ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


เมื่อวานเป็นวันที่เกิดปรากฏการณ์.. จันทรุปราคาเต็มดวง
เนื่องจากโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์พอดี ทำให้เงาของโลก
บดบังดวงจันทร์จนกลายเป็น
พระจันทร์สีเลือด เราไม่ได้ไปไหน
ไม่ได้ออกไปดูดวงจันทร์ด้วย นั่งสวดมนต์อยู่บ้าน เราเป็นพวกสวดมนต์
ตามใจมาก ไม่มีหลักการใดใด อยากสวดบทไหนก็สวด สวดตามสัญชาติญาณ
ปกติเราจะสวดบทมหาจักรพรรดิตอนเลิกงานแล้วสวดต่อตอนขับรถ
มาจนถึงบ้าน เพื่อเป็นการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อวานเป็นวันหยุด
เราเลยเริ่มสวดตั้งแต่ค่ำๆ เป็นการสวดตามคลิปในยูทูป ที่ต้องสวดตาม
เพราะว่าเราจะได้ไม่ต้องมานับว่า มันครบร้อยแปดจบแล้วหรือยัง



และช่วงนี้แม่เราไม่อยู่เราจัดบ้านใหม่ย้ายโซฟามาอยู่หน้าทีวี
เหมือนเดิมแล้วย้ายคอนโดกี้ไปไว้กลางบ้าน เราเลยเปิดบทสวด
ขึ้นทีวีเลย . . ใดใด คือ เรารู้สึกว่าหลวงปู่ดู่ในทีวีอมยิ้มให้เราตลอดเวลา
ต่อไปจากนี้เราตั้งใจจะสวดจักรพรรดิ 108 จบ (ประมาณ 1 ชั่วโมง)แบบจริงจัง
ต่อด้วย ท่านปู่เวสสุวรรณ 9 จบ (8 นาที) ต่อด้วย ชินบัญชร 9 จบ (47 นาที)
ปกติจะสวดแค่นี้ แต่เมื่อวานเพิ่มบทคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าด้วย



แล้วนะ . . จากที่ล่าสุดเราไปปฎิบัติธรรมที่ชลบุรีมา
เราพบว่า . . เรารู้สึกอินกับบทจักรกัปปวัตนสูตรมาก
แล้วรู้สึกว่าตัวเองเท่ห์มากที่สามารสวดเร็วเหมือนร้องเพลงแร๊ป
ไปพร้อมๆ กับพระอาจารย์ในวัดได้ . . 



ทีนี้พอกลับมาถึงบ้าน . . คลิปสวดธัมจักรฯ แบบโบราณก็เด้งมาหาเรา
เราเลยเฮ้ยยย . . ความจริงเราสามารถสวดแบบไม่แร๊ปได้นะ
เราว่าเสียงสวดเราดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับตอนสวดแรกๆ เราสวดชินบัญชร
แทบไม่ทันซับไตเติลเลย เราถึงขั้นอยากทำคลิปบทสวดเองแบบ
ให้มันเหมือนคาราโอเกะที่มีสองบรรทัดให้สวดอะไรแบบนั้นอ่ะ
มันจะได้อ่านเชยกันได้พอดี แต่พอเมื่อวานเรากลับมาสวดอีกครั้ง
เรากลับพบว่า เฮ้ยย ทำไมเราสวดทันซัพไตเติลเค้าเลยล่ะ
ทั้งๆ ที่มันก็ขึ้นทีละบรรทัดเหมือนเดิม . . ใดใด ด้วยความหลงใหล
ในบทธัมจักรฯ การสวดมนต์ของเราเลยมีบทนี้เพิ่มเข้ามาด้วยสวด 3 รอบ






ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร |

บทสวด ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นี้คือ ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้า
ที่เกิดขึ้นหลังจากพระองค์ตรัสรู้แล้วประมาณ ๒ เดือน
(หลังตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ๔๙ วัน แล้วเสด็จไปพาราณสี)

สถานที่คือ.. ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
(ปัจจุบันคือสารนาถ ประเทศอินเดีย) พระองค์แสดงธรรมนี้แก่
ปัญจวัคคีย์ ๕ รูป  เหตุการณ์นี้เรียกว่า 
“การหมุนกงล้อแห่งธรรมครั้งแรก”
และเป็นวันที่พระโกณฑัญญะบรรลุโสดาปัตติผล

ตามพุทธประวัติใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เหตุการณ์นี้ตรงกับ
วันเพ็ญเดือน ๘ ที่ปัจจุบันเราเรียกว่า วันอาสาฬหบูชา






- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ส่วนที่ 1 : บทนำ
(เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน ใครอยู่ที่นั่น)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
เอวัมเม สุตัง
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณสิยัง วิหะระติ 
อิสิปะตะเน มิคะทาเย 
ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ 


แปล: ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้.. สมัยหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน
ใกล้เมืองพาราณสี ที่นั่น พระองค์ตรัสกับภิกษุทั้งห้ารูป


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ส่วนที่ 2 : ปฏิเสธสุดโต่ง 2 ทาง
+ ประกาศทางสายกลาง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ทเวเม ภิกขเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา 
กะตะเมเต โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค
หีโน คัมโม โปถุชชนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต 

โย จายัง อัตตกิลมถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต 
เอเต เต ภิกขเว อุโภ อันเต อะนุปคัมมะ มัชฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตนะ
อภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อภิญญายะ
สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตติ  กะตะมา จะ สา
ภิกขเว มัชฌิมา ปฏิปทา อยะเมวะ อริโย อัฏฐังคิโก มัคโค 

เสยยะถีทัง 
สัมมาทิฏฐิ 
สัมมาสังกัปโป 
สัมมาวาจา 
สัมมากัมมันโต 
สัมมาอาชีโว 
สัมมาวายาโม 
สัมมาสติ 
สัมมาสมาธิ 




แปล : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การดำเนินชีวิตของผู้บวช
ไม่ควรเข้าไปยึดติดอยู่ในทางสุดโต่งสองทาง คือ
การหมกมุ่นในความสุขทางกามซึ่งเป็นของต่ำ
เป็นเรื่องของคนทั่วไป ไม่ประเสริฐ และไม่ก่อประโยชน์แท้จริง

การทรมานตนเองให้ลำบาก ซึ่งเป็นความทุกข์
ไม่ประเสริฐ และไม่ก่อประโยชน์แท้จริง

การไม่เข้าไปสุดโต่งทั้งสองทางนี้
ตถาคตได้ตรัสรู้ ทางสายกลาง
ซึ่งทำให้เกิดปัญญา ทำให้เกิดความรู้
นำไปสู่ความสงบ ความรู้แจ้ง การตรัสรู้ และนิพพาน

ทางสายกลางนั้น คือ อริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่
ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ
อาชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ส่วนที่ 3 : ประกาศอริยสัจ 4
(เนื้อหาของความจริง)

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

อิทัง โข ภิกขเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง 
ชาติปิ ทุกขา 
ชะราปิ ทุกขา 
พฺยาธิปิ ทุกโข
มะระณัมปิ ทุกขัง 

อะปฺปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข 
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข 
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง 
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา 

อิทัง โข ภิกขเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง 
ยายัง ตัณหา โปโนภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา
ตัตรตัตราภินันทินี 
เสยยะถีทัง 
กามะตัณหา 
ภวะตัณหา 
วิภวะตัณหา 

อิทัง โข ภิกขเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง 
โย ตัสสายะเอวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค
ปฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย 

อิทัง โข ภิกขเว ทุกขะนิโรธคามินี 
ปฏิปทา อะริยะสัจจัง 
อยะเมวะ อริโย อัฏฐังคิโก มัคโค 
เสยยะถีทัง 
สัมมาทิฏฐิ 
สัมมาสังกัปโป 
สัมมาวาจา 
สัมมากัมมันโต 
สัมมาอาชีโว 
สัมมาวายาโม 
สัมมาสติ 
สัมมาสมาธิ 




แปลส่วน 3 : 

อริยสัจข้อที่ 1 – ความจริงเรื่องทุกข์

ความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์ คือ


การเกิดเป็นทุกข์
ความแก่เป็นทุกข์
ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์

การประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์
การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์


กล่าวโดยย่อ.. ขันธ์ทั้งห้าที่ถูกยึดมั่นถือมั่นนั้น ล้วนเป็นทุกข์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

อริยสัจข้อที่ 2 – เหตุแห่งทุกข์
ความจริงอันประเสริฐเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ คือ
ตัณหา หรือความอยาก ซึ่งทำให้เกิดภพใหม่
ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความยึดติด

ได้แก่ ความอยากในกาม
ความอยากมีอยากเป็น
ความอยากไม่เป็น ไม่ให้มี


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

 อริยสัจข้อที่ 3 – ความดับทุกข์

ความจริงอันประเสริฐเรื่องความดับทุกข์ คือ
การดับตัณหานั้นโดยไม่เหลือ
คือการคลายกำหนัด การสละ
การปล่อยวาง ความหลุดพ้น ความไม่ยึดติด


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

 อริยสัจข้อที่ 4 – ทางดับทุกข์
ความจริงอันประเสริฐเรื่องทางไปสู่ความดับทุกข์ คือ
อริยมรรคมีองค์แปด คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ
การกระทำชอบ อาชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ส่วนที่ 4 : ญาณรอบที่ 1 (รู้ว่า ‘นี่คือ’)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง 
ติ เม ภิกขเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ 

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง 
ติ เม ภิกขเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ 

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง 
ติ เม ภิกขเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ 
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ 

อิทัง ทุกขะนิโรธคามินี ปฏิปทา อะริยะสัจจัง 
ติ เม ภิกขเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ
วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ 


แปล : เมื่อพระองค์ทรงพิจารณาความจริงทั้งสี่นี้
ความรู้ ความเข้าใจ ปัญญา วิชชา และแสงสว่าง ได้เกิดขึ้น

คือรู้ชัดว่า
นี่คือทุกข์
นี่คือเหตุแห่งทุกข์
นี่คือความดับทุกข์
นี่คือทางไปสู่ความดับทุกข์




- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ส่วนที่ 5 : เวียน 3 รอบ มี 12 อาการ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

อะยัง โข เม ภิกขเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯ
ทุกขัง ปริญเญยยันติ ฯ
ทุกขะสะมุทะโย ปะหาตัพโพ ฯ
ทุกขะนิโรโธ สัจฉิกาตัพโพ ฯ
ทุกขะนิโรธคามินี ปฏิปทา ภาเวตัพพา ฯ


ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขเว อิเมสุ จัตตาริ อะริยะสัจจานิ
เอวัง ติริวัฏฏัง ทวาทสาการัง
ยะถาภูตัง ญาณทัสสนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ
เนวะ ตาวาหัง ภิกขเว โลเก สะเทวะเก สมาระเก
สพรหมะเก สัสสะมะณะพฺราหมะณิยา ปะชายะ
สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภิสัมพุทโธ ปัจญญาสิง ฯ

ยะโต จะ โข เม ภิกขเว อิเมสุ จัตตาริ อะริยะสัจจานิ
เอวัง ติริวัฏฏัง ทวาทสาการัง
ยะถาภูตัง ญาณทัสสนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ
อะถาหัง ภิกขเว โลเก สะเทวะเก สมาระเก
สพรหมะเก สัสสะมะณะพฺราหมะณิยา ปะชายะ
สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง
อะภิสัมพุทโธ ปัจญญาสิง ฯ



แปล : พระองค์ทรงรู้ว่า
ทุกข์ ควรกำหนดรู้
เหตุแห่งทุกข์ ควรละ
ความดับทุกข์ ควรทำให้แจ้ง
ทางไปสู่ความดับทุกข์ ควรเจริญ

และเมื่อทรงรู้ว่าได้ทำครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
ญาณทัสสนะจึงบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

ตราบใดที่ความรู้นี้ยังไม่บริสุทธิ์ครบถ้วน
พระองค์ยังไม่ทรงประกาศว่าตรัสรู้

แต่เมื่อบริสุทธิ์ครบถ้วนแล้ว
จึงทรงประกาศว่าได้ตรัสรู้
สัมมาสัมโพธิอันยอดเยี่ยมในโลกนี้



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ส่วนที่ 6 : ประกาศตรัสรู้ + ความสิ้นภพ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสนัง อุทะปาทิ
อะกุปปา เม วิมุตติ
อะยะมันติมา ชาติ
นัตถิ ทานิ ปุนัพภโวติ ฯ


แปล : ความรู้ได้เกิดขึ้นแก่พระองค์ว่า
ความหลุดพ้นนี้ไม่กำเริบอีก
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
บัดนี้ไม่มีการเกิดอีกต่อไป





ทำไมพระองค์เริ่มด้วย “ทางสุดโต่ง ๒ อย่าง” |

พระองค์ไม่ได้เริ่มสอนเรื่องทุกข์ทันที 
แต่เริ่มจาก “วิธีใช้ชีวิตผิดๆ” ก่อน

ทางที่ 1 — หมกมุ่นในความสุข ใช้ชีวิตเพื่อเสพสุขอย่างเดียว
ตามใจตัวเองทุกอย่าง คิดว่า “มีความสุขมาก = ชีวิตดี” พระองค์บอกว่า
มัน “ต่ำทราม” เพราะมันทำให้ใจติด และยิ่งติดก็ยิ่งทุกข์

ทางที่ 2 — ทรมานตัวเอง บังคับตัวเองจนเกินไป
กดข่มความต้องการ คิดว่า “ยิ่งลำบาก ยิ่งศักดิ์สิทธิ์”
พระองค์บอกว่า นี่ก็มันก็ไม่ใช่ทางหลุดพ้น


เพราะ..  “ชีวิตที่ดีไม่ใช่สุดโต่ง แต่คือความพอดี”


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 


ทางสายกลางคืออะไรจริง ๆ ? |

ไม่ใช่แค่ “กลางๆ” แต่คือ มรรคมีองค์ 8 
มันคือระบบฝึกทั้งชีวิต: ความเห็นให้ถูก
ความคิดให้ถูก  คำพูดให้ถูก  การกระทำให้ถูก
อาชีพให้ถูก ความพยายามให้ถูก สติให้ถูก สมาธิให้ถูก


เพราะนี่คือ.. “แผนที่ออกจากทุกข์”



แล้ว “ทุกข์” ในที่นี้คืออะไรแน่? |

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าทุกข์ = เศร้า เสียใจ
แต่พระองค์บอกลึกกว่านั้น  เกิด = ทุกข์
เพราะการเกิดมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง
แก่ เจ็บ ตาย = ทุกข์
ได้ของที่ไม่ชอบ = ทุกข์
เสียของที่รัก = ทุกข์
อยากได้แล้วไม่ได้ = ทุกข์


สรุปสุดท้ายคือ “การยึดขันธ์ 5 เป็นตัวเรา” นั่นแหละคือทุกข์
ตรงนี้ลึกมาก เพราะพระองค์กำลังชี้ว่าต้นตอทุกข์
คือความยึดถือว่า ‘นี่คือตัวฉัน’



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 


 เหตุของทุกข์ |

คำเดียวเลยคือ: ตัณหา ตัณหาแปลว่า “ความอยากแบบเกาะติด”
มี 3 แบบ  อยากเสพสุข  อยากเป็น  อยากไม่เป็น
ลองดูชีวิตตัวเองดีๆ เกือบทุกความเครียดมาจาก 3 อย่างนี้



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - 

 ความดับทุกข์คืออะไร? |

ไม่ใช่การตาย ไม่ใช่หนีโลก แต่คือ “ความดับของความอยาก”
เมื่อไม่มีความอยากเกาะติด ใจก็ไม่ถูกบีบอีก






ทำไมตอนท้ายพูดเรื่อง “เวียน 3 รอบ มี 12 อาการ” |

นี่คือหัวใจที่คนอ่านแล้วงงที่สุด มันหมายถึงว่า พระองค์ไม่ได้แค่รู้ว่า “มีทุกข์”
แต่ทรงรู้ 3 ชั้น รู้ว่ามีทุกข์ รู้ว่าทุกข์ควรทำอะไร (ควรกำหนดรู้)
รู้ว่าทำสำเร็จแล้ว แบบนี้ครบ 4 สัจ จึงกลายเป็น 4 x 3 = 12 อาการ


ทุกข์  > (1) นี่คือทุกข์ (2)ทุกข์ควรกำหนดรู้ (3)เรากำหนดรู้ทุกข์แล้ว

เหตุแห่งทุกข์ (ตัณหา) > (4)นี่คือเหตุแห่งทุกข์
(5) เหตุแห่งทุกข์ควรละ (6)เราละเหตุแห่งทุกข์แล้ว

 
ความดับทุกข์ > (7)นี่คือความดับทุกข์
(8)ความดับทุกข์ควรทำให้แจ้ง (9)เราทำให้แจ้งแล้ว

 
ทางไปสู่ความดับทุกข์ >
(10)นี่คือทาง (11)ทางควรเจริญ 
(12)เราเจริญทางแล้ว


พอรู้ครบและทำครบจึงประกาศว่า..

อะยัง อันติมา ชาติ
นัตถิ ทานิ ปุนัพภะโวติ


แปลว่า
“ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วไม่มีการเกิดอีก”
ไม่ใช่คำพูดลอยๆ แต่คือผลของการทำครบตามแผนที่


ถ้าจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุดแบบชีวิตประจำวัน:

เราทุกข์ เพราะเรายึด
> เรายึด เพราะเราอยาก
> ความอยากดับได้ > มีวิธีฝึกให้ดับ


ทั้งหมดนี้คือแผนที่
ออกจากความทุกข์ของมนุษย์!





บั น ทึ ก   D i a r y   โ ด ย  ตั ว ห น อ น กิ๊ ว ๆ



Create Date : 04 มีนาคม 2569
Last Update : 4 มีนาคม 2569 16:27:55 น.
Counter : 119 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณกะริโตะคุง, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณtoor36, คุณหอมกร


nonnoiGiwGiw
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]



Group Blog
  •   
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
มีนาคม 2569

1
3
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
MY VIP Friends