| |
|||||
Shadow Work รองเท้าผ้าใบที่เปื้อนฝุ่นดิน กีตาร์เก่าๆที่เพิ่งหัดดีด กระเป๋าหนึ่งใบแบกฝันไว้บนบ่า มุ่งหน้าไปสู่ . . จุดที่วาดไว้ไกลๆ - - - - - - - - - - - - - - - มองเห็นแค่ยอดเขาที่ยังอีกนาน จนลืมดอกไม้ที่บานข้างทาง รีบเดินจนหอบ . . ลืมฟังเสียงนกร้อง เกือบลืมไปแล้วว่าออกมาเพื่ออะไร - - - - - - - - - - - - - - - เพราะความสนุกมันมักจะอยู่ระหว่างทาง ไม่ใช่แค่ "ภาพฝัน" ที่ปลายฟ้าไกล คือรอยยิ้มเล็กๆจากคนที่ไม่รู้จัก คือการได้หยุดพักและมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ - - - - - - - - - - - - - - - ความสนุกมันซ่อนอยู่ในทุกก้าวเดิน คือเพื่อนร่วมทางที่จับมือกันไว้ ถึงแม้จะล้มลงหรือต้องเจอทางตัน - - - - - - - - - - - - - - - คือ ความสุขที่แท้จริง - - - - - - - - - - - - - - - ![]() "ชีวิต" คือ "การเดินทาง" การเดินทางคือ "การเรียนรู้" การเรียนรู้คือ "การเติบโตของจิตวิญญาณ" ไม่น่าเชื่อ . . ว่าคนๆหนึ่งมันจะสามารถหา ข้อดีในข้อเสียของการดำเนินชีวิต ทั้งชีวิตที่ผ่านมาได้ การใช้ชีวิตเละเทะ มันก็มีข้อดีแบบเละเทะของมันเอง สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะดี จะร้าย สวยงามบ้าง เลวร้ายบ้าง ล้วนมีดีในตัวของมันเอง..ถ้าเราสามารถมองเห็นมันได้อ่ะนะ แม้จะดูคล้ายกับเป็นข้ออ้างของคนๆหนึ่งอยู่บ้างก็ตามเถอะนะ 55+ อาทิตย์นี้ . . ต้องขับรถไปรับแม่ที่สุโขทัยแล้ว รอบนี้มอลจังดูยุ่งมาก อีกทั้งนางต้องบินไปจีนกลางอาทิตย์หน้า จะลากนางไปเป็นเพื่อนก็ดูจะใจร้ายเกินไป เลยบอกให้นางพักเถอะ ถ้าเธอไปมันจะเหนื่อยเกินไปนะ แต่ดูเหมือนว่านางกำลังคิดอยู่ แม่ไม่อยู่เดือนนึง เราใช้ชีวิตเละเทะมว๊าก. . มันทำให้คิดไปถึงช่วงสมัยมหาลัยเลย ฟีลมันคล้ายๆตอนนั้น สมัยก่อนเราเป็นเด็กเรียบร้อย (คิดว่านะ) ทั้งที่แม่ก็เลี้ยงเรามาแบบ ไม่ได้กดดันอะไร (คิดเองอีกนั่นแหละ) ไม่เคยบังคับเรื่องการเรียน แต่เราก็ไม่ได้เป็นคนที่เรียนแย่อะไรมากมาย แค่เกรดมันผันผวน ไปตามอารมณ์อินดี้แค่นั้น.. 555+ แต่ถือเป็นเด็กเรียนคนหนึ่ง สมัยปฐมฯ เราเรียนโรงเรียนเดียวกับแม่มาตลอด ไปกับแม่ กลับกับแม่ แม่เพิ่งจะปล่อยให้เราแว้นไปเรียนเองตอนมัธยม เราเป็นเด็กดีหกโมงเช้า เราก็ออกจากบ้านละ เราเคยไปถึงโรงเรียนเช้าสุดคือหกโมงครึ่ง ทำโน่นทำนี่แบบแช่ๆ เอากระเป๋าไปเก็บ แล้วก็ไปซื้อข้าวกิน ที่โรงอาหารตอนเจ็ดโมง เราเรียนโรงเรียนหญิงล้วน มาจนจบมัธยมหก เลิกเรียนก็ไปเรียนพิเศษต่อ . . เรียนพิเศษเสร็จก็กลับบ้าน ไม่เคยเที่ยวผับ เคยไปดูหนังกับผู้หนึ่งครั้งถ้วน มันดูเหมือนอยู่ ในกรอบจริงๆ แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ![]() ช่วงมัธยมปัญหาที่พอจำได้อยู่สองครั้งคือ ปมเรื่อง โดนเพื่อนแบนหนึ่งครั้ง . . แต่กลุ่มนั้นตอน ม.ปลาย พวกนางก็ย้ายไปอยู่โรงเรียนข้างๆ พอ ม.ปลาย เราเลย ย้ายกลุ่มไปอยู่อีกกลุ่ม ชีวิตดำเนินไปอย่างราบเรียบ กับ ปมปัญหาอาจารย์ที่สอนเคมี คืออาจารย์ชอบตอกย้ำกับเราเสมอว่า เราคิดผิด หมายถึงว่า เค้าชอบพูดว่า . . เราอ่ะ คิดผิด เราควรจะเรียน สายศิล มากกว่าสายวิทย์ เพราะเราเก่งศิลปะ เค้าหมายถึงว่า เราอ่ะมีความครีเอท ควรเรียนมาทางสายศิลมากกว่าการเอาตัวเองไปแปะ อยู่กับสายวิทย์ แต่ในความคิดเรา เราคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้เก่งภาษา และวิชาสายวิทย์เกรดเราก็ไม่ได้แย่ . . ทีนี้พออาจารย์มาย้ำกับเรามาก มันทำให้เรากลายเป็นคนขาดความมั่นใจ แน่นอนว่าเราเคยได้เกรด 2 กับอาจารย์คนนี้หนึ่งครั้งถ้วน มันเป็นเกรดต่ำสุด เราไม่เคยได้มาก่อน แต่ไอ้สิ่งที่อาจารย์ย้ำมันกลายเป็นเรื่องที่ฝังอยู่ในหัวจนเราควบคุม เหตุการณ์ไม่ได้ มันไปถึงขั้นที่ว่า . . ข้อสอบที่คิดว่าถูกกลับผิด แต่พอเรากา ตรงข้ามกับความคิด กลับถูก 55555+ มาตอนนี้.. พอมานั่งนึกถึงเรื่องนี้ กลับกลายเป็นเรื่องที่ดูตลกมาก เด็กน้อยจริงๆนะเรา โตมาจนแก่ขนาดนี้เพิ่งจะเข้าใจความจริงของชีวิต ชีวิตนี้ . . มันเป็นของเราเป็นสิทธิ์ของตัวเรา เป็นตัวเราเองที่จะเลือกให้ชีวิตดำเนินไปในเส้นทางไหน ชีวิตเป็นของเรา เราเลือกได้ และจะไม่มีใครหรืออะไร มาทำให้เราไขว้เขวได้เลย ถ้าเราหนักแน่นพอ มันไม่มีใครจะมามีอิทธิพลเหนือตัวเราได้หรอกนะ ถ้าเราไม่ให้อำนาจกับเขาน่ะ . . ![]() ยิ่งนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น . . เรากลับยิ่งรู้สึกอยากจะขอบคุณพวกเขา เอามากๆ ขอบคุณอาจารย์ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่เสียสละลงมาเล่นบทเรียนชีวิตนี้ ลงมาเล่นเพื่อสอนบทเรียนให้กับเรา ขอบคุณมากๆนะคะ ^ ^ มาถึงช่วงเรียนมหาลัย . . เราที่ก่อนหน้านี้ ค่อนข้างจะใช้ชีวิตในกรอบ ตอนปี 1 แม่จองหอพักหญิง ในมหาลัยให้เรา แต่ตอนปิดเทอมดันมีรุ่นพี่ อ่านหนึงสือ ในช่วงปิดเทอมมากไป แล้วเค้ากินกาแฟมากไปเลยหัวใจวายตาย ในชั้นที่เราจะไปอยู่ เราเลยไปงอแงกับแม่ ว่าเราไม่อยากอยู่แล้ว (ช่วงนั้นเราเจอผีบ่อย) มาคิดดูตอนนั้นแม่เราใจดีมากจริงๆ ที่ยอมให้เราออกมาเช่าหอเอกชนได้ เพราะนั่นหมายถึงว่า เค้าต้องมีรายจ่ายเพิ่ม ซึ่งมันน่าจะสร้างความลำบากให้กับผู้หญิงคนนึง ที่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเอามากๆ พอแก่แล้วจึงได้เข้าใจ การเลี้ยงเด็กคนนึงมาจนกว่าจะโตเนี่ยะ . .ไม่ง่ายเลย ช่วงปี 1 ในมหาลัย เราผู้ได้ออกสู่โลกกว้างมาใช้ชีวิตอิสระครั้งแรก เพิ่งจะได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำมาก่อนหลากหลาย เราผู้นั้น เลยเริงร่ามากกกกก 555+ ตอนนั้นเราไปเช่าหออยู่กับเมทหญิง ที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยม เป็นคนที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว . . อยู่ด้วยกันได้ปีเดียว พอปีสองเลยตัดสินใจแยกย้าย ออกไปอยู่ของใครของมัน เราอยู่คนเดียวก็ชีลหนักเลยทีนี้ นอนดึก หกโมงเช้าขับรถไปซื้อผักแม็คโครฯก็มี ทั้งๆที่หอพักเนี่ยะ ห่างจาก มอเราตั้งเก้ากิโลฯ แต่ก็บ่ยั่น นอนกี่โมงก็ได้ ตื่นกี่โมงก็ได้ เราเคยติดเกมซิมแบบเล่นตั้งแต่ดึกยันเช้า แบบที่แจ้งคาตา เช้ามาลุกสะบัดๆ กระโปรงนักศึกษาใส่ไปเรียนไรแบบนั้น 55+ บ้าบอ เคยมีของที่อยากได้ ใช้เงินรายเดือนจนหมด แล้วกินฮอทดอกสองไม้ตอนกลางวันเป็นมื้ออาหาร ตอนปี 2 เราโดนเพื่อนแบน เป็นการแบนที่แรงมากที่สุดในชีวิต แต่เรา . . ท่องไว้อย่างเดียวคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตูก็จะอยู่ที่นี่นี่ล่ะ จะไม่ยอมเอ็นทร้านซิ่วไปอยู่ที่อื่นเด็ดขาด มันก็เกิดเรื่องมากมาย เด็กมหาลัยในวัยว้าวุ่น ช่วงนั้นนี่เปิดเสียงของท่านพุทธทาสภิกขุ "การออกจากความทุกข์" ฟังทุกคืน สลับกับกินเบียร์สามขวดรวดก่อนอน อยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ให้มันเมา ให้มันหลับ ให้มันไม่คิดไปวันๆ ตูนี่ก็แม่มโคตรจะคอนทราส 555+ และ ความเละเทะ อันน่าหลงใหลนี้ . . มันกลับมาหาเราอีกครั้งก็ตอนที่ แม่ไม่อยู่บ้านหนึ่งเดือนนี้ล่ะ บันเทิง! อย่างไรก็ตาม . . พอมานั่งนึกเรื่องพวกนั้น มันกลับทำให้เราค้นพบความจริงที่ว่า . . ไม่ว่าชีวิต จะถูกทำให้เดินไปในทิศทางไหน จะสงบสุขหรือเละเทะ ไปขนาดไหนก็ตาม . . ถ้าเราทำตัวเองให้เบาได้นิ่งได้ ชีวิตเราจะสุขสงบไปเองในแบบที่สถานการณ์โลก ใดใดก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อตัวเราได้เลย สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่พลังงานในตัวเราจริงๆ ![]() ถ้าเราไม่ทำตัวเรา . .ให้ไหลไหวเอน ไปกับคนรอบข้าง เราก็สงบได้ ถ้าเราไม่เอาตัวเรา ไม่เอาความสุขของเรา ไปผูกติด ยึดติดกับปฎิกิริยา กับความคิดของคนรอบข้าง มันก็จะไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้ใจเราทุกข์ได้! การทำตัวเละเทะในเดือนนี้ มันทำให้เราย้อนคิด ถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา และค้นพบว่า เราจะไม่ทุกข์เลย ถ้าเรารักษาพลังงานของตัวเราให้ดี ไม่ว่าโลกจะดำเนินไปในทิศทางไหน ไม่ว่าคนรอบข้าง จะปฎิบัติกับเราอย่างไร เราก็จะสุขและเบาได้ในระดับที่คงที่ สุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ใคร มันอยู่ที่ใจเราล้วนๆ! ดังนั้น . . ถ้าเรารู้สึกว่าใจเราแกว่ง หรือมีเหตุการณ์อะไร ที่มันเข้ามากระทบกับตัวเราใจเรา ขอแค่เรารู้ตัว . . ว่า ณ เวลานั้นเรารู้สึกกับมันยังไง รู้ว่าอะไร ที่มันมากระทบเรา เราก็จะตัดมันออกได้ในทันที นั่นเป็นเพราะว่า . . เราได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้แล้วไง ว่าการเอาตัวเอง ไปจมกับสิ่งนั้น มันจะยิ่งทำให้ทุกข์ มันยิ่งทำให้ พลังงานของเราทำให้ความถี่ของเราถูกดึงต่ำลง ย้ำ!! สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต จึงไม่ได้เกี่ยวกับว่าเราทำอะไร ไม่ได้เกี่ยวกับว่า ใครจะคิดอะไรกับเรา ทุกอย่างไม่สำคัญเลย จำไว้อย่างเดียว คือ เราต้องดึงพลังงานตัวเอง กลับมาให้อยู่ในช่วงความถี่บนๆให้ได้ ทำใจให้เบาให้ได้ ไม่ว่าจะเจอกับเรื่องอะไร ถ้าเราทำใจเบาได้ ทุกอย่าง ที่อยู่รอบข้างรอบตัวเรา มันจะถูกปรับพลังงาน ให้สอดคล้องไปกับพลังงานในตัวของเราได้เอง ![]() ความทุกข์ ความเละเทะของชีวิต . . . คิดในอีกมุมมันก็เปรียบดังของขวัญที่ถูกส่งมาให้เราเรียนรู้ กับ Shadow Work ในตัวเราเอง . . ทำให้เราได้กลับมามอง เงามืดในตัวเราเหล่านั้น ด้วยความเข้าใจ พอเราเข้าใจและยอมรับ ยอมรับกับตัวเองว่า การที่เราเลือกที่จะอยู่ในโหมดเละเทะเนี่ยะ มันเพราะอะไร เรากำลังเยียวยาปมอะไรในตัวเองอยู่ พอเรายอมรับได้ เราจะยิ่งเข้าใจธรรมชาติของตัวเราเองมากยิ่งขึ้นไปอีก เราจะอ่อนโยน กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว ความเข้าใจตัวเองนี้แหละที่จะเป็นการเยียวยาเบื้องลึก เป็นการเติมพลังการรักตัวเอง อัพขีดพลัง Self Love จนเต็มโดยไม่รู้ตัว! ค้นพบ >> ทำความเข้าใจ >> เยียวยา ทำแค่สามขั้นตอนนี้ . . เราก็สามารถก้าวผ่านความทุกข์ ที่เคยเกิดขึ้นในใจเราได้ ไม่ว่ามันจะเคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยไหนก็ตาม แค่ทำสามขั้นตอนนี้ เราก็จะ Move On ไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม เรียนรู้ . . ที่จะตัดจบพลังงาน จริงๆนะ เรามานั่งคิดดูทำไมแต่ก่อนเราช่างเป็นคนที่โง่เขลาขนาดนี้นะ คิดถึงตอนที่ตัวเองมานั่งอกหักจมน้ำตา มาทำงานไม่ได้ เอาแต่นอนมองผ้าม่าน ตลกมาก . . แต่คิดไปคิดมาถ้าเรา ไม่อ่อนด้อยแบบนั้น ถ้าเราไม่เคยทุกข์สุดๆมาก่อนแบบนั้น เราก็คงจะไม่ได้เรียนรู้ว่าต้องทำยังไง ให้ตัวเองก้าวผ่านมันไปได้ ถ้าไม่เคยทุกข์มาก่อนก็คงไม่รู้ว่า "ความสุขสงบเบาสบาย" มันเป็นยังไง ถ้าไม่เคยเอาตัวเองไปยึดติดกลับคนอื่นมาก่อน . . ก็คงไม่รู้ว่า การดึงพลังงานออกมาโฟกัสตัวเองได้จริงๆนั้น เป็นอะไรที่ล้ำค่าแค่ไหน พอคิดได้แบบนั้น . . อีโมเม้นที่อกหักแล้วไปขนผ้ามาซักมารีดให้หมดตู้ อะไรแบบนั้น มันเลยไม่ดูแย่ เลยเป็นเรื่องที่น่าเอ็นดูวไปเลย เอ็นดูวตัวเองมากก กว่าจะมาเป็นฉันในทุกวันนี้ . . ก็ต้องถูกตัวเอง เตะตีถีบทุบ มามากมาย 555+ ต้องขอบคุณมิตรภาพมากมายหลากหลายที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงๆ แม้ว่า . . จุดจบในความสัมพันธ์แต่ละช่วงแต่ละตอน อาจจะมีทั้งดีและไม่ดี ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังไง๊ยังไง เราก็อยากจะบอกขอบคุณพวกเขาอีกล้านๆรอบ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น . . มันเหมือนเราได้ดูซีรี่ย์จบไปเป็นเรื่องๆเป็นตอนๆไป ทุกตัวแสดง พวกเขาล้วนต้องเสียสละวันเวลาในชีวิตมาเพื่อเราทั้งนั้น ขอบคุณที่เสียสละ . . หนังชีวิตทุกเรื่องที่เราเคยได้ไปร่วมแสดงนั้น มันสอนบทเรียนล้ำค่าให้เราได้เติบโตมาเป็นตัวเรา ที่แข็งแกร่งสุดๆ ณ เวลานี้ ณ ปัจจุบันนี้ จริงๆ ![]() การตื่นรู้ไม่ง่าย ล้วนต้องใช้ใจลงไปเล่น "ซาบซึ้งจัง" ขอบคุณทุกคนนะคะ ผลงานจากการทำ Shadow Work นี้มันดีจริงๆ มันทำให้เรา เข้าใจตัวเองชัดขึ้น ลึกขึ้น ทำให้เราขุดเอาแผลที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา ออกมา เรียนรู้และทำความเข้าใจกับมันใหม่ เรียนรู้เงามืดของตัวเอง ด้วยความเข้าใจ จนสุดท้ายก็เบาสบายไปได้เอง ไม่ถูก trigger ง่ายๆด้วย เวลามีอะไรมากระทบก็จะรู้สึกตัวไวขึ้นด้วย ตัดจบพลังงานได้ไวสุดยอด ทำให้เรากลับมารักและอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว . .ดี๊ดีย์ ว่าแต่ . . มันกลายมาเป็นเรื่องนี้ไปได้ยังไงเนี่ยะ กะว่าจะเขียนเรื่องเละเทะเบาๆ ลงรูปว่าเราไปทำอะไรมาบ้างแท้ๆ มันกลายมาเป็นโหมดตื่นรู้ไปซะแล้ว แบบ งงๆ ดังนั้น ขอย้ายกรุ๊ปนะค้า ขอบคุณ คุณหอมกร ที่มาส่งกำลังใจนะค้า แต่ชื่อหายไม่ต้องตกใจ เค้าแอบย้ายกลุ่ม วันนี้มาเม้านิดนึงพอ .. ขอบคุณเพื่อนๆ Bloggang ทุกคนที่แวะมาทักทาย และส่งกำลังใจนะคะ ม๊วฟๆๆ ไปจิงๆละ . . ![]() บั น ทึ ก D i a r y โ ด ย ตั ว ห น อ น กิ๊ ว ๆ
|
nonnoiGiwGiw
ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]![]() All Blog
Link |
||||
| Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved. | |||||









ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [
























