, to the world, let's stick,
คู่เคียงกันเป็นเงาเรื่อยไป Our senior and junior shtick.
คู่ซี้ทุกทีท่า Through thin and through thick

มุชนิก
ช่าย! Hey!

พร้อม
ลีลาเหนือกว่าใคร Through sloppy and slick

ซีมอร์
จูจุ๊บผมสิป๊า So come kiss me quick!

มุชนิก
ทุเรศน่า คลื่นไส้! Please don't make me sick.

พร้อม
“มุชนิก แอนด์ ซัน”! Mushnik and Son!

มุชนิก
เฮ่! Hey!




 

Create Date : 11 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 21:26:11 น.  

Can You Feel The Love Tonight? ฉบับละครเวที เนื้อไทย feat. HeaVeN BeLL เปียโนโดย tutu

สวัสดีครับ

หายไปนานหลายเดือน กลับมาอีกทีก็ยังไม่วายวนมา The Lion King อยู่ดี หวังว่าคงจะยังไม่เบื่อกันนะครับ...

Can You Feel The Love Tonight? นี้ เรามักคุ้นชินกับฉบับป๊อปที่เอลตั้น จอห์น คนแต่งทำนอง นำมาร้องจนโด่งดังไปทั่วโลก โดยดึงมาจากฉบับในหนังการ์ตูน แล้วปรับแต่งคำร้องใหม่หมด ให้เนื้อหาความมีความเป็นกลาง ไม่อิงกับเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ เหมาะจะร้องเป็นเพลงป๊อปได้ในทุกโอกาส

เพลงนี้ในฉบับละครเวที ก็นำมาจากฉบับการ์ตูนเช่นกัน แต่มีเปลี่ยนเนื้อร้องตอนท้ายนิดหน่อย ในการ์ตูนท่อนจบทีโมนกับพุมบ้าเป็นคนร้องคู่กัน โดยมีเนื้อหาเป็นทำนองว่าทั้งคู่ไม่ได้ยินดีด้วยที่ซิมบ้าจะไปมีความรัก เพราะเท่ากับทิ้งให้พวกตนต้องหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่แค่สองตัว ท้ายสุดซิมบ้าก็จะต้องชอกช้ำเพราะความรัก...ประมาณนี้ แต่ในฉบับละครเพลง เนื้อหาตรงนี้ถูกตัดออก แล้วแทนที่ด้วยท่อนร้องคู่ของซิมบ้าและนาล่า ลองอ่านได้จากเนื้อที่ผมใส่มาให้ดูนะครับ



Jason Raize และ Heather Hadley สองนักแสดงนำชุดแรก เมื่อครั้งเปิดการแสดงที่ broadway ในปี 1997


ฉากเพลงนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเพลง Shadowland (ฟังเพลงและอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=doowopboy&date=02-05-2008&group=1&gblog=5) กล่าวคือ เมื่อนาล่าหนีมาจากผาทระนงแล้ว ก็มีอันได้มาพบกับสิงห์หนุ่ม...พระเอกของเรานั่นเอง... ประจันหน้ากันครั้งแรก ทั้งคู่ตั้งท่าจะขย้ำกันตามสัญชาติญาณสัตว์ป่า สู้กันไปมา ตาจ้องตา ก็เกิดจำกันได้ว่าต่างฝ่ายต่างเคยเป็นเพื่อนในวัยเด็ก นาล่าเข้าใจมาตลอดว่าซิมบ้าตายไปแล้ว เมื่อได้คุยกันมากขึ้น มิตรภาพฉันเพื่อนก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรัก โดยแรกเริ่มต่างฝ่ายต่างกล้าๆ กลัวๆ ซิมบ้าเองไม่กล้าเล่าเรื่องในอดีตของตนให้นาล่าฟัง เพราะเข้าใจมาตลอดว่าตนเองคือสาเหตุให้พ่อต้องตาย หากเล่าออกไป นาล่าคงรับไม่ได้ และคงต้องหลีกลี้หนีหน้าเขาไปในที่สุด ส่วนนาล่าเองก็รู้สึกว่าซิมบ้าอมพะนำอะไรบางอย่างอยู่ เธอเองนึกฉงนว่าทำไมซิมบ้าถึงแสดงท่าอิดออด เหมือนไม่อยากกลับไปเป็นเจ้าป่า ทั้งๆ ที่ตามศักดิ์และสิทธิ์แล้วเขาคือทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์โดยตรง สักพักทั้งคู่เริ่มเปิดใจให้กัน ความรักจึงเบ่งบานได้ในที่สุด



ฉากเพลง Can You Feel The Love Tonight? เมื่อเปิดการแสดงที่ L.A. มีคนมือดีแอบถ่ายเอาไว้


ดูจากคลิป youtube ที่แนบมา อาจไม่เห็นความสวยงามสักเท่าไร แต่ของจริงนั้นเป็นฉากที่สวยมาก สีสันสดใส นักแสดงประกอบที่รับบทเป็นต้นไม้ ใบหญ้า ตลอดจนเถาวัลย์ ต่างจับกันเป็นคู่ๆ สื่อให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตในป่า ณ ขณะนั้น ล้วนเป็นใจให้กับสองสิงห์ได้แสดงออกถึงความรัก ตามเนื้อร้องที่ว่าไว้ จะมีท่อนบรรเลงช่วงกลางอยู่ค่อนข้างยาวเชียว สำหรับให้คู่นักแสดงที่รับบทเป็นเถาวัลย์ออกมาแสดงลีลาเกี่ยวกระหวัดรัดรึง คล้ายกับสื่อความในใจของพระนางที่ยังไม่พูดออกมานั่นเอง ในส่วนบรรเลงตรงนี้ผมตัดออก เพราะไม่อย่างนั้นจะว่างโหวงโดยใช่เหตุ ก็กลายเป็นว่าซิมบ้ากับนาล่าร้องต่อกันยาวไปจนจบเพลงเลย

ผมได้แปลเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดยเก็บคอรัสส่วนภาษาซูลูไว้อย่างนั้น ผมเองก็ตามเคย คือ ดัดเสียงร้องทุกบท รวมทั้งคอรัส 19 ไลน์ ยกเว้นอยู่บทเดียว คือ นาล่า ที่ได้น้องเป้เสียงหวานมาช่วยร้อง นอกจากนั้นก็ยังมีพี่ตู่ที่กรุณาทำดนตรีประกอบมาให้ ไม่ใช่แค่เปียโนเพียวๆ แต่มีเสียงเครื่องสายคลอบางๆ ด้วย น่าฟังขึ้นพะเรอ

ขอบคุณพี่ตู่และน้องเป้มากๆ ครับ ที่อุตส่าห์ช่วยหนุนความ "บ้า" ของผมจนออกมาเสร็จสมบูรณ์จนได้

อีกคนที่จะลืมขอบคุณเสียมิได้ คือ พี่แมง virgo dragon จากบอร์ดคนรักเปียโน ที่กรุณาติงมาว่าทุกเพลงที่ผ่านมาผมยังมิกซ์เสียงทุ้มหนักไป จนบางครั้งฟังอู้มากไปนิด มาคราวนี้เลยลองปรับใหม่ ผลออกมาก็ค่อนข้างพอใจครับ ฟังใส ชัดเจนมากขึ้น ลองฟังดูไหมครับ? กดข้างล่างนี่เลย

Can You Feel The L...



รักชื่นชูรับรู้ด้วยใจ (CAN YOU FEEL THE LOVE TONIGHT?)
ทำนองโดย Elton John
คำร้องภาษาอังกฤษโดย Tim Rice
คำร้องภาษาซูลูโดย Lebo M
คำร้องภาษาไทยโดย doo_wop_boy (สงวนลิขสิทธิ์)
ดนตรีแบ็คกราวนด์โดย Tutu
บททีโมน, พุมบ้า, ซิมบ้า, คอรัสทั้งหมด ให้เสียงโดย doo_wop_boy
บทนาล่าให้เสียงโดย HeaVeN BeLL


ทีโมน
บอกเอาไว้ ไม่ได้ขู่ I can see what's happening

พุมบ้า
ไรเหรอ? What?

ทีโมน
เจ้าตัวต้องไม่รู้แน่ And they don't have a clue

พุมบ้า
ใครอ้ะ? Who?

ทีโมน
ถ้าหากพวกนั้นเกิดรักกัน เราต้องแย่ They'll fall in love and here's the bottom line
จากสามเกลอ...เหลือแค่สอง! Our trio's down to two

พุมบ้า
โอ้... Oh...

ทีโมน
ท่ามกลางราตรีที่เย้ายวน The sweet caress of twilight
นุ่มนวลอวลไอละออง There's magic everywhere
สัมผัสแห่งรักหยดย้อยพลันลอยละล่อง And with all this romantic atmosphere
ยิ่งจ้องมองยิ่งอิจฉา! Disaster's in the air!

คอรัสหญิง
รักชื่นชูรับรู้ด้วยใจ Can you feel the love tonight
(คอรัสชาย: Bono lera toweh mamela)

ไม่ว่าสิ่งไหนในหล้า The peace the evening brings?
(คอรัสชาย: Mamela bono lera toweh)

ต่างรวมใจกันสงบเงียบงันทั่วทั้งป่า The world for once in perfect harmony
(คอรัสชาย: Mamela lera toweh)

คอรัสหญิงและชาย
ผสานวิญญาณ์ชิดเชย With all its living things
(คอรัสชาย: Mamela lera toweh)

ซิมบ้า
เรื่องราวมากมายที่ต้องบอก So many things to tell her
แต่พูดไม่ออกเสียเลย But how to make her see
อดีตที่แสนขื่นขม...มันเกินจะเอ่ย The truth about my past, impossible
อย่าพูดไปเลย...ไม่ดี She'd turn away from me

นาล่า
สิ่งใดกันหนอที่ซ่อนอยู่? He's holding back, he's hiding
อะไร? บอกให้รู้สิ But what, I can't decide
กลับไปเป็นเจ้าป่าของพวกเราสักที Why won't he be the king I know he is,
คือเขานี้ที่ใฝ่หา The king I see inside?

ซิมบ้า + นาล่า
รักชื่นชูรับรู้ด้วยใจ Can you feel the love tonight
(คอรัสหญิงและชาย: Mamela mamela mamela bono lera toweh mamela)

ไม่ว่าสิ่งไหนในหล้า The peace the evening brings?
(คอรัสหญิงและชาย: Mamela bono lera toweh)

ต่างรวมใจกันสงบเงียบงันทั่วทั้งป่า The world for once in perfect harmony
(คอรัสหญิงและชาย: Mamela lera toweh)

ผสานวิญญาณ์แนบเนา With all its living things
(คอรัสหญิงและชาย: Mamela lera toweh)

ซิมบ้า + นาล่า + คอรัสหญิง
รักชื่นชูรับรู้ด้วยใจ Can you feel the love tonight?
(คอรัสชาย: Mamela mamela mamela bono lera toweh mamela)

แพรวพรายรายรอบกายเรา You needn't look too far
(คอรัสชาย: Mamela bono lera toweh)

เปล่งประกายสาดฉายแม้ในร่มเงา Stealing through the night's uncertainties
(คอรัสชาย: Mamela lera toweh)

ซิมบ้า + นาล่า + คอรัสหญิง + คอรัสชาย
รักตามเราทุกที่ Love is where we (they) are
(คอรัสชาย: Mamela lera toweh)

นาล่า
หากรักชื่นฉ่ำชักนำเราให้ And if he feels the love tonight
ได้สืบสานไมตรี In the way I do

ซิมบ้า
ใจที่ล้าคงจะถึงคราพักสักที It's enough for this restless wanderer

ซิมบ้า + นาล่า
ขอแค่มีเพียงเธอ Just to be with you




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2551    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 23:52:10 น.  

Shadowland (ไทยเวอร์ชั่น) เพลงโซโล่ของนางเอกสิงห์สาว จากละครบรอดเวย์ The Lion King เปียโนโดยพี่ tutu

เนื่องจากจับพลัดจับผลูไปได้สกอร์เพลง The Lion King ฉบับบรอดเวย์ทั้งเรื่องแบบละเอียดยิบมาจากเน็ต ความคิดแผลงๆ เลยบังเกิดขึ้นอีกครา... "เหยื่อ" รายเดิมผุดเข้ามาในรอยหยักสมองทันที...พี่ตู่!


ฉากเปิดเรื่อง Circle of Life


จริงๆ เพลงจากเรื่องนี้ที่อยากร้องมีอยู่ด้วยกันสามเพลงคือ Be Prepared (เพลงโซโล่ของสการ์ สิงโตโฉด) Can You Feel the Love Tonight (ฉบับเนื้อร้องแบบละคร) และ Shadowland ผมจัดแจงส่งสกอร์ไปให้ "เหยื่อ" ของผมพิจารณาดู ก็ได้คำตอบมาว่า สองเพลงหลังพี่แกเล่นให้ได้ไม่มีปัญหา (แต่ก็ต้องรอคิวนะจ๊ะ) แต่เจ้าเพลงแรกนั่นไม่เข้ากับทางเปียโนของพี่เขาจริงๆ เลยมีอันต้องบายไป ผมเลยเบนเข็มมาที่ Shadowland ทันที ขอร้องแกมบังคับให้พี่ตู่เล่นให้ โดยอ้างว่า "ขอเป็นของขวัญวันเกิดนะพี่นะ" พี่แกก็ดีใจหาย แผล็บเดียวเสร็จออกมาเป็นเพลงแล้ว ต้องขอบคุณพี่ตู่มากๆ นับเป็นของขวัญวันเกิดที่ถูกใจเป็นที่สุด เรียกว่า "เกาถูกที่คัน" ก็คงไม่ผิด


ซิมบ้าเมื่อพบกับนาล่า


มิวสิคัลเรื่องนี้เผอิญผมมีโอกาสได้ดูเมื่อปี 2005 แสดงเป็นฉบับภาษาดัทช์ ที่กรุกเฮกส์ เนเธอร์แลนด์ จำได้ว่าพี่คนไทยที่ผมไปพักอยู่ด้วยแกซื้อตั๋วให้ผมฟรี เป็นของขวัญวันเกิด (เอ พ้องกับวันเกิดอีกละ แปลกแฮะ) เลยยิ่งประทับใจใหญ่ ละครก็สนุก เทคนิคตระการตา แถมงานออกแบบยังสวยสะจนจ้องตาไม่กะพริบ จริงอยู่ว่าฟังภาษาเขาไม่ออกสักตัว แต่ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะเนื้อเรื่องก็เหมือนการ์ตูนดิสนีย์เป๊ะๆ อีกอย่างตั้งแต่ปี 1998 ผมก็ซื้ออัลบั้มเพลงฉบับละครมาฟังจนฮัมทำนองและเนื้อร้องภาษาอังกฤษได้เกือบหมด เรื่องภาษาที่ไม่คุ้นหูเลยไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ถ้าใครเคยดูฉบับหนังการ์ตูน คงจะพอคุ้นๆ อยู่ว่าเพลงในนั้นจะมีเสียงคอรัสเป็นภาษาซูลูอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็มีเพียงบางๆ ไม่ได้เน้นอะไรมากนัก ครั้นเมื่อมาเป็นละครเวที ภาษาซูลูนั้นถูกทำให้โดดเด่นขึ้น มีทั้งแบบที่เป็นภาษาซูลูทั้งเพลง และแบบที่แทรกเข้าไปในเนื้อร้องอังกฤษ และไม่ต้องห่วงครับภาษาซูลูที่ใส่เข้าไป..แม้คนดูจะฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ...แต่ไม่มีผลต่ออรรถรสในการชมเลยสักนิด เพราะภาพที่เห็นบนเวที ไม่ว่าจะเป็นกิริยาท่าทางตัวละคร สถานการณ์ตามท้องเรื่อง และแน่นอน...เนื้อร้องภาษาอังกฤษที่ยืนพื้นเป็นหลัก...ต่างก็ช่วยกันทำหน้าที่สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นกับผู้ชมได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง มิหนำเจ้าภาษาอัฟริกันที่ว่ายังช่วยสร้างสีสันและกลิ่นอายให้กับละครมากขึ้นด้วยซ้ำ


ฉากเพลง Shadowland ข้างหลังคือฝูงสิงโตตัวเมีย


Shadowland (แดนเงื้อมเงา) เป็นเพลงเอกของตัวละครนาล่า (Nala) สิงห์สาวเพื่อนเล่นวัยเด็กของซิมบ้า (Simba) พระเอกของเรื่องนั่นเอง ชื่อเพลงแต่งขึ้นมาล้อกับคำว่า Prideland (แดนทระนง) ซึ่งใช้เป็นชื่อดินแดนที่ฝูงสิงโตในเรื่องครอบครองในฐานะเจ้าป่า หลังจากที่มูฟาซ่า (Mufasa) อดีตเจ้าป่าพ่อของซิมบ้าต้องสังเวยชีวิตในแผนโค่นบัลลังก์ของสการ์ (Scar) ผู้เป็นน้อง ดินแดนที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็ค่อยๆ แห้งแล้ง สัตว์ที่เคยมีให้ล่ามากมายตามวัฏจักรของชีวิตก็น้อยลงเรื่อยๆ ต้นไม้พากันเฉา สายน้ำก็แห้งขอด ทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากการบริหารที่ผิดพลาดของสการ์ นาล่าในวัยสาวไปแจ้งข่าวความแห้งแล้งของดินแดนบ้านเกิดให้สการ์ฟัง แต่โชคร้าย สการ์นอกจากจะไม่ใส่ใจรับฟังเพื่อหาทางแก้แล้ว ยังจับจ้องนาล่าตาเป็นมัน ด้วยหมายจะเอาทำเมีย นาล่าเหลืออด เลยจำต้องหนีไปเสาะหาความช่วยเหลือเอาดาบหน้า เพลงนี้คือความรู้สึกของนาล่าตอนตัดสินใจจะเดินทางหนีไปจากแผ่นดินแม่ โดยมีคอรัสสิงโตร้องขานรับเป็นทำนองอวยชัยให้พร

ฉบับของผมนี้ร้องเป็นภาษาไทยที่แปลเองจากภาษาอังกฤษไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ คอรัสภาษาซูลูผมไม่ได้แตะต้องอะไร ทิ้งไว้เป็นสีสันของเพลงอย่างเดิม มีอยู่จุดเดียวที่ผมไม่ได้ใส่ตามต้นฉบับ คือ ส่วนที่เป็นภาษาซูลูรัวๆ เร็วๆ ร้องโดยราฟิกิ (Rafiki) ลิงแม่หมอประจำเผ่าพันธุ์ (ในหนังการ์ตูนเป็นลิงเพศผู้) ซึ่งร้องส่งนาล่าให้ไปดี ตรงนี้ร้องยากมาก รัวลิ้นไม่ทัน เลยตัดออกเสีย เหลือแต่ส่วนของนาล่าและคอรัสเท่านั้นครับ ก็...หวังว่าจะเพลินกับเพลงนะครับ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA


ล่มสลาย (SHADOWLAND)
ทำนองโดย Hans Zimmer และ Lebo M
คำร้องต้นฉบับโดย Mark Mancina และ Lebo M
คำร้องภาษาไทยโดย doo_wop_boy (สงวนลิขสิทธิ์)
เปียโนโดย Tutu
ร้องนำและประสานทั้งหมดโดย doo_wop_boy


คอรัส
Fatshe leso lea halalela
Fatshe leso lea halalela

นาล่า
ล่มสลาย
ซากใบไม้ก่ายกอง
ถิ่นเรามัวหมอง
ชวนให้ร้องไห้

แผ่นดินระแหง
ลำธารพลันแห้งหาย
ต้องหนีก่อนสาย
สุดท้ายต้องลา

ข้าไปแห่งหนใด แม้ไกลห่าง
อย่าเมินหมาง นำทางข้า
ที่จำต้องหนีไป รู้ไว้ด้วยว่า
แดนดินของข้ายังติดตัว


คอรัส นาล่า
แร้นแค้น อยู่ต่อไม่ไหว
แดนเรา โปรดส่งใจนำพา
สร้อยเศร้า Lea ha…
หดหู่ …lalela
เรายัง จะจำไว้
คอยดู ตรงไปเบื้องหน้า
Fatshe Lea ha…
Leso …lalela

คอรัสชาย
Mdali wam, mdali wam, mdali wam mibo
Mdali wam, mdali wam, mdali wam mibo

คอรัส
เจ้าไปแห่งหนใด แม้ไกลห่าง
จะไม่ขวางเส้นทางเจ้า
แค่ใจยังฝังจำว่าภูมิลำเนา
แดนดินของเจ้ายังติดตัว

คอรัส นาล่า
Fatshe Fatshe leso
Leso Fatshe leso
Lea Halale…
Halalela …la besubo
Fatshe Fatshe leso
Leso Lea...
Lea Lea…
Halalela Halalela

เจ้าไปแห่งหนใด แม้ไกลห่าง ข้าไปแห่งหนใด แดนไกลห่าง
จะไม่ขวางเส้นทางเจ้า ขอสักอย่าง ชี้ทางข้า
แค่ใจยังฝังจำว่าภูมิลำเนา และข้าจะขอจดจำลำเนาป่า
แดนดินของเจ้ายังติดตัว แดนดินของข้ายังคอย

เจ้าไปแห่งหนใด แม้ไกลห่าง Giza buyabo, giza buyabo
จะไม่ขวางเส้นทางเจ้า สักวันจะมา หวนคืนกลับมา beso bo
แค่ใจยังฝังจำว่าภูมิลำเนา Giza buyabo จะหวนย้อนมา
แดนดินของเจ้ายังติดตัว Giza buyabo

นาล่า
Oh gi…giza buyabo
Beso bo
พี่น้องข้า
Beso bo


หมายเหตุ
Fatshe leso lea halalela หมายถึง แดนบรรพชนคือแดนศักดิ์สิทธิ์
Mdali wam หมายถึง พระผู้สร้าง
Giza buyabo หมายถึง ข้าจะกลับมา
Beso bo หมายถึง คนของข้า





 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 4 มกราคม 2552 2:19:09 น.  

This Is the Moment จากมิวสิคัลสยองขวัญ Jekyll & Hyde

ขอกลับมาที่เพลงจากมิวสิเคิลฝรั่งอีกนะครับ

จริงๆ ตั้งใจว่าจะร้องเพลงนี้ลงบล็อคอยู่แล้ว กะว่าอีกสักพักค่อยร้อง เพราะเพลงมันยากเหลือเกิน เสียงสูงปรี๊ด ร้องทีหลอดลมแทบระเบิด กะว่าช่วงไหนแรงเยอะๆ ค่อยร้อง

แต่ที่มีอันต้องหยิบมาร้องก่อนกำหนด เนื่องจากมีพี่ที่เคารพรักมากคนหนึ่งชักชวนกึ่งบังคับ เป็นทำนองว่าถ้าไม่ยอมร้องเพลงนี้สักที แกก็จะไม่ยอมออกแรงหา backing track เพลงที่อยากได้มากๆ เพลงหนึ่งให้ อิอิอิ ก็เลย เอาวะ ร้องตอนนี้ก็ได้

อยากบอกพี่คนนั้นว่า "ร้องแล้วนะจ๊ะ อย่าลืมหาเพลงของแม่จูลี่ แอนดรูว์นั่นให้ด้วยนะ ไว้จะไปเอา"



เพลงนี้มาจากละครเพลง Jekyll & Hyde ซึ่งดัดแปลงมาจากวรรณกรรมสยองขวัญเรื่อง The Strange Case of Dr. Jekyll & Mr. Hyde ของ Robert Louis Stevenson เป็นหนึ่งในนวนิยายชื่อดังยุคเดียวกับพวก Frankenstein อะไรงี้ละครับ

เนื้อเรื่องว่าด้วยไอเดียที่ว่าคนทุกคนมีทั้งความดีและความชั่วในตัว ตัวเอกในเรื่อง นายแพทย์ Henry Jekyll พยายามหาวิธีแยกความดีและความชั่วในตัวมนุษย์ออกจากกัน โดยเสนอว่าต้องทดลองใช้ยาที่ตนคิดขึ้นกับมนุษย์ แต่คณะกรรมการที่โรงพยาบาลไม่มีใครเห็นด้วย ต่างบอกว่าไร้สาระ Jekyll จึงต้องหาทางพิสูจน์ทฤษฎีของตนโดยใช้ตัวของตัวเองทดลอง หมกมุ่นลองผิดลองถูกอยู่พักใหญ่ จนสำเร็จในวันหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน ยาที่ฉีดเข้าไปทำให้เขากลายร่างไปเป็นอีกคน ลักษณะกักขฬะและโหดร้าย ตัวตนในร่างใหม่นี้มีชื่อว่า Edward Hyde (คงแผลงมาจากคำว่า hide ที่แปลว่า หลบซ่อน นั่นเอง) เจ้า Hyde นี่เที่ยวได้ไล่ฆ่าสมาชิกคณะกรรมการโรงพยาบาลจนเกลี้ยง เป็นจิตใต้สำนึกฝ่ายชั่วของ Jekyll นั่นเองที่โกรธแค้นคนกลุ่มนี้ พอได้กลายเป็น Hyde จึงได้หลุดออกจากกรอบแห่งความดีที่ตนเคยวางไว้ ล้างแค้นก่อคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ กระฉ่อนไปทั้งลอนดอน เมื่อยาหมดฤทธิ์ในแต่ละครั้ง Hyde จะคืนร่างกลับเป็น Jekyll แรกๆ Jekyll พอจะควบคุมตนเองได้เมื่อกลับสู่ร่างเดิม แต่หลังๆ Hyde เริ่มครอบงำ Jekyll มากขึ้น จนในที่สุด เหลือทางเดียวที่จะปราบ Hyde ได้ นั่นก็คือ Jekyll จะต้องตาย และ ตอนจบเป็นแบบโศกนาฏกรรม...คงจะพอเดาได้นะครับ

เรื่องนี้เพลงเพราะหมดทุกเพลง เพราะทั้งเรื่อง ทำนองแต่งโดย Frank Wildhorn คำร้องโดย Leslie Bricusse ครับ

This Is the Moment เป็นเพลงเอก ร้องโดยหมอ Jekyll ในฉากที่กำลังตัดสินใจปรุงยาฉีดเข้าเส้นเลือดตัวเอง เป็นเพลงที่สื่อถึงความกล้าบ้าบิ่นของ Jekyll บอกถึงวินาทีที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา

ลองฟังดูเลยนะครับ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA


THIS IS THE MOMENT
ทำนองโดย Frank Wildhorn
คำร้องโดย Leslie Bricusse
ร้องโดย doo_wop_boy


This is the moment!
This is the day,
When I send all my doubts and demons
On their way!

Every endeavor,
I have made - ever -
Is coming into play,
Is here and now - today!

This is the moment,
This is the time,
When the momentum and the moment
Are in rhyme!

Give me this moment -
This precious chance -
I'll gather up my past
And make some sense at last!

This is the moment,
When all I've done -
All of the dreaming,
Scheming and screaming,
Become one!

This is the day -
See it sparkle and shine,
When all I've lived for
Becomes mine!

For all these years,
I've faced the world alone,
And now the time has come
To prove to them
I've made it on my own!

This is the moment -
My final test -
Destiny beckoned,
I never reckoned,
Second Best!

I won't look down,
I must not fall!
This is the moment,
The sweetest moment of them all!

This is the moment!
Damn all the odds!
This day, or never,
I'll sit forever
With the gods!

When I look back,
I will always recall,
Moment for moment,
This was the moment,
The greatest moment
Of them all!





 

Create Date : 13 มกราคม 2551    
Last Update : 4 มกราคม 2552 2:42:12 น.  

Bring Him Home จากละครบรอดเวย์ Les Misérables มาในภาคภาษาไทย (อีกแล้ว) คร้าบ!!

ยังนึกไม่ออกว่าจะร้องเพลงเก๋ๆ อะไรใหม่ๆ ดี ก็เลยมองหาวัตถุดิบแบ็คกิ้งแทรคที่มีอยู่ คุ้ยไปคุ้ยมา...ก็กลับมาที่เพลงจากมิวสิคัล Les Misérables อีกจนได้ครับ อย่าเพิ่งเบื่อไปก่อนนะครับ



เพลงนี้ผมแปลเนื้อไว้นานมากแล้ว...หลายปีดีดักทีเดียวละครับ เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะได้ฤกษ์นำกลับมาปัดฝุ่นใหม่ แก้ไขบางจุดให้ชัดเจนตามคีย์เวิร์ดของภาษาต้นฉบับ และตาม “สาร” ของเพลงมากยิ่งขึ้น ก็เลยกลายออกมาเป็น “โปรดปรานี” ครับ

ขออนุญาตอธิบายนิดหน่อยนะครับ สำหรับท่านที่คุ้นเคยกับเพลงนี้ในฉบับภาษาอังกฤษ ว่าทำไมจาก Bring Him Home ถึงได้กลายเป็น “โปรดปรานี” ไปได้

เพลงนี้เป็นเพลงโซโล่ของ ฌ็อง วัลฌ็อง (Jean Valjean) ตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งตามท้องเรื่องขณะที่ร้องเพลงนี้ก็น่าจะอายุราวห้าหรือหกสิบกว่าเห็นจะได้ มูลเหตุที่ทำให้ต้องร้องเพลงนี้ก็คือ ก่อนหน้านั้นมีหนุ่มนักศึกษารูปงามคนหนึ่งชื่อว่า มาริอุส ปงต์แมร์ซี (Marius Pontmercy) มาตกหลุมรัก โกแซ็ต (Cosette) บุตรสาวบุญธรรมของตน แรกทีเดียวเมื่อรู้เรื่องนี้ วัลฌ็องไม่ชอบใจนัก กลัวว่ามาริอุสจะมาพรากโกแซ็ตไปจากอก แต่ต่อมาก็คิดได้ว่าไม่ควรขัดขวางความรักของทั้งคู่ ความสุขของบุตรสาวก็คือความสุขของตนด้วย ดังนั้นเมื่อภายหลังตนได้แฝงตัวเข้าไปเป็นอาสาสมัครประชาชน ต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่พึงมีร่วมกับกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรง และได้พบกับมาริอุส วัลฌ็องจึงภาวนากับพระเจ้าในคืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนหลับใหลอยู่ ณ แนวปราการ (barricade) ซึ่งใช้เป็นที่กำบังตนจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ วิงวอนขอให้พระองค์ทรงไว้ชีวิตชายหนุ่มผู้นี้...เพราะเขาคือคนที่ลูกของตนมอบใจให้


มาริอุสเดินชนโกแซ็ตโดยบังเอิญกลางถนน...กลายเป็นรักแรกพบ!



ฉากแนวปราการที่นักศึกษากับประชาชนสร้างขึ้นเป็นที่กำบัง
สร้างจากกองไม้ กระสอบ ล้อเกวียน ฯลฯ เอามาสุมๆ กันนั่นเอง


อ้อ ใครอยากลองฟังเพลงโซโล่ของมาริอุส ก็กดฟังได้นะครับ ผมร้องเอาไว้แล้วเหมือนกัน Empty Chairs at Empty Tables นั่นละครับ


ริกกี้ มาร์ติน ก็เคยรับบทมาริอุสนะครับ


กลับเข้าเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้น Bring Him Home ก็คือ “โปรดพาเขากลับบ้านด้วยเถิด” นั่นเอง ในฉบับภาษาฝรั่งเศสเพลงนี้มีชื่อว่า Comme Un Homme ซึ่งหมายความว่า “เยี่ยงมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่ง” คือ วัลฌ็องขอให้พระเจ้าทรงไว้ชีวิตมาริอุส ให้เขาได้อยู่ต่อไปเยี่ยงมนุษย์ผู้หนึ่งนั่นเอง เนื้อความอื่นๆ ก็เป็นไปในทำนองวิงวอนขอชีวิต คล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ ต่างกันเฉพาะที่รายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามตำแหน่งผังคำคล้องที่ขาดไม่ได้ในเพลงหนึ่งๆ นั่นเอง ไม่อย่างนั้นคงพิลึกหูคนฟังแน่ๆ

สำหรับในภาษาไทย ด้วยจำนวนพยางค์ เสียงวรรณยุกต์ที่ต้องไปกันได้กับโน้ตดนตรี ประโยคที่ว่า “โปรดพาเขากลับบ้านด้วยเถิด” หรือวลี “เยี่ยงมนุษย์ปุถุชนผู้หนึ่ง” แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรจุลงไปในทำนอง หรือต่อให้ทำได้ ก็ไม่รื่นหู ไม่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ในทันทีสำหรับผู้ชมในโรงละคร (สมมติว่าแสดงในประเทศไทยเป็นภาษาไทยน่ะครับ) และยิ่งเมื่อถูกบังคับด้วยโจทย์ข้อใหญ่อีกข้อ ซึ่งก็คือ “คำคล้องแบบไทย” ผลที่ได้หลังจากบวกลบคูณหารแล้ว ก็คือ “โปรดปรานี” นั่นเองครับ


คอล์ม วิลคินสัน (Colm Wilkinson) ผู้รับบทฌ็อง วัลฌ็องฉบับมิวสิคัลคนแรก
มีวิธีการลากเสียงในเพลง Bring Him Home เก๋จนใครๆ ก็เอาอย่าง
ในภาพนี้คือฉากที่กำลังร้องเพลง Bring Him Home
ที่พื้นด้านหลังมาริอุสจะนอนอยู่ แต่ภาพจับไม่เห็น


เพลงนี้ในฉบับอังกฤษถือเป็นหนึ่งในเพลงเอกของละครเลยนะครับ นักแสดงที่รับบทวัลฌ็องไม่ว่ากี่คนต่อกี่คน ก็วัดความสามารถกันที่เพลงเพลงนี้แหละ เสียงสูงปรี๊ดมีอยู่หลายช่วง มีทั้งช่วงที่ต้องปรี๊ดด้วยเสียงจริง แล้วก็ปรี๊ดด้วยเสียงหลบ เป็นแพทเทิร์นเฉพาะตัวของเพลงไปเสียแล้ว

ผมเองยังร้องแบบมือสมัครเล่นนะครับ ทำได้ดีที่สุดเท่านี้ละครับ ไม่ไหวแล้ว อัดไปปวดหัวปวดหลังไป หินมากๆ

ยังไงลองฟังดูละกันนะครับ

Bring Him Home (re...


อ้อ...เนื้อเพลงทั้ง 3 ภาษาครับ ไทยสีน้ำเงิน อังกฤษสีขาว และฝรั่งเศสสีแดงครับ

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจภาษาฝรั่งเศส ผมได้แปลเนื้อเป็นภาษาอังกฤษใส่วงเล็บไว้ให้ในแต่ละบรรทัดแล้วครับ เผื่อใครอยากลองเทียบดูความเหมือนความต่างในแต่ละเวอร์ชั่น ลองฟังลองอ่านดูเพลินๆ นะครับ

โปรดปรานี (BRING HIM HOME)
ทำนองโดย Claude-Michel Schönberg
คำร้องภาษาฝรั่งเศสโดย Alain Boublil
คำร้องภาษาอังกฤษโดย Herbert Kretzmer
คำร้องภาษาไทยโดย doo_wop_boy (สงวนลิขสิทธิ์)
เสียงร้องโดย doo_wop_boy


กราบวันทา
God on high
Dieu du Ciel (God on Heaven)

ฟ้าอมร
Hear my prayer
Notre Père (Our Father)

ช่วยให้พร
In my need
Je t’implore (I’m begging you)

ขอกราบวอนผู้ยิ่งใหญ่
You have always been there
D’écouter ma prière (Please hear my prayer)


โปรดมองดู
He is young
Il est jeune (He is young)

รู้เอาไว้
He's afraid
Il a peur (He’s afraid)

เขาอ่อนวัย
Let him rest
Laisse éclore (Let him bloom)

เขาไม่ผิด
Heaven blessed
Une fleur (He who’s like a flower)

โปรดปรานี
Bring him home
Laisse-le vivre (Let him live)

เขาสักนิด
Bring him home
Comme un homme (As a man)

คิดดูก่อน
Bring him home
Comme un homme (As a man)


ข้าฯเปรียบเขาเหมือนดังลูกแท้ๆ
He's like the son I might have known
Il est le fils que j’aurais eu (He is the son that I might have had)

ฝากท่านดูแลเผื่อแผ่อาทร
If God had granted me a son
Si tu m’avais donné un fils (If you had given me a son)

ข้าฯแก่ชราลงทุกวัน
The summers die one by one
Les étés meurent un à un (The summers die one by one)

ไม่ช้าข้าฯนั้นต้องม้วยมรณ์
How soon they fly on and on
Je sens mon cœur qui s’éteint (I can feel my heart’s weariness)

อยากฝากคำวอน
And I am old
J’ai fait mon temps (I’ve lived enough)

ก่อนชีพวางวาย
And will be gone
Et je t’attends (And I’m waiting for you)


โปรดอำนวย
Bring him peace
Mais qu’il vive (But please spare his life)

ช่วยผ่อนคลาย
Bring him joy
Et qu’il chante (Let him sing)

เรื่องเลวร้าย
He is young
Il est jeune (He is young)

ขอให้หายคลายเภทภัย
He is only a boy
C’est encore un enfant (He’s just a boy)


ข้าฯยินยอม
You can take
Toi qui donnes (You who give)

พร้อมจะไป
You can give
Toi qui prends (You who take)

ขอแค่ใจ
Let him be
Laisse-le rire (Let him laugh)

ท่านเมตตา
Let him live
Et aimer (Let him love)

จะยอมตาย
If I die,
Que je meure (Let me die in his place)

ไหว้วอนฟ้า
Let me die
Et qu’il vive (And save him)

ไว้ชีวิต
Let him live
Laisse-le vivre (Let him live)

เขาเถิดหนา
Bring him home
Comme un homme (As a man)

ขอสักครา
Bring him home
Comme un homme (As a man)

โปรดปรานี
Bring him home
Comme un homme (As a man)





 

Create Date : 16 ธันวาคม 2550    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2552 19:55:58 น.  

1  2  
doo_wop_boy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add doo_wop_boy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.