happy memories
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2569
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
21 พฤษภาคม 2569
 
All Blogs
 

งามเอย...งามสม บรมราชินี เสด็จฯ​ เยือนสวีเดน












ทุกครั้งที่ ในหลวงและพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ คนไทยและชาวโลกจะได้เห็นและชื่นชมความงดงามของฉลองพระองค์ของพระราชินี โดยเฉพาะครั้งล่าสุด ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยือนสวีเดนในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ ระหว่างวันที่ ๒๙ เมษายน - ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ทั้งโลกได้เห็นและตื่นตาตื่นใจกับฉลองพระองค์อันงดงามของพระราชินีของไทย ทรงเป็นสตรีพระองค์เดียวที่ทรงชุดประจำชาติ น่าภูมิใจที่เนื้อผ้าเป็นของไทยและดีไซเนอร์ก็เป็นคนไทย ผู้ที่ออกแบบเหมือนเดิมคือ คุณพิจิตรา บุณยรัตนพันธุ์ และห้องเสื้อ Meshmuseum ออกแบบฉลองพระองค์มีทั้งหมด ๕ องค์

ภาพแห่งพระบารมีครั้งนี้ มิได้เพียงตราตรึงใจชาวไทยเท่านั้น หากยังปรากฏสู่สายตานานาประเทศ ด้วยพระราชจริยวัตรอันสง่างาม และฉลองพระองค์อันวิจิตร สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนทั่วโลกที่พร้อมใจกันจับภาพและเผยแพร่ สร้างความชื่นชมในพระเกียรติคุณ พระจริยวัตร และความงามอย่างไทยทั้งสองพระองค์เปรียบเสมือน “แก้วแห่งแผ่นดิน” และ “แสงแห่งประเทศไทย” ที่ส่องประกายทั้งความงดงาม คุณค่า และความภาคภูมิใจ สะท้อนเอกลักษณ์ไทยสู่สายตาโลกอย่างสง่างาม

บล็อกนี้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์และพระฉายาลักษณ์หลายองค์มาก มาจากออนไลน์หลายแหล่ง ทั้งในอากู๋และเฟซบุค ต้องขอบคุณท่านเจ้าของภาพ และต้องขออภัยที่ไม่ได้ใส่เครดิตไว้เพราะลืมค่ะ มีคนโพสข้อมูลของฉลองพระองค์ เครื่องประดับ และกระเป๋าทรงถึอ ไว้เยอะมาก รวบรวมมาลงบล็อกไว้พอประมาณ แต่ก็ยังยาวโลดอยู่ดี ยังมีอีกหลายข้อมูลที่อยากจะนำมาเก็บไว้ในบล็อก ไว้มีเวลาจะอัพภาคสองอีกทีค่ะ


บล็อกเสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศก่อนหน้านี้

สายสัมพันธ์มั่นคง ๒ ราชวงศ์ ไทยและภูฏาน
งามเอย...งามสม บรมราชินี เสด็จฯ ภูฏาน
สมเด็จพระราชินีสุทิตา...คู่บารมี จักรีเกริกฟ้า
งามเอย...งามสม บรมราชินี เสด็จฯ เยือนจีน
งามเอย...งามสม บรมราชินี เสด็จฯ เยือนอิตาลี





“เหตุใดราชวงศ์ไทยจึงเป็นราชวงศ์หนึ่งเดียวจากเอเชีย?”


การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ ๒๙ เมษายน ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ ๑๖ กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ ๘๐ พรรษา การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนในครั้งนี้ ในมุมมองของต่างชาติและสื่อระดับสากล มีประเด็นที่น่าสนใจคือ

๑. สถานะ "แขกพิเศษหนึ่งเดียวจากเอเชีย" (The Unique Asian Representative)

สื่อใหญ่ของยุโรปอย่าง Town & Country ได้รายงานข่าวงานฉลองพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟแห่งสวีเดน เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “ทางสำนักราชวังไม่ได้เชิญราชวงศ์ยุโรปทุกแห่งอย่างเป็นทางการ งานในครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นการจัดงานที่ เน้นความเรียบง่ายและเป็นกันเองมากกว่าครั้งก่อน ๆ (Understated gathering) โดยเน้นไปที่สมาชิกราชวงศ์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นพิเศษ “

ถือเป็นการรวมตัวของราชวงศ์ยุโรปที่ใกล้ชิดเป็นหลัก เช่น เดนมาร์ก นอร์เวย์ และเบลเยียม ซึ่งกษัตริย์สวีเดนทรงเน้นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นข้ามศตวรรษมากกว่าการเชิญเป็นวงกว้างเหมือนงานครบรอบ ๗๐ พรรษาในอดีต

“ทั้งนี้ ราชวงศ์จากเอเชียที่เสด็จฯ เข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการและได้รับพระเกียรติสูงสุดเพียงประเทศเดียว คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ของไทย โดยได้รับการจัดที่ประทับในตำแหน่งแถวหน้าสุดตรงข้ามกับกษัตริย์สวีเดน”

สาเหตุที่บางราชวงศ์ไม่ได้มา : นอกจากเหตุผลด้านตารางพระราชกรณียกิจ (เช่น อังกฤษที่ไปสหรัฐฯ) แล้ว รูปแบบงานครั้งนี้ลดขนาดลงจากงาน ๗๐ พรรษาเมื่อปี ๒๐๑๖ ที่เคยเชิญราชวงศ์มากกว่า ๓๐ แห่ง โดยครั้งนี้จัดเพียง ๒ วันและเน้นเชิญเฉพาะ "เพื่อนสนิทและญาติใกล้ชิด" ในยุโรปและพันธมิตรที่สำคัญอย่างประเทศไทยเท่านั้น

เหตุผลที่ราชวงศ์จักรีเป็นราชวงศ์เดียวนอกจากราชวงศ์ยุโรปที่ได้รับเชิญในมุมมองสื่อต่างชาติ

มิตรแท้จากแดนไกล : สื่อรายงานว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในแขกผู้มีเกียรติสูงสุด โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดนทรงกล่าวต้อนรับและ เอ่ยถึงประเทศไทยเป็นลำดับต้น ๆ ในงานเลี้ยง เพื่อสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยาวนานของทั้งสองราชวงศ์

ความสง่างามตามธรรมเนียมราชสำนัก : สื่อภาคภาษาอังกฤษและสวีเดน เช่น The Nation และ Svensk Damรายงานภาพลักษณ์ที่สง่าผ่าเผยของพระองค์ในชุด White Tie พร้อมทรงสะพายสายสะพาย เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) ซึ่งเป็นสีเหลือง อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดสำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย การฉลองพระองค์ในลักษณะนี้เป็นการแสดงออกถึงสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและสวีเดน โดยคงไว้ซึ่งพระราชอิสริยยศตามโบราณราชประเพณีไทยในบริบทสากล

การเชื่อมต่อประวัติศาสตร์ : สื่อสวีเดนยังพูดถึงความต่อเนื่องของความสัมพันธ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เคยเสด็จฯ เยือนสวีเดนในปี ๑๘๙๗ โดยมองว่าการเสด็จฯ ของรัชกาลที่ ๑๐ ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำ "ความสัมพันธ์ที่มีมานานกว่า ๑๕๐ ปี"

การให้เกียรติอย่างสูงสุด : สื่อรายงานถึงบรรยากาศในงานกาล่าดินเนอร์ที่พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงได้รับพระเกียรติให้นั่งใน ตำแหน่งสำคัญ ท่ามกลางพระราชวงศ์ยุโรป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะพิเศษของไทยในสายตาของราชวงศ์สวีเดน

นอกจากนี้ สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของสำนักพระราชวังสวีเดน Kungahuset ยังได้เผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับเหล่ากษัตริย์และราชินีจากทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะภาพประวัติศาสตร์ใหม่ของเอเชียและยุโรป

ความสำคัญ : สื่อยุโรปและสวีเดนเน้นย้ำว่าประเทศไทยเป็น ประเทศเดียวในเอเชีย ที่ได้รับทูลเชิญในงานฉลองพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาของกษัตริย์สวีเดน ท่ามกลางประมุขจากยุโรปเกือบทั้งหมด

มุมมองต่างชาติ : การได้รับเชิญนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องของ "มิตรภาพส่วนพระองค์ที่ลึกซึ้ง" และการให้เกียรติสูงสุดต่อราชวงศ์จักรีที่มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์เบอร์นาดอตต์มานานกว่า ๑๕๐ ปี มากกว่าเรื่องพิธีการทูตปกติ

๒. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี : "ดาวเด่นแห่งเอเชีย" (The Star of the East)

ความสง่างามที่สะกดโลก : สื่อจีน (โดยเฉพาะใน Xiaohongshu) และสื่อแฟชั่นยุโรป ชื่นชมพระสิริโฉมและการวางตัวที่สง่างาม (Graceful & Elegant) โดยยกให้พระองค์เป็นหนึ่งในราชินีที่แต่งกายงดงามที่สุดในงาน

ซอฟต์พาวเวอร์ผ้าไทย : ฉลองพระองค์ ชุดไทยดุสิต และ ชุดไทยบรมพิมาน รวมถึงงานปักประณีตศิลป์ไทย กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะความงามที่ "ไร้ที่ติ" และเป็นการนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่ระดับสากลได้อย่างทรงพลัง

เทียร่าประวัติศาสตร์ : การทรง Diamond Fringe Tiara (พระราชมรดกจากรัชกาลที่ ๕) สร้างความตื่นเต้นให้แก่กลุ่มแฟนคลับราชวงศ์ทั่วโลก โดยมองว่าเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเสริมบารมีได้อย่างลงตัว

๓. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : "มิตรแท้ผู้ทรงเกียรติ" (The Respected Ally)

การถวายพระเกียรติสูงสุด : สื่อสวีเดนรายงานการจัดลำดับที่นั่งที่ให้พระองค์ประทับข้าง สมเด็จพระราชินีซิลเวีย ในงานกาล่าดินเนอร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่สุดสำหรับพระราชอาคันตุกะ

สัญลักษณ์ความต่อเนื่อง : ต่างชาติมองการเสด็จฯ ครั้งนี้เป็นการสืบสานพระราชไมตรีจากรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๙ ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

๔. พลังแห่งความจงรักภักดี (The Power of Loyalty)

สื่อท้องถิ่นสวีเดนทึ่งกับภาพ คนไทยจากทั่วสแกนดิเนเวีย ที่มารอรับเสด็จท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างกษัตริย์และประชาชนที่หาดูได้ยากในยุโรปปัจจุบัน

บทสรุปในสายตาโลก : การเสด็จฯ ครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้าง "ภาพจำใหม่" ให้กับประเทศไทยในฐานะมิตรประเทศระดับพรีเมียมของยุโรป และเป็นการแสดงศักยภาพของราชวงศ์ไทยที่สง่างามและเปี่ยมด้วยวัฒนธรรมในระดับสากล …นับเป็น soft power อันทรงพลังและทรงคุณค่าของประเทศไทย ในการตอกย้ำความยิ่งใหญ่และพระบารมีของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอย่างหาที่เปรียบมิได้จริง ๆ ครับ


ข้อมูลจาก
เพจ Wisavej Wattanasuk





Civilization: Why is it important?
อารยธรรมนั้นสำคัญไฉน?


๑. อารยธรรมในฐานะโครงสร้างแห่งบูรณาการ

การเฉลิมฉลองวาระ ๘๐ พรรษาของพระมหากษัตริย์มิได้เป็นเพียงพิธีการเชิงสัญลักษณ์ของรัฐ หากแต่เป็น “ภาพสะท้อนเชิงโครงสร้าง” ของสังคมที่สั่งสมความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาบันการปกครองที่มั่นคง ประเทศที่ยังคงมีสถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะในยุโรปหรือเอเชีย มักมีคุณลักษณะร่วมบางประการที่ทำให้สังคมเหล่านั้นคงอยู่และพัฒนาอย่างมีเอกลักษณ์

สามปัจจัยสำคัญ (๑) สถาบันพระมหากษัตริย์ (Monarchy), (๒) วัฒนธรรม (Culture), และ (๓) ประวัติศาสตร์ยาวนาน (Long History)—มิได้แยกขาดจากกัน แต่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ จนก่อรูปเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรม” ซึ่งมิใช่เพียงความเจริญทางวัตถุ หากแต่รวมถึงความหมายเชิงคุณค่า อัตลักษณ์ และความต่อเนื่องของสังคม

๒. สถาบันพระมหากษัตริย์ วัฒนธรรม และความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ที่หลอมรวมเป็น “อารยธรรม”

๒.๑ สถาบันพระมหากษัตริย์ : ศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์และความต่อเนื่องของรัฐ

ในประเทศที่มีระบอบราชาธิปไตย โดยเฉพาะแบบรัฐธรรมนูญ สถาบันพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่เป็น “แกนกลางเชิงสัญลักษณ์” (symbolic core) ที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน พระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนของความต่อเนื่องของรัฐเหนือความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

กรณีของสวีเดน พระราชพิธีและการเฉลิมฉลองวาระสำคัญสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสถาบันที่ยึดโยงประชาชนเข้ากับรัฐในมิติที่ลึกกว่าการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวคือ เป็นความผูกพันเชิงคุณค่า (value-based legitimacy) มากกว่าความชอบธรรมเชิงอำนาจ (power-based legitimacy)

ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมิใช่เพียงองค์ประกอบทางการเมือง แต่เป็น “โครงสร้างเชิงอัตลักษณ์” ของอารยธรรม ที่ทำให้สังคมมีจุดศูนย์กลางทางความหมาย

๒.๒ วัฒนธรรม : ระบบความหมายและการสืบทอดอัตลักษณ์

วัฒนธรรมในบริบทของประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์และประวัติศาสตร์ยาวนาน มักมีลักษณะเป็น “ระบบความหมาย” (system of meaning) ที่สั่งสมผ่านพิธีกรรม ภาษา ศิลปะ และขนบธรรมเนียม

ในวาระเฉลิมฉลองของสวีเดน เราจะเห็นการใช้พิธีการ เครื่องแต่งกาย ดนตรี และสัญลักษณ์ของชาติ ซึ่งล้วนเป็น “ภาษาทางวัฒนธรรม” ที่สื่อสารอัตลักษณ์ของชาติไปยังทั้งคนในและนานาชาติ วัฒนธรรมจึงทำหน้าที่เป็นทั้ง “ตัวกลางในการสื่อสาร” (communicative medium) และ “เครื่องมือในการธำรงรักษา” (preservative mechanism)

ที่สำคัญ วัฒนธรรมมิได้หยุดนิ่ง แต่มีพลวัต (dynamic) สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังรักษารากเหง้าดั้งเดิมไว้ได้ นี่คือคุณลักษณะสำคัญของอารยธรรมที่ “มีชีวิต” (living civilization)

๒.๓ ประวัติศาสตร์ยาวนาน : ความทรงจำร่วมและรากฐานของความชอบธรรม

ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานทำหน้าที่เป็น “คลังความทรงจำร่วม” (collective memory) ของสังคม ซึ่งหล่อหลอมความเข้าใจในตัวตนของชาติและกำหนดทิศทางของอนาคต

ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์มักมีการบันทึกและสืบทอดประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านเอกสาร พิพิธภัณฑ์ หรือพิธีการต่าง ๆ การเฉลิมฉลองวาระสำคัญ เช่น พระชนมพรรษา มิได้เป็นเพียงการรำลึกถึงบุคคล แต่เป็นการ “ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต” (historicization of the present)

ประวัติศาสตร์จึงเป็นฐานของ “ความชอบธรรมเชิงเวลา” (temporal legitimacy) ที่ทำให้สถาบันและวัฒนธรรมมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน

๓. อารยธรรม : คุณค่าแห่งศักดิ์ศรีในเวทีโลก

เมื่อพิจารณาทั้งสามปัจจัยร่วมกัน จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ วัฒนธรรมที่เข้มแข็ง และประวัติศาสตร์ยาวนาน มิได้มีเพียง ความเก่าแก่ หากแต่มี โครงสร้างแห่งความหมาย ที่เชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง สถาบันพระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรม เป็น กลไกในการสื่อสาร และทำหน้าที่ในการ ธำรงรักษาอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นฐานของความทรงจำและความชอบธรรม เมื่อทั้งสามปัจจัยนี้ทำงานประสานกัน จึงก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า อารยธรรม Civilization” ซึ่งมิใช่เพียงความเจริญทางวัตถุ แต่คือ ความต่อเนื่อง ความหมาย และ คุณค่าที่หล่อเลี้ยงสังคมให้ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและมี ศักดิ์ศรีในเวทีโลก

ดังนั้น วาระการเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษาของพระมหากษัตริย์สวีเดน จึงมิใช่เพียงเหตุการณ์แห่งชาติ แต่เป็นหน้าต่างที่เปิดให้เราเข้าใจโครงสร้างของอารยธรรมในระดับสากลได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เราควรภาคภูมิใจยิ่ง คือ อารยธรรมไทย ที่ดำรงศักดิ์ศรีและทรงคุณค่าสืบนานมาหลายศตวรรษด้วยคุณูปการแห่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย.


บทความโดย บุญญ์พัชรเกษม
๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙
ข้อมูลจาก
เพจ Boonpachakasem Sermwatanarkul







































































พระราชลุคที่ ๑ - เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงยังกรุงสตอกโฮล์ม ทรงฉลองพระองค์เดรสโค้ทแขนยาว ทรงคอลัมน์สีดำ โครงสร้างเรียบคม คอปีนเปิดเล็กน้อย ประดับกระดุมเงินฝังนิลทรงรีตรงบริเวณพระศอและแนวหน้า ทับด้วยเดรสผ้าไหมที่ตัดเย็บจากผ้าไหมยกดอกลำพูนลาผีเสื้อ จากหมู่บ้านศรีเมือนฮู้ จังหวัดลำพูน ทอโดย "วสินผ้าทอไทย" ด้วยดิ้นเงินในโทนสีเงินโบราณ เสริมงานปักมือขนาดเล็กโทนสีดำกระจายทั่วทั้งชุด ด้วยลูกปัดและคริสตัลสีดำสร้างประกายอย่างพอดี สะท้อนความเรียบและความร่วมสมัยอย่างงดงาม ผ่านการเน้นโครงสร้างและงานฝีมืออันประณีต ทรงถือกระเป๋าถือหนังแกะ ก้านถือเป็นอะไหล่ตัวเรือนเงิน ประดับด้วยควอตซ์สีน้ำตาล (Smoky Quartz) อันแสดงถึงเอกลักษณ์งานหัตถศิลป์ไทยในบริบทร่วมสมัยได้อย่างสง่างาม

ฉลองพระองค์ชุดนี้มิเพียงแสดงถึงพระสิริโฉมอันงดงามและความถูกต้องตามกาลเทศะในระดับรัฐพิธี แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยที่ได้เห็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากส่วนภูมิภาคได้รับการเชิดชูบนเวทีระดับสากล การทรงเลือกใช้ผ้าไหมยกดอกลำพูนในวาระสำคัญนี้ ถือเป็นพระราชปณิธานในการสืบสานและสร้างมูลค่าให้กับงานศิลปาชีพไทย ให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความงดงามและอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าในสายตาชาวโลกสถาพรสืบไป























































พระราชลุคที่ ๒ - สมเด็จฯ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต เมื่อครั้งทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารคำเป็นการส่วนพระองค์ ณ พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งสร้างความว้าวเรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยกับการเผยแพร่ความเป็นไทยผ่านชุดไทยพระระราชนิยมที่กำลังร่วมกันโปรโมทในโอกาสยื่นเสนอต่อยู่เนสโกขึ้นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมในปีนี้ โดยชุดไทยดุดุลิตใช้ในพิธีเต็มยศกลางคืน เป็นเสื้อคอกลมกว้าง แขนกุด ปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัด ผ้านุ่งจีบ ตัดเย็บจากผ้าไหมหรือผ้าไหมยกทอง โดยครั้งนี้ทรงชุดไทยดุสิตสีม่วงครามปักลายเครือเถา พร้อมทรงรัดพระองค์ (เข็มขัด) ทองคำที่มีปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัด) เพชรมหาจักรี ซึ่งมาพร้อมกับพระกุณฑล (ตุ้มหู) เพชรตรามหาจักรี และพระวลัยกร (กำไล) เพชรด้วย อีกทั้งทั้งทรงพระภูษายกดอกสีม่วงครามปักด้วยลวดลายวิจิตรบรรจงชวนอึ้งไม่น้อยด้วย

“พระปั้นเหน่งจักรี” มรดกแห่งพระเกียรติยศอันสูงส่ง ‘พระปั้นเหน่งทองคำประดับเพชร’ มรดกล้ำค่าจาก ‘พระพันปีหลวง’ สู่ ‘สมเด็จพระราชินีสุทิดาฯ’ พสกนิกรชาวไทย ได้เห็นอีกครั้งเป็นบุญตา สำหรับพระปั้นเหน่งทองคำประดับเพชรที่พระราชินีสุทิดาฯ ทรงสวมใส่กับฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานสีทอง ในโอกาสเสด็จฯเยือน ราชอาณาจักรสวีเดน พระปั้นเหน่งเส้นนี้เป็นของตกทอดจากพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) พระปั้นเหน่งฝังเพชรลูกขนาดใหญ่ นับ ๙ เม็ด พร้อมรัดพระองค์ทองคำฝังเพชร ๒ เม็ด รวมเพชรเม็ดใหญ่ ๑๑ เม็ด งดงามเหลือเกิน สมบัติตกทอดของราชวงศ์ที่ประเมินค่ามิได้ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และพระพันปีหลวง เสด็จฯเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างเป็นทางการ

และที่งดงามสะกดทุกสายตาคือ พระเกศาทรงเกล้า ใน สมเด็จพระราชินีสุทิดาฯ ซึ่งเป็นการเกล้าผมที่รับกับวงพระพักตร์ ของพระองค์ยิ่งนัก ทำให้ช่วงพระศอดูระหง เข้ากับฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต อีกทั้งการเก็บพระเกศา ถ้าดูแล้วเหมือนซ่อนกิ๊บไว้ด้านใน เกล้าตวัดเก็บทรง ถือว่าช่างแต่งพระเกศาในพระองค์มีความชำนาญเป็นอย่างมาก

งามแบบไทย ที่ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินีทรงฉลองพระองค์ด้วย ชุดไทยดุสิตในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงความงามของฉลองพระองค์ แต่คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมไทยที่ถูกนำเสนออย่างสง่างามต่อสายตานานาชาติ นี่คือเสน่ห์ของชุดไทยพระราชนิยมที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็น ภาษาทางวัฒนธรรมที่บอกโลกว่า “ความเป็นไทย งามได้อย่างมีศักดิ์ศรี”































































พระราชลุคที่ ๓ - เช้าวันที่ ๓๐ เมษายน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงร่วมพิธีสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า พร้อมทอดพระเนตรการขับร้องประสานเสียงถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ แห่งสวีเดน ณ วิหารหลวง พระราชวังหลวง กรุงสตอกโฮล์ม สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน อีกหนึ่งในพระราชคอลเลกชั่นชุดไทยพระราชนิยมที่เน้นความสุภาพและความเป็นทางการระดับสูงสุด ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน เสื้อแขนยาวคอตั้ง ตัวเสื้อเย็บติดกับผ้านุ่งที่จับจีบหน้านางมีชายพกตามแบบแผนโบราณ ซึ่งในการทรงร่วมพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาตลอดทั้งวันที่พระราชวังหลวงนั้น

ฉลองพระองค์โทนน้ำตาลทอง ปักประดับลายไทยที่ฉลองพระองค์ท่อนบน และเชิงพระภูษา พร้อมประดับเข็มกลัดปีกแมลงทับ พระกุณฑลเพชรรัดพระองค์ทองคำประดับเพชรและพระปั้นเหน่งเพชร และกระเป๋าทรงถือย่านลิเภา อีกไฮไลท์เด่นที่มากับฉลองพระองค์นี้คือ รัดพระองค์ทองคำพร้อมปั้นเหน่งประดับเพชร อันเป็นพระราชมรดกตกทอดมาตั้งแต่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพ้นปีหลวง จนมาถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งให้ทั้งองค์เค์เด่นสง่าในงานไม่น้อยเลยทีเดียว และยังเป็นเสมือนทูตทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดความประณีต อ่อนช้อย และอัตลักษณ์อันโดดเด่นของไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพระราชวงศ์นานาประเทศ สะท้อนถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในการ "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ศิลปวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ไทยจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้ดำรงอยู่และสง่างามบนเวทีโลกอย่างภาคภูมิ























































































พระราชลุคที่ ๔ - เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๓๒ น. (ตามเวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำ และพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการแก่พระประมุข ประมุข พระราชวงศ์ต่างประเทศ และบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมงาน อันเป็นไฮไลท์และได้กระแสอวยถวายที่สุด สมกับที่รอคอยมานาน ฉลองพระองค์เป็นผลงานของ Meshmuseum เช่นเคย

ฉลองพระองค์ราตรียาวไหล่เดียว เลเยอร์ช่วงบนคลุมไหล่แบบเคป ทิ้งตัวลงสู่ช่วงแขนอย่างพอดี สร้างจังหวะของรูปทรงที่ต่อเนื่อง ออกแบบตัดเย็บจากผ้าไหมไทย ผสมผ้าลูกไม้ลายขนนกดิ้นเงินอันวิจิตร ปักประดับด้วยมือทั่วผืนผ้า ด้วยลูกปัดขนาดเล็กและคริสตัลโทนสีเงิน จัดวางอย่างบรรจงประณีตให้เกิดประกายละเอียดทั่วทั้งชุดอย่างงดงาม สะท้อนทักษะเชิงช่างฝีมือและความละเอียดอ่อนของงานหัตถศิลป์ โดยชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการห่มสไบของ “ชุดไทยจักรพรรดิ” ถูกถ่ายทอดผ่านการลดทอนเส้นสายและองค์ประกอบอย่างมีชั้นเชิง ให้คงไว้เพียงแก่นแท้ของรูปทรงและจังหวะการคลุมผ้า แล้วนำมาตีความใหม่ในบริบทของชุดราตรี ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยใหม่ เผยความเรียบที่แฝงด้วยรายละเอียดลึกซึ้งอย่างสุขุม ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทั้งยังมีกระเป๋าทรงถือคลัทช์ทรงกระบอก รังสรรค์ขึ้นจากทองคำขาวประดับพลอยมุกดาหาร (Moonstone) เพชร (Diamond) และพลอยสีน้ำเงิน (Sapphire)

ในโอกาสนี้ พระราชินีสุทิดา ทรงสวมรัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ (Fringe Tiara) ซึ่งเป็นพระราชมรดกทรงคุณค่าในพระราชวงศ์จักรี เป็นเทียร่าเพชรโบราณรูปทรงแฉกรัศมี โดนเด่นด้วยเพชรที่เรียงเป็นแฉกแหลม เปรียบเสมือนรัศมีของดวงอาทิตย์ และสามารถแปลงเป็นสร้อยพระศอได้ มีต้นเค้ามาจากเครื่องประดับของสตรีรัสเซีย ที่เรียกว่า Kokoshnik เริ่มแพร่หลายในยุโรป มีการนำเข้ามาในสยามเมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาส ยุโรปและซื้อพระราชทานพระมเหสีเทวี เทียร่าที่สามารถถอดดัดแปลงเป็นสร้อยพระศอได้

เทียร่านี้เป็นพระราชมรดกตกทอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเดิมเป็นของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงได้รับพระราชทานเป็นของขวัญจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป โดยเป็นที่คุ้นตากันดีซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงเทียร่าองค์นี้หลายครั้งด้วยความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ สมกับเป็นแก้วเป็นแสงของชาวสยามโดยแท้ เทียร่านี้ออกงานครั้งสุดท้าย เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงในงาน return banquet ที่ สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ และสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ทรงจัดถวาย ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ ใน พ.ศ. ๒๕๔๖

เข็มกลัดรูปดอกไม้เพชรองค์นี้ไม่ได้งดงามเพียงเพราะประกายของเพชรแต่ทรงคุณค่าเพราะเป็นหนึ่งในเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ที่สะท้อนร่องรอยประวัติศาสตร์ของราชสำนักไทยอย่างลึกซึ้งเข็มกลัดดอกไม้เพชรองค์นี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องประดับ…แต่คือดอกไม้แห่งประวัติศาสตร์ที่ยังคงผลิบานอยู่บนแผ่นดินไทย เครื่องประดับชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดสายใยแห่งเกียรติยศ ความอ่อนช้อย และจิตวิญญาณของศิลปะไทยจากรุ่นสู่รุ่นอย่างสง่างาม ทุกแสงสะท้อนจากเพชร มิใช่เพียงความงามที่จับต้องได้ แต่คือความภาคภูมิใจของแผ่นดินไทย ที่ยังคงส่องประกายอยู่ในหัวใจของผู้คน…อย่างไม่มีวันเลือนหาย

เข็มกลัดเพชรงามแปลกตานี้เดิมเป็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร์ นริศรราชกุมารี กรมพระเทพนารีรัตน์ อันเป็นที่มาของชื่อถนน “พาหุรัด” ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๒๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ประสูติแต่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ ขณะพระชันษา ๘ ปี ๘ เดือน ๑๑ วัน

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงนำทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระราชธิดามาสร้างเป็นถนนโดยพระราชทานนามว่า “ถนนพาหุรัด” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระราชธิดาอันเป็นที่รัก ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ สถาปนาพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัยฯ ซึ่งเป็นพระโสทรเชษฐภคินี ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ "กรมพระ" มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัย ประไพพรรณพิจิตร์ นริศรราชกุมารี กรมพระเทพนารีรัตน์ ด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัตมณีมัยนั้น เมื่อยังเสด็จดำรงพระชนม์อยู่ ทรงมีมารยาทเรียบร้อยเป็นอันดี สมควรกับขัตติยราชกุมารี เป็นที่เสน่หาปราโมทย์แห่งพระประยูรญาติทั้งปวงยิ่งนัก
เราได้เห็นเข็มกลัดนี้ในคราวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงล่าสุดที่ประเทศสวีเดน


อ่านข้อมูลของรัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะเพิ่มเติมได้ที่เพจ คุณเอ็ดดี้ อัษฎางค์ค่ะ
รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ : เครื่องเพชรที่ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ








































เสด็จนิวัติ ประเทศ เขตสยาม
ฝากเอาไว้ ความงาม ความคิดถึง
สายสัมพันธ์ เลอค่า ยิ่งตราตรึง
สองประเทศ เป็นหนึ่ง ด้วยไมตรี

หากที่นั่น เหน็บหนาว ดาวไม่ใส
มาเยี่ยมเยือน เมืองไทย เถิดน้องพี่
อาหารอร่อย หาดทรายงาม สยามมี
คนที่นี่ รอต้อนรับ กับหัวใจ…

กวีเหลวไหล
๒ พค ๖๙
จาก เพจกวีเหลวไหลแท้


ดีเทลสุดล้ำค่า พระราชินีสุทิดาฯ ในฉลองพระองค์สูทมัดหมี่ร่วมสมัย วันเสด็จฯ กลับถึงไทย ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่ง กลับถึงท่าอากาศยานทหาร ดอนเมือง

ฉลองพระองค์ชุดสูทเข้าชุดแขนยาวทรงเข้ารูปสีดำ โครงสร้างเรียบ คอปาดกว้างจรดช่วงไหล่ เสริมเดรปผ้าทแยงพาดช่วงลำตัวสู่เอวด้านข้าง ยึดด้วยเข็มกลัดเพชรรูปผึ้งคู่ที่ทำหน้าที่ทั้งในเชิง โครงสร้างและสัญลักษณ์ ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ทอมือพื้นสีดำลายเทาอ่อน ผสานผ้าลูกไม้โปร่ง สีดำจับเดรปซ้อนทับ เพื่อสร้างมิติของแสง เงา และชั้นผิวสัมผัสอย่างละเอียด ทรงถือกระเป้าถือ ย่านลิเภา ก้านถือทำจากทองคำขาวประดับด้วยผึ้งประดับเพชร สะท้อนการตีความความเป็นไทย ในบริบทตะวันตก ผ่านงานหัตถศิลป์ตั้งเดิมที่ถูกจัดวางใหม่ด้วยภาษาของโครงสร้างร่วมสมัย อย่างสุขุม และมีนัยยะเชิงวัฒนธรรม

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ กลับประเทศไทย โดยประทับเครื่องบินพระที่นั่งของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ TG 8887 และจะถึงท่าอากาศยานทหาร ดอนเมือง ในวันเสาร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น.












บีจีจาก xmple.com กรอบจากคุณ ebaemi ไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor





 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2569
0 comments
Last Update : 21 พฤษภาคม 2569 9:33:52 น.
Counter : 172 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 
Share to Facebook

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณ**mp5**, คุณmultiple, คุณmcayenne94, คุณกะริโตะคุง, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณThe Kop Civil, คุณหอมกร, คุณปรศุราม, คุณtoor36, คุณสองแผ่นดิน, คุณmariabamboo


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 169 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.